-[TAKE]-

เป็นกำลังใจให้เทค ได้โปรดดดด แชร์เรื่องนี้ให้โลกรู้ว่าข้าน้านนน มาอัปนิยายแล้วววว ติดตามเทคด้วยยย รักเทคนานๆ อยู่กับเทคไปนานๆ น้าาาาา

ตอนที่ 5 คนปากร้ายไปไหนเสียแล้ว

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 คนปากร้ายไปไหนเสียแล้ว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 25

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2561 20:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 คนปากร้ายไปไหนเสียแล้ว
แบบอักษร

ตอนที่ 5 คนปากร้ายไปไหนเสียแล้ว

ชงซ่านไล่มองอนุภรรยาตนตั้งแต่ใบหน้า จนถึงลำคอ เรือนผมดำขลับ ผิวขาวผุดผ่อง จมูกรั้นโด่งกำลังได้รูป ริมฝีปากสีระเรื่อที่ชวนมองไม่น้อย เดิมทีเขาคิดแค่จะแกล้งฉางอันเล่นๆ ขันถีปากร้ายผู้นี้กล้ามาต่อล้อต่อเถียงกับเขา ต่อให้อีกฝ่ายพยายามแสดงอาการไม่หวาดกลัวเพียงใดก็ไม่อาจซ่อนได้มิดว่ากันว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ และชงซ่านก็กำลังรับรู้ว่าหัวใจของฉางอันกำลังเต้นแรงเพียงใด

“ข้าไม่อาจทำให้เจ้าหวั่นไหวได้งั้นหรือ”

แม่ทัพหนุ่มก้มกระซิบที่ข้างใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนก็เป่ารถต้นคอ เขาทำทุกอย่างด้วยความเชื่องช้า รอคอยให้คนใต้ร่างแสดงปฏิกิริยาบางอย่าง

มันทำให้เขาพึงพอใจ...

ฉางอันหลับตาปี๋ เขาไม่กล้าลืมตาด้วยซ้ำ กระนั้นก็ยังไม่อาจตอบคำถามของชงซ่านได้ ยามที่อยู่ในท่วงท่าล่อแหลมขนาดนี้ กลายเป็นเขาเองที่ตกเป็นรอง ใครบ้างจะไม่หวั่นไหว ใครบ้างจะทนใจแข็งได้นาน หากฉางอันตกอยู่ในสถานการณ์อื่นที่ดีกว่านี้ เขาอาจยอมพลีกายให้ชงซ่านก็ได้

“ข้าไม่ได้รู้สึกอะไรกับท่าน โปรดลุกออกไปเถิด”

ชงซ่านยกยิ้ม ทว่าซ่อนความร้ายกาจเอาไว้

“เจ้าแน่ใจงั้นรึ”

มือหยาบลูบไล้ไปที่ต้นขาอ่อน สัมผัสแผ่วเบาทำให้รับรู้ว่าฉางอันกำลังสั่นระริก

“คนปากร้ายไปไหนเสียแล้ว”

ฉางอันสะท้านเฮือกไหว เขายังไม่ทันได้เตรียมใจว่าจะเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ ความเก่งกล้าทั้งหมดยามที่ได้พบเจอกับคนผู้นี้ทำเอามลายหายไปราวกับฟองอากาศ หัวใจของฉางอันเต้นกระหน่ำจนแทบห้ามไม่ได้ ต่อให้พยามห้ามอย่างไรก็ยากเย็นยิ่งนัก

ชงซ่านเองก็ไม่ได้ต่างกันเท่าใด สตรีเขาก็ผ่านมามาก บุรุษก็เคยลิ้มลองแล้ว เมื่ออยู่ในสนามรบ สิ่งที่ต้องเผชิญมีสงครามกับความตาย ทหารบางนายก็ยอมที่จะพลีกายเพื่อให้ได้ชัยชนะ สร้างความสำราญให้กับบุรุษด้วยกันนับไม่ถ้วน ถึงจะดูต่ำช้าเพียงไรก็เป็นแค่ทางออกเดียวที่จะคลายความกังวลได้ มีหลายครั้งหลังจากเสร็จศึกเขาเคยถูกทหารชั้นต่ำกว่าพาไปเลี้ยงฉลองที่หอคณิกาชาย คนเหล่านั้นย่อมรู้ว่าเขาต้องการโอบกอดบุรุษลักษณะใด

ทหารก็เคยมาแล้ว

คณิกาชายก็เคยมาแล้ว

ยกเว้นแต่ขันทีเท่านั้นที่ยังไม่เคย

ความแคลงใจในส่วนนั้นที่ถูกตัดหาย ชงซ่านจึงทอดมองตั้งแต่ลำคอไปจนถึงส่วนกลางลำตัว อาภรณ์สีเขียวงดงามที่ปิดกั้นผิวขาวเอาไว้ไม่อาจซ่อนส่วนอ่อนไหวได้มิด ชงซ่านเกิดความต้องการบางอย่าง เขายังควบคุมมันได้ แต่ไม่คิดที่จะหยุดความคิดและการกระทำของตัวเอง

เรียวปากหยักเคลื่อนไปที่ลำคอขาว ใช้ปลายลิ้นโลมเลีย เดิมทีแค่อยากทดลองดูเท่านั้น ทว่าพอคนตรงหน้าสั่นสะท้านก็พาลทำเอาอยากรังแก

“อ๊ะ!”

เสียงครางหวานดังระงม คนไม่เคยถูกล่วงเกินไม่อาจซ่อนความตกใจเอาได้ ความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความตกใจ หากจะพูดว่าไม่ประสาก็คงจะใช่ ฉางอันไม่เคยเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ เรียกได้ง่ากับตัวเองก็คงจะถูก ตอนที่อยู่ในวังหลวง มีหลายครั้งที่เขาเฝ้าอยู่หน้าห้องยามที่ฮ่องเต้เสด็จเข้าหาพระสนม ได้ยินเสียงหยาบโลนดังมาจากด้านใน ในครั้งแรกฉางอันยังคงเด็กมาก เขานั่งหน้าแดงจนเกือยบถึงรุ่งสาง แน่นอนว่าความต้องการย่อมมี เมื่อเกิดความรู้สึกนั้นเขาไม่อาจปลดปล่อนออกมาได้ ส่วนที่ถูกตัดหายก็แค่ตื่นตัว ฉางอันรู้จักปรับตัวเข้ากับสถานการณ์อยู่แล้ว ยามที่ฮ่องเต้เสด็จเข้าหาพระสนมอีก ก็หลีกเลี่ยงที่จะนัรออยู่หน้าห้อง เขาเลือกเดินหลีกหนีไปอีกทาง คาดเดาเวลาที่ฮ่องเต้จะเสด็จออกนอกตำหนัจึงได้เข้าไปปฏิบัติรับใช้พระสนม

“ท่าน…ท่านแม่ทัพ…ข้า”

สติของฉางอันหลุดลอยไปเสียแล้ว เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองทำสีหน้าเช่นไร

“เจ้ารู้สึกเช่นไรงั้นรึ”

ชงซ่านที่ได้ฟังน้ำเสียงครางหวานข้างหู ก็ยิ่งอยากแกล้งเข้าไปใหญ่ เขาเคลื่อนมือแยกสาปเสื้อของฉาวอันออก จนเผยผิวที่ขาวเนียนตระหง่านตาตรงหน้า ชงซ่านกลืนน้ำลายบลคอ มองส่วนไตแข็งทั้งสองข้างอย่างหลงใหล

เขาต้องกานฉางอัน…

ฝ่ามือที่เปื้อนเลือดในสนามรบเคลื่อนไปตรงท่อนขาขาว ยิ่งสัมผัสก็ยิ่งแทบบ้า

“ข้าสงเคราะห์ให้เจ้าดีรึไม่”

คนฟังลืมตาโผลง ผินหน้ามองคนตรงหน้าอีกครั้ง ชงซ่านกำลังดูถูกเขาอีกแล้ว ผู้ชายคนนี้ช่างเหลือร้ายนัก ยากที่ฉางอันจะรับมือได้ตลอดเวลา ชงซ่านกล้าดียังไงว่าจะสงเคราะห์ให้เขา ฉางอันคิดว่าตนเองไม่ได้อดอยากปากแห้งจนถึงขนาดร้องขอสามีตัวเอง แต่ถึงจะร้องขอได้ก็ไม่มีทางทำเด็ดขาด คนผู้นี้กล่าวเอาไว้ตั้งแต่คืนหลังแต่งงาน จะเลี้ยงดูอย่างภรรยาแต่หาใช่คนรัก ยามที่เขาถูกรังแกก็ไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย ยามที่เขาต้องการคนอยู่เคียงข้างก็ไม่เหลียวแล

“ข้าไม่เคยออกรบ ไม่เคยจับดาบ ข้าอ่อนแอกว่าท่าน ข้าสู้ท่านไม่ได้”

ฉางอันรู้ตัว เรื่องกำลังเขาสู้ชงซ่านไม่ได้สักกระผีกเดียว

“ข้าเกลียดท่าน”

ไม่มีคำใดกล่าวได้มากกว่านี้อีกแล้ว

แค่นี้ชีวิตก็เหมือนตกอยู่ในขุมนรก ขาดพ่อ ไร้แม่ ยังมาเป็นขันที แล้วก็ต้องดูผู้อื่นดูแคลน เพราะเป็นอนุภรรยาพระราชทาน จึงได้เป็นเช่นนี้ ไม่อาจหย่าขาดได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากฮ่องเต้

สวรรค์ช่างแกล้งเขานัก

ชงซ่านหยุดการกระทำของตัวเอง เขาไม่เข้าใจคงคนผู้นี้แม้แต่นิดเดียว ร่างกายก็เรียกร้องว่าต้องการเขา แล้วเหตุใดถึงบอกว่าเกลียดเขากันเล่า ฉางอันดูอ่อนแอ ราวกับจะแตกสลายได้ในพริบตา หากเขาใช่กำลังก็ย่อมได้ หักหาญน้ำใจก็ย่อมได้ ครั้นพอเห็นขอบตาทั้งสองข้างของฉางอันแดงระเรื่อ ภายในอกก็พลันบังเกิดความรู้สึกที่ยากจะยอมรับ

กายใหญ่ลุกขึ้นพรวดพราด ชงซ่านสบถหนึ่งคำแล้วก็เดินออกไป

รุ่งสาง...ฉางอันก็ได้ข่าวว่าเซียวเหยาค้างคืนที่จวนท่านแม่ทัพ และก็ดูเหมือนว่าจะอยู่หลายวันเสียด้วย ฉางอันไม่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ฮูหยินใหญ่ปรารถนา ต่อให้เอ่ยปากห้ามก็ไร้ผล สู้ปล่อยไปไม่ดีกว่าหรือ อีกอย่างหนึ่งคือการที่ฉางอันรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว จึงไม่อยากคิดอะไรมาก

ฉางอันแค่อยากนอนพักสักหน่อยเท่านั้น ทว่ายังไม่ถึง***ยามซื่อ**** ที่เรือนของเขาก็ถูกรุกรานจากคนที่ไม่อยากเจอหน้าที่สุด

เซียวถงมาหาเขา...

จะไม่ให้ต้อนรับก็ไม่ได้ จะไล่ไปก็ไม่ได้

ฉางอันจึงให้เล่อถงนำชามาต้อนรับ อย่างน้อยก็เป็นการไม่เสียมารยาท เมื่อวานตอนที่ได้พบหน้า ฉางอันคิดว่าเซียวเหยามีใบหน้างดงามแล้ว วันนี้ที่ได้มาเจอก็พบว่างดงามยิ่งกว่า หากเขาอยู่ในสถานะอื่นก็หลงใหลไปกับใบหน้างดงามและน้ำเสียงอ่อนนุ่มนั้นแล้ว

เซียวเหยามิได้แตะต้องชาตรงหน้า เขาทำเพียงแค่นั่งตัวตรง สีหน้าดูจริงจัง จนฉางอันนึกแปลกใจไม่ได้ เขาพ่นลมหายใจแผ่วหนึ่งครั้ง

“เจ้ามีสิ่งใดกับข้างั้นรึ”

แน่นอนว่าอีกฝ่ายมาหาเขาถึงที่ ย่อมต้องมีเรื่องที่จะกล่าว มิเช่นนั้นบุตรชายของซ่างซูเสิ่งคงไม่มาหาอนุภรรยาของท่านแม่ทัพถึงที่

“ข้าต้องการเป็นภรรยาของท่านพี่ชงซ่าน”

แม้ว่าฉางอันจะตกใจอยู่บ้างที่อีกฝ่ายกล่าวออกมาโต้งๆ โดยที่ไม่มีปิดบังหรือซ่อนเร้นความรู้สึก แต่ก็ไม่ผิดจากที่คาดเดาไว้นัก

“ข้ารู้แล้ว” ฉางอันเอ่ยหนึ่งคำ จากนั้นก็เงียบ เขาอยากรู้ว่าเซียวเหยาต้องการพูดอะไรอีก

“ข้าอยากให้เจ้าหย่าขาดจากท่านพี่ชงซ่าน”

กายโปร่งนิ่งงัน เรื่องหย่างั้นหรือ หากเขาทำได้คงทำตั้งแต่วันที่แต่งเข้ามาจวนท่านแม่ทัพตั้งแต่วันแรกแล้ว หากเป็นไปได้ก็ไม่ได้อยากมาเสียหน่อย

“ข้าไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ผู้ที่จะตัดสินเรื่องหย่าหาใช่ตัวข้า” ฉางอันหยุดคำ

“หากข้าช่วยให้เจ้าหย่ากับท่านพี่ชงซ่านได้ เจ้าจะหย่ารึไม่”

ฉางอันยังไม่ตอบ เขาทำเพียงแค่ขมวดคิ้วมองด้วยความแคลงใจ

“แค่เจ้าเดินไปบอกฮูหยินใหญ่ว่าอยากแต่งเข้าตระกูลซุนไม่ง่ายกว่างั้นหรือ”

ฉางอันรู้ว่าผู้ที่อยากแต่งเข้าจวนท่านแม่ทัพมีอยู่มาก เซียวเหยาถึงจะเป็นหนึ่งในนั้น อีกฝ่ายก็เป็นถึงบุตรของเซียวเทียนลู่มีหน้ามีตา เป็นที่รู้จักของผู้อื่น และมีโอกาสที่จะได้เกี่ยวดองกับชงซ่านอย่างที่หวังมากกว่าผู้อื่นด้วยซ้ำ แล้วเหตุใดถึงต้องมายื่นมือช่วยเหลือเขาเล่า

“เจ้าไม่รู้เช่นนั้นหรือ คนพิการนำไปเป็นคนรับใช้ได้แต่ห้ามแต่งเข้าเป็นภรรยา”

ฉางอันเข้าใจความหมายอีกเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความแต่อย่างใด ต่อให้เขาไม่เป็นใบ้ หูหนวก ตาบอด ไม่เป็นโรคระบาด แต่ก็ไม่อาจเดินตัวตรงเหมือนคนผู้อื่นได้ เขาไม่สามารถให้กำเนิดบุตรแก่วงศ์ตระกูลก็แย่มากพออยู่แล้ว ยังไม่สามารถเข้าเซ่นไหว้ศาลบรรพชนกับสามีได้ ถ้าจะให้พูดว่าเป็นตัวกาลกิณีก็คงไม่แปลกใจนัก

ฉางอันกลืนน้ำลายลงคอ เขารู้สึกฝืดเคืองจนหายใจไม่สะดวก การมาของเซียวเหยาทำให้เขาอึดอัด ในท้องก็รู้สึกปั่นป่วนจนเหมือนอยากปลดปล่อยสิ่งที่ค้างคาออกมาให้รู้แล้วรู้รอด

ความเส่น่ห์หาที่ชงซ่านมีต่อคนผู้นี้หาใช่รักใคร่ดั่งคนรัก แต่มันเหมือนกับเป็นน้องชายที่น่าเอ็นดู

“ข้าต้องทำให้เจ้าผิดหวังแล้ว”

ฉางอันไม่ได้คล้อยตามโดยง่าย เมื่อก่อนตอนที่สูญเสียทุกสิ่งไปจากชีวิต มีหลายครั้งที่เขานึกอยากหลุดพ้นจากความทุกข์ แต่พอหลังจากที่เติบโตก็นึกขึ้นได้ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ฉางอันต้องเรียนรู้ การที่จะออกมาจากวังหลวงไม่ใช่เรื่องง่าย และตอนนี้ก็เป็นเขาที่ได้ก้าวออกมาใช้ชีวิตภายนอกแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีชีวิตเพื่อสืบหาความจริง ท่านพ่อกับท่านแม่ย่อมไม่ตายเปล่า เขาจะต้องหาตัวคนร้ายมาลงโทษให้ได้

มองเซียวเหยาครู่หนึ่งก็นึกขึ้นมาได้

"ที่เจ้าต้องการให้ข้าหย่า เพราะข้าเป็นอนุภรรยาของท่านแม่ทัพ ข้าถึงจะเดินได้ไม่สะดวก แต่ก็ยังเป็นภรรยาที่ฮ่องเต้ประทานโดยตรง ผิดกับเจ้า ต่อให้เจ้าเป็นบุตรของเสนาบ่ดี หรือต่อให้ฮูหยินต้องการให้เจ้าเป็นสะใภ้ตระกูลซุนเพียงใดก็ไม่สามารถทำได้"

คำนั้นมีความหมาย ต่อให้ไม่พูดตรงๆ เซียวเหยาก็คงจะรู้

"นี่เจ้ากล้าว่าข้า!" เซียวเหยาไม่พอใจ ใบหน้าขาวเริ่มขึ้นสีระเรื่อด้วยความโกรธ

"ข้ามิได้ต่อว่าเจ้า แค่อยากบอกเจ้าเท่านั้น เซียวเหยา...เจ้ายังเป็นแค่เด็กอายุไม่กี่สิบปี ความรักที่เจ้ามีต่อชงซ่านอาจมีแค่ความเจ็บปวด เช่นนี้แล้วเจ้ายังอยากรักอยู่อีกงั้นหรือ ต่อให้มีข้าหรือไม่มีข้า อย่างไรเสียเขาก็ต้องแต่งสตรีเข้าตระกูล และต่อให้เจ้าได้แต่งเข้าตระกูลซุนจริงๆ เจ้าแน่ใจงั้นหรือว่าชงซ่านจะหันมาทำดีกับเจ้าเหมือนคนรัก"

ชงซ่านเคยบอกกับเขาแบบนั้น...

เลี้ยงดูในฐานะภรรยา หาใช่คนรักไม่...

เหตุผลเพียงหนึ่งเดียวที่ชงซ่านไม่ยอมแต่งงานมีคนอื่น ก็เท่ากับว่าอีกฝ่ายมีคนในดวงใจแล้ว เพียงแค่ฉางอันไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดก็เท่านั้น

เซียวเหยายังเด็กอยู่มาก อีกฝ่ายเติบโตมาในตระกูลผู้ดีย่อมต้องถูกตามใจด้วยเช่นกัน หากเซียวเหยาไม่ขัดข้อง ไม่ฟังคำเตือนของเขา ถ้าจะมาเสียใจภายหลังก็ช่วยไม่ได้

ทว่าคำสอนของเขาจะไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าไหร่นัก เซียวเหยามีสีหน้าบึ้งตึง จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปโดยที่ไม่ได้กล่าวอะไรอีก

ฉางอันได้มองเช่นนี้ก็ถอนหายใจอีกครั้ง เขาไม่เข้าใจนักว่าเหตุใดถึงต้องมาเจอกับเรื่องเช่นนี้ด้วย เซียวเหยาอยากแต่งเข้ามาในตระกูลซุนก็ไม่ใช่กงการอะไรของเขาที่จะตัดสินใจแต่เป็นชงซ่านต่างหาก สำหรับฉางอันแล้วเรื่องของเซียวเหยาก็เป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น

เรื่องขอหย่ากับชงซ่านนั้น ฉางอันคิดเอาไว้อยู่แล้ว แต่มันยังไม่ถึงเวลาเท่านั้น

"เล่อถง"

เอ่ยเรียกขานเรียกบ่าวรับใช้

"ขอรับอี้เหนียง" เล่อถงนั่งอยู่ไม่ไกลนักขานรับตอบ

"ข้าจะสามารถออกจากจวนได้รึไม่"

ฉางอันถามเพื่อความแน่ใจ ที่เขาเลือกที่จะอยู่ต่อหาใช่รู้สึกผูกพันกับชงซ่าน อย่างน้อยการมีชื่อเป็นอนุภรรยาของท่านแม่ทัพก็เป็นที่ยำเกรงอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ฉางอันคิดแล้วว่ามันสะดวก

"ออกนอกจวนได้ขอรับ แต่ออกได้ไม่นานเท่าใดนัก"

"อืม" ฉางอันพยักหน้ารับรู้

ดวงตาดำขลับมองไปด้านนอกเรือน เห็นบุรุษชุดเกราะกำยำเดินผ่านอยู่ลิบๆ ก็รู้ว่าเป็นผู้ใด เล่อถงบอกเขาแล้วว่าวันนี้ชงซ่านไปวังหลวง ฉางอันนึกแปลกใจอยู่บ้างที่อีกฝ่ายกลับมาเร็วเช่นนี้ ยังมีท่าทีดุดันราวกับโกรธเคืองผู้ใดอีก

เห็นว่าจวนท่านแม่ทัพคงได้เดือดเป็นไฟไปหนึ่งวัน...



TAKE

มาแล้วเด้ออ

รักเทค เป็นเด็กดีกันอย่างนี้ กำลังใจล้นปรี่เลยยยย ><

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น