-[TAKE]-

เป็นกำลังใจให้เค้าด้วยยย เค้าจะได้มีแรงงง แล้วก็ขอฝากนายหงส์ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยน้าาาาา

ชื่อตอน : ตอนที่ 5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 406

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ย. 2561 20:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5
แบบอักษร

ตอนที่ 5

หลายวันมานี้หย่งไท่สังเกตเห็นสิ่งบางอย่างที่มันดูผิดปกติ เรื่องที่เขาคิดก็ไม่อาจหนีพ้นเรื่องของหมิงเทียน ช่างดูแตกต่างจากคนที่เขาเคยเห็น ทั้งทรงผม การแต่งตัว ไม่ว่าจะมองยังไงก็เหมือนเป็นคนละคนอย่างเห็นได้ชัด ถ้าหากไม่รู้มาก่อนหน้าว่าบอสใหญ่แห่งพรรคหงส์เพลิงมีเพียงคนเดียว ก็คงจะคิดว่าเป็นฝาแฝดได้ไม่ยาก

ไม่ว่าจะมองยังไงก็ไม่เหมือนกันอยู่ดี

เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานมันทำให้เขาแทบนอนไม่หลับไปหลายคืน เอาแต่คิดถึงเรื่องของอาเหม่ย ไม่ว่าจะมองยังไงก็คิดได้แค่ว่ามีเขาเป็นต้นเหตุ หย่งไท่กำลังรู้สึกผิดที่ทำให้เธอต้องเป็นฝ่ายถูกเชิญออก ทั้งที่ควรเป็นเขามากกว่า แต่กลายเป็นเขาที่ยังกินอิ่มนอนหลับได้อย่างสบาย

หนึ่งอย่างที่หย่งไท่สังเกตได้คือตอนที่หมิงเทียนอยู่ในชุดเด็กเนิร์ดจะออกไปช่วงสาย และกลับมาอีกทีก็ช่วงบ่าย หรือไม่ก็ไม่กลับมาอีกจนกว่าจะถึงเช้าในวันถัดไป การสังเกตผู้เป็นเจ้านายดูเหมือนว่ามันจะเป็นกิจวัตรประจำวันของเขาเสียแล้ว อย่างเช่นหมิงเทียนมักชอบใส่เสื้อผ้าสีดำมากกว่าสีไหนๆ ดูจากการแต่งตัวและเสื้อผ้าที่บรรดาสาวใช้เอาไปซักก็พอมองออก และอีกอย่างหนึ่งคือหมิงเทียนมักไม่ชอบทานอาหารตอนเช้า สิ่งที่รองรับสารอาหารที่ร่างกายน่าจะต้องการเป็นเพียงแค่นมหนึ่งแก้ว หย่งไท่ไม่แปลกใจเลยสักนิดว่าไมอีกฝ่ายถึงได้ตัวผอม ถึงแม้ว่าจะดูสูงตามมาตรฐานของผู้ชายทั่วไปแต่ก็ดูตัวเล็กพอประมาณ

ตั้งแต่ได้เป็นพ่อบ้าน นอกจากเรื่องของงานแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรที่มันเกินเลยไปมากกว่าที่สมควรจะเป็น เรื่องอย่างว่าอย่างพวกให้ระบายความใคร่ก็ไม่มี มันก็ถือว่าเป็นความโชคดีอีกอย่างหนึ่งของเขา

หลังจากที่ช่วยงานในสวนเสร็จ หย่งไท่จึงเดินกลับเข้าไปด้านใน ระหว่างที่ตัวเองกำลังเดินอยู่ ตรงมุมกำแพงอีกฝั่ง หย่งไท่ไม่ทันระวังเกิดสะดุดขาตัวเองจนเซไปโดนแท่นแจกันลายครามที่เอาไว้ประดับ หากละสายตาเพียงนิด แจกันอันนั้นก็อาจหล่นลงกับพื้นจนแตกละเอียด ด้วยความไวของร่างกายจึงได้รีบดีดตัวคว้าเอาไว้ทันท่วงที

หยดเหงื่อไหลซึมตรงไรผม ผ่านตรงหางคิ้วหนึ่งหยด ใช่เพราะความดีใจแต่มันเป็นเพราะความโล่งใจซะมากกว่า หย่งไท่ยืนขึ้นเต็มความสูง เขาปาดเหงื่อตัวเองพลางถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะเก็บแจกันเอาไว้ที่เดิม

ลับหลังคนหนุ่มลูกครึ่ง มีสายตาหนึ่งจับจ้องมาตั้งแต่ต้น สายตานั้นเป็นของหยูฮัง เขามองดูปฏิอิริยาของอีกฝ่ายที่รวดเร็ว ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นอุบัติเหตุ หากแต่คนทั่วไปย่อมตื่นตกใจมากกว่าที่จะตั้งสติได้ทัน แต่การกระทำของหย่งไท่เมื่อสักครู่ทำให้เห็นแล้วว่าอีกฝ่ายมีทักษะขนาดไหน หากไม่ใช่ทางด้านกีฬาก็คงเป็นการถูกฝึกสรีระทางร่างกายเป็นอย่างดี แล้วตามประวัติของหย่งไท่แล้ว ทักษะด้านกีฬากลับไม่มีปรากฏ จากการคาดเดาก็คงคิดว่าเป็นอย่างหลัง

หยูฮังกำลังคิดถึงประวัติของหย่งไท่ที่ได้อ่านอย่างละเอียด นอกจากเรื่องที่เป็นลูกครึ่งแล้วจุดอื่นก็ไม่มีอะไรเด่นชัด ยกเว้นเสียแต่ว่าเป็นลูกของผู้หญิงที่ทำงานร้านบาร์ตอนกลางคืน

หมิงเทียนหัวเราะให้กับความคิดของหยูฮัง เขาไม่ได้หัวเราะเยาะอีกฝ่ายที่มีความคิดโง่ๆ แต่กลับชอบใจมากกว่าที่ลูกน้องคนสนิทสังเกตเห็นบางอย่าง

หย่งไท่น่าสนใจ...

ไม่เพียงแค่เขารู้สึกได้ แต่หยูฮังก็คงรู้สึกได้ไม่แพ้กัน

หลายวันมานี้เขาให้ลูกน้องเฝ้าสังเกตการณ์หย่งไท่อยู่ห่างๆ เจ้าตัวนอกจากไม่คิดหนีแล้วแต่ยังปรับตัวให้เข้ากับสภาพความเป็นอยู่ที่นี่ได้เป็นอย่างดี ไม่กระโตกกระตาก ไม่โวยวายหาทางดิ้นรนหนีโง่ๆ และอีกอย่างหนึ่งไม่เรียกร้องสิทธิ์หรือตั้งคำถามอะไรมาก แต่กลับเลือกที่จะให้ตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งในแก้งมาเฟียใหญ่ นอกจากสรีระร่างกายของหย่งไท่แล้ว หมิงเทียนก็ยังได้รับการรายงานอีกว่าหย่งไท่มีความเป็นผู้นำอยู่มาก แต่เจ้าตัวกลับเลือกที่จะซ่อนสิ่งนั้นเอาไว้มากกว่าแสดงออกมาให้คนอื่นเห็น

อยากรู้นักว่าจะซ่อนตัวตนได้นานเท่าไหร่กัน ทั้งที่เป็นสัตว์กระหายเลือดเหมือนกันแท้ๆ

“บอสรู้ตั้งแต่แรก?”

เป็นอีกครั้งที่หยูฮังตั้งคำถาม เขาไม่คิดว่าผู้ชายที่ตัวเล็กกว่าตรงหน้าของเขาจะมองออกเพียงแค่เห็นประวัติอีกฝ่ายโชว์หราในหน้ากระดาษ

“เปล่า ฉันไม่ได้มองออก”

ใช่ เขาไม่ได้รู้ตั้งแต่ทีแรก...

ถึงจะรู้ว่าหย่งไท่คือคนคนเดียวกับหย่งไท่เมื่อสิบปีก่อน แน่นอนว่าส่วนนี้มันเป็นความบังเอิญ ทีแรกนั้นเขาคิดว่าประวัติของอีกฝ่ายขาวสะอาดหรือไม่ก็เป็นสีเทาซะอีก แต่พอลองมาคิดๆ ดูแล้วก็มีหลายจุดที่น่าสงสัยอยู่มาก

มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะไปเล่นโกงไพ่ในบ่อนของพรรคพยัคฆ์ขาว มันเท่ากับฆ่าตัวตายเห็นๆ หย่งไท่ที่อยู่ในถิ่นนั้นย่อมต้องรู้กิตติศัพท์ดีอยู่แล้ว ต่อให้เป็นเด็กอมมือก็ยังรู้จัก จ้าวมู่ที่ดูจากภายนอกเป็นคนสุขุมแล้วแต่ภายในนั้นกลับเน่าเฟะยิ่งกว่า ผู้ชายคนนั้นโหดร้ายและป่าเถื่อนพอสมควร อีกทั้งยังขึ้นชื่อว่าเป็นมาเฟีย ชาวบ้านธรรมดาย่อมไม่มีใครกล้าทำอยู่แล้ว ต่อให้เป็นคนเมาก็ยังต้องเลือกสถานที่กร่าง

จะเรียกว่ากล้าดีเดือดก็คงจะใช่

“心照不宣 [ซินจ้าวปู้ซวน] [N1] สินะครับ” หยูฮังสรุปเรื่องทั้งหมด

“ก็คงใช่” หมิงเทียนไหวไหล่ตอบ ถ้าจะให้พูดก็คงคล้ายๆ สุภาษิตที่หยูฮังพูด เมื่อปีก่อนเขาและหยูฮังได้ติดต่อนักธุรกิจคนหนึ่งที่ประเทศไทย ได้รู้จักสำนวนหนึ่งที่เหมือนกับกับสำนวนของจีน...ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่...จึงไม่แปลกที่เขาจะรู้ความหมาย

ในเมื่อกลิ่นเลือดจากตัวของหย่งไท่คละคลุ้งขนาดนั้น แววตาที่ฉายความแน่วแน่ มันเหมือนเป็นคนธรรมดาสามัญที่ไหน ถ้าไม่รู้ก็แปลกเกินไปหน่อยแล้ว

กายโปร่งยืนกอดอกตัวเอง หมิงเทียนกำลังใช้ความคิดบางอย่าง ไม่นานรอยยิ้มก็ประดับที่ใบหน้า สายตาเจ้าเล่ห์เพทุบายจนคนสนิทถึงกับขมวดคิ้วให้กับความเปลี่ยนแปลง

“มาล่าไก่กันเถอะ”[N2] 

.

.


“วันนี้ฉันมีเรียน”

“ครับ?”

หย่งไท่ขานรับ ทั้งที่เขายังไม่เข้าใจว่าหมิงเทียนต้องการจะบอกอะไรด้วยซ้ำ เดิมทีตารางงานของเขาในวันนี้คือไปช่วยงานที่อยู่ในสวนกับเรียนรู้งานในครัว แต่ทุกอย่างกลับต้องมาตาลปัดเพราะคำสั่งของคนเพียงคนเดียว

ตอนเช้าตรู่หลังจากที่จัดการตัวเองเรียบร้อยก็มายืนรอที่รถยนต์สีดำคันหรู สีดำของตัวรถสะท้อนกับแสงอาทิตย์จนเป็นประกายวาววับจนดูแสบตา พอเห็นบอสใหญ่ของพรรคหงส์เพลิงยืนอยู่ด้านหน้าจึงได้เดินถอยหนึ่งก้าวเพื่อเปิดประตูเชื้อเชิญให้เข้าไปด้านใน

หย่งไท่คิดว่าหน้าที่เขาจบเพียงเท่านี้ จึงไม่ได้คิดตามขึ้นรถไปด้วย

“ขึ้นมา”

“ครับ?” เขายังไม่เข้าใจความหมายอีกเช่นกัน

“ฉันไม่ชอบพูดซ้ำ” หมิงเทียนขึ้นไปนั่งในรถ เขากอดอกตัวเองโดยที่ไม่ได้หันมองหน้าลูกน้องที่มาใหม่

ผู้เป็นพ่อบ้านก็ยังไม่เข้าใจแต่ก็ยอมทำตามคำสั่งแต่โดยดี เขานั่งอยู่ตรงที่นั่งด้านหน้า โดยมีคนขับรถประจำตำแหน่งนั่งอยู่ด้านข้างเป็นคนขับเหมือนปกติ นายใหญ่แห่งพรรคหงส์เพลิงก็นั่งอยู่ทางด้านหลัง หย่งไท่สังเกตทุกการกระทำตั้งแต่อีกฝ่ายคาดเข็มขัดนิรภัย เมื่อตัวรถได้เคลื่อนออกจากคฤหาสน์สไตล์ยุโรป หย่งไท่กลับไม่เห็นว่าอีกฝ่ายมีคนตามติดหรือบอดี้การ์ดคอยปกป้อง เขาเก็บงำความสงสัยนี้เอาไว้ในอก ต่อให้หมิงเทียนอยู่ในชุดนักศึกษาธรรมดาขนาดไหน หรือต่อให้พรรคหงส์เพลิงจะดูอ่อนแอก็ไม่สมควรที่จะปล่อยให้ตัวเองต้องตกอยู่ในอันตรายแบบนี้

บนท้องถนนที่เต็มไปด้วยรถหลากหลายคัน หย่งไท่ยังคงทำหน้าที่ผู้ติดตาม เขาลอบสังเกตหมิงเทียนจากกระจกมองหลังว่าอีกฝ่ายไม่ได้อยู่เฉย ในมือกลับถือแฟ้มเอกสารบางอย่างอยู่ตลอดเวลา เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นว่าหมิงเทียนไม่ได้ต่างจากนักศึกษาคนอื่นเท่าไหร่นัก ถ้าจะให้พูดก็คงประมาณว่าอีกฝ่ายดูกลืนกินกับบุคคลอื่นมากจริงๆ ถ้าหากว่าเจอกันภายนอกเขาคงไม่รู้แน่ๆ ว่าแท้จริงแล้วคนตรงหน้าคือคนที่ไม่สามารถพูดถึงได้ กระนั้นสิ่งที่ทำให้หย่งไท่ติดใจมากที่สุดก็คงเป็นสายตาของเจ้าตัว

เหมือนกับว่าเคยพบกันที่ไหนมาก่อน...

“หน้าฉันมีอะไรติดอยู่หรือไง”

หมิงเทียนเอ่ยพูดทั้งที่ยังไม่ได้เงยหน้ามอง ทำไมเขาจะไม่รู้ว่ากำลังถูกลอบมองอยู่ตลอดเวลา นานแล้วที่หย่งไท่เอาแต่อมพะนำ ทำท่าราวกับว่าอยากพูดอะไรสักอย่าง

“เปล่าครับ ผมแค่...”

ท้ายประโยคเอ่ยเสียงแผ่ว มีหลายเรื่องที่มันติดคาใจเขา

“ทำไม...ฉันดูไม่ยิ่งใหญ่งั้นเหรอ” คำที่ถามกลับในครั้งนี้ หมิงเทียนเก็บเอกสาร เขาเงยหน้ามองสบตากับหย่งไท่ตรงๆ โดยผ่านกระจกมองหลัง

ถ้าจะให้พูดก็คงจะใช่...หย่งไท่ไม่ได้พูดออกไป เขาทำเพียงแค่หลบสายตา

“ใครๆ เขาก็มองฉันแบบนี้” หมิงเทียนไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ถ้าพูดให้ถูกมันก็คงเป็นภาพลักษณ์ที่เขาจงใจสร้างขึ้นมากกว่า การที่ต้องอยู่ข้างนอกก็จำเป็นบ้างที่จะต้องคบค้าสมาคมกับผู้อื่น หากใช้มาดมาเฟียเข้าหาเกรงว่าอีกฝ่ายคงได้กลัวหัวหด

“เปล่าครับ...ผมแค่คิดว่า” กลืนน้ำลายลงคอ ไม่รู้จะพูดออกไปดีหรือเปล่า “เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า”

ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เลือกที่จะพูดออกไป

หัวใจของหมิงเทียนกระตุก เขาเก็บสีหน้าได้อย่างแนบเนียน มองเจาะลึกเข้าไปดวงตาสีอ่อนตามสไตล์คนลูกครึ่ง เขากำมือตัวเองแน่นโดยที่หย่งไท่ไม่ทันสังเกต แม้แต่ลูกน้องก็ไม่ทันเห็น

เขาคือมาเฟีย จะให้ความรู้สึกนำหน้าไม่ได้ ต่อให้อยากพูดออกไปใจแทบขาดว่าพวกเขาเคยเจอกันเมื่อตอนที่ยังเป็นเด็ก หย่งไท่ได้เข้ามาช่วยเหลือเด็กคนหนึ่งเอาไว้ให้หลุดพ้นจากความมืดมิด

ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะอ้าปากพูดอะไร จู่ๆ ตัวรถก็ถูกเหยียบคันเร่ง ความผิดปกตินี้ทำให้หมิงเทียนเหลือบมองไปทางด้านหลังตัวเองก็พบว่ามีรถสีดำตามอยู่ ลูกน้องที่เป็นคนขับย่อมตาดี เมื่อเห็นว่าผิดสังเกตจึงได้เร่งความเร็วรถเพื่อขับหนี พอเหลือบตามองคนที่นั่งอยู่ด้านหน้า สีหน้าของหย่งไท่ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมามากนักนอกจากว่านั่งนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้โวยวายอะไร

“ขออภัยด้วยครับ เห็นทีว่าเราคงเจอปัญหา” คนขับรถกล่าวรายงาน

“สลัดให้หลุด” หมิงเทียนออกคำสั่ง

“ครับ” ลูกน้องพยักหน้ารับ สองมือจับพวงมาลัยเอาไว้มั่นก่อนจะหักเลี้ยวรถไปทางเลนซ้ายสุด ขาด้านขวาก็เหยียบคันเร่งจนตัวรถเคลื่อนเร็วมากกว่าเก่า

“เห็นทีว่าฉันคงได้ไปเรียนสาย”

หมิงเทียนเอนหลังพิงพนักโซฟาด้านหลัง เขาไม่ได้เกรงกลัวอันตรายที่เคลือบคลานเข้ามาใกล้แต่อย่างใด มิหนำซ้ำดูยังใจเย็นอีกด้วย จนทำให้คนมองถึงกับไม่เข้าใจทันที

หย่งไท่รู้ว่ากำลังเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น เขาเดาจากสถานการณ์ออก ความจริงแล้วมันก็ดูเหมือนเอาชีวิตเข้าลานประหารตั้งแต่แรก การออกมาข้างนอกโดยไม่มีคนติดตามก็เท่ากับว่าฆ่าตัวตายทางอ้อมเห็นๆ แล้วหมิงเทียนก็กำลังทำเช่นนั้น

มาเฟียหนุ่มหัวเราะขำในลำคอ พาหย่งไท่ออกมาข้างนอกด้วยกันครั้งแรกก็กลายเป็นแบบนี้ไปซะแล้ว ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายคงรู้แล้วว่าคนที่เป็นเป้าหมายจริงๆ ไม่ใช่เขาที่เป็นมาเฟีย แต่เป็นคนที่เพิ่งมาเป็นพ่อบ้านหมาดๆ

รู้เร็วกว่าที่คิด...

มันไม่แปลกที่จะโดนตามติด เพราะอีกฝ่ายเป็นถึงหนึ่งในสี่แก้งมาเฟียมหาอำนาจ และมาเฟียคนนั้นก็แสดงให้เห็นว่าต้องการตัวหย่งไท่ขนาดไหน

ไม่มีทางหรอก...ในเมื่อหย่งไท่เป็นของเขา อย่าหวังว่าจะได้แตะแม้แต่ปลายก้อย

“หย่งไท่”

“ครับ?” หย่งไท่ยังคงไม่แสดงท่าทีอะไรออกมา เขามองไปที่กระจกหลังก็ยังเห็นว่าหมิงเทียนก็ยังดูมีท่าทีสบายๆ ไม่ได้เดือดร้อน ก่อนที่จะไม่เข้าใจคำถามที่อีกคนเป็นคนตั้งขึ้น

“เคยเล่นจับไก่หรือเปล่า”

-----


TAKE

บอกเลย หมิงเทียนฉลาดนะเออ นางโหด นางขี้ยั่วด้วย

รักเค้าก็อย่าลืมแชร์ให้เค้าด้วยน้าาา ><


อ้างอิงสำนวนมาจาก

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=366304290049952&id=321897181157330


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}