BBB-Butterfly

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : - 10 - Dream on

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ต.ค. 2561 12:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
- 10 - Dream on
แบบอักษร

ท่ามกลางสภาวะตึงเครียด กับภาพฝันที่กำลังค่อยๆ สูญสลายลงไป

“ติณณ์...ไม่!” นายแพทย์หนุ่มร้องขึ้นอย่างสุดเสียง พร้อมทั้งพยายามที่จะเอื้อมมือออกไขว่คว้า แล้วก็เหลือแต่เพียงอากาศธาตุ เมื่อร่างบางที่อยู่ต่อหน้าเขาหายวับไปกับตา ทันทีที่หมอเทียนคว้ากอดได้แต่เพียงลมเมื่อนั้นเศษเสี้ยวอนุสติที่เหมือนกำลังถูกทุบให้แตกจนไม่เหลือชิ้นดีก็ถูกเหวี่ยงกลับเข้าสู่ร่างอย่างรวดเร็วเมื่อเขาสะดุ้งตื่นขึ้นที่โรงพยาบาล ในห้องคนไข้พิเศษของเขาที่ชื่อว่าติณณภพ ขณะที่อาจารย์ ดร.เตวิชญ์ ญาติผู้ป่วยที่บอกว่าจะออกไปหาอะไรกินยังไม่กลับมา

เกิดอะไรขึ้นในความฝันเมื่อกี้นี้กันแน่ แล้วที่ติณณ์บอกรู้สึกเหมือนกำลังจะตายล่ะ หมายความว่ายังไง...

นายแพทย์หนุ่มนึกได้ก็รีบพุ่งตรงเข้าไปสะกิดเรียกตรงไหล่น้อยของติณณ์เบาๆ พร้อมทั้งกระซิบเรียก “ติณณ์... ติณณ์คุณได้ยินผมบ้างหรือเปล่า ไหนบอกว่าเราจะกลับมาพร้อมกันไง ติณณ์ ติณณ์...”

ไม่กี่อึดใจก็มีนางพยาบาลวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องที่เขาอยู่อย่างรวดเร็ว “ได้ยินเสียงจอมอนิเตอร์รายงานสภาวะฉุกเฉิน เกิดอะไรขึ้นอีกหรือเปล่าคะคุณหมอ”

ขาดคำ เทียนก็รีบหันไปตรวจดูจอมอนิเตอร์ราวกับเพิ่งได้สติตอนที่ได้ยินคำพูดนั้น...ให้ตายสิ นี่เขาเป็นหมอยังไงกัน นายแพทย์หนุ่มนึกอยากตีอกชกหัวตัวเองอย่างเสียดายเวลาตั้งหกปีที่อุตส่าห์สู้ทนเรียนมาเพียงเพราะอยากจะช่วยติณณ์ ในขณะที่พอถึงเวลาจริงๆ เขากลับกลายเป็นแค่ไอ้งั่งตัวหนึ่งที่เหมือนไม่มีปัญญาจะทำอะไร

“คุณหมอคะ จะให้รีบย้ายคนไข้ไปที่ห้องไอซียูเลยไหม”

เทียนรู้ว่าเขาต้องรีบควบคุมตัวเองให้ได้โดยเร็วที่สุดจึงต้องรีบตั้งสติ ‘ถ้าคุณอยากเจอติณณ์อีก คุณก็ต้องเป็นหมอให้ได้ จำไว้...’ นายแพทย์หนุ่มเหมือนได้ยินเสียงของตัวเองดังก้องอยู่ในหัว และเพื่อจะช่วยชีวิตติณณ์ให้ฟื้นกลับมาเป็นปกติได้ เขาจำเป็นต้องใช้ความรู้ความสามารถจากวิชาชีพที่อุตส่าห์ลงทุนไปร่ำเรียนมาอย่างยากลำบากกว่าหกปี เหมือนชีวิตของเขาที่รอดจากอุบัติเหตุยังอยู่ได้ส่วนหนึ่งก็เพื่อรอโอกาสนี้ ติณณ์คือคนสำคัญ แม้จะเคยพบกันเพียงแค่ในความฝันของเขาเมื่อหลายปีก่อน แล้วจะปล่อยให้อะไรๆ มันพลาดไปง่ายๆ เพราะความตื่นตระหนกของตัวเองได้ยังไง

นายแพทย์หนุ่มรีบเรียกความมั่นใจกลับคืนมาให้กับตัวเองแล้วก็เริ่มสั่งการนู่นนี่นั่นอย่างเด็ดขาด เพียงชั่วเวลาแค่ไม่กี่วินาทีร่างบางของติณณ์ก็ได้ถูกย้ายกลับเข้าไปยังห้อง ICU อย่างรวดเร็ว ภายใต้การรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ เทียนไม่รู้หรอกว่าเขาจะสามารถยื้อชีวิต หรือกระชากวิญญาณของติณณ์กลับมาได้หรือไม่ แต่เขาก็คงจะต้องลองพยายามทำให้ดีอย่างถึงที่สุด ทั้งในฐานะที่เป็นหมอ นายแพทย์เจ้าของไข้ และในฐานะที่เป็นคนของหัวใจ...

‘เทียนของคุณอยู่นี่แล้วนะ ผมรออยู่ รีบกลับมา...’

สายตาเขาเต็มไปด้วยความกังวลล้ำลึก ขณะจะต้องทำหน้าที่แพทย์ไปด้วย มันคือความรู้สึกหน่วงหัวใจที่ไม่อาจจะบรรยาย...

“มีแต่ทรงกับทรุดเท่านั้นเหรอครับหมอ...”

เสียงของอาจารย์หนุ่มเอ่ยถามอย่างเจ็บปวดทันทีที่ได้รับฟังรายงานผลการรักษาและอาการล่าสุดของน้องชายจากปากของนายแพทย์เจ้าของไข้ผู้ซึ่งกำลังตกอยู่ในสภาพที่ไม่ค่อยจะแตกต่างกัน หมอเทียนดูตาแดงๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอดนอนมาตลอดทั้งคืนหรือว่าเป็นด้วยเหตุผลอื่นที่อาจมีผลต่อจิตใจของเขามากกว่านั้น

“ครับ...หมอพยายามอย่างเต็มที่แล้ว” นายแพทย์หนุ่มเอ่ยขึ้น และแม้ว่าเขาจะพยายามระมัดระวังน้ำเสียงและอากัปกิริยาให้เป็นปกติมากที่สุดแต่ถึงยังไง ‘ข้างใน’ เขาก็ยังพังมากอยู่ดี

สักพักกุนกับวินก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งหน้าตาตื่นกันเข้ามา “ติณณ์เป็นไงบ้างครับพี่เต...” ไม่มีคำตอบจากอาจารย์หนุ่มนอกจากสีหน้าแววตาที่หมดหวัง วินเห็นแล้วก็ส่ายหน้าเบาๆ

“ทำไมนะติณณ์ ทำไมต้องทิ้งกัน”

กุนเองก็พลอยเศร้าไปด้วย และไม่พูดอะไรทั้งนั้น มันยิ่งทำให้เทียนยิ่งรู้สึกแย่และไม่สบายใจ “หมอต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่ช่วยคุณติณณภพไม่ได้”

“อย่าพูดแบบนั้นเลยครับหมอ อย่ารู้สึกผิด...ผมรู้ว่าคุณทำดีที่สุดแล้ว ติณณ์เขาก็เป็นคนแบบนี้แหละ ถ้าเขาไม่อยากจะอยู่กับพวกเราแล้วก็ไม่มีใครห้ามได้หรอก ยังไงเขาก็จะไป...”

คำพูดของอาจารย์หนุ่มทำให้หมอเทียนครุ่นคิด ‘คุณไม่อยากกลับมาหาผมแล้วจริงๆ เหรอติณณ์’ เขาได้แต่นึกอยู่อย่างนั้นขณะทอดสายตามองไปยังร่างเล็กๆ ที่ถูกโยงเข้ากับอุปกรณ์ช่วยชีวิตต่างๆ มากมายภายในห้อง ICU ขณะที่ทุกคนกำลังเจ็บปวดหัวใจเพราะกลัวการสูญเสีย ทว่าศิลปินหนุ่มกลับเอาแต่นอนนิ่งไม่รับรู้

ในขณะที่พยาบาลสาวคนหนึ่งกำลังเช็ดตัวให้ อยู่ๆ ก็เหมือนจะมีการตอบสนองบางอย่างเกิดขึ้น

“คุณหมอคะ คนไข้ลืมตาค่ะ!”

“ว่าไงนะ...” นายแพทย์หนุ่มรีบยกหูฟังแพทย์ขึ้นเสียบหูอย่างรวดเร็วพร้อมกับเร่งสาวเท้าเข้าไป

เวลานั้นทั้งเตวิชญ์ กุน และวินต่างก็ตื่นเต้น จะตามเข้าไปด้วยแต่ถูกนางพยาบาลคนหนึ่งวิ่งเข้ามากันเอาไว้ “ขออนุญาตให้คุณหมอนะคะ ญาติคนไข้...เชิญรอด้านนอกก่อนค่ะ”

เธอบอกก่อนจะรีบหันกลับไปรูดม่านปิดท่ามกลางความหวังของทุกๆ คนว่าติณณ์จะต้องฟื้นคืนกลับมา แต่อีกใจหนึ่งก็ยังอดที่จะหวั่นไม่ได้ว่า...นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่จะได้เห็นหน้า

หากเทียบหนึ่งชีวิตของคนเรา คล้ายกับหนึ่งความฝัน...จากกันก็แค่ตื่นนอน แต่อย่าเพิ่งรีบตื่นไปที่ไหนเลยนะติณณ์ อยู่ด้วยกันก่อน ความฝันนี้ยังไม่ควรจบ!

ทันทีที่เปลือกตาหนักอึ้งถูกยกขึ้นเปิดรับแสงอย่างจริงๆ จังๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ผ่านมา คนรอบข้างหลายๆ คนไม่เว้นแม้แต่คุณพยาบาลที่คอยดูแลศิลปินหนุ่มร่างน้อยคนนี้มาต่างก็ตื่นเต้นดีใจและหวังว่าเขาจะตื่นขึ้นมาพูดรู้เรื่อง จำความทุกอย่างได้เหมือนเดิม แต่ถ้าเรื่องมันจะเป็นไปได้อย่างนั้น ไม่คิดกันหรอกหรือว่ามันจะง่ายเกินไป

“ติณณ์...ติณณ์ได้ยินเสียงพี่บ้างหรือเปล่า วันนี้พี่มาหาติณณ์แล้วนะ ไหนดูซิ ติณณ์จำพี่ได้ใช่ไหม”

อาจารย์หนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งจับมือน้องขึ้นมาวางไว้บนหน้าของตัวเองเพื่อให้ศิลปินหนุ่มได้ลองสัมผัส...ติณณ์ได้มอง...วูบเดียวก็หันไปทางอื่น เห็นกุนกับวินยืนดูอยู่ห่างๆ ก็ค่อยๆ กะพริบตาสองสามครั้งแล้วก็น้ำตาไหล

“ติณณ์...ติณณ์จำได้หรือเปล่า นี่กุนนะ” ชายหนุ่มตัวเล็กพอๆ กันรีบเดินเข้ามาหา พอทำท่าจะจับแขนติณณ์ก็ทำท่าเหมือนจะพลิกตัวหนีราวกับไม่รับรู้ว่าใครเป็นใครทั้งนั้น แล้วสักพักก็เริ่มดิ้นรนกับตัวเอง

“คนไข้จะนั่งเหรอคะ...” พยาบาลสาวคนหนึ่งรีบขอทางแทรกตัวเข้ามา

“ผมช่วยครับ...” นายแพทย์เจ้าของไข้ที่ยืนดูอยู่ตรงมุมห้องรีบเดินเข้ามาช่วยหมุนปรับเตียงให้ยกขึ้น ร่างเล็กนั้นจึงค่อยๆ ถูกดันขึ้นมาแต่ก็ไม่ได้นั่งในท่าที่สบายนัก เพราะยิ่งส่วนหัวของเตียงถูกปรับให้ตั้งชันมากขึ้นเท่าไร ตัวของเขาก็ยิ่งไหลลงไปเรื่อยๆ

“พอแล้วค่ะคุณหมอ” นางพยาบาลเอ่ยขึ้นพร้อมกับพยายามจะเข้าไปช่วยประคับประคอง

“มาให้ผมทำดีกว่า” หมอเทียนเอ่ยพร้อมกับผละจากปลายเตียงขึ้นมาโอบประคองร่างน้อยนั้นให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงอย่างดีด้วยท่าทีที่เกือบจะอุ้ม วูบหนึ่งเขาจึงได้สบตากันในความเงียบ แม้จะเพียงแค่ไม่กี่วินาทีแต่นั่นก็นานพอที่จะทำให้นายแพทย์หนุ่มเกิดความรู้สึกหวั่นไหว

เขารู้ว่าในแววตานั้นไม่มีความหมายอะไรหรอกเพราะติณณ์ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตอนนี้เขากำลังหลับหรือตื่น ใช่...ศิลปินหนุ่มอาจจะสามารถขยับตัวได้บ้าง และลืมตาได้แล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเขากำลังจะกลับมาเป็นปกติภายในวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ได้ เพราะสิ่งที่เขากำลังเป็นอยู่ ภาษาทางการแพทย์เรียกว่าตกอยู่ในสภาวะผัก เป็นอาการต่อเนื่องที่มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยภายหลังจากที่ได้ฟื้นตัวขึ้นในสภาวะโคม่า

นายแพทย์หนุ่มทราบเรื่องนี้ดีก็เลยได้แต่ทำใจแล้วก็ค่อยๆ ถอนตัวถอยออกมา แต่ติณณ์กลับกอดคอเขาไว้แน่น แถมยังเอาแต่จ้องหน้า

“คุณติณณ์คะ ปล่อยคุณหมอก่อนค่ะ” คุณพยาบาลปลอบเบาๆ อย่างอ่อนโยน ดร.เตวิชญ์ก็เลยเข้ามาช่วยแตะหลังแล้วก็เรียกชื่อ

“ติณณ์ ไม่เอา...ติณณ์...ถ้าดื้อเดี๋ยวแม่ตีเหมือนตอนเด็กๆ นะ”

พอได้ยินพี่ชายขู่แบบนั้นแล้วติณณ์ก็ค่อยๆ ร้องไห้ออกมาราวกับเป็นเด็กน้อย และยิ่งกำเสื้อกาวน์ของคุณหมอแน่นขึ้นไม่ยอมปล่อยจนเทียนต้องค่อยๆ ยกมือขึ้นมาแกะออกทีละนิ้วๆ ช่วยกันกับคุณพยาบาลจนสามารถแกะออกมาทั้งหมดได้ นายแพทย์หนุ่มก็ค่อยๆ ถอยห่างออกไปอย่างปวดใจ

“น้องผมยังมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นปกติอยู่ใช่ไหมครับ” อาจารย์หนุ่มหันมาถามเพื่อตรวจสอบความแน่ใจอีกครั้ง

“ครับ...แต่อาจจะต้องให้เวลาเขานิดหน่อย” นายแพทย์หนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีล่องลอย

“เอ่อ...ผมขอคุยกับหมอตามลำพังสักครู่ได้ไหม”

“อ้อ ครับ...ได้เลยครับ ยินดี” นายแพทย์หนุ่มผายมือออกไปนอกห้อง “เชิญเลยครับอาจารย์เต เชิญทางนี้” ว่าแล้วพวกเขาทั้งสองก็พากันเดินออกจากห้องห้องนั้นไปในทันที

จนกระทั่งประตูถูกปิดลง นายแพทย์หนุ่มก็นำญาติผู้ป่วยเดินออกมาตรงทางเดินอีกนิดก่อนจะหยุดและรอ เพื่อให้อีกฝ่ายได้เริ่มต้นเปิดบทสนทนา... “ผมเห็นสีหน้าหมอดูไม่ค่อยจะสู้ดี หมอไหวหรือเปล่าครับ ตอนนี้...”

“เหนื่อยนิดหน่อย คิดว่าเดี๋ยวได้พักก็คงหายเองครับ”

“ถามจริง...ผมอยากรู้ว่าคุณชอบน้องผมมากขนาดนี้ได้ยังไง พวกคุณเคยเจอกันมาก่อนแล้วใช่ไหม”

“คุณเคยถามผมแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง”

“ตอนนั้นคุณตอบว่าไม่...แล้วตอนนี้ล่ะครับคุณหมอ คุณจะยังยืนยันคำตอบเดิมอยู่ไหม”

“ผมเองก็ชักจะไม่ค่อยแน่ใจ...” นายแพทย์เธียรวิชญ์พยายามหลีกเลี่ยง ไม่อยากเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง กลัวว่าอาจารย์สายวิทยาศาสตร์หนุ่มตรงหน้านี้จะหาว่าเขาเพ้อเจ้อ

“งั้นเหรอ...แต่ไม่ว่าคุณจะเคยรู้จักกันหรือเปล่า ผมก็คงต้องขอบคุณมากอยู่ดี ว่าแต่... ถ้าพาติณณ์ไปที่บ้านแล้วต่อจากนี้จะต้องดูแลยังไงบ้าง คุณหมอพอจะให้คำแนะนำกับพวกเราหน่อยได้ไหม...” ดร.หนุ่มเอ่ยขึ้น

“คุณพูดเหมือนอยากจะให้ติณณ์ออกจากโรงพยาบาล” หมอเทียนลองพยายามเดาใจดู แล้วก็ไม่ผิดคาดเสียด้วย

“ครับ...ผมว่าติณณ์อยู่ในโรงพยาบาลมานานแล้ว และถ้าได้กลับไปอยู่ที่แกลเลอรี บางทีอาการเขาอาจจะดีขึ้นด้วยถ้าได้อยู่ใกล้ๆ กับงานของตัวเอง แล้วก็ได้สัมผัสกับศิลปะที่ตัวเองรัก”

“แต่คุณติณณ์ยังป่วยอยู่ในสภาวะผักนะครับ ดูภายนอกอาจจะเหมือนกับว่าเขาอาการดีขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้สติ คล้ายๆ กับนอนหลับฝันอยู่ตลอดเวลาในขณะที่ตื่น หมอคงต้องดูอาการอีกสักพัก ถ้าไม่มีอะไรแล้วจริงๆ ถึงจะอนุญาตให้กลับบ้านได้”

“งั้นก็สุดแล้วแต่วินิจฉัยของคุณหมอครับ...”

“แล้วถ้าหมออนุญาตให้กลับบ้านได้ จะต้องมีคนดูแลคุณติณณ์อยู่ตลอดเวลานะครับ แล้วก็...ระหว่างนี้หมอจะให้กายภาพบำบัด คุณติณณ์นอนเป็นผู้ป่วยติดเตียงมานาน อาจจะยังเคลื่อนไหวได้ไม่ค่อยสะดวกนัก”

“ยังไงผมก็ต้องขอบคุณหมอมากๆ นะครับ ผมไม่รู้ว่าคุณใส่ใจกับคนไข้ทุกคนขนาดนี้หรือเปล่า แต่ผม...ขอบคุณมากจริงๆ”



วันเวลายังคงดำเนินต่อไปอย่างช้าๆ ภายใต้บรรยากาศของห้องคนไข้พิเศษที่ถูกตกแต่งด้วยโทนสีสะอาดตา หลายวันแล้วภายหลังจากที่ได้ลืมตาขึ้น ติณณ์ก็ยังคงนอนติดเตียงอยู่สภาวะที่ไม่รับรู้อะไร

ขณะที่กุนกับวินต้องมานั่งเฝ้านอนเฝ้าจนแทบต้องปิดแกลเลอรีเป็นอาทิตย์ เวลานั้น...เจ้าหน้าที่พยาบาลกำลังช่วยยกแขนยกขาให้กับติณณ์เพื่อทำกายภาพบำบัดอยู่แล้วก็สอนกุนไปด้วย เผื่อถ้ามีการย้ายกลับไปพักรักษาตัวต่อที่บ้าน อย่างน้อยกุนก็จะได้คอยช่วยดูแลเรื่องนี้ให้

“เวลายกก็คอยสังเกตคนไข้ด้วยนะคะ เผื่อว่าเขาจะเริ่มมีปฏิกิริยาโต้ตอบบ้าง” คุณพยาบาลว่าแล้วก็ค่อยๆ หลีกทางให้ “มาค่ะคุณ ลองทำดู...”

“อ้อ ครับ...” กุนเอ่ยขึ้นพร้อมกับค่อยๆ แทรกตัวเข้ามา

“นี่...ระวังไปทำแขนติณณ์เค้าหักนะ” วินร้องแซวขึ้นมาจากโซฟาตรงมุมห้อง

“พูดมากนัก มาลองทำดูไหมล่ะ” กุนหันไปดุนิดหน่อย วินก็ทำหัวเราะลอยหน้าลอยตาอย่างไม่สนใจ เขาเลยหันกลับมาค่อยๆ ยกแขนทำกายภาพบำบัดให้ติณณ์ “เอ่อ...แบบบนี้ใช่ไหมครับคุณพยาบาล”

“ใช่แล้วค่ะ...ต่อไปนี้จะให้ญาติช่วยทำกายภาพบำบัดทุกวันนะคะ บางทีถ้าได้สัมผัสกับคนที่คุ้นเคย หรือญาติสนิทมากๆ อาการทางสมองของคนไข้อาจฟื้นตัวเร็วขึ้นด้วย”

“อ้อ...ครับ แล้วติณณ์จะสามารถลงจากเตียงได้เมื่อไหร่”

“อาจจะต้องแล้วแต่คุณหมออีกทีค่ะ เพราะดูจากสภาพในตอนนี้แล้วคนไข้ยังไม่น่าจะเดินได้” คุณพยาบาลเอ่ยขึ้นในขณะที่คุณหมอกำลังเปิดประตูเข้ามาพอดี

“เป็นยังไงบ้างครับ กายภาพบำบัดวันนี้” นายแพทย์หนุ่มเจ้าของไข้เอ่ยขึ้นก่อนจะหันไปหาติณณ์ที่ยังคงนอนลืมตาอยู่นิ่งๆ มองดูโน่นดูนี่ไปเรื่อยเปื่อย

“เป็นยังไงบ้างครับ...รู้สึกแขนขามีแรงมากขึ้นหรือยัง คุณ...อยากจะลองลุกขึ้นเดินดูไหม” ติณณ์ได้ยินเสียงหมอเทียนคุยกับตัวเองก็ค่อยๆ หันไปมองหน้า

“มา... ลองลุกขึ้นดูดีกว่า” นายแพทย์หนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับเข้ามาช่วยประคองร่างเล็กๆ ของติณณ์ให้

ศิลปินหนุ่มได้ลองหย่อนขาลงจากเตียงดูเป็นครั้งแรก ในสภาพที่ยังคงไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะนั่งให้มั่นคงก็อาจจะยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำถ้าไม่ได้หมอเทียนคอยช่วยประคองไว้

“เดี๋ยวคุณค่อยๆ ก้าวลงมาช้าๆ ถ้าทรงตัวไม่ได้ก็กอดคอผมเอาไว้นะ” เทียนบอกพร้อมกับค่อยๆ ถอยออกมา ติณณ์ยังคงกล้าๆ กลัวๆ อยู่

“ลองดูค่ะคุณติณณ์” คุณพยาบาลสาวแสนสวยเข้ามาช่วยเชียร์อีกแรงหนึ่ง กุนกับวินก็เลยเอาด้วย

“ลงเลย ติณณ์...คุณหมอก็อยู่นี่แล้ว ยังไงก็ปลอดภัย” วินว่าแล้วกุนก็รีบพยักหน้ารับ ติณณ์หันไปมองแต่ละคนเหมือนจะรู้เรื่องแต่ก็ไม่รู้เรื่อง ก่อนจะทำท่างอแงเอนหลังกลับลงไปนอนที่เดิมแต่คุณหมอก็ขืนตัวเอาไว้

“ติณณ์...อย่าดื้อสิเดี๋ยวไม่หายนะครับ” คุณหมอเริ่มกดเสียงดุพร้อมกับค่อยๆ ใช้แรงที่มีโอบประคองติณณ์ให้ลุกขึ้นมายืนอยู่ในอ้อมกอดของตัวเองก่อนเบาๆ ขณะที่อีกฝ่ายก็ตัวอ่อนเป็นตุ๊กตา

“พอไหวไหมคะคุณหมอ” นางพยาบาลเอ่ยถามขึ้น

“แข้งขาดูไม่มีแรงเลย...เดี๋ยวคุณช่วยออกไปหารถเข็นมาให้ผมหน่อยนะ” เทียนเอ่ยขึ้นก่อนจะค่อยๆ พรูลมหายใจออกมา

“ไม่ดีขึ้นเลยเหรอครับคุณหมอ” กุนหันมาถามอาการลูกพี่ลูกน้องอย่างห่วงๆ

“ก็คงต้องใช้เวลาอีกสักพักครับ” ว่าแล้วติณณ์ก็เริ่มดิ้นงอแงจะกลับไปนั่งไปนอนบนเตียงเหมือนเดิม

“ไหวไหมครับคุณหมอ ให้พวกผมช่วยหรือเปล่า” วินถามขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนตัวเล็กทำฤทธิ์เยอะใส่หมอทั้งๆ ที่ตัวก็ใช่จะมีเรี่ยวแรงยืนเองได้กับเขาเสียที่ไหน

“พอได้ครับ...แต่ถ้าตัวโตกว่านี้สิ คงไม่น่าจะไหว” นายแพทย์หนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มติดตลกนิดๆ สักพักคุณพยาบาลก็เอารถเข็นเข้ามา

“หมอจะพาคนไข้ออกไปสูดอากาศข้างนอกนะครับ” เทียนหันมาเอ่ยกับกุนอย่างสุภาพ

“อ้าว...แล้วคุณหมอว่างเหรอคะ” คุณพยาบาลสาวคนที่เพิ่งเข็นรถเข้ามาขัดขึ้น

“ก็นิดหน่อยครับ...”

“เอ่อ...ถ้านี่เป็นช่วงเวลาพักทานข้าวของคุณหมอล่ะก็ ผมว่า...” วินกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เขาก็ชิงตัดบทซะก่อน

“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี...”

เนิ่นนานอยู่เหมือนกันที่หมอเทียนยังคงต้องทำแบบนี้ จนบางคนถามเขาว่า “หมอไม่เหนื่อยเหรอ” ก็ทำไมจะไม่เหนื่อยล่ะ...แต่มันรักไปแล้วนี่ จะให้ทำยังไง บางวันหมอเทียนต้องเข้าเวร ตรวจคนไข้ ทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาได้พักผ่อน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังต้องเจียดเวลาเพื่อมาอยู่กับติณณ์ให้ได้ ถึงอีกฝ่ายจะไม่รับรู้ แต่นายแพทย์หนุ่มก็ไม่เคยท้อใจ

ถ้าอาการที่ติณณ์กำลังประสบอยู่นี้ทำให้รู้สึกคล้ายๆ กับฝันอยู่ตลอดเวลา...เขาก็แค่อยากที่จะมีตัวตนอยู่ในฝันของศิลปินหนุ่มคนนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงวันที่ติณณ์ได้ฟื้นขึ้นมาจากความฝันจริงๆ

จะว่าไปแล้วการทำแบบนี้มันก็ไม่ง่ายและไม่ยาก...แต่บางครั้งนายแพทย์หนุ่มก็ต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจคนเดียวเมื่อคิดว่าเขาควรทำได้ดีกว่านี้ตอนที่อยู่ในความฝันของติณณ์ แต่ก็ไม่รู้จะกลับไปแก้ไขมันได้ยังไง เขาสัญญากับตัวเองแล้วว่าจะใช้ Lucid Dream เพื่อเข้าไปช่วยปลุกติณณ์ให้ฟื้นคืนกลับมาสู่โลกของความจริง ที่ไม่ใช่ความฝันอีก ภายหลังจากที่ต้องตกอยู่ในสภาพโคม่า แต่แล้วมันก็กลับเป็นเหมือนว่าเขายังพาติณณ์เดินมาไม่ทันถึงจุดหมาย ทั้งคู่ก็ต้องมาพลัดหลงกันไป

เทียนตื่นขึ้นมาในโลกของความเป็นจริง แล้วติณณ์ล่ะ เขากำลังตื่นอยู่ที่โลกไหน...

ในห้วงของความรู้สึกที่ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างจะพร่าเลือนไปหมด ในขณะที่สภาพร่างกายภายนอกกำลังค่อยๆ ฟื้นตัวด้วยการทำกายภาพบำบัดแล้ว นับจากวันแรกๆ ที่ลืมตาได้ ติณณ์แข็งแรงขึ้นมาก หากแต่การรับรู้ของเขากลับยังไม่ยอมฟื้นคืนกลับมาเป็นปกติ ติณณ์ยังไม่พูด ไม่โต้ตอบกับคนรอบข้าง นอกจากจะใช้การมองด้วยสายตา ยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ ทุกอย่างเหมือนปรากฏอยู่แค่ในตาเท่านั้น...ยังไม่มีคำพูดใดๆ

คืนหนึ่งที่ดร.เตวิชญ์ต้องไปประชุมสัมมนาต่างจังหวัด กุนกับวินก็ติดภารกิจสำคัญจึงต้องจ้างพยาบาลพิเศษให้ดูแลติณณ์แทน พอถึงเวลาที่หมอเทียนออกเวรแล้วเป็นห่วงก็เลยรีบแวะเข้ามาดูเหมือนเคย

“อ้าว คุณหมอ...”

“ทำอะไรกันอยู่ครับ”

“ให้คนไข้ดูรูปที่ตัวเองเคยวาดเอาไว้ในแกลเลอรีอยู่ค่ะ ดูเขาสนใจมาก มองแต่ละรูปนานมากแล้วก็นิ่งเหมือนใช้สมาธิมากๆ ด้วย น่าจะพอจำได้อยู่นะคะ” พยาบาลสาวที่ยืนถือไอแพดเล่นอยู่กับติณณ์เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มอย่างมีความหวัง ติณณ์ก็เงยหน้าขึ้นมามองเขาก่อนจะค่อยๆ คลี่ยิ้มให้เหมือนกัน น่าเอ็นดูเหมือนเด็กๆ

“ผมดูด้วยได้ไหมครับ...” เทียนถามติณณ์ด้วยรอยยิ้มหวานในแบบที่ศิลปินหนุ่มเคยหลงรัก ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้ามายืนอยู่ข้างเตียงแทนที่คุณพยาบาลสาวสวยที่ยอมถอยออกมาก่อนเหมือนเป็นการหลีกทางให้

“คุณไปพักผ่อนทานข้าวหรือจะไปทำอะไรก็ไปเถอะ เดี๋ยวผมดูแลเขาเอง” หมอเทียนหันมาสั่งการ คุณพยาบาลสาวมองนิดเดียวก็รู้ เลยยอมเลี่ยงออกไปอย่างง่ายดาย

พออยู่กันสองต่อสองแล้ว “เป็นยังไงบ้างครับ...แข็งแรงขึ้นเยอะแล้วนะติณณ์ ท่าทางคุณคงใกล้จะหายแล้วล่ะสิ วันนี้ผมไม่ได้มาหาคุณเลยทั้งวัน เมื่อวานผมก็ไม่ได้มาด้วย ตอนที่ผมไม่อยู่ คุณน่ะ...ฝันถึงผมบ้างไหม”

เทียนหันมาเกลี่ยไรผมน้อยๆ ที่กำลังค่อยๆ เลื้อยลงมาปรกใบหน้าของคนตัวเล็กในขณะที่อีกฝ่ายทำเหมือนไม่สนใจเอาแต่เลื่อนไอแพดไปมา นิ่งมองดูรูปวาดฝีมือของตัวเองแล้วก็ยิ้มอยู่อย่างนั้น นายแพทย์หนุ่มก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการยิ้มแบบนี้มันจะมีความหมายอะไรสำหรับติณณ์ไหม

เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมตอบ เทียนจึงได้แต่ยิ้มเศร้าๆ แล้วก็ทอดถอนใจออกมา... “คุณก็คงจะยังไม่รับรู้อะไรเหมือนเดิม...ติณณ์รู้หรือเปล่า ผมคิดถึงคุณมากนะ” เทียนเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีเจ็บปวด ทำให้ติณณ์ยอมวางไอแพดลงแล้วก็ค่อยๆ หันมา

ติณณ์ยังไม่ยอมพูดอะไรทั้งนั้น เอาแต่นั่งนิ่งๆ แล้วก็มองหน้า...ราวกับศิลปินหนุ่มจะรับรู้ได้ว่าคนข้างๆ กำลังเศร้าก็เลยเอาแต่จ้องใหญ่ เทียนรู้ว่าติณณ์มองอยู่ก็เลยยิ่งพยายามฉีกยิ้ม “ช่างเถอะ ผมไม่เป็นอะไรหรอก...ดูสิครับ เนี่ย ยิ้มแล้ว เห็นหรือเปล่า”

เทียนพูดยังไม่ทันจะขาดคำดีติณณ์ก็ค่อยๆ ยกนิ้วขึ้นมาจิ้มบนลักยิ้มของหมอหนุ่มเบาๆ สำหรับติณณ์มันอาจไม่ได้มีความหมายอะไรแต่แล้วสำหรับเทียนเล่า...

“คุณจำรอยยิ้มของผมได้ด้วยเหรอติณณ์” นายแพทย์หนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับยิ้มทั้งน้ำตา...ติณณ์ก็ค่อยๆ ยกมือเล็กขึ้นมาลูบเบาๆ บนแก้มเหมือนกำลังปลอบโยนด้วยท่าทีของเด็กน้อยที่ยังไม่รู้ประสา เทียนเห็นแบบนั้นก็ทนไม่ได้อีกแล้วเลยรีบดึงเอาร่างเล็กบางของคนไข้ของเขาเข้ามากอดแนบอกไว้

ติณณ์ยังคงนิ่งเฉย สักพักก็ดูเหมือนจะตื่นเต้นขึ้นมาหน่อยๆ กับเสียงหัวใจของนายแพทย์หนุ่ม เลยทำท่าเหมือนจะยิ่งแนบหูฟังอย่างน่ารัก เพียงไม่กี่อึดใจ ศิลปินหนุ่มก็หัวเราะคิกคักออกมาทำให้คุณหมอต้องหัวเราะด้วยทั้งๆ ที่ร้องไห้อยู่ แล้วสักพักคนตัวเล็กก็เริ่มหาว อาจจะด้วยฤทธิ์ยา พอดีกับที่เทียนเหลือบไปเห็นภาพที่ถูกเปิดค้างไว้ในไอแพด แล้วอยู่ๆ ก็หลุดเสียงออกมาว่า

“Lucid Dream...”

ใช่...มันคือภาพนั้น ภาพที่นำทางเขาเข้าไปสู่ความฝันของศิลปินหนุ่ม ซึ่งการที่เขาได้กลับมาเห็นมันอีกครั้งก็ทำให้นึกขึ้นได้ว่าบางทีเขาควรลองดูอีกสักครั้งดีไหม

ติณณ์ได้ยินแบบนั้นก็ทำท่าจะดิ้นรนเพื่อออกไปคว้าไอแพดขึ้นมาดูบ้าง หากแต่ยังไม่ทันที่จะได้ขยับตัวมากก็ถูกนายแพทย์หนุ่มจับล็อกเอวบางเอาไว้ ก่อนจะรีบขยับตัวขึ้นมานั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วยข้างๆ ติณณ์แล้วก็ค่อยๆ เอนตัวพิงลงบนเตียงส่วนที่ถูกปรับยกขึ้นเอาไว้ก่อนแล้วโดยมีร่างเล็กบางอยู่ภายในอ้อมกอดตรงพื้นที่ข้างๆ หัวใจ

“ง่วงก็หลับเถอะครับคนดี...เมื่อกี้นี้ผมเห็นคุณหาวด้วย แต่หลับแล้วอย่าลืมฝันถึงผมด้วยนะ เดี๋ยวเราจะได้ไปเจอกันในโลกของความฝัน” กระแสเสียงของนายแพทย์หนุ่มเริ่มฟังดูเนิบนาบ ไม่นาน...ตัวเขาเองเริ่มรู้สึกง่วงขึ้นๆ เรื่อยๆ อยู่เหมือนกัน ขณะที่พยายามจะนอนกล่อมคนไข้คนพิเศษให้ไปเจอกันในโลกของความฝัน เมื่อนั้น...ก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความหน่วงหนักของเปลือกตาก่อนที่ทุกอย่างจะค่อยๆ มืดลง...มืดลง...และเขากับติณณ์ก็ค่อยๆ หลับไป

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น