greenmeat

ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ ขอให้สนุกค่ะ รักทุกคน

ตอนที่ 23 : ติดอยู่ในใจ

ชื่อตอน : ตอนที่ 23 : ติดอยู่ในใจ

คำค้น : y yaoi ภรรยาที่ดีไม่ได้มีแค่คุณธรรม เฮียเหวิน น้องหลิว ภรรยาที่ดี

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 21.2k

ความคิดเห็น : 97

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ต.ค. 2561 16:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 23 : ติดอยู่ในใจ
แบบอักษร

ตอนที่ 23 : ติดอยู่ในใจ


เพิ่งจะรู้ว่าสีหน้าตัวเองมันย่ำแย่แค่ไหน ก็เมื่อตอนที่เดินผ่านกระจกร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า เงาสะท้อนที่ปรากฏอยู่บนนั้นเป็นใบหน้าซึ่งบิดเบี้ยวจากการสะกดกั้นอารมณ์ไว้สุดความสามารถ ไม่กี่วิต่อมามันก็เริ่มเลือนราง มองไม่ออกว่าเป็นใครกันแน่ที่ยืนอยู่

เมื่อกระพริบแพขนตาหนึ่งครั้ง ความเจ็บปวดก็ตกลงสู่พื้นเบื้องล่างอย่างเงียบงัน

เสี่ยวหลิวสูดลมหายใจลึก รีบย้ายความเปียกชื้นบนใบหน้ามายังแขนเสื้อคลุมทั้งสองข้าง เขาซับเอาความน่าอายออกไปจนหมด ตั้งสติ จากนั้นจึงก้าวเดินไปยังทิศทางที่ตั้งของร้านอาหาร

แม้ตลอดทางเด็กหนุ่มจะพยายามมุ่งความสนใจไปยังป้ายร้านค้าและผู้คนมากมาย แต่ทว่าในหัวของเขากลับไม่อาจสลัดภาพเหตุการณ์เมื่อกี้ออกไปได้เลย สามีที่กำลังคุกเข่าอ้อนวอนเขาอย่างหมดสภาพ ถึงกับร้องไห้ออกมาอย่างเปิดเผย ดวงตาแดงก่ำทั้งสิ้นหวังและเจ็บปวด

นั่นมันบ้ามาก...

ในชีวิตนี้ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะเห็นหวังหย่งเหวินในสภาพเช่นนั้นมาก่อน ตั้งแต่เด็กมีแต่เขาที่ร้องไห้ให้อีกฝ่ายเห็น แม้แต่ตอนที่โตขึ้นแล้วแต่งงานกันก็ยังร้องไห้เพราะคนตรงหน้าอีกหลายครั้ง

แต่คราวนี้กลับกัน กลายเป็นหวังหย่งเหวินที่กำลังกระทำสิ่งนั้น คนที่ใจร้ายและเย็นชา จิตใจที่เสี่ยวหลิวคิดว่าไม่น่าจะมีส่วนที่อ่อนไหวเหลืออยู่อีกแล้ว

หวังหย่งเหวินร้องไห้เพราะเขางั้นเหรอ ?

ก็แค่จะออกไปทานข้าวกับเพื่อน เลือกที่จะปฏิเสธคำชวนของอีกฝ่ายแล้วไปตามนัดของรุ่ยจินเว่ยแทน มันก็แค่นั้น แต่ทำไมอีกฝ่ายถึงทำเหมือนกับว่าเขากำลังจะจากไปที่อันแสนไกล

เสี่ยวหลิวไม่เข้าใจจริง ๆ  นึกไม่ออกว่าการกระทำของเขามันจะมีอิทธิพลต่อหวังหย่งเหวินเท่าไหร่กันเชียว       

เขาต้องการแก้แค้นนาย มันเป็นแค่การแสดง นายอย่าหลงกล

จู่ ๆ เสียงหนึ่งในความคิดก็เอ่ยเตือนขึ้นมา การแสดงละคร คำ ๆ นี้ถูกนำมาใช้หลายครั้งเพื่อที่จะไม่ทำให้กำแพงน้ำแข็งต้องพังทลายลง  

แก้แค้น ?  แก้แค้นด้วยการคุกเข่าร้องไห้เนี่ยนะ มันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด

อีกเสียงหนึ่งในความคิดเอ่ยแย้งเช่นกัน

เสี่ยวหลิวสับสนไปหมด พยายามหาความเป็นเหตุเป็นผลมาอธิบายสิ่งที่กำลังกวนใจเขา ไม่สบายใจจนอยากเดินกลับไปยังที่ที่จากมา เปิดประตูเข้าไปในห้องแล้วเอ่ยถามสามีตรง ๆ


‘คุณร้องไห้ทำไม’


‘เป็นผมรึเปล่าที่กำลังทำให้คุณเจ็บปวด’



“อาหารไม่ถูกปากเหรอ”

รุ่ยจินเว่ยเอ่ยถามเพื่อนที่มาตามนัด เห็นเสี่ยวหลิวนั่งเหม่ออยู่หลายนาทีแล้ว เหมือนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทำเอาอดรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้

เสี่ยวหลิวดึงสายตาให้กลับมาหยุดอยู่ที่เจ้าของรอยยิ้มอบอุ่น เหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองเข้ามาในร้านตอนไหน จำไม่ได้แม้กระทั่งตอนที่ยิ้มทักทายคุณรุ่ยแล้วนั่งลงตรงข้ามกัน จนเปิดเมนูสั่งอาหารไปแล้วก็ยังจมอยู่กับความคิดในหัว เพิ่งจะได้สติก็เมื่อครู่นี้เอง

“เปล่าครับ”

“คุณดู...ไม่ค่อยสบาย” เพราะสีหน้าที่แสดงออกมาชัดเกินไป แม้แต่รุ่ยจินเว่ยยังสังเกตเห็น

เสี่ยวหลิวฝืนยิ้ม ใจเขาไม่ได้อยู่กับมื้ออาหาร ไม่ได้อยู่กับประธานตรงหน้า

ใจไม่รักดีมันเอาแต่คิดถึงคนที่ไม่ควรเอามาใส่ใจ

“นั่นใช่หนังสือที่คุณเอามาให้ผมรึเปล่า” ขืนยังทำตัวแปลก ๆ คงถูกถามคำถามไม่หยุด เสี่ยวหลิวเปลี่ยนเรื่องด้วยการส่งสายตาไปยังถุงกระดาษซึ่งห้อยไว้กับพนักพิงเก้าอี้

“ใช่ นี่เป็นหนังสือที่ผมใช้ตอนเรียน” เขาเองก็จบการบริหารเหมือนกัน แม้จะคนละมหา’ลัยและหลักสูตร แต่หนังสือเล่มนี้เป็นพื้นฐานที่อ้างอิงทฤษฎีได้ละเอียดที่สุด จากการที่คุยกันมาสักพักรุ่ยจินเว่ยก็รู้เรื่องของคนตรงหน้ามากขึ้น พอรู้ว่ากำลังมีปัญหาก็อยากที่จะช่วยเหลือ

“ขอบคุณครับ คุณใจดีมากเลย”  

“เรื่องเล็กน้อย เพราะคุณจำเป็นต้องใช้ ถึงได้คิดว่าคงดีกว่าที่จะวางไว้ในห้องให้ฝุ่นจับอยู่อย่างนั้น ”

“แน่นอนว่าต้องดีกว่า” ดีต่อเสี่ยวหลิวมาก ๆ เลยล่ะ หนังสือที่มีอ้างอิงและการจดบันทึก เขาคิดว่ามันจะช่วยเพิ่มเติมเนื้อหาที่รู้อยู่แล้วได้    

ทั้งสองหัวเราะแล้วพูดคุยกันต่อด้วยหัวข้ออื่น การนัดออกมาเจอกันครั้งนี้ไม่มีอะไรมาก เพราะคุยกันมาสักพักและต่างก็รู้สึกดีต่อกัน นอกจากเฮยอวิ๋นที่เป็นเจ้าของร้านสะดวกซื้อที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากคอนโดนัก เสี่ยวหลิวก็ดีใจที่มีรุ่ยจินเว่ยเป็นเพื่อนอีกคน ได้มีประสบการณ์ถูกช่วยเหลือในฐานะ ‘เพื่อน’ เหมือนกับคนทั่วไปบ้าง

แต่สำหรับรุ่ยจินเว่ย เขาน่ะกำลังคิดอะไรกับคนตรงหน้าอยู่กันแน่ ซิ่นเฉิงและเทียนฉีที่คอยจับตามองเข้าใจว่าเขากำลังจะตีท้ายครัวหวังหย่งเหวิน คนนอกเห็นท่าทางของเขาที่พยายามเข้าหาคนตัวเล็ก ก็คงคิดว่าหมอนี่กำลังทำตัวเป็นชู้กับภรรยาชาวบ้าน

ไม่ใช่ รุ่ยจินเว่ยไม่ได้คิดกับเสี่ยวหลิวในแง่นั้น

ต้องตาตั้งแต่แรกพบ คิดว่าตกหลุมรักถึงได้อยากทำความรู้จักอยากพูดคุย ใจเต้นเวลาเห็นรอยยิ้มสดใส อยากช่วยเหลือเมื่อเจอเรื่องยากลำบาก

ธรรมชาติของฟู่เสี่ยวหลิวมักจะดึงดูดให้ใครที่พบเห็นเอ็นดู ตัวอย่างก็มีให้เห็น ลู่เสียนที่หลงรักหลิวหลิวและภักดีต่อความรู้สึกไม่เปลี่ยนแปลง ก็รู้อยู่ว่ามีเจ้าของแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้อยากแย่งมา แค่อยากเอ็นดู อยากพูดคุย อยากสัมผัส อยากมีตัวตนในสายตาน้องชายคนนี้บ้างก็เท่านั้น

เหมือนคนที่เจอลูกแมวน่ารัก ทำยังไงก็ไม่สามารถห้ามใจตัวเองได้ ต้องเข้าไปอุ้ม กอด หอม พูดว่า ‘สนใจกันหน่อยได้ไหม’ ตอนที่ดวงตาใสซื่อมองไปทางอื่น

ทั้งหมดนี้สามารถหยุดลงได้เมื่อถึงเวลาที่ 'เจ้าของ' เขามาตาม ยินดีที่จะปล่อยคืนง่าย ๆ เพราะไม่ได้อยากครอบครองตั้งแต่แรก

กับรุ่ยจินเว่ยก็เป็นเช่นนั้น ตั้งแต่ที่เจอในงานเลี้ยงต้อนรับคราวนั้น เขาก็หลงเสน่ห์แมวน้อยตัวสีขาวอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

“คุณกลับยังไง” รุ่ยจินเว่ยเอ่ยถามหลังจากที่แชร์ค่าอาหารกันเรียบร้อย

“ขามาผมเดินมา ขากลับก็คงต้องเดินเหมือนกัน” สบายมาก เขาเดินเล่นในย่านนี้จนชิน

“ให้ผมไปส่งคุณดีกว่าไหม”

“แบบนั้นรบกวนคุณรุ่ยแล้ว พรุ่งนี้ต้องเข้าบริษัทไม่ใช่เหรอครับ ควรจะกลับไปพักผ่อนดีกว่านะ” พวกเขาทานอาหารเสร็จตอนหนึ่งทุ่ม ยังไม่ดึกมากก็จริงแต่เสี่ยวหลิวเกรงใจ

“ขับรถไปส่งคุณก็คือการพักผ่อน” มีเสี่ยวหลิวนั่งอยู่ข้างกายนานอีกสักหน่อย มันคงช่วยรักษาอาการเหนื่อยล้าของเขาได้

คิดแล้วก็อิจฉาหวังหย่งเหวินเสียจริง คนที่มีเสี่ยวหลิวอยู่ใกล้ตัวเกือบตลอด 24 ชั่วโมงแบบนั้นคงเรียกได้ว่าเป็นผู้ชายที่โชคดีที่สุดในโลกคนหนึ่ง

เสี่ยวหลิวส่ายหน้ายืนยันว่าไม่เป็นไรอีกครั้ง คราวนี้รุ่ยจินเว่ยจึงไม่รั้งไว้อีก พวกเขาโบกมือแยกจากกันตรงหน้าร้านอาหาร

เสี่ยวหลิวหิ้วถุงกระดาษเดินเอื่อย ๆ ด้วยรู้ว่าใจยังไม่อยากกลับไปสู่บรรยากาศกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หลังจากนี้จะมองหน้ากันติดได้ยังไง แม้แต่เอ่ยคำว่า 'เป็นอะไรไหม' ก็คงไม่ทันแล้วด้วยซ้ำ 

ลมแรงพัดมาปะทะร่างกายเป็นระลอกขณะที่กำลังเดินไปยังทิศตะวันตก คล้ายกับสัญญาณเตือนว่าจะมีพายุลูกใหญ่เข้า จู่ ๆ ก็อดที่จะนึกถึงพยากรณ์อากาศที่ได้ฟังเมื่อสองวันก่อนไม่ได้ เงยหน้ามองท้องฟ้าสีดำก็รู้ได้โดยทันทีว่าฝนชุดใหญ่ที่พายุหอบหิ้วคงจะมาถึงในอีกไม่ช้า

ช่างโชคร้ายสำหรับคนที่เลือกกลับด้วยตนเองอย่างเสี่ยวหลิว ในตอนที่เม็ดฝนหยดแรกตกกระทบลงบนศีรษะและไหลลงมาตามไรผม เขาก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังขยับร่างกายช้าเกินไป

เสี่ยวหลิวเปลี่ยนมาเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้นเช่นเดียวกันผู้คนที่อยู่บนฟุตบาท ไม่มีใครคิดที่จะยืนเอ้อระเหยสัมผัสบรรยากาศยาค่ำคืนโดยไม่มีที่กำบังอีกต่อไป

“ด-เดี๋ยวสิ”

ร้องออกมาเมื่อความเปียกชื้นเริ่มอาบไล้ไปทั้งตัว

“แท็กซี่ อ๊ะ-! ”

พอจะเรียกรถสักคันให้ไปส่งก็โดนคนอื่นชิงตัดหน้า นาทีนี้แท็กซี่ทุกคันต่างก็ถูกแก่งแย่งจับจองจนหมด แม้แต่คุณป้าข้าง ๆ ยังยอมละทิ้งความเมตตาบนใบหน้า เปิดประตูกระโดดขึ้นรถที่วิ่งมาจอดเทียบที่เขายืนอยู่ได้หน้าตาเฉย

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ รีบหาขอบปูนที่ยื่นมาจากผนังตึกสักแห่งแล้วเข้าไปตั้งหลักอยู่ข้างใต้ ความหนักหน่วงของสายฝนมากขึ้นตามน้ำหนักที่กดเม้มลงบนริมฝีปาก

ทั้งที่อีกไม่ไกลก็จะถึงคอนโดแล้วแท้ ๆ  แต่กลับต้องมาติดอยู่ตรงนี้พร้อมกับถุงกระดาษที่ไม่ควรจะโดนน้ำด้วยซ้ำ

เสี่ยวหลิวหยิบโทรศัพท์ต่อสายหาเทียนฉี “คุณมารับผมหน่อยได้ไหม”

น่าเหลือเชื่อที่ตอนกำลังจะบอกสถานที่เขากลับโดนปฎิเสธขึ้นมาเสียก่อน

“ขอโทษนะครับคุณเสี่ยวหลิว ตอนนี้ผมกำลังติดธุระอยู่”

ธุระอะไร ธุระของเทียนฉีคือการดูแลหวังเสี่ยวหลิวไม่ใช่เหรอ

เขาที่เคยนึกเกรงใจเทียนฉีมาตลอด แต่ก่อนเห็นเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เคารพ แต่หลังจากที่รู้ว่าชายหนุ่มเป็นคนบอกที่อยู่ของตัวเองกับสามีก็เกิดความรู้สึกไม่พอใจตั้งแต่นั้นมา

บวกกับสถานการณ์ตอนนี้ มันทำให้เขาโมโหไม่น้อย

“ลูกน้องคนอื่นละ” มีอีกสองคนนี่ ก็แค่ส่งใครสักคนมาแทน

“พวกเขาลาพักครับ ป่วยพร้อมกัน อ๊ะ ผมใกล้จะต้องไปแล้ว...แป๊ปนึง” เหมือนหันไปพูดกับใครอยู่ “ขอโทษนะครับ ยังอยู่ไหมครับ ? ”

“ผมฟังอยู่”  

“คุณบอกสถานที่มาได้ไหมครับ ผมจะเรียนคุณหวังให้ เขาจะได้ไปรับคุณหรือไม่ก็ส่งซิ่นเฉิงไปแทน”

สะใภ้ตระกูลหวังเงียบ จู่ ๆ ปากก็หนักขึ้นมา เหมือนมีคนเอาหินมาถ่วงไว้

เพราะเงียบไปเทียนฉีถึงได้เอ่ยเรียก “คุณเสี่ยวหลิวครับ”

ให้หวังหย่งเหวินมารับเขา-

ไม่

ภาพสามีก่อนที่จะหันหลังเดินจากมายังคงติดตาคนตัวเล็กชนิดที่ยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้า เพียงแค่ได้เห็นเงาเลือนรางของอีกฝ่าย เขาคงต้องวิ่งหนีไปให้ไกล

เพราะในใจลึก ๆ เสี่ยวหลิวรู้ได้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายเป็นเช่นนั้น

ไม่อยากถูกมองด้วยสายตาเกลียดชังอีกแล้ว

ก็คราวนี้ดันไปทำให้ต้องคุกเข่าร้องไห้ออกมาด้วยสภาพน่าอับอายจริง ๆ  ขนาดเขายังตั้งตัวไม่ทันด้วยซ้ำ

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมเรียกรถกลับเอง”

โกหก รถอะไรไม่มีแล้ว บนถนนตอนนี้แน่นขนัด สภาพการจราจรเป็นอัมพาต แท็กซี่ที่เรียงคิวรอสัญญาณไฟล้วนมีผู้โดยสารทั้งสิ้น ไม่มีคันที่ว่างสำหรับเขาเลย

ณ ปลายสาย เทียนฉีซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้ติดธุระสำคัญหันไปมองหน้าซิ่นเฉิง ในมือถือโทรศัพท์ที่เปิดลำโพงดังไว้

รายนั้นพอรู้ว่าหวังเสี่ยวหลิวหยิ่งในศักดิ์ศรีมากเพียงใด ก็ทำได้แค่แสดงสีหน้าเหมือนตัวที่พกความโง่ไปไหนมาไหนตลอดเวลา ไม่มีอะไรจะเสนอนอกจากความเงียบอันไร้ประโยชน์

สองผู้ติดตามที่มีเจ้านายสูงสุดที่เมืองไทยไม่ได้ตามเสี่ยวหลิวออกไปข้างนอก ส่งเพียงลูกน้องสอดแนมมื้ออาหารเย็นน่าสงสัยครั้งนี้อยู่ห่าง ๆ ถ้าให้พวกมันเปิดเผยตัว ความสัมพันธ์ของสามีภรรยาคู่นี้จะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

“ผมได้รถแล้ว แค่นี้นะครับ”

“คุณ-”

ปลายสายที่มีเสียงลมดังแทรกมาเป็นระยะถูกตัดไป แต่ในเมื่อได้รถแล้วก็ไม่น่ามีอะไรให้เป็นห่วง  

ชายหนุ่มสองคนถอนหายใจ เมื่อกี้ดันเผลอเกร็งตัวเสียได้ ความใจแข็งที่หวังหย่งเหวินประสบพบเจอมาหลายอาทิตย์ พอได้สัมผัสเองแล้วก็ต้องสารภาพว่าถึงขนาดหายใจไม่ทั่วท้อง

แม้แต่ความช่วยเหลือเล็กน้อยจากสามียังเลือกที่จะโยนทิ้ง จากที่ไม่เคยทำตัวเหมือนคุณหนูตระกูลฟู่ที่แท้จริง ปล่อยให้ศักดิ์ศรีโดนเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอนนี้เสี่ยวหลิวกลับกอดมันเอาไว้แน่น หลอมรวมจนเป็นเสี่ยวหลิวที่แข็งแกร่งยื่งกว่าเดิม   

“จะรายงานบอสไหม” ซิ่นเฉิงเอ่ยถามคนที่มีสีหน้าเคร่งเครียด

เทียนฉีได้แต่ส่ายศีรษะ

“เราทำเรื่องที่ต้องทำแล้ว ที่เหลือก็ต้องเป็นคุณหวังเท่านั้น”

ต้องเป็นหวังหย่งเหวินที่ทำด้วยตนเองเท่านั้นล่ะ

ดวงตาเรียวสวยมองฝนที่กำลังจะเปลี่ยนจากตกปรอย ๆ เป็นอะไรที่หนักหน่วงกว่านั้น ตัดสินใจถอดเสื้อคลุมออกมาห่อพับถุงใส่หนังสืออีกชั้น พยายามทำให้มันเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วสอดเข้าไปใต้เสื้อกล้าม

ให้รออยู่ตรงนี้โดยที่ไม่มีทางรู้ว่าฟ้าจะกลับมาสงบอีกเมื่อไหร่ สู้วิ่งฝ่ากลับไปที่คอนโดตอนนี้เสียยังดีกว่า

รองเท้าผ้าใบออกเดินทางอีกครั้ง ทุกการรบกวนที่กระทบกับแอ่งน้ำปรากฏเส้นไร้รูปร่างที่ไม่นานก็เลือนหายไปเสมอ

ตรงไปข้างหน้า ข้ามไปสองแยกแล้วเลี้ยวซ้าย เดินต่อไปอีกจนเจอกับร้านขายของที่มีเจ้าของเป็นเฮยอวิ๋นก็เลี้ยวขวา วิ่งตามเส้นทางที่จดจำจนขึ้นใจ เช่นเดียวกับร่างกายที่เริ่มจะจดจำความเย็นบาดผิวจนสั่นไปหมด

ฝนตกหนักเมื่อตอนที่เสี่ยวหลิวยืนห่อตัวรอสัญญาณไฟแดงเพื่อจะข้ามถนนไปยังคอนโดที่อยู่ฝั่งตรงข้าม อ้อมแขนเล็กทีเปลือยเปล่าโอบกระชับหนังสือที่เพื่อนใหม่ให้มาแน่น พยายามที่จะปกป้องไม่ให้เกิดความเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น

ถึงตอนนี้อดที่จะว่าตัวเองในใจไม่ได้ เพราะอยากรักษาศักดิ์ศรีที่แทบจะไม่เหลืออยู่แล้วเอาไว้ ถึงได้พาตัวเองมาลำบากลุยฝนแบบนี้ แต่ถ้าให้เลือกใหม่อีกครั้งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแทนที่จะรับความช่วยเหลือที่ไม่ปรารถนา ก็ยังคงเลือกวิ่งมาอยู่ดี 

มองจากเงาสะท้อนของแอ่งน้ำที่เกิดจากความไม่เสมอกันของแผ่นหินที่ปู สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง พร้อมกันกับเสียงดังของเครื่องยนต์ที่จอดออกันอยู่ตรงทางม้าลายบังคับให้ต้องเงยหน้าขึ้น

ในตอนนั้นเองขาที่ยื่นออกไปแล้วพลันรู้สึกเหมือนถูกมัดไว้ด้วยเชือกอย่างไม่จริงจังนัก จะขยับก้าวเดินก็ไม่ได้ จะหยุดอยู่กับที่ก็ไม่ได้เช่นกัน

เงาเลือนรางที่เคยคิดจะวิ่งหนีเมื่อพบเห็น กลับทำได้เพียงแค่ยืนนิ่งมองมันก่อตัวเป็นรูปร่างที่ชัดเจนขึ้นเท่านั้น

ร่างสูงใหญ่ในชุดลำลองสบายแบบเดียวกับที่เห็นเมื่อเช้าก้าวมาจากอีกฟากของถนน มือที่เคยใช้กระดาษทิชชู่ซับมุมปากของเขาอย่างอ่อนโยนเมื่อตอนกลางวัน บัดนี้กำลังจับด้ามพลาสติกของร่มคันใหญ่ไว้ กางกั้นสายฝนที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ 

ก้าวแรกมั่นคง ตามมาด้วยก้าวที่สองและสามซึ่งเร่งความเร็วจนพาร่างที่แห้งสนิทต่างกันลิบลับมาสู่จุดที่เขายืนอยู่ น้ำผสมมลพิษจากท่อไอเสียทำร้ายรองเท้าหนังราคาแพงจนรู้สึกเสียดายอยู่ลึก ๆ

“เฮียเหวิน...”

เสี่ยวหลิวหลุดเรียกชื่อไปในตอนที่ถูกมือใหญ่โอบกระชับเอวเข้ามาใกล้ ใบหน้าที่ต่อให้ถูกคนบอกว่าโทรมแค่ไหนก็ยังถูกปิดบังด้วยรอยยิ้มบางอย่างที่พักนี้ชอบแสดงออกมาให้หวั่นไหว

หวังหย่งเหวินที่เห็นภรรยาจากการเฝ้ามองผ่านหน้าต่างคอนโดชั้นหกยังคงรักษา ‘กฎข้อแรก’ อย่างเคร่งครัด ด้วยการใช้ผ้าขนหนูผืนนุ่มที่หยิบติดมือมาสอดกั้นสัมผัสเอาไว้

ผิดกับตอนที่ตนปฎิบัติเมื่อสองไฟแดงที่แล้ว เสี่ยวหลิวถูกพาข้ามถนนช้า ๆ ด้วยความระมัดระวัง ทุกย่างก้าวที่นำพาเคลื่อนไปสู่ทางเข้าของคอนโดถูกปกป้องคุ้มกันเอาไว้ด้วยร่มคันใหญ่และที่พักพิงอย่างไหล่กว้างแข็งแกร่ง   

เสี่ยวหลิวไม่กล้าหันไปมองใบหน้าอีกฝ่าย ได้แต่จ้องไปข้างหน้า ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังมีสีหน้าแบบไหนและหวังหย่งเหวินมีสีหน้าเช่นไร

รู้สึกแปลก...ในทางที่ดี

“ขอบคุณ”

น้ำเสียงเบาหวิวเหมือนกับลมแรกของฤดูใบไม้ร่วงเอ่ยขึ้นเมื่อทั้งสองเข้ามาภายในอาคาร เพราะสภาพยับเยินของเขาถึงทำให้พนักงานที่อยู่ตรงล็อบบี้ตกใจ ลุกขึ้นกุลีกุจรหาผ้าขนหนูมาให้ ทว่าก็ช้ากว่าคู่ชีวิตที่ขยับห่างไปวางร่มลงบนพื้น 

หวังหย่งเหวินหันมาคลี่ผ้าขนหนูในมือออก กางเป็นแนวนอนแล้วใช้มันซับใบหน้าเล็กที่ชุ่มฉ่ำ

ถูกช่วยเหลือด้วยวิธีคล้ายกับเมื่อตอนกลางวัน 

เสี่ยวหลิวรู้สึก...อบอุ่นอีกแล้ว

เส้นผมสีบลอนด์ขาวจับตัวเป็นก้อนถูกขยี้ให้พอหมาด ผ้าผืนหนาส่วนที่ยังแห้งขยับมาดูดซับความเย็นจากลำคอ ไล่ลงไปยังไหล่ทั้งสอง หน้าอก แผ่นหลัง และเอว ได้รับการเอาใจใส่แม้แต่ขาที่แบกรับน้ำหนักของกางเกงยีนส์อุ้มน้ำเอาไว้

พนักงานที่ทำอะไรเชื่องช้าผิดกับตอนเลือกของลดราคาในห้างฯ ต่างยืนมองภาพของผู้ชายที่กำลังเช็ดตัวให้ผู้ชายด้วยกัน แม้อยากจะเบือนหน้าหนีเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทแค่ไหนก็ทำไม่ได้ ความเอาใจใส่ของสามีที่มีต่อภรรยา แสดงออกมาอย่างรักใคร่เช่นนั้นเป็นภาพที่ควรจะซาบซึ้งไม่ใช่เหรอ ? 

ตั้งแต่ข้ามถนนมาจนยืนอยู่ที่ตรงนี้ ระหว่างพวกเขายังไม่มีบทสนทนาที่ตอบโต้กันได้เลย เสี่ยวหลิวซึ่งไม่เคยคิดอยากจะพูดคุยกับสามีใจร้ายให้เปลืองพลังต้องหยุดปากที่กำลังจะถูกใช้เพื่อทำลายความเงียบ จำใจกลืนก้อนขมปร่าลงคอเมื่อเห็นสีแดงอ่อนที่ปรากฏอยู่บนดวงตาคม

ทั้งที่ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้ว แต่คนตรงหน้ากลับเหมือนเพิ่งจะหยุดร้องไห้ได้ไม่นาน

ความรักและความห่วงใยที่เห็นในนั้นกลับมีความเจ็บปวดเจือปนอยู่อย่างแยกไม่ออก

“เช็ดตัวแล้วรีบขึ้นไปเปลี่ยนชุดดีกว่านะคะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา”

ความเป็นห่วงของพนักงานทำให้หวังหย่งเหวินต้องหยุดมือลง เขาก้มลงพับร่มเก็บให้เรียบร้อย จากนั้นจึงเดินนำคนที่ยังหอบของอยู่ใต้เสื้อกล้ามไปยังลิฟต์

เสี่ยวหลิวมองแผ่นหลังเหยียดตรงสง่างามที่แม้ก่อนหน้านี้แค่ให้ทรงตัวยังทำได้ยาก การแสร้งทำเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นของสามียิ่งทำให้เขารู้สึกประหม่าเมื่อต้องก้าวเข้าไปสู่ความเงียบภายในลิฟต์ตัวเดียวกัน

ไม่มีใครพูดถึงเรื่องราวก่อนหน้านั้น แต่ก็เป็นแค่หวังหย่งเหวินคนเดียวที่ทำเหมือนกับว่ามันไม่เคยมี

สำหรับเสี่ยวหลิว แม้กระทั่งตอนที่เข้าไปในห้องเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า กระทั่งตอนที่หัวถึงหมอนแล้วหลับตาลงเข้าสู่ห้วงนิทรา หรือแม้กระทั่งตอนที่ตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ สีแดงของความเจ็บปวดที่เห็นก็ยังคงเป็นสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจเขาไม่ไปไหน 










---------------------------------------------------------

มาแล้วค่าาา ขออภัยที่หายไปนานนะคะ นักเขียนติดสอบต้นตุลา 1-4 เลยไม่ได้มาอัพน่ะค่ะ ลืมแจ้งนักอ่านในทอล์คบทที่แล้วด้วย ;-; ก่อนอื่นต้องขอแจ้งว่านิยายเรื่องนี้ได้เซ็นสัญญาตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ Bodhi Publishing แล้วนะคะ เย้ น่าจะออกปีหน้าเลย ส่วน e-book ยังไม่แน่ใจค่ะว่าจะมีไหม นักเขียนต้องขอบคุณทุกคนที่ให้ความสนใจและสนับสนุนมาตลอดนะคะ 

ตอน 23 ตั้งใจว่าจะลากยาวสัก 15 หน้าแต่คิดว่าตัดตรงนี้คงดีกว่า ด้วยระยะเวลาด้วยแล้ว55555 ถ้าจะให้ถึงกว่าจะได้อัพน่าจะอีกสักพักเลย คุณรุ่ยสุดท้ายก็ไม่ได้จีบเสี่ยวหลิว แค่เอ็นดูเหมือนพี่ลู่เท่านั้นเองค่ะ555555 ส่วนหลิวก็ไม่ได้หวั่นไหวอะไร อาจจะเพราะสัมผัสได้ว่าคนตรงหน้าคล้ายกับพี่ลู่ด้วยมั้งคะ เลยไม่ได้เอาคำพูดเชิงจีบมาใส่ใจ  

ตอนนี้แต่งเสร็จตอนตีห้า อัพหกโมงครึ่ง ไม่รู้ว่าจะมีคำอะไรแปลก ๆ โผล่มาไหม ถ้าตื่นแล้วจะมานั่งอ่านทวนอีกรอบนะคะ TT ขอบคุณที่นักอ่านที่ติดตามและให้กำลังใจทุกคนค่า รักกก

ความคิดเห็น