facebook-icon Twitter-icon

ความคิดเห็น (comment) จากผู้อ่านคือกำลังใจที่ดีที่สุดของนักเขียน อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจนักเขียนมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปนะ :)

ตอนที่ 81 : ข่าวสารการแพทย์ภาคภูวดินทร์

ชื่อตอน : ตอนที่ 81 : ข่าวสารการแพทย์ภาคภูวดินทร์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 36.3k

ความคิดเห็น : 77

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ต.ค. 2561 17:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 81 : ข่าวสารการแพทย์ภาคภูวดินทร์
แบบอักษร

เกียร์สีขาวกับกาวน์สีฝุ่น ภาค 3

นักเขียน : นายพินต้า

facebook และ twitter : นายพินต้า ninepinta

Hashtag : #อิฐไป๋


ตอนที่ 81 : ข่าวสารการแพทย์ภาคภูวดินทร์


นิตยสาร : ข่าวสารการแพทย์ภาคภูวดินทร์

คอลัมน์ : ชวนหมอคุย

หัวเรื่อง : คุยกับหมอปัณฑูร


ถาม : อยากให้คุณหมอแนะนำตัวเองสั้นๆ ให้กับท่านผู้อ่านได้รู้จักกันหน่อย

ตอบ : ผมชื่อนายแพทย์ปัณฑูร วงศ์วรเวชครับ ชื่อเล่นชื่อไป๋ อายุ 29 ปี จบจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนววิวัฒน์ ปัจจุบันกำลังต่อเฉพาะทางด้านอายุรกรรมอยู่ที่นววิวัฒน์เช่นกัน


ถาม : คุณหมอไป๋ชอบศึกษางานด้านไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า

ตอบ : ปัจจุบันผมกำลังศึกษาเรื่องโรคติดเชื้อ HIV และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องเป็นพิเศษครับ


ถาม : ทำไมคุณหมอไป๋ถึงสนใจงานด้าน HIV เป็นพิเศษ

ตอบ : ผมมองว่าโรคเอดส์ยังเป็นโรคที่สำคัญในสังคมไทยและยังต้องการความรู้ใหม่ๆ อีกมาก ทั้งเรื่องโรคเองที่มีความซับซ้อนสูง เชื้อก็มีการพัฒนาเรื่องการดื้อยาอย่างต่อเนื่อง โรคแทรกซ้อนก็พบได้มาก ยาที่ใช้ในผู้ป่วยเองก็มีความซับซ้อนสูงและต้องใช้หลายตัวร่วมกัน ผมมองว่าถ้าเราพัฒนาองค์ความรู้อะไรขึ้นมาได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากกับผู้ป่วยครับ


ถาม : คุณหมอมองว่าอะไรคือจุดสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคนี้

ตอบ : ผมว่าเราทุกคนต้องมองลึกเข้าไปให้ได้ก่อนว่าผู้ป่วยมีความเป็นคน มีความรู้สึก มีจิตใจ ไม่ใช่เป็นแค่ภาชนะในการบรรจุเชื้อ ผมสนใจโรคนี้มากเพราะการติดเชื้อ HIV มีบริบททางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องมาก ผู้ป่วยมักมีสุขภาพทางจิตใจที่แย่ลงและต้องการความเข้าใจเป็นพิเศษ หากเราป่วยเป็นเบาหวานเป็นความดันโลหิตสูง เราอาจจะไม่เครียดเลย หรืออย่างมากก็อาจจะเครียดนิดหน่อยตอนเริ่มเป็น แต่กับโรคติดเชื้อ HIV นี่ไม่ใช่เลย โลกของคนไข้เหมือนถล่มลงมาทั้งใบ สิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าใจประเด็นเหล่านี้และช่วยดูแลเขา ความคิดและทัศนคติของเขาจะเป็นพื้นฐานของทุกอย่าง ทั้งการกินยา การดูแลรักษาตนเอง การป้องกันไม่ให้ไปแพร่เชื้อต่อ ผู้รักษาจึงจำเป็นต้องดูแลทั้งปัญหาทางร่างกายและจิตใจของเขาด้วย ผมมองว่าเราทำอะไรได้มากกว่าการรักษาที่ตัวโรค ทำอะไรได้มากกว่าการลดปริมาณ viral load ให้ลดลง แต่เรายังจะช่วยเป็นแสงสว่างในชีวิตเขาได้อีกด้วย


ถาม : เล่าเรื่องงานวิจัยชิ้นนี้ให้พวกเราฟังหน่อย

ตอบ : งานวิจัยฉบับนี้ทำขึ้นร่วมกับทีมแพทย์จากโรงพยาบาลนววิวัฒน์และโรงพยาบาลวงศ์วรเวชครับ หัวข้อการศึกษาคือความคุ้มค่าในการตรวจสอบยีนแพ้ยาต้านเชื้อ HIV ก่อนเริ่มยาต้านเชื้อ หากหลายคนตามงานศึกษาด้านยาต้านเชื้อ HIV จะพบว่ายาต้านหลายตัวมีงานวิจัยที่ค่อนข้างชัดเจนในการวิเคราะห์การดื้อยาด้วยการตรวจยีนก่อนได้ เช่น abacavir, nevirapine และ efavirenz เป็นต้น ผมก็จับประเด็นนี้ขึ้นมาคิดในชีวิตจริงต่อว่าถ้าเราตรวจยีนแพ้ยาจริงกับคนป่วยจริงจะทำได้ไหม จะคุ้มไหมในเชิงเศรษฐศาสตร์ สุดท้ายเราก็ดูว่าความเสี่ยงจากอันตรายที่เกิดจากการแพ้ยาที่เกิดขึ้นเทียบกับค่าตรวจรวมไปถึงความน่าจะเป็น อันไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน


ถาม : ผู้อ่านคนไหนสนใจงานวิจัยฉบับนี้สามารถอ่านบทคัดย่อได้ท้ายคอลัมน์ ส่วนตอนนี้ขอมาเข้าเรื่องชีวิตส่วนตัวคุณหมอไป๋กันบ้าง ให้สมกับเป็นคอลัมน์พูดคุยสบายๆ กันบ้าง

ตอบ : ครับ (ยิ้ม)


ถาม : ได้ข่าวว่าหมอไป๋เป็นเดือนมหาวิทยาลัยด้วยสมัยเรียน

ตอบ : ใช่ครับ ได้ตำแหน่งมาแบบงงๆ


ถาม : แปลว่าตอนนั้นต้องเป็นนักศึกษาที่เนื้อหอมมากแน่ๆ

ตอบ : ไม่เลยครับ ตรงกันข้ามเลยก็ว่าได้ ความจริงปีที่ผมลงประกวดมีคนหน้าตาดีลงแข่งเยอะมาก แต่ผมได้รางวัลมาเพราะคะแนนช่วงตอบคำถามมากกว่า จบงานก็ปรกติครับ คนในรุ่นนั้นคงลืมไปหมดแล้วมั้งว่าผมเป็นเดือนมหาวิทยาลัย ใครๆ ก็คงไปจำคนหล่อๆ มากกว่า (ยิ้ม)


ถาม : หลังจากได้ตำแหน่งชีวิตเปลี่ยนไปบ้างไหม

ตอบ : ก็ไม่นะครับ (หัวเราะ) ชีวิตด้านอื่นผมก็ปรกติดี อาจจะมีเปลี่ยนไปบ้างก็คงเป็นเรื่องโอกาสในการทำกิจกรรมนักศึกษามากกว่า คือผมเป็นคนที่สนใจเรื่องความเท่าเทียมกันในสังคมมากและพูดประเด็นนี้ไปตอนตอบคำถามในการประกวดเยอะ หลังจากนั้นเลยได้ร่วมงานหลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัย


ถาม : แนวคิดในวันนั้นส่งผลถึงชีวิตในวันนี้ไหม

ตอบ : ส่งผลแน่นอนครับ งานด้านผู้ป่วย HIV ที่ผมศึกษาและพยายามเรียนรู้อยู่ตลอดก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผมให้ความสำคัญ ผมมองว่าการติดเชื้อไม่เคยลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วยลง การให้ความรู้และปรับทัศนคติของคนในสังคมเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ผมก็อยากเป็นส่วนร่วมในการช่วยสร้างอะไรให้กับวงการการรักษาของโรคนี้บ้าง ทั้งเพื่อการรักษา และพัฒนามุมมองของสังคมไปด้วยในเวลาเดียวกัน


ถาม : กลับมาคุยเรื่องชีวิตส่วนตัวกันต่อดีกว่า ทุกวันนี้กิจวัตรของคุณหมอไป๋ในแต่ละวันทำอะไรบ้าง

ตอบ : จันทร์ถึงศุกร์ก็ไปเรียนที่นววิวัฒน์ครับ อยู่เวรบ้างแต่ไม่มากเท่าไหร่ เลิกงานก็กลับบ้าน ทำอาหารทานเองบ้าง ทานข้างนอกบ้าง แล้วแต่โอกาสครับ


ถาม : เสาร์อาทิตย์คุณหมอชอบไปไหน

ตอบ : ถ้าไม่ได้อยู่เวร ผมก็ชอบอยู่คอนโดเฉยๆ มากกว่า วันหยุดส่วนมากก็จะอ่านหนังสือ ไม่ค่อยออกไปข้างนอกเท่าไหร่ ผมชอบชาร์ตพลังด้วยการนอนเฉยๆ มากกว่า


ถาม : เรียนหนักถึงขั้นวันเสาร์อาทิตย์ไม่มีแรงออกไปไหน พูดแบบนี้ได้ไหม

ตอบ : ผมไม่ได้เรียนหนักหรอกครับ (ยิ้ม) ออกจะสบายกว่าเพื่อนเฉพาะทางสายอื่นด้วยซ้ำ แต่ผมเป็นคนค่อนข้างจะ introvert อยู่สักหน่อย การเรียนของเราก็คือการออกตรวจเป็นส่วนใหญ่ ผมไม่ค่อยชอบคุยกับคนเท่าไหร่ แต่การเป็นหมอทำให้ผมต้องคุยกับคนใหม่ๆ ทุกวันวันละเป็นร้อยคน วันหยุดเลยไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากเจอใครแล้ว ขอนอนอยู่ห้องเงียบๆ ก็ได้กว่า (หัวเราะ)


ถาม : ช่วยขยายความคำว่าไม่ชอบคุยกับคนหน่อย ผู้อ่านหลายท่านคงสงสัย

ตอบ : พูดยังไงดี ผมเป็นคนที่คุยกับคนไม่ค่อยเก่ง โดยเฉพาะคนแปลกหน้า ผมยิ่งคุยไม่ค่อยเก่ง ผมชอบคุยกับคนที่สนิทด้วยมากกว่า คือคุยกับคนอื่นก็คุยได้ แต่รู้สึกว่าต้องใช้พลังงานเยอะ ถึงเวลาผมก็ต้องพักโดยการไม่คุยกับใคร ความจริงนิสัยที่แก้ยากอันนี้ก็ขัดกับงานของการเป็นหมอพอสมควรเลย ผมก็พยายามหันมาด้านการทำงานวิจัยอะไรแบบนี้มากกว่า ผมมองว่างานตรงนี้ก็ช่วยคนไข้ได้เหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เจอคนไข้มากเท่ากับการไปรักษาโดยตรงทุกคน


ถาม : ใช้คำว่าโลกส่วนตัวสูงได้ไหม

ตอบ : ก็พอจะได้มั้งครับ (ยิ้ม)


ถาม : โลกส่วนตัวสูงแบบนี้ สถานะหัวใจเป็นอย่างไรบ้าง

ตอบ : มีแฟนแล้วครับ (ยิ้ม)


ถาม : โห แบบนี้สาวๆ เสียใจกันแย่

ตอบ : ไม่ต้องเสียใจหรอกครับ การมีผมเป็นแฟนน่าจะเป็นเรื่องที่น่าเสียใจมากกว่า (หัวเราะ)


ถาม : แฟนคุณหมอไป๋เป็นหมอเหมือนกันหรือเปล่า

ตอบ : เปล่าครับ อาชีพอื่น


ถาม : หลายคนชอบบ่นว่ามีแฟนเป็นหมอน่าเบื่อ วันๆ เอาแต่พูดเรื่องโรค เรื่องยา เรื่องโรงพยาบาล คุณหมอคิดว่าเรื่องนี้จริงไหม

ตอบ : อันนี้ผมก็ไม่รู้ว่าคุณหมอท่านอื่นเป็นยังไงกันบ้าง แต่สำหรับผม ผมเป็นคนน่าเบื่ออยู่แล้วครับ (หัวเราะ) ไม่ต้องเป็นหมอผมก็น่าเบื่อได้


ถาม : คุณหมอว่าการคบกับคนต่างอาชีพเป็นอุปสรรคในชีวิตคู่ไหม คุณหมอหลายคนจะชอบบ่นว่าแฟนอาชีพอื่นจะไม่เข้าใจ โดยเฉพาะเรื่องตารางเวลาที่ไม่แน่นอนและเวลาว่างในชีวิตที่มีน้อย หมอหลายคนเลยหันมาคบหมอด้วยกัน ไม่ก็บุคลากรทางการแพทย์ เพราะว่าเข้าใจกันดี

ตอบ : ผมว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละคู่เลยมากกว่า หลายคู่รับได้ หลายคู่อาจรับไม่ได้ ผมว่ามันเป็นเรื่องของการเข้ากันได้มากกว่า สุดท้ายมันก็อยู่ที่การตัดสินใจของคนสองคน โอเค การทำงานอาชีพเดียวกันหรือใกล้เคียงกันก็อาจจะทำให้ความน่าจะเป็นในการเข้ากันได้ตรงนี้สูงขึ้นตามไปด้วย แต่การคบกับคนที่ต่างกับเรามากๆ ก็ไม่ใช่อุปสรรคอะไร ถ้าเราเข้าใจถึงชีวิตของกันและกัน


ถาม : เคยทะเลาะกันเรื่องนี้บ้างไหม

ตอบ : ก็ไม่ถึงกับเชิงทะเลาะ แต่ก็เป็นน้อยใจบ้างในบางโอกาสสำคัญมากกว่า ผมก็รู้ข้อจำกัดเรื่องนี้ดีก็พยายามจะให้เวลาที่เหลือทั้งหมดเท่าที่จะให้ได้ อย่างที่บอกว่าผมก็เป็นคนไม่ชอบไปไหนมาไหนอยู่แล้ว เวลาว่างส่วนใหญ่จึงจะได้อยู่ด้วยกัน พอคุยกันด้วยเหตุผล ปัญหาก็จะผ่านไปได้ คือเรื่องการไม่มีเวลาก็ไม่ใช่ว่าเราจะอยากเป็นแบบนี้ แต่มันคือข้อจำกัดของชีวิตซึ่งเราก็ไม่ได้ชอบหรือจงใจให้เป็นแบบนี้


ถาม : สุดท้ายขอถามคุณหมอเกี่ยวกับเป้าหมายในอนาคตบ้าง

ตอบ : ครับ (ยิ้ม)


ถาม : คุณหมอมองตัวเองในอนาคตอย่างไรบ้าง ตัวเองในสิบปียี่สิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

ตอบ : ผมก็คงจะเป็นแบบนี้ (หัวเราะ) ผมมองว่าชีวิตของผมทุกวันนี้ก็คือชีวิตที่ผมอยากใช้ ผมอยากทำงานด้านการศึกษา อยากพัฒนาองค์ความรู้ให้กับวงการแพทย์ อนาคตจะเป็นอย่างไร ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นแบบนี้ ทำงานวิจัยไปเรื่อยๆ จนกว่าวันหนึ่งจะหมดแรงจะจับ Stethoscope ได้ ถึงวันนั้นผมก็คงเกษียณนอนอยู่บ้าน (หัวเราะ)


ถาม : เป้าหมายชีวิตของคุณหมอคืออะไร

ตอบ : คุณพ่อคุณแม่ผมบริหารงานโรงพยาบาล เรื่องตรงนี้คงเป็นมิชชันหลักในชีวิตที่เราต้องทำ เป้าหมายในชีวิตผมก็คงจะเป็นการสืบทอดโรงพยาบาลของครอบครัวต่อไป ส่วนงานวิจัยก็คงยังไม่ทิ้ง ผมก็ยังอยากทำงานด้านการศึกษาไปเรื่อยๆ เพราะงานส่วนนี้คืองานที่เรารัก ซึ่งงานบริหารกับงานวิจัยก็สามารถทำควบคู่กันไปได้ อาจจะผ่อนหนักผ่อนเบาในแต่ละส่วนตามสถานการณ์แต่ละช่วง แต่สุดท้าย ผมก็ยังมองว่าทั้งสองอย่างก็ยังควบคู่กันไปได้อยู่ดี


ถาม : ฝากอะไรถึงผู้อ่าน ทั้งที่เป็นแพทย์และไม่ใช่แพทย์หน่อย

ตอบ : ไม่มีอะไรในชีวิตที่ถูกใจเราไปเสียหมด (ยิ้ม) สิ่งสำคัญคือเราจะหาสิ่งที่เราชอบมาเป็นส่วนผสมให้สิ่งที่เราไม่ชอบได้อย่างไร เราอาจจะไม่ชอบรสขมของกาแฟ แต่เราก็สามารถดื่มมันได้ เพียงเติมนมสดที่เป็นของชอบของเราเข้าไปหน่อย ชีวิตก็เป็นแบบนี้ เราอย่ามัวแต่ไปมองว่ากาแฟขม รสชาติไม่ดี แต่เราหันไปหานมสดมาเติมให้กับแก้วชีวิตของเราดีกว่า สุดท้ายเราก็จะอยู่กับกาแฟได้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ค่อยชอบมันก็ตาม






นายพินต้า

ฝากเฟสและทวีต นายพินต้า ninepinta ด้วยน้าาา งืออออ

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ภาค 3 ของ #ไป๋อิฐโฟคเพียวว่าน สุดที่รักของผม ผ่านไป 10 ปีแล้ว ไวไหม ลูกชายทุกคนโตขึ้นจนหง่อมหมดแล้ว ภาคนี้ทุกคนจะโตขึ้น ความคิดจะโตขึ้น ปัญหาในชีวิตก็จะโตขึ้นไปตาม นับถอยหลัง 40 ตอนสุดท้ายจะจบนิยายเรื่องนี้แล้ว ยังไงถ้าอ่านกันมาจนถึงบทนี้ ก็อย่าลืมผจญภัยกันไปจนถึงบทสุดท้ายด้วยกันนะ :)

ภาค 3 ผมจะลงช้าลงหน่อย โดยตั้งเป้าไว้ว่าสัปดาห์ละ 2 - 3 ตอน เท่าที่สภาพข้อแขนและนิ้วมือจะเห็นด้วย (ฮา) จะกำหนดเป็นวันก็คงจะไม่แม่นนัก อยากรบกวนให้ทุกคนติดตามผมไว้ ในนี้หรือเฟสหรือทวีตก็ได้ หรือไม่ก็เก็บเข้าชั้นหนังสือหน่อย เวลาอัพเดตมันจะได้เตือนเนอะ กลัวมาไม่ตรงเวลาแล้วจะทำหลายคนรอเก้อ

รออ่านคอมเมนต์นะ สุดยอดแรงใจของผมเลยแหละ คอมเมนต์ของทุกคนนี่ ^ ^


ความคิดเห็น