TwentyMon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 336

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2561 17:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2
แบบอักษร

บทที่ 2

          ยินกลับเข้ามาในป่าอีกครั้งเพื่อตามหาเซียนโอสถผู้อาจารย์ ในระหว่างที่เข้าป่ามาลึกเรื่อย ๆ เขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่แปรปรวนแสดงถึงภาวะบาดเจ็บหนักใกล้ตายของสิ่งมีชีวิต ชายหนุ่มยกยิ้มย่องด้วยนึกไปว่าอาจจะเป็นสัตว์ชั้นสูงสักตัวในป่าแห่งนี้กำลังจะตายนับว่าโชคดียิ่งนักเพราะร่างกายของมันนั้นมีค่ามาก เร็วเท่าความคิดร่างของยินก็หายไปปรากฏอยู่ในป่าลึกรอยต่อชั้นนอกกับชั้นกลาง เขาสอดส่ายสายตาหาพลังชีวิตที่อ่อนแรงนั่นก่อนจะพบเด็กคนหนึ่งนอนอยู่

          “เด็ก?” เด็กที่ไหนมานอนใกล้ตายในป่าอันตรายเช่นนี้ โดยไม่ได้คิดหน้าคิดหลังว่านั่นอาจไม่ใช่มนุษย์ ยินรีบเข้าไปหาร่างนั้นโดยทันทีก่อนจะตรวจดูความเสียหายของร่างกาย บาดแผลที่คอเหมือนมีมีดกรีดเลือดไหลออกมาไม่ได้ขาด ยินตกใจแทบสิ้นสติ นับว่าน่ากลัวทีเดียว ใครช่างใจร้ายทำร้ายเด็กน้อยได้ถึงขนาดนี้ แต่พอทั้งสติได้และสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่อ่อนแอแสนสาหัสก็รีบค้นย่ามหายาทันที ก่อนอื่นห้องห้ามเลือดก่อน ยินค้นจนเจอยาห้ามเลือดเขาบดละเอียดใส่ผ้าขาวแล้วโปะลงไปที่แผลก่อนจะถ่ายทอดพลังปราณเพื่อส่งเสริมฤทธิ์ยา กว่าเลือดจะหยุดไหลก็ราวครึ่งชั่วโมง เมื่อห้ามเลือดได้ก็ต้องซ่อมแซมร่างกายส่วนที่เสียหายอันดับต่อไป เขาหยิบยาสมานสรรพางค์กายป้อนเข้าไปในปากก่อนจะใช้พลังปราณดันยาเข้าไปแล้วถ่ายทอดพลังเพื่อออกฤทธิ์เสริมยาเล็กน้อยแล้วเขียนอักขระรักษากลางอากาศก่อนผลักมันเข้าไปในตัวเด็กน้อย การรักษาควบคู่ทั้งโอสถ พลังปราณและอักขระนั้นทำให้บาดแผลภายนอกภายในหายไปอย่างรวดเร็ว แต่กว่าจะถึงขั้นนี้ได้ก็เล่นเอาพลังปราณเกือบหมดตัวทีเดียว ‘เป็นวิญญาณก็เหนื่อยได้นะ’ ยินรำพึงรำพันในใจก่อนจะค้นหายาบำรุงเลือด ยาถนอมวิญญาณยัดเข้าไปในปากเด็กน้อยแล้วดันมันเข้าไปนับว่าเสร็จสรรพ เขาเองก็เอายาฟื้นฟูขึ้นมากินหนึ่งเม็ดแล้วเข้าฌานเพิ่มพลังปราณต่อไป

          “ยิน เจ้ามาทำอะไรลึกขนาดนี้” เป็นเสียงเซียนโอสถที่ดังขึ้นตกใจว่าเหตุในศิษย์ของตนมานั่งสมาธิลึกถึงเขตต่อป่าชั้นนอกกลับชั้นกลางขนาดนี้ ยินลืมตาตื่นขึ้นก็เห็นอาจารย์ของเขา

          “อาจารย์ ในที่สุดก็หาท่านพบ” เขาเอ่ยอย่างยินดี ก่อนจะนึกถึงเรื่องที่มีเด็กน้อยบาดเจ็บแต่ครั้นเหลียวกลับมามองร่างที่เคยนอนจมกองเลือดอยู่ร่างนั้นก็หายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยินแปลกใจพยายามหันซ้ายแลขวาหาร่างเล็กก็ไม่เห็น ‘หรือจะหนีไปแล้ว’ เขาคิด

          “กลับกันเถอะ ใกล้มืดเต็มทีแล้ว” เซียนโอสถว่าขึ้นเมื่อท้องฟ้าเริ่มเป็นสีส้มแดงมากแล้ว ยินจึงลุกขึ้น ในใจก็นึกห่วงเด็กคนนั้นอยู่ไม่น้อยแต่พอได้ยินอาจารย์บอกว่าตัวเองโชคร้ายหาดอกกวาเฮอไม่เจอสักดอก ชายหนุ่มก็ลอบยิ้มด้วยฝันหวานไปถึงโอสถสวรรค์ 50 เม็ดเพราะเขาชนะแล้วนั่นเอง

          “ถึงอาจารย์จะหามันไม่พบ แต่ข้าหามันพบนะขอรับตั้ง 4 ดอกแหนะ” ยินหยิบดอกกวาเฮอขึ้นมาอ้าง เซียนโอสถผู้เป็นอาจารย์ตาเหลือกตกตะลึง ก่อนจะพ่นลมหายใจยอมแพ้เจ้าศิษย์นี่ราบคาบพลางคิดไว้ในใจว่าไม่น่าพนันกันไว้เลย หลังจากนั้นทั้งสองก็หายวับกลับยังตำหนักโอสถทันที โดยไม่ได้รับรู้เลยว่ามีสิ่งหนึ่งติดตามพวกเขากลับไป

          “นั่นไง เซียนโอสถมาแล้ว” เป็นเทพไป่หูที่ร้องขึ้นทันทีที่พวกเขาถึงตำหนัก

          “ชะชะ เซียนเฒ่าเจ้าพาศิษย์ข้าไปไหนเสียทั้งวัน รู้ไหมว่าเที่ยงนี้ข้าไม่ได้กินอาหารฝีมือเจ้าหนุ่มนี่ แถมกว่าจะกลับมาก็มืดค่ำวันนี้ข้าจะได้กินอาหารหรือไม่เล่า” เฒ่าจันทราโวยวายขึ้นเมื่อพบว่าเซียนเจ้าของตำหนักกับศิษย์รักหายตัวไปเกือบจะทั้งวันทำให้ตัวเองอดอาหารฝีมือยินที่อร่อยนักหนา ตลอดเกือบปีที่ยินมาอยู่ที่นี่ความรู้ของคุณทวดเขาไม่เคยลืมที่จะทบทวน เขาจำได้ดีทีเดียววันแรกที่ลองรื้อวิชาทำอาหารชาววังให้กับอาจารย์ทั้งสาม ทำเอาผู้ที่เสวยอาหารทิพย์ทุกวันกลับตัวกลับใจมากินอาหารมนุษย์ที่รูปงามกลิ่นหอมรสชาติก็อร่อยแปลกลิ้นเสียนี่ ขนาดเซียนโอสถที่ละกิเลสทุกอย่างจนได้เป็นเซียนยังอดที่จะชื่นชอบอาหารฝีมือศิษย์เอกของตนมิได้เลย ดังนั้นหลายเดือนที่ผ่านมาเทพไป่หูกับเฒ่าจันทรานอกจากจะมาสอนยินที่ตำหนักโอสถแล้ว ยังต้องมารอท่าคอยรับประทานอาหารฝีมือยินมิได้ขาด

          “ข้ากับอาจารย์สามไปเก็บสมุนไพรที่เขาร้อยภูติมาขอรับ อาจารย์สองโปรดรอข้าจะไปทำอาหารมาให้” เป็นยินที่เอ่ยขัดขึ้นก่อนจะเกิดสงครามน้ำลาย แต่เฒ่าจันทราหรืออาจารย์สองที่ยินเรียกพร้อมเทพไป่หูอาจารย์หนึ่งกลับตาเหลือกตาลาน

          “เจ้าพาศิษย์รักข้าไปถึงเขาร้อยภูติ เจ้าก็รู้ที่นั่นมันอันตราย” เป็นเทพไป่หูที่กล่าวขึ้นเสียงดัง

          “ข้าไม่เป็นอะไรขอรับอาจารย์หนึ่ง เดี๋ยวข้าต้องรีบเข้าครัวแล้วเกรงว่าจะไม่ทันมื้อเย็น” ว่าเสร็จยินก็รีบปลีกตัวเข้าครัวปล่อยทั้งสามทุ่มเถียงกันต่อไป

          ยินลงมือทำอาหารวันนี้เขาทำหลายอย่าง มีน้ำพริกลงเรือ แกงฟักทอง ต้มจืดเต้าหู้ ประยุกต์เป็นอาหารเจเพราะเซียนโอสถไม่ทานเนื้อ ของหวานก็มีลิ้นจี่ลอยแก้ว และลูกพลับที่เขากำลังนั่งเกาะสลักเป็นรูปใบไม้ชิ้นพอดีคำอยู่ ด้วยเพราะใช้เวทมนต์เข้าช่วยทำให้อาหารชาววังที่ต้องใช้เวลานานกลับเสร็จทันมื้อเย็นพอดิบพอดี

          “ตอนนี้ข้าว่าวิญญาณของยินก็พร้อมแล้ว นี่เหลือเวลาอีกกี่วันที่ร่างกายนั่นจะใช้ได้” เทพไป่หูพูดขึ้นในระหว่างรับประทานอาหาร

          “7 วัน” เทพแห่งโชคชะตาเฒ่าจันทราคำนวณนับนิ้วไปมาก่อนจะตอบ

          “7 วัน ดี จะได้มีเวลาเตรียมการณ์สร้างอาวุธวิเศษให้ติดตัวไปใช้ข้างนอก” เทพไป่หูพูดจบก็มองหน้ากันกับเฒ่าจันทรา สายตาที่สบกันอย่างเชือดเฉือนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อกันนั้นด้วยเป็นสหายกันมานานเพียงมองตาก็รู้ใจว่าต่างฝ่ายต่างมีความคิดจะมอบของวิเศษให้กับยินและของวิเศษนั้นต้องดีกว่าของอีกฝ่ายแน่นอน

          “ข้าขอตัว” เฒ่าจันทรากับเทพไป่หูพูดขึ้นพร้อมกันก่อนจะอันตรธานหายไป

          “เฮ้อ เมื่อไรจะเลิกชิงดีชิงเด่นกันเสียที แค่นี้เจ้ายินก็อัจฉริยะฟ้าประทานพอแล้ว” เป็นเซียนโอสถว่าขึ้นก่อนจะขอตัวเข้าห้องทำงานไปค้นหาตำราแพทย์ตำราโอสถ พร้อมจัดเตรียมสมุนไพรและยาวิเศษเพื่อมอบให้กับศิษย์ของตนเองที่จะลงไปอยู่โลกมนุษย์ ยินส่ายหน้าเอือมระอา ‘ก็พอกันทั้งสามคน’ ในระหว่างที่กำลังจะเก็บจานอยู่นั้น

          โครก!! เสียงประหลาดดังขึ้นทำให้ยินรีบสอดส่ายสายตาหาต้นเสียงทันทีแต่กลับไม่พบอะไร ‘สงสัยเสียงลม’ ยินคิดอย่างไม่ใส่ก่อนจะเก็บจานจนแล้วเสร็จ อาหารที่เหลือเขาก็ไม่ได้ทิ้งให้เสียของแต่เก็บไว้ในตู้ที่ลงอักขระกักเก็บถนอมอาหารหรือของสดไม่ให้ของเสีย เมื่อปิดตู้เสร็จยินก็เดินออกมาโดยไม่ได้รู้เลยว่ามีร่างเล็กขนาดเท่าหัวแม่มือของมนุษย์ติดปีกคล้ายแมลงปอบินออกมาจากใต้ชายเสื้อก่อนจะปรากฏเป็นเด็กผู้ชายขนาดตัวเท่าเด็ก 5 ขวบที่ลูบท้องตัวเองป้อย ๆ ด้วยความหิว

          วันรุ่งขึ้นเฒ่าจันทรามาทานอาหารเช้าที่ตำหนักโอสถ ยินแปลกใจที่อาหารเก็บไว้เมื่อคืนหายไปแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรด้วยคิดว่าตัวเองคงเหนื่อยจากการไปเก็บสมุนไพรที่หุบเขาร้อยภูติแล้วหลงลืมไปว่าเทอาหารทิ้งหมดแล้ว หลังมื้อเช้าเขาก็เรียนการเขียนอักขระกับเฒ่าจันทราต่อ วันนี้เรียนเขียนอักขระพันธะโบราณที่ยินเคยฝึกจนเกือบจะสมบูรณ์แล้วที่หุบเขาหมื่นภูมิ สร้างความพึงพอใจแก่เทพเจ้าแห่งโชคชะตาไม่น้อย ในระหว่างที่กำลังเขียนพร้อมปรับแก้อักขระที่ตัวเองเขียนผิดให้สมบูรณ์ขึ้นตามคำชี้แนะของเฒ่าจันทรานั้น ก็บังเกิดเสียงจานชามในห้องครัวตกแตกดังเพล้ง!!

          ยินและเฒ่าจันทราชะงักการฝึกก่อนจะตรงปรี่ไปยังห้องครัวทันทีกลับต้องตกใจ จานชามตกบนพื้นเสียหายพร้อมเศษอาหารแต่นั่นไม่แปลกใจเท่ากับเด็กน้อยวัยประมาณ 4-5 ขวบนี้ ยินมองปราดเดียวก็จำได้ว่าเป็นเด็กที่บาดเจ็บกลางป่า

          “นั่นมันภูติศักดิ์สิทธิ์นี่” สิ้นเสียงเฒ่าจันทราเด็กน้อยก็แยกเขียวปลดปล่อยกลิ่นอายประหลาดที่รุนแรง มันกดดันจนยินแทบจะหน้ามืดโชคดีที่อาจารย์สองของเขาร่ายเวทย์กำบังไว้แต่มันก็ยังทำให้เขาวิงเวียนอยู่ดี เฒ่าจันทราสบถในใจ “บ้าจริงเชียว ภูติมีร้อยสายพันธุ์มาเจอภูติศักดิ์สิทธิ์เสียนี่” ด้วยภูติศักดิ์สิทธิ์ที่เทพผู้เฒ่าว่านี้เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่สามารถใช้ธาตุศักดิ์สิทธิ์ในการต่อสู้ได้และมันรุนแรงทีเดียว ในบรรดาภูติที่เรายกย่องว่าเป็นสัตว์บรรพกาล ภูติศักดิ์สิทธิ์กับภูติทมิฬและภูติราชันย์คือสามเผ่าพันธุ์ที่ยังอยู่เหนือกว่า

          “เกิดอะไรขึ้น” เซียนโอสถวิ่งตามเข้ามาดูเหตุการณ์ก็ต้องผงะ กลิ่นอายสิ่งมีชีวิตระดับบรรพกาลช่างกดดันยิ่งนัก เซียนโอสถร่ายเวทย์กำบังทันที “ภูติตนนี้มาได้ยังไง”

          “ข้าเคยเจอเด็กคนนี้บาดเจ็บอยู่ที่ป่าหุบเขาร้อยภูติและได้ทำการรักษาให้ขอรับ คิดว่าติดตามพวกเรามาจากที่นั่น” ยินพูดขึ้นอาจารย์ทั้งสองแทบสิ้นสติอยากจะกัดลิ้นตื่นขึ้นแล้วนึกว่าตัวเองฝันไปเท่านั้น

          “เซียนโอสถท่านรีบไปแจ้งเทพไป่หู ข้าจะสกัดภูติตนนี้ไว้ก่อน ดีนะเป็นภูติเด็กแต่กระนั้นก็เป็นถึงภูติศักดิ์สิทธิ์กลิ่นอายรุนแรงขนาดนี้ข้าก็ไม่แน่ใจว่าจะรับมือได้นานเพียงใด รีบไปรีบมาหละ” สิ้นเสียงเฒ่าจันทราเซียนโอสถก็หายวับไป ตอนนี้เทพผู้เฒ่ากำลังพยายามเขียนอักขระกักขังโบราณเพื่อจะขังภูตินี่นับว่าเคราะห์ดีที่เป็นภูติเด็กอย่างที่เฒ่าจันทรากล่าว แถมดูเหมือนว่าภูติตนนี้จะไม่เข้ามาทำร้ายตนและศิษย์แต่เพียงปลดปล่อยกลิ่นอายป้องกันตัวเท่านั้น ตอนนี้ร่างเด็กน้อยนั่นถูกล้อมด้วยกรอบอักขระสีทองแดง เขาพยายามเต็มที่ทั้งวิ่งชน ทั้งอัดพลังใส่มหาศาล หรือแม้กระทั่งแปลงกายเป็นภูติตัวเล็กเพื่อรอดช่องอักขระออกมา แต่อักขระกักขังก็หดเล็กตาม เฒ่าจันทราพยายามอย่างหนักที่จะถ่ายโอนพลังลงไปในอักขระต่อต้านกำลังภูติน้อยที่พลังไม่ได้น้อยตามตัวเลย

          การกักขังดำเนินไปอยู่นานเฒ่าจันทราเทพแทบจะเป็นลมเพราะเหนื่อยอ่อนก็ปรากฏร่างเซียนโอสถและเทพไป่หู

          “ภูติศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นหรือ ถอยออกมาเฒ่าจันทราข้าจะจัดการเอง” เทพไป่หูว่าขึ้น เทพแห่งโชคชะตาเฒ่าจันทราถอยเซออกมายินรีบเข้าพยุงกายผู้อาวุโสให้นั่งลงเก้าอี้ เซียนโอสถรีบเอายาฟื้นฟูพลังให้เฒ่าจันทรากินทันที

          ข้างเทพไป่หูมองภูติน้อยที่สิ้นฤทธิ์ ดีที่เป็นภูติวัยเยาว์นับว่ารับมือได้ฉับพลันกระบี่สีขาวพิสุทธิ์ปรากฏขึ้นในมือของเทพเสนาธิการกองทัพสวรรค์ ยินเห็นดังนั้นก็ตกใจรีบวิ่งถลาไปหาผู้อาวุโส

          “อาจารย์หนึ่งท่านจะทำอะไร”

          “หลบไปยิน เราต้องกำจัดภูติตนนี้ให้เร็วที่สุด ก่อนเหล่าภูติจะรู้ตัวแล้วยกกองทัพมาทำลายสวรรค์” เทพไป่หูว่าขึ้น

          “ท่านจะทำอย่างนี้ไม่ได้ ข้ารักษาเขาเพื่อให้เขามีชีวิตรอดมิใช่ให้ใครมาฆ่าแกง” ยินออกเสียงปกป้องคนไข้ของตนเต็มที่ ทั้งสงสารด้วยว่าภูติตนนี้เด็กเหลือเกิน เขาควรได้รับโอกาสที่จะเติบโต

          “แต่ถ้าเกิดปล่อยออกมาเราจะไว้ใจได้ยังไงว่าภูติตนนี้จะไม่ไปบอกเล่ากับภูติตนอื่นว่าถูกเทพทำร้าย ถึงคราวนั้นแม้แต่กองทัพสวรรค์ก็มิอาจปกป้องจักรวาลใบนี้ได้” เทพไป่หูกล่าวเสียงเครียดทั้งสงสารศิษย์จับใจ

          “เช่นนั้นเห็นจะมีหนทางเดียว” เป็นเสียงเฒ่าจันทราที่อาการดีขึ้น

          “ทางไหนรึ” เทพไป่หูถามทันทีด้วยตัวเองก็ไม่อยากจะฆ่าแกงเด็กนัก

          “พันธะสัญญา” สิ้นเสียงเฒ่าจันทราภูติน้อยก็สะดุ้งเฮือก

          “ไม่มีวัน ข้าจะไม่เป็นทาสรับใช้ใคร” เสียงตวาดตะโกนออกมาพร้อมกับพลังเฮือกสุดท้ายก่อนที่ร่างภูติจะล้มพับเป็นลมไป

          “ตอนนี้แหละ รีบทำพันธะสัญญาเร็ว” เฒ่าจันทราว่าขึ้น

          “แล้วใครจะเป็นคนทำล่ะ” เซียนอาวุโสถามขึ้นมา

           “ยิน เจ้าเป็นคนช่วยชีวิตเขา เจ้าก็ทำพันธะกับเขาก็แล้วกัน อีกอย่างเจ้าเป็นคนที่มีธาตุศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นธาตุเดียวกันกับของภูติตนนี้นับว่าเหมาะสม” เทพไป่หูกล่าวสรุปเสร็จสรรพ สองอาวุโสเห็นด้วยพยักหน้าเสริมแรงอย่างขยันขันแข็ง

          “ข้า ข้าเหรอ” ยินเอามือชี้ตัวสติจะแตกมะลอมมะล่อ สิ่งมีชีวิตระดับบรรพกาลที่สวรรค์หรือมารยังหวาดกลัวนี่นะ แต่พอเห็นอาจารย์ทั้งสามพยักหน้ายืนยันอีกทียินจึงมามองร่างเล็กที่นอนแน่นิ่งไร้สติอยู่ ตอนนี้อักระสีทองแดงหายไปแล้ว ยินกลืนน้ำลายอึกหนึ่งอย่างยากลำบาก “ข้าว่ารอเขาตื่นขึ้นมาค่อยเจรจาอีกรอบดีหรือไม่”

          “ยิน ข้าไม่เสี่ยง” เทพไป่หูกล่าวขึ้น ยินถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเขียนอักขระพันธะสัญญาโบราณที่สมบูรณ์แบบกลางอากาศ เขาถ่ายทอดพลังวิญญาณลงกับอักขระก่อนจะผลักเข้าใส่ตัวภูติน้อย ทันทีที่การทำพันธะสำเร็จลงยินก็รู้สึกผิดราวกับว่าเขาเป็นคนชั่วช้าจองจำเด็กน้อยไม่ประสาคนหนึ่ง ในขณะที่อาจารย์ทั้งสามถอนใจอย่างโล่งอกและเห็นใจศิษย์

          “นับว่าเป็นชะตากรรมของพวกเจ้าทั้งสองก็แล้วกัน” เฒ่าจันทราเอ่ยกับศิษย์รัก

          “อาจารย์ทั้งสาม วันนี้ข้าขอพักสักวันได้หรือไม่” ยินกล่าวขึ้นอย่างเซื่องซึม เทพเซียนทั้งสามก็เข้าใจจึงอนุญาตและหายไปจากตำหนักโอสถ ยินช้อนร่างภูติน้อยอุ้มเข้าไปในห้อง เขาวางร่างเล็กลงบนเตียงของตัวเองก่อนจะหายาฟื้นฟูมาใส่ปากแล้วปราณดันเข้าไป

          เวลาผ่านไป 15 นาที ภูติน้อยก็รู้สึกตัวขึ้น ทันทีที่เห็นยินนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้ข้างตัว ร่างเล็กก็ดีดตัวเองชิดผนังอีกฝากด้วยความหวาดกลัวพร้อมปล่อยกลิ่นอายกดดันแต่ยินกลับนั่งนิ่งเฉย

          “เจ้า” สิ้นเสียงไม่ทันไรฉับพลันภูติน้อยรู้สึกไม่ปกติในร่างกาย “เกิดอะไรขึ้น”

          “ข้าคือคู่พันธะเจ้า กลิ่นอายและแรงกดดันเจ้าทำอะไรข้าไม่ได้หรอกนะ” ยินตอบเสียงสั่น เขาโกรธตัวเองแทบบ้าที่ต้องมาทำลายชีวิตน้อย ๆ ของคนหนึ่งคน ร่างเล็กคู่พันธะเขาเองก็ตกใจทำอะไรไม่ถูกก่อนจะทรุดตัวร้องไห้

          “เจ้ามนุษย์โสโครก เจ้ากล้าดียังไง” ภูติน้อยร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร ยินพยายามเข้าปลอบและอธิบายทั้งคืนกว่าจะสำเร็จ

          เช้าวันต่อมายินตื่นขึ้นทำกิจกรรมประจำวันด้วยความเบลอ เขาแทบไม่นอนเลยทั้งคืนเพราะมัวปรับความเข้าใจกับภูติน้อยอยู่ คุยกันไปคุยกันมาจึงได้รู้ว่าภูติตนนี้ชื่อ ‘เสี่ยวอัน’ เป็นหนึ่งในภูติศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกภูติทมิฬลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่เป็นเขตแดน ด้วยภูติทมิฬเองรู้สึกว่าดินแดนตนเองน้อยเกินไป คิดจะขยับขยายโดยใช้วิธีสกปรก ข้างภูติศักดิ์สิทธิ์ไม่ยอมภูติทมิฬจึงเข้าทำร้ายตัวประกันตายบ้างบาดเจ็บบ้าง ภูติน้อยโชคดีที่ถูกพวกมันนำมาทิ้งไว้เขตป่าด้านนอกแล้วบังเอิญเจอกับยินเข้า ไม่เช่นนั้นก็คงตายไปแล้ว แต่เสี่ยวอันไม่ได้โกรธเผ่าพันธุ์เลยกลับภาคภูมิใจที่ได้เสียสละในครั้งนี้ และที่ติดตามยินมาเพราะสัมผัสได้ถึงธาตุศักดิ์สิทธิ์ในปราณของยินนั่นเอง

          เช้านี้ทุกอย่างดำเนินไปแทบจะปกตินิดหน่อย เพราะอาจารย์ดูจะเกร็งอย่างมากที่ต้องมานั่งโต๊ะร่วมกับสิ่งมีชีวิตระดับบรรพกาลเช่นนี้ ถึงจะตรวจสอบดูแล้วพบภูติน้อยมีแก่นปราณเพียงแค่ขั้นสีเขียวระดับกลางเท่านั้น แต่จงอย่าลืมว่าตรงหน้าคือเด็ก 5 ขวบที่ในอนาคตไม่อาจคาดเดาได้เลย และไหนจะกลิ่นอายภูติที่รุนแรงนั่นอีกถึงตอนนี้เสี่ยวอันจะเก็บมันไว้เป็นอย่างดีแต่ก็อดหวาดระแวงไม่ได้ บนโต๊ะคงมีแต่ยินเท่านั้นกระมังที่ทำทุกอย่างราวกับปกติ

          “ท่านอาจารย์หนึ่ง วันนี้ข้าต้องเรียนเคล็ดยุทธ์กับท่านใช่หรือไม่” ยินถามขณะรับประทานอาหาร

          “ข้าให้เคล็ดเจ้าไปมากเกินพอแล้วยิน เหลือเวลาอีก 5 วันเจ้าก็ต้องออกไปใช้ชีวิตข้างนอกแล้ว วันนี้อาจารย์จะพาเจ้าหลอมอาวุธวิญญาณแล้วกัน” เทพไป่หูตอบกลับศิษย์ ยินตื่นตกใจ อาวุธวิญญาณ เป็นอาวุธที่ทรงพลังทำพันธะกับเจ้าของจึงเกื้อพลังและเข้าใจผู้ใช้เป็นอย่างดีราวกับมีชีวิต เขาเคยอ่านแต่ในคัมภีร์ก็เคยวาดฝันว่าจะมีมันสักชิ้นอยู่หรอกแต่ไม่คิดว่าอาจารย์จะให้จริง ๆ แถมที่พูดก็เหมือนกับจะสอนเขาหลอมมันขึ้นมาเองเสียด้วย เมื่อคิดได้ดังนั้นยินก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น

          วันนี้เขากับเทพไป่หูไม่ได้เรียนอยู่หุบเขาเซียนดั่งเช่นเคย แต่กลับไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเทพไป่หูบอกว่าชื่อ หมู่บ้านยุทธภัณฑ์เป็นแหล่งสร้างอาวุธชั้นยอดและเครื่องสงครามอีกไม่ว่าจะโล่หรือชุดเกราะให้กับกองทัพสวรรค์ เทพไป่หูยังแอบบอกอีกว่าตนเองจ่ายหนักเช่นกันที่จะปิดเรื่องของยินเป็นความลับ นั่นทำให้ยินเกรงใจไม่น้อยและซาบซึ้งในพระคุณของเทพไป่หู

          ถึงที่หลอมอาวุธเทพไป่หูให้ยินเลือกวัตถุที่จะทำอาวุธซึ่งสถานที่แห่งนี้มีให้เลือกจนตาลาย ทั้งเหล็กกล้า ทองแดง เงิน เพชร เหล็กไหลและแร่อะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง ยินเดินดูไปทั่วฉับพลันสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับก้อนวัตถุประหลาดสีขาวนวล

          “หยกขาว เจ้าสนใจรึ” เป็นเทพอาวุโสไป่หูถามขึ้น

          “ขอรับ” ยินตอบก่อนที่อาจารย์ของเขาจะคว้าหมับเอาหยกก้อนนั้นแล้วพาเขาไปยังเตาหลอม

          “เอาหละ มาดูสิว่าหยกนี่เอาไปทำอะไรได้บ้าง” เทพไป่หูว่าพลางนึกคิด ในหัวเป็นรูปศาสตราวุธหลายอย่างไม่ว่าจะกระบี่ ดาบ ทวน ธนู แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อลูกศิษย์คนเดียวของเขาเอ่ยขึ้น

          “ข้าเคยได้ยินว่าหยกสามารถหลอมเป็นจินตนาวุธได้ขอรับ” ยินกล่าวถึงอาวุธในตำนานที่ใช้หยกทำแล้วสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปตามจินตนาการของผู้ใช้ได้ นั่นหมายความว่ามีอาวุธชิ้นเดียวกลับสามารถแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธได้อีกหลายชนิด แต่นั่นใช่ว่าหยกทั่วไปจะสามารถทำได้เพราะไม่เช่นนั้นคงมีจินตนาวุธกันทั่วบ้านเต็มเมือง ไม่ได้กลายเป็นอาวุธในตำนานเช่นนี้หรอก

          “แต่ว่ามันต้องใช้หยกศักดิ์สิทธิ์ที่บริสุทธิ์เสียยิ่งกว่าบริสุทธิ์นี่ซี เราจะไปหาหยกแบบนั้นจากที่ไหน แต่เดี๋ยวก่อน เจ้ามีธาตุศักดิ์สิทธิ์นี่อย่างนี้ย่อมสกัดสิ่งแปลกปลอมจากหยกก้อนนี้ได้” สองอาจารย์ศิษย์มองหน้ากันก่อนจะยกยิ้ม เทพไป่หูจึงตัดสินใจพาทำจินตนาวุธทันทีซึ่งแน่นอนว่าระดับเสนาธิการกองทัพสวรรค์ย่อมรู้เรื่องวิธีการทำอยู่แล้ว ชั่วแต่ไม่เคยลองในภาคปฏิบัติเสียทีหนึ่งก็เท่านั้นเอง นี่จึงนับว่าตนเองก็จะเรียนรู้ไปกับศิษย์ผู้นี้ด้วยเช่นกัน

          เมื่ออาจารย์อนุญาตว่าทำได้ยินใช้ปล่อยปราณที่อัดแน่นไปด้วยธาตุศักดิ์สิทธิ์ใส่หยกทันทีก้อนหยกสีขาวนวลสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะขับสิ่งแปลกปลอมออกมาทำให้มันบริสุทธิ์เปล่งแสงราวกับพระจันทร์วันเพ็ญ เทพไป่หูพอใจอย่างมาก จากนั้นยินก็จุดไฟศักดิ์สิทธิ์ในเตาหลอม เขารอได้ที่ก่อนจะทิ้งหยกลงไปแล้วตามด้วยอักขระวิญญาณทันที ยินถ่ายทอดพลังวิญญาณเข้าไปในหยกจนเกิดการสั่นไหว หยกขาวค่อย ๆ ละลายหลอมเป็นของเหลวลอยอยู่ในเตาอย่างมหัศจรรย์ ยินใช้พลังปราณธาตุทั้ง 8 เข้าแทรกทันทีเพื่อหลอมให้เป็นเนื้อเดียวกัน อาวุธชิ้นนี้จะได้ชื่อว่าเป็นอาวุธทั้ง 8 ธาตุ ก่อนจะบีบอันเปลี่ยนแปลงรูปร่างจากของเหลวหลายเป็นกระบี่ ยินลงอักขระศาสตราวุธลงไปหลอมใหม่แล้วขึ้นรูปเป็นธนู ลงอักขระซ้ำอีกแล้วหลอมขึ้นรูปอาวุธซ้ำไปซ้ำมาไม่ว่าจะเป็นหน้าไม้ หอก ดาบ ทวน กระบอก หรือแม้แต่ของที่ไม่น่าจะเป็นอาวุธได้อย่างขลุ่ย แน่นอนซีเขาชอบเสียงขลุ่ยและใช้ให้ดีก็ถือว่าเป็นอาวุธได้เช่นกัน หรือจะเป็นพัด กระทั่งเป็นกำไลแขนอันสุดท้ายก่อนจะลงอักระผนึกศาสตรา แล้วถ่ายทอดวิญญาณเข้าเสริมอีกจากนั้นดับไฟมอดถ่ายพลังน้ำเข้าไปจนอาวุธหายร้อนแล้วได้กำไลหยกสีขาวนวลเย็นดั่งดวงจันทร์ก็ไม่ปาน เมื่อเสร็จการหลอมยินเซลงเล็กน้อย การหลอมอาวุธไม่ง่ายเลยยิ่งอาวุธระดับตำนาน ขนาดอาจารย์หนึ่งถ่ายทอดพลังปราณช่วยเหลืออีกแรงแล้วนะเนี่ย ยินเปิดย่ามหยิบยาฟื้นฟูเข้าปากและส่งให้อาจารย์หนึ่งที่เหนื่อยไม่แพ้กันเม็ด พักสักครู่ก็ฟื้นฟูกลับมาดีดั่งเดิม

          ยินคว้ากำไลหยกขาวออกจากเตาหลอม เขาสำรวจดูทั้งวงไม่มีรอยปริแตกใด ๆ แสดงถึงความบริสุทธิ์ของหยก เพราะถ้าหยกไม่บริสุทธิ์แม้เศษเถ้าธุลีศาสตราวุธก็จะมีรอยร้าวและไม่คงทนนั่นเองจึงเป็นเหตุที่อาวุธทำจากหยกนั้นหายากเสียยิ่งกว่ายาก ชายหนุ่มมองมันอย่างพอใจก่อนจะสร้างจินตนาการว่ากำไลหยกขาวกลายเป็นกระบี่ ชั่วครู่กำไลในมือก็แปรเป็นกระบี่สีขาวนวลเนื้อดี เขาทดสอบกับอาวุธชิ้นอื่นก็นับว่าเป็นสิ่งที่น่าพออกพอใจอย่างมาก

          “จินตนาวุธ สำเร็จแล้วเจ้าจะให้ชื่อว่าอย่างไรดียิน” เทพไป่หูเอ่ยขึ้นอย่างปลื้มปีติ

          “ข้าว่าให้อาจารย์ตั้งให้ดีกว่าขอรับ” ยินกล่าวขึ้นนอบน้อมอย่างเคารพ ถ้าไม่มีเทพไป่หู มีหรือที่เขาจะได้ศาสตราวุธวิญญาณชิ้นนี้ได้ ถึงมันจะรับใช้แค่เขาด้วยเพราะสร้างจากพลังวิญญาณของเขาแต่ก็นับว่าเป็นอาจารย์ที่มอบให้ เขาจึงคิดให้เทพไป่หูตั้งชื่อให้เพื่อเป็นเกียรติและที่ระลึก เทพไป่หูเองก็ราวกับล่วงรู้ความคิดศิษย์ เขายกยิ้มพึงพอใจความกตัญญูตรงหน้าก่อนจะนึกหาชื่อแก่กำไลหยกนั่น

          “ชื่อว่ายินอวี้แล้ว ยินที่เป็นชื่อเจ้า อวี้ที่แปลว่าหยก ง่ายดี” นับว่าเป็นการตั้งชื่อที่ง่ายดายอย่างมากแต่ก็สร้างความพอใจแก่สองอาจารย์ศิษย์ไม่น้อย

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}