แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 16

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 306

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ก.ย. 2561 18:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 16
แบบอักษร

​ถึงแม้ว่าคุณท่านจะรับคำเหล่ฟั้นเป็นมั่นเป็นเหมาะ ทว่าเอาเข้าจริงๆแล้ว ประตูบานเฟี้ยมที่เชื่อมระหว่างห้องรับแขกกับโถงทางเข้าบ้านก็ยังไม่ได้รับการซ่อมแซมเสียที คงปล่อยให้มันทรุดโทรมต่อไปอีกนานแสนนานจนเด็กหญิงตระหนักแน่ว่าคุณท่านเพียงแต่อือออตามน้ำไปอย่างนั้น และคำพูดของสาวใช้อย่างเธอก็คงจะเป็นแค่ฝุ่นละอองที่พร้อมละลายหายไปกับสายน้ำ มิได้คุณค่ามากพอจะผูกรั้งให้ผู้เป็นนายต้องมาพิจารณาเป็นจริงเป็นจังหรือรักษาคำพูดของตัวเองอย่างแน่นอน

ข้อสันนิษฐานเรื่องหัวขโมยของเหล่ฟั้นเป็นที่เลื่องลือในบ้านตระกูลหมั่นอยู่พักหนึ่ง แต่มิช้ามินานทุกคนก็เริ่มเบื่อและเลิกพูดถึงกันไปเอง หากกระนั้นเด็กหญิงก็ยังปักใจถือมั่นในความคิดของตน ทั้งๆที่ทุกคนพากันค่อนเธอว่าเป็นกระต่ายตื่นตูม ไม่ก็ปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้หลักผู้ใหญ่ก็ตามที

นับตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องขึ้น หมุ่ยไจ๋ตัวน้อยก็ดูจะกลายเป็นคนขี้ระแวงไปโดยปริยาย ทุกคืนก่อนนอนเธอจะตรวจตราความเรียบร้อย เฝ้าสังเกตลักษณาการของห้อง ข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้น สวิตช์ไฟทุกดวง หนักข้อเข้าก็ลามไปถึงกลอนประตูหน้าต่างทุกตัวของชั้นล่าง จากนั้นจึงเอนกายนอนพร้อมกับเอียงหูฟังเสียงสายลมที่แผ่วพลิ้วอยู่ข้างนอกจนกว่าความหลับใหลจะเป็นฝ่ายคลาไคลมาเยือนเธอเอง

ทั้งหมดนี้นอกเหนือจากจะทำให้เหล่ฟั้นกลายเป็นที่รำคาญของคนตระกูลหมั่นแล้ว ยังพลอยทำให้สภาพร่างกายเธอแย่ลงทุกวันๆ บ่อยครั้งที่เธอนอนน้อยเกินไปและต้องฝืนใจตื่นมาพร้อมกับความสะลึมสะลือ หรือแอบนอนกลางวันเมื่อไม่สามารถทนต่อความง่วงนั้นได้ แม้จะถูกดุด่าว่ากล่าวโดยเจ้านายเป็นนิตย์ แต่เธอก็ไม่เลิกละความพยายามที่จะอยู่เวรกลางคืนด้วยความรู้สึกผิดที่คืนนั้นตนไม่ดูแลบ้านให้ดีพอ เป็นเหตุให้เกิดเรื่องประหลาดนั้นขึ้น

พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิมของเหล่ฟั้นพาความไม่สบายใจมาให้ป้าเซาซึ่งติดตามดูเธออยู่ห่างๆ ถึงช่วงแรกแกจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เพราะไม่อยากก้าวก่ายชีวิตของเด็กในความดูแลตนนัก แต่ครั้นถึงจุดหนึ่งแล้ว แกก็ตกลงใจที่จะหยุดยั้งการกระทำที่แกเห็นว่าไม่เข้าท่านี้ด้วยการพูดกับเด็กหญิงอย่างตรงไปตรงมาในค่ำคืนหนึ่ง ขณะที่เธอเดินวนไปทั่วชั้นล่างเพื่อสำรวจหน้าต่างทีละบาน

“ถ้าพวกตำรวจรู้ว่าบ้านเรามียามส่วนตัวคอยดูแลอยู่อีกชั้นหนึ่ง พวกเขาคงเบาแรงขึ้นอีกโข หวั่นว่าต่อไปจะไม่ลาดตระเวนผ่านหน้าบ้านเราแล้ว...” หญิงวัยกลางคนพูดยิ้มๆ “...เข้านอนเสียเถิดอาฟั้น เดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่มีแรงตื่นไปทำงาน อย่าลืมสิว่าเราน่ะต้องตื่นแต่เช้าไปซื้อปลาทะเลที่ตลาดท่าเรือนะ”

“หนูยังนอนไม่ได้”

“ทำไมถึงยังนอนไม่ได้ ทั้งที่ตาของหนูปรือจนจะปิดอย่างนี้แล้ว”

“ถ้าหนูรีบเข้านอน ใครจะเฝ้าบ้านนี้ให้ล่ะคะ”

ป้าเซาซ่อนรอยยิ้ม แล้วแสร้งดุว่า “งั้นหนูตอบป้าซิว่าถ้าเกิดมีขโมยบุกเข้ามาจริง เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างหนูจะไปสู้รบตบมือกับมันยังไง”

“ก็...” เหล่ฟั้นอึกอัก

“พอเถอะ” แกส่ายหน้า “มันไม่มีประโยชน์หรอก”

“แต่ว่าหนูเลิกไม่ได้”

“หนูไม่ยอมเลิกแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าทำอะไรไม่ได้น่ะหรือ”

“ก็หนูเป็นคนเดียวที่นอนชั้นล่างนี่คะ” ผู้อ่อนวัยเอ่ยอ้าง “ป้าเซาเคยพูดเองว่า ‘พวกเราต้องดูแลรักษาบ้านนี้ไว้ยิ่งชีพ แม้เมื่อร่างกายไม่เอื้อ หากนัยน์ตายังดีก็ควรสอดส่องดูแลเหมือนกับหมาเฝ้าบ้านที่เจ้าของเลี้ยงไว้กันขโมย’ ”

คำพูดฉาดฉานเกินวัยของเด็กหญิงทำให้แกต้องนิ่งคิดอึดใจหนึ่ง

“หมามันยังฉลาดพอที่จะประเมินศักยภาพของทั้งศัตรูและตัวมันเอง มันรู้ว่าเมื่อใดควรจะฮึดสู้ และเมื่อใดควรจะล่าถอย มนุษย์อย่างหนูย่อมฉลาดกว่าหมา ไม่น่าเอาตัวเองไปถ่วงกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง พานให้เสียสุขภาพแบบนี้” สุ้มเสียงของบ่าวเก่าแก่ของบ้านค่อนไปทางตักเตือนมากกว่าติเตียน “ป้าคงผิดเองที่ลืมย้ำไปว่าที่พูดนั่นหมายถึงกลางวันเท่านั้น กลางคืนควรเป็นเวลาพักผ่อน มิใช่ถ่างตาป้องภัย”

หมุ่ยไจ๋ทำหน้าหงิก “ยังไงหนูก็ยังวางใจไม่ได้อยู่ดี”

“อาฟั้น ไอ้หัวขโมยคนนั้นมีอยู่จริงรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ที่ทุกคนในบ้านรวมทั้งป้าเห็นอยู่คือมันไม่ได้ฉกชิงสิ่งของในบ้านไปเลยสักชิ้น ที่มันขโมยไปกลับเป็นอาฟั้นคนเดิมของป้า คนที่ร่าเริงสดใส มองโลกในแง่ดีคนนั้นต่างหาก...”

สุ้มเสียงของผู้สูงวัยส่อความเป็นห่วงออกมา ขณะที่มือทั้งสองกุมไหล่ของเด็กน้อยแผ่วเบา “ไปนอนเถอะนะ ทำใจให้สบายได้แล้ว ลืมเรื่องขโมยขโจรให้หมด แล้วก็เลิกทำตัวเป็นยามเฝ้าบ้านเสียที ป้ากล้าสาบานว่าความคับข้องใจที่หนูมีต่อบ้านหลังนี้เทียบไม่ได้เลยกับความห่วงใยที่ป้ามีต่อหนู”

เหล่ฟั้นมีท่าทีเซื่องซึมลงไปเมื่อรู้ว่าตนเป็นสาเหตุให้ป้าเซาทุกข์ร้อนใจ เธอก้มศีรษะให้ ก่อนจำใจเดินกลับเข้าห้องนอนของตนไปเงียบๆ


‘หัวขโมย’ ที่ลอบดูการสนทนาของทั้งคู่มาตั้งแต่ต้นถอนสายตาจากลูกกรงบันไดช้าๆ จิตใจที่หนักอึ้งพลันเบาหวิวราวปุยนุ่นเมื่อหญิงทั้งสองหายลับไปกับความมืด แม้กระนั้นความระมัดระวังขณะเคลื่อนไหวก็ยังมิได้พร่องลง

“ขอบคุณป้าเซามาก” เด็กชายเอ่ยในใจ พลางออกเดินด้วยความรอบคอบ “นังหน้าจืดนั่นคงไม่ริอยู่ยามอีกแล้ว จากนี้ไปชีวิตเราคงสบายขึ้นเยอะ”

ภาพเด็กผู้หญิงตัวเล็กที่ชอบจ่อมก้นบนบันไดขั้นล่างสุด มองซ้ายมองขวา ทำท่าเอาจริงเอาจังชวนให้เขานึกถึงสองอย่าง อย่างแรกคือแขกยามหน้าโรงเรียนของเขา อย่างที่สองคือรูปวาดเทพทวารบาลบนประตูศาลเจ้า แม้ว่ารูปลักษณ์ของสาวใช้คนนี้จะน่ายำเกรงไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของทั้งสองอย่างที่กล่าวมา แต่สำหรับเขาแล้ว ต่อให้ตาแขกยามตัวอ้วนรวมร่างกับเทพทวารบาลมายืนถ่างแขนกางขาขู่ต่อหน้า ก็ยังสร้างความกริ่งเกรงแก่เขาได้ไม่เท่าการกระทำของเหล่ฟั้นคนเดียวเลย   

“นึกแล้วมันน่านัก คนหรือมาร ช่างขยันตามรังควานเราจริง”

ไหว่เชิงกำเงินในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตแน่นพร้อมกับเอื้อมมือไปไขกุญแจบ้าน ในหัวคะนึงถึงแต่ความเริงรมย์ยามราตรีที่ไม่ได้สัมผัสมานานเนิ่น แล้วจึงผลักประตูออกไปด้วยความคิดว่าต่อไปนี้คงไม่มีอุปสรรคใดมาขัดขวางเขาอีก

กล่าวกันว่าบางครั้งการสูญเสียก็นำมาซึ่งการก่อเกิด สำหรับฮ่องกงในตอนนั้นก็เห็นจะเป็นความจริง...หลังจากที่สงครามมหาเอเชียบูรพาสิ้นสุดลงด้วยความปราชัยของจักรวรรดิญี่ปุ่นซึ่งได้เข้าครอบครองฮ่องกงเป็นเวลาสามปีแปดเดือน อังกฤษในฐานะเจ้าอาณานิคมเดิมจึงหวนกลับมาปกครองดินแดนแห่งนี้และดำเนินการบูรณะซ่อมแซมเมืองที่ตกอยู่ใต้คราบเขม่าของควันสงครามอย่างฉับไว ตึกรามบ้านช่องถูกสร้างขึ้นใหม่เป็นทิวแถว ถนนถูกตัดเพิ่มอีกหลายเส้น ควบคู่กันไปกับการปฏิรูปทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ผู้ลี้ภัยจากแผ่นดินใหญ่ไหลหลั่งมายังฮ่องกงปานกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก กลายเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูบ้านเมืองขนานใหญ่ คุณภาพชีวิตของผู้คนทุกชนชั้นวรรณะเจริญรุดหน้าขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านเลย เหมือนกับต้นไม้ที่ผลิใบใหม่หลังพายุฝนซา หรือลืมตาตื่นจากฝันร้ายที่บั่นทอนกำลังใจ…

เวลานั้นทั้งสองฟากอ่าววิกตอเรียเต็มไปด้วยสิ่งสนุกสนานทั้งหลาย มีตั้งแต่ภัตตาคารโต้รุ่ง ไนต์คลับ โรงระบำ ไปจนถึงตลาดนัดขนาดย่อมซึ่งตั้งแผงค้าขายข้ามวันข้ามคืน สร้างความรื่นเริงแด่ชาวฮ่องกงประดุจยาสมานแผลใจที่มีสรรพคุณช่วยให้พวกเขาลืมวันวานอันโหดร้ายในสมัยสงครามให้หมดสิ้น

ย่านสถานบันเทิงบนฝั่งเกาลูนอาจด้อยกว่าฝั่งฮ่องกงหลายขุม แต่ก็ไม่ได้แย่จนชาวเมืองชวนกันหมางเมินเช่นกัน อย่างน้อยแผ่นป้ายโฆษณาที่ประดับประดาอยู่หน้าร้าน เสียงเพลงทั้งจีนและฝรั่งที่ดังหงองแหงงมาจากด้านใน รวมถึงพนักงานทั้งชายและหญิงในเครื่องแต่งกายสมัยนิยมที่แย้มยิ้มรับแขกใต้แสงสีมลังเมลือง ก็ยังเป็นที่ล่อตาล่อใจบรรดานักเที่ยวกลางคืนขาจรให้เดินเข้าออกไม่ขาดสาย ขณะที่พวกขาประจำมั่วสุมกินดื่มกันในร้านโปรดของตนตั้งแต่หัวค่ำยันสว่าง

ณ ย่านสถานบันเทิงนั้นเองที่ส่งผลให้เด็กแก่นแก้วหลายคนลิ้มลองอบายมุขต่างๆ เช่น เหล้า บุหรี่ การพนัน หรือกระทั่งโสเภณี

แต่ด้วยวัยที่ยังอ่อนเกินกว่าจะให้ความสนใจในสิ่งเหล่านี้ กอปรกับการสั่งสอนเลี้ยงดูอย่างดีของผู้เป็นบิดา กลายเป็นเกราะกำบังซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลหมั่นหลงระเริงไปกับเส้นทางสีดำก่อนวัยอันควร แค่ได้เดินเล่นบนถนนซึ่งคึกคักด้วยผู้คนหลายชาติหลายภาษา กินไอศกรีม เคี้ยวหมากฝรั่ง ฟังเพลงจากตู้เพลงหยอดเหรียญที่คิดค่าบริการครั้งละยี่สิบเซนต์ เท่านี้ก็มอบความสุขสำราญแก่เด็กชายผู้โตมากับการบังคับและกำหนดกรอบเกณฑ์ในทุกของมิติชีวิตได้อย่างมากแล้ว ไม่ต้องถึงกับริลองดื่มเหล้าสูบบุหรี่เหมือนพวกวัยรุ่นเสเพล


ไม่บ่อยนักที่ไหว่เชิงจะพบที่สักแห่งซึ่งเขาสามารถอวดศักดาของตนได้เต็มกอบเต็มกำ เพราะไม่ว่าจะบ้านหรือโรงเรียนต่างก็เต็มไปด้วยกฎระเบียบและบุคคลที่สูงศักดิ์กว่า ผิดกับบนถนนหนทางในเกาลูนที่ทุกคนพร้อมใจกันพินอบพิเทายามพบเห็นเขา ไม่มีผู้ใดกล้าหือ – มากกว่าความเพลิดเพลินเจริญใจที่ได้รับจากที่นี่ มันก็คงเป็นอีกเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่ส่งผลให้เด็กชายพิสมัยย่านนี้นักหนา ถึงขนาดที่กล้าเสี่ยงหนีออกจากบ้านทั้งที่รู้แก่ใจดีว่าหากถูกจับได้ขึ้นมา คุณพ่อจะลงอาญาเขาโดยการใช้ไม้เรียวเฆี่ยนต่อหน้าแท่นบูชาบรรพบุรุษ อันเป็นบทลงโทษประจำตระกูลที่ลูกหลานบ้านนี้ไม่ว่าหญิงหรือชายต่างก็เคยโดนกันมาถ้วนหน้าและไม่ประสงค์จะโดนอีก เพราะรอยแผลที่ไม้เรียวฝากไว้หาได้แสบสันเพียงผิวกาย หากแต่ฝังลึกลงไปในจิตใต้สำนึก

เด็กชายลืมเรื่องที่ครุ่นคิดเป็นปลิดทิ้ง เท้าทั้งคู่ผ่อนความเร็วลง ครั้นป้ายไฟนีออนของบาร์ที่เห็นอยู่ไกลลิบค่อยๆสว่างขึ้นจนเห็นชัดเต็มตา


แทบจะทันทีที่ไหว่เชิงผลักประตูเข้าไปในบาร์ สตรีสูงอายุชาวเซี่ยงไฮ้ซึ่งอพยพมาอาศัยอยู่ที่นี่หลายปี ก็ทักทายเขาด้วยภาษากวางตุ้งสำเนียงปร่าแปร่ง ก่อนจะเชื้อเชิญให้เด็กชายนั่งบนเก้าอี้สูง ตำแหน่งที่เขาชอบนั่งเป็นประจำ

“สตรอเบอร์รีมิลค์เชคเหมือนเดิมนะเถ้าแก่เนี้ย” บุตรชายผู้ทรงอิทธิพลท้องถิ่นหันไปสั่งเมนูในดวงใจอย่างวางท่า และอิดออดที่จะตอบคำถามของหล่อนที่ว่า “คุณชายน้อยหายไปไหนมาคะ ไม่เห็นหน้าตั้งนาน”

เด็กชายนั่งดูดนมปั่นที่เถ้าแก่เนี้ยนำมาเสิร์ฟท่ามกลางกลิ่นเครื่องดื่มนานาชนิดที่อวลอยู่ในอากาศ เสียงเพลงจังหวะแจ๊สของวงดนตรีเล็กๆที่บรรเลงสดอยู่ในร้านนั้นทำให้เขาต้องหันมองเป็นระยะ ก่อนจะต้องตั้งตามองเป็นการถาวร เมื่อนักร้องสาวในกระโปรงติดกันก้าวขึ้นมายืนบนเวที

ชั่ววูบที่สายตาของหล่อนและเขาสบกันโดยบังเอิญ เขาฉุกคิดถึงคนสำคัญคนหนึ่งในชีวิตขึ้นมาจับใจ

นานมาแล้วที่ไหว่เชิงมีความรู้สึกว่าแม่ของเขามีอะไรหลายๆอย่างคล้ายคลึงกับบรรดานักร้องตามสถานบันเทิง ทั้งเค้าหน้า รูปร่าง การแต่งกาย ท่วงท่าการเคลื่อนไหว แก้วเสียงยามขับร้อง รวมไปถึงจริตจะก้าน โดยเฉพาะเวลาที่คุณแม่ออดอ้อนเอาใจคุณพ่อช่างประดุจดังนักร้องสาวยามเกี้ยวพานแขกหนุ่มๆ

แต่เขาคงไม่มีวันลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่เขาโพล่งออกไปว่าคุณแม่สวยเหมือนนักร้องที่มาร้องเพลงอวยพรเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของคุณพ่อเมื่อสามปีก่อน...คุณแม่ใช้หลังมือตีท้ายทอยเขาด้วยความโกรธเกรี้ยวราวกับเคยมีเรื่องกินใจกับพวกนักร้องมาก่อน ส่วนคุณพ่อเอาแต่สูบฝิ่นจากกล้องยา พ่นควันโขมง พลางส่งสายตาขัดเคืองแทนคำปฏิเสธการมีส่วนร่วมในบทสนทนานี้  

ไหว่เชิงนิ่งนึกอยู่ครู่สั้นๆ ก่อนที่จะสลัดความคิดรุงรังนั้นทิ้งไป พร้อมกับทิ้งเงินค่าอาหารไว้ข้างแก้วเปล่าซึ่งเหลือเพียงฟองอากาศหร็อมแหร็ม หันหลังเดินงุดหน้าออกจากร้านโดยไม่คิดเหลียวมองนักร้องคนนั้นอีก


แสงแดดยามเย็นไล่แสงสีอ่อนโรยตัวลงมาบนบาทวิถี ช่อก้านกิ่งใบของต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นรกระเกะระกะฝั่งตรงข้ามเนินสูงสะบัดพลิ้วตามแรงลมอ่อนๆ ลูกเล็กเด็กแดงของชาวบ้านแถวนั้นวิ่งไล่จับกันเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับการงีบหลับของชายวัยกลางคนผู้ซึ่งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการลากรถมาทั้งวัน

ทว่าสิ่งที่ทำให้ผู้ชราภาพต้องผุดลุกจากรถลากสีแดงซึ่งแกยึดเป็นอุปกรณ์ทำมาหากินตั้งแต่หนุ่มๆกลับเป็นเสียงเรียกซ้ำๆของชายนิรนามที่มายืนเซ้าซี้รอใช้บริการจากรถลากจนแกไม่เป็นอันหลับตาลงต่างหาก

“ไปไหนก็ไปเลยไป๊” แกบริภาษ “รถลากแถวนี้มีตั้งหลายคัน จะมาเจาะจงรถข้าหาพระแสงอะไรวะ คนจะหลับจะนอนไม่เห็นรึไง”

ลุงตั๊งผลักตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ทั้งตะคอกและชี้นิ้วด่าขณะที่ตายังพร่าเบลอไม่หาย แต่แล้วเมื่อภาพตรงหน้าบังเกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น แกก็รีบสงบปากสงบคำเป็นพัลวัน สงวนกิริยามารยาทขึ้นทันตาเห็น

“หมวดหวู่” คนลากรถอุทานอย่างคิดไม่ถึง

“ลุงยังปากจัดเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนเลย” อีกฝ่ายแซว

"หมวดกลับมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”

“ก็เมื่อวานซืนนี้เอง แต่พอดีผู้บังคับบัญชาเรียกเข้าพบ เลยไม่ว่างมาปรากฏตัวให้ใครต่อใครเห็น” นายตำรวจเล่าด้วยสีหน้าเป็นปกติ “ไปโรงพักนะ ลุงคิดเท่าไหร่ก็เรียกมาได้เลย ครั้งนี้ผมยินดีจ่ายไม่อั้น”

“เรื่องอะไรผมจะกล้าเก็บหมวดแพงๆล่ะครับ ต้องพวกตำรวจหน้าเลือดที่ชอบรีดนาทาเร้นชาวบ้านนั่นน่ะ ลองให้มันพูดแบบนี้สิ ผมจะเรียกพวกมันสักสามสี่เท่า ส่วนตำรวจน้ำดีอย่างหมวดผมคิดครึ่งราคาก็พอ” 

ลุงตั๊งเอ่ยอย่างเอาใจขณะลากรถออกไปจากต้นไม้ใหญ่ที่แกอาศัยเป็นที่นอนกลางวัน ครึ่งวิ่งครึ่งเดินไปตามถนนซึ่งตัดตรงสู่สถานีตำรวจจิมซาโจ๋ยอันเป็นที่ทำงานของผู้โดยสารรายนี้

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น