TwentyMon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 339

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2561 17:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1
แบบอักษร

บทที่ 1

          “เอ่อ! พวกท่านจะจ้องข้าอีกนานไหม” ยินพูดขึ้นทำเอาชายชราทั้งสามสะดุ้งตัวโยนก่อนจะสำนึกได้ว่าตนเองจ้องมองวิญญาณมนุษย์ผู้นี้นานไปจริง ๆ

          “เฮ้อ เพราะเจ้าคนเดียวเลยซีไป่หู เจ้าไม่น่าไปยุ่งย่ามกับเส้นด้ายชะตาชีวิตของข้าเลย ไม่เช่นนั้นคงไม่ไปทำมันขาดจนเป็นเรื่องแบบนี้” ชายชราในชุดขาวปลอดทั้งตัวว่าขึ้น

          “เฒ่าจันทราจะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูกนะ ถ้าท่านไม่ดึงข้าออกจากห้องทั้ง ๆ ที่ด้ายยังติดมืออยู่อย่างนั้นมันก็คงไม่ขาด” เทพไป่หูโวยวายนึกย้อนไปถึงสาเหตุของเรื่องราวทั้งหมด มันเริ่มต้นเมื่อวันก่อนซึ่งเป็นวันหยุดของเสนาธิการกองทัพสวรรค์อย่างเขา เทพไป่หูหวนรำลึกถึงเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ซึ่งคือเทพแห่งชะตาชีวิตนามเฒ่าจันทรา ที่วัน ๆ ได้แต่หมักตัวอยู่ในตำหนักทำงานงก ๆ ไม่ได้พักไม่ได้ผ่อน อดีตแม่ทัพสวรรค์จึงหวังจะชวนสหายมาร่วมดื่มชาเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากงาน พอมาถึงตำหนักโชคชะตากลับโดนเจ้าของตำหนักลอยแพทิ้งไว้ในห้องรับแขก ตัวเองหนีเข้าไปปั่นด้ายชะตาชีวิตเตรียมไว้สำหรับผู้ที่จะเกิดใหม่เสียอย่างนั้น เทพไป่หูก็นั่งรอเฒ่าจันทราทำงาน รอแล้วรอเล่าจนถึงครึ่งวันเฒ่าจันทราก็ไม่ออกมา เสนาธิการกองทัพจึงคิดจะเข้าไปดูเสียหน่อยเผื่อว่าโดนเครื่องปั่นด้ายล้มทับตกตายไปเสียแล้ว ครั้นเข้าไปถึงข้างในที่เต็มไปด้วยเส้นด้ายต่างระโยงรยางค์มากมาย ซึ่งได้แต่ละเส้นมีตัวหนังสือเล็ก ๆ เต็มไปหมด เทพไป่หูก็แค่อยากอ่านจึงคว้าเอาด้ายมาเส้นหนึ่งกำลังจะเพ่งตาอ่านเทพจันทราดันเงยหน้าขึ้นมาเห็นสหายอยู่ในห้องทำงานเสียก่อน ด้วยความกลัวว่าเทพไป่หูจะทำได้ขาดเข้าสักเส้น เขาจึงรีบพุ่งทะยานคว้าเอาตัวเทพไป่หูออกจากห้องทำงานทันที แต่พอมองที่มือของเทพเสนาธิการ เฒ่าจันทราก็รู้สึกวิงเวียนเหมือนลมจะจับ เมื่อปรากฏเศษด้ายชะตาชีวิตของมนุษย์ผู้หนึ่งติดมือมา มนุษย์ผู้นั้นก็คือเจ้าของวิญญาณที่นั่งมองเทพชราสองตนเถียงกันไปเถียงกันมาจนทำให้นึกอนาถในชะตาชีวิตตนเอง ไอ้ครั้นจะโกรธเทพทั้งสองที่ทำให้ต้องมาตกตายก่อนวัยอันควร เขาก็โกรธอยู่หรอกแต่เมื่อสำนึกได้ว่าโกรธไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เขาจึงได้แต่พยายามข่มใจยอมรับให้ได้ แม้ใจจริงอยากกรีดร้องแล้ววิ่งหนี หรืออยากนอนหลับไปแล้วตื่นขึ้นมาพบว่าทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน แต่เหตุการณ์มหัศจรรย์ที่เขาพบเจอมาตั้งแต่ถูกรถชนมันเสมือนจริงเหลือเกินจนยากจะทำใจยอมรับ

          “หยุดก่อนพวกท่าน” ก่อนสงครามน้ำลายจะดุเดือดไปกว่านี้ ผู้อาวุโสอีกคนในชุดสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบจะขาวเอ่ยห้ามทัพ “หยุดทะเลาะกันแล้วมาคิดกันเถิดว่าจะเอาเช่นไรดี จากที่ท่านเทพไป่หูมาขอยาชุบชีวิตจากข้าแน่นอนว่าได้ แต่ร่างกายของคนผู้นี้เสียหายหนัก หากใช้ยาสมานทิพย์ก็ย่อมรักษาได้แต่โลกที่ชายหนุ่มผู้นี้จากมามิใช่โลกที่จะยอมรับเรื่องการตายแล้วฟื้นทั้ง ๆ ที่ร่างกายเสียหายหนักขนาดนั้นได้”

          “แล้วจะทำอย่างไรดีเล่าเซียนโอสถ ถ้าเกิดองค์เง็กเซียนทรงทราบข้าต้องโดนโทษทัณฑ์หนักแน่” เทพไป่หูถามด้วยความกังวล

          “เฮ้อ! คงมีวิธีเดียวเท่านั้น” เซียนโอสถกล่าวขึ้น

          “วิธีใด” เฒ่าจันทราและเทพไป่หูพูดขึ้นพร้อมกัน                                       

          “ซ่อน” สิ้นเสียงเซียนโอสถก็บังเกิดความเงียบ สองสหายกระพริบตาปริบ ๆ มองเจ้าของคำพูด “เราต้องซ่อนวิญญาณดวงนี้ ให้ลงไปเกิดได้ยิ่งดี” เซียนโอสถขยายความที่ตนเองพูด

          “ทำเช่นนั้นไม่ได้ วิญญาณยังไม่ถึงฆาตจะให้ลงไปเกิดไม่ได้” เฒ่าจันทราว่าขึ้นเสียงดัง

          “ถ้าเช่นนั้นท่านช่วยหาร่างของคนที่ถึงฆาตแต่มีชะตาและสามารถรองรับวิญญาณดวงนี้ได้หรือไม่” เซียนโอสถถามขึ้น

          “จริงซี เราสามารถให้วิญญาณเจ้ามนุษย์นี่ไปอาศัยในร่างที่สัมพันธ์กับวิญญาณและเจ้าของร่างถึงฆาตแล้วได้ ในจักรวาลนี้มีหลายโลกและหลายมิติทับซ้อนกัน ข้าคิดว่าน่าจะมีสักใบที่มี” เฒ่าจันทราพูดขึ้นอย่างนึกขึ้นได้ สร้างรอยยิ้มกว้างให้กับเทพไป่หูตัวต้นการณ์ ‘รอดแล้ว รอดตายแล้ว’ เทพไป่หูรำพึงรำพันในใจอย่างยินดี  

          “ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวไปหาก่อนนะ” สิ้นเสียงร่างของเฒ่าจันทราก็หายวับ

          “ระหว่างรอเฒ่าจันทราข้าขอฝากวิญญาณดวงนี้ไว้กับท่านได้หรือไม่ ตำหนักข้าอยู่ใกล้กับที่ฝึกของกองทัพสวรรค์ข้าเกรงว่าทหารสวรรค์จะบังเอิญมาเจอเข้า แต่ถ้าให้ดวงวิญญาณมนุษย์ผู้นี้อยู่กับท่านที่หุบเขาแห่งเซียน ที่นั่นเงียบสงบข้าคิดว่าจะปลอดภัย” เทพไป่หูกล่าวขึ้น

          “ท่านอย่าได้เป็นห่วง เราลงเรือลำเดียวกันแล้วข้าก็หมายใจหากแม้นจมก็จมด้วยกัน หากถึงฝั่งก็ย่อมถึงด้วยกัน ข้าต้องช่วยท่านอยู่แล้ว” เซียนโอสถว่าขึ้น

          “ถ้าเช่นนั้นข้าก็สบายใจ ลำบากท่านแล้ว ข้าขอตัวก่อน” สิ้นเสียงเทพไป่หูก็อันตรธานหายไป ก่อนผู้อาวุโสหนึ่งเดียวที่เหลือจะผินพักตร์มามองดวงวิญญาณมนุษย์ที่เป็นปัญหาอยู่ขณะนี้

          “เจ้าชื่ออะไร” เซียนโอสถเอ่ยถามจนยินสะดุ้งตัวโหยงตกใจ จริง ๆ แล้วเขาแอบกลัวเหล่าผู้อาวุโสกลุ่มนี้ไม่น้อย ด้วยมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เยอะแยะเหลือเกิน

          “ผมชื่อยินครับ” ยินตอบเป็นภาษาจีนที่สุภาพที่สุดเท่าที่ตนเองจะสุภาพได้

          “ยิน เจ้าคงรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดกับเจ้าหมดแล้วกระมัง” ยินพยักหน้าหงึกหงักพลางสีหน้าเศร้าหมอง “อย่าเศร้าไปเลยยิน ข้ารู้ เรื่องนี้มันทำใจยอมรับได้ยาก แต่เจ้าไม่ได้ตายจริง ๆ เสียหน่อย และอย่าได้โกรธเทพไป่หูกับเทพผู้เฒ่าจันทราเลย ทั้งสองสำนึกผิดแล้ว”

          “ผมก็ไม่ได้โกรธอะไรหรอกครับ ถึงอยากโกรธแค่ไหนก็ตาม” ผู้อาวุโสมองหน้าคนหนุ่มพลางถอนหายใจ

          “เฮ้อ! นึกเสียว่าเป็นชะตากรรมของเจ้าแล้วกันนะ ต่อไปนี้ระหว่างรอร่างใหม่ของเจ้า ข้าจะเป็นคนดูแลเจ้าเอง” เซียนโอสถว่าขึ้นอย่างโอบอ้อมอารี ยินสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นในน้ำเสียงได้ก็พลันอุ่นใจ และหมายมั่นจะยึดเซียนผู้นี้ไว้เป็นที่พึ่งเมื่อตอนอยู่ที่นี้แล้วกัน “กลับตำหนักโอสถกันเถอะ ข้าคิดสูตรยาค้างไว้พอดี” ผู้อาวุโสว่าขึ้น

          “คิดสูตรยาเหรอครับ” ยินได้ยินก็เงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะนึกได้ว่าคนผู้นี้คือเซียนโอสถ ย่อมต้องมีหน้าที่เกี่ยวกับการผลิตยาอย่างแน่นอน แค่ได้ยินดังนั้นสายเลือดนักวิจัยของชายหนุ่มก็เหมือนจะถูกกระตุ้นขึ้น

          “ดูเจ้าสนใจเรื่องยาไม่น้อยทีเดียว” เซียนอาวุโสเห็นดังนั้นก็อดจะทักไม่ได้แต่ไม่ได้แปลกใจอะไรด้วยรู้ว่าวิญญาณดวงนี้เป็นนักเรียนหมอและทำงานเกี่ยวกับหยูกยา ถึงจะเป็นยาสมัยใหม่ที่ใช้เครื่องจักรมากมายในการผลิตก็เถอะ แต่พอนึกถึงเรื่องนี้เซียนโอสถก็เหมือนเกิดความคิดดี ๆ ขึ้นมาได้ “เจ้าสนใจช่วยข้าไหมล่ะ”

          “สน สนครับ” ยินได้ยินดังนั้นก็กระตือรือร้นที่จะตอบ มันก็ดีกว่าเขาอยู่เฉย ๆ เป็นวิญญาณเร่ร่อนละนะ

          ตั้งแต่ตอบตกลงว่าจะช่วยเซียนโอสถคิดค้นสูตรยาก็เป็นเวลา 2 วันแล้วที่ยินใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักโอสถหุบเขาเซียน ตำหนักแห่งนี้เป็นตำหนักที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของผู้ปรุงยา ด้วยภายนอกมีต้นสมุนไพรนานาชนิดเกิดเต็มไปหมด ด้านในจะพบชั้นหนังสือใหญ่โตมโหฬารที่บรรจุหนังสือไว้เต็มทุกชั้น กับสมุนไพรที่พร้อมสำหรับปรุงยาที่ยินลองนับดูคร่าว ๆ ก็มากกว่าพันชนิด ข้อนี้นับเป็นอีกข้อที่ยินมึนงงเล็กน้อยเพราะในอดีตแม้ขึ้นชื่อว่าวิจัยยาซึ่งอาจจะเป็นสารสกัดจากพืชหรือสัตว์แต่ก็จะมีสารสังเคราะห์ช่วยด้วยทุกครั้ง ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ยินได้วิจัยยาที่สร้างจากสมุนไพรประหลาดและเลือดสัตว์แปลก ๆ หลากหลายชนิดร่วมกับพลังเวทมนต์ นับเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับผู้กระหายความรู้ตลอดเวลาอย่างยินยิ่งนัก ในด้านเซียนโอสถเองบางครั้งก็ได้รับคำแนะนำจากยินในการออกแบบยาไม่น้อย เขาก็เพิ่งรู้ว่าโอสถนอกจากจะกินทาแล้วยังมีอีกสารพัดวิธีที่ดวงวิญญาณเด็กหนุ่มเสนอ ไม่จะหยอดตา สูดดม อมใต้ลิ้นหรือกระทั่งฉีด ซึ่งบางวิธีออกฤทธิ์ได้ดีและทันการกว่าการกิน โดยเฉพาะยาต้านพิษที่ต้อนการการออกฤทธิ์โดยทันทีเซียนชราก็เริ่มจะแปรเปลี่ยนรูปแบบยาจากกินมาเป็นไว้อมใต้ลิ้มแทน ส่วนการฉีดยานั้นเด็กหนุ่มยังไม่แนะนำโดยเฉพาะการฉีดเข้าสู่กระแสเลือดซึ่งเสี่ยงอันตรายต่อการติดเชื้อเป็นยิ่งนัก

          “เซียนโอสถ เซียนโอสถอยู่หรือไม่” ในระหว่างที่ยินนั่งอ่านตำราแพทย์เล่มหนึ่งที่เซียนโอสถแนะนำในห้องนั่งเล่นของตำหนัก ก็มีเสียงตะโกนโหวกเหวกอยู่หน้าตำหนัก เซียนอาวุโสละจากการเตรียมสมุนไพรสำหรับปรุงยาตรงหน้าก่อนจะไปเปิดประตู เป็นเฒ่าจันทราที่ทันทีเห็นหน้าเซียนเจ้าของตำหนักก็พุ่งกระโดดกอดด้วยความดีใจ

          “ข้าเจอแล้ว เรารอดแล้ว ฮ่า ๆ” เฒ่าจันซากระโดดโหยงเหยงพลางหัวเราะร่า

          “เจออะไร เกิดอะไรขึ้น” เซียนโอสถถามขึ้น เทพแห่งโชคชะตาคลายกอดเขาพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

          “ให้เทพไป่หูพูดเถอะ” เทพเสนาธิการกองทัพสวรรค์ที่มาด้วยก็มีสีหน้าอารมณ์ดีไม่ต่างกัน

          “เฒ่าจันทราหาร่างให้เจ้าหนุ่มนี่ได้แล้ว” สิ้นเสียงยินถึงกับต้องวางหนังสือลงแล้วตั้งใจฟัง

          “ห๊า! จริงหรือ ดี ดีที่สุด แล้วจะใช้ร่างนั้นได้ตอนไหน” เจ้าของตำหนักฉีกยิ้มกว้างดีใจ แต่ถามว่าใจหายไหมก็ใจหายเพราะ 2 วันที่วิญญาณเจ้าหนุ่มนี่มาอยู่ด้วย ผู้เฒ่าอย่างเขาก็รู้สึกคลายเหงาอย่างบอกไม่ถูก แถมยังได้แลกเปลี่ยนความรู้กันอีกนับว่าเป็นเรื่องที่น่าจดจำทีเดียว แต่ก็เป็นเรื่องดีที่เจ้าหนุ่มนี่จะได้กลับไปมีชีวิตอีกครั้ง และเขาจะได้ชีวิตที่สงบสุขกลับคืนมาไม่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงเช่นนี้

          “อีก  1 ปี” สิ้นเสียงเฒ่าจันทราทั้ง 3 ก็ชะงัก 1 ปี นี่ไม่เท่ากับเขาต้องถือเผือกร้อนไว้ในมือตั้ง 1 ปีเชียวหรือ ถึงแม้ว่าพวกตนจะอายุยืนยาวจนเวลา 1 ปีนี้สั้นเสียยิ่งกว่าสั้น แต่ว่าการมีชนักปักหลังเช่นนี้แค่ 2 วันก็หวาดกลัวจนจะเป็นประสาทอยู่แล้ว นี่ 1 ปีเห็นทีเซียนโอสถต้องปรุงยาแก้บ้าไว้หลายโหลเสียกระมัง

          “แล้วร่างที่ว่าอยู่ที่ใด” เป็นเซียนโอสถอีกที่ตั้งสติได้ก่อนจึงถาม

          “ไม่ใกล้ไม่ไกล เป็นเมืองมนุษย์ด้านนอก” ยิ่งได้ฟังข้อมูลแต่ละอย่างที่เฒ่าจันทราให้มา เซียนโอสถยิ่งอยากจะกัดลิ้นตนเองเสียหลายรอบ       

          “มิใช่ว่าเมืองมนุษย์ข้างนอกที่พูดถึงนี่เป็นดินแดนของมนุษย์ในโลกเดียวกับเราที่เต็มไปด้วยพลังปราณและเวทมนตร์หรือ” เซียนโอสถถามขึ้นอีกครั้ง “เจ้าหนุ่มนี่มาจากโลกที่เจริญด้านรูปธรรมไม่มีเวทมนต์ มิเท่ากับส่งเขาไปตายอีกรอบหรือ” เมื่อได้ยินดังนั้น เฒ่าจันทรากับเทพไป่หู รวมทั้งเจ้าตัวเจ้าของเรื่องอย่างยินเองถึงกับสะอึก พวกเขาคิดน้อยไปจริง ๆ

          “พลังปราณสัมพันธ์กับจิต จิตสัมพันธ์กับวิญญาณแม้นจะมีเพียงวิญญาณก็น่าจะฝึกบ่มเพาะอาณาปราณและพัฒนาพลังปราณได้ ข้าจะรับเจ้าหนุ่มนี่ไว้เป็นศิษย์ และจะถ่ายเคล็ดวิชายุทธ์แม้ได้ร่างใหม่จะได้มีความรู้ฝึกฝนกายหยาบให้พัฒนาขึ้นได้ เวลาตั้ง 1 ปีก็คงฝึกจนสามารถปกป้องตัวเองได้กระมัง” เป็นเทพไป่หูที่พูดขึ้นเมื่อคิดว่านี่คงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว และเพื่อไถ่บาปที่ตนทำให้เจ้าหนุ่มคนนี้ตายก็ต้องรับผิดชอบนับว่าเหมาะสม

          “งั้นข้าจะสอนเรื่องเวทย์มนต์และด้านการเขียนอักขระด้วย” เฒ่าจันทราเห็นสหายยอมรับวิญญาณเด็กหนุ่มเป็นศิษย์จึงคิดอยากจะผสมลงโรงด้วย เพราะอย่างไรเสียตนก็มีส่วนผิดที่ทำให้เด็กนี่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึงครึ่งหนึ่ง ทั้งในใจเองก็นึกตื่นเต้นที่จะได้มีลูกศิษย์ลูกหาคนแรก

          “อย่างนั้นข้าจะสอนเขาเรื่องศาสตร์การแพทย์และการปรุงยา” เป็นเซียนโอสถที่ว่าขึ้นปิดท้ายอย่างพึงพอใจกับทางออกนี้ และยินดีที่จะถ่ายทอดความรู้ให้กับชายหนุ่ม เพราะอยู่ด้วยกันมา 2 วันก็พอจะเห็นพื้นฐานการปรุงยาอยู่บ้างนั่นเองถึงการปรุงยาของเจ้าหนุ่มนี่จะไม่ได้ใช้ปราณหรือเวทมนต์อันใดช่วยเหลืออย่างที่โลกของตนเองทำเป็นกิจวัตรก็ตาม “ยิน มานี่” เจ้าของชื่อสะดุ้งด้วยกำลังมึนงงกลับสิ่งที่ทั้งสามพูดคุยกัน ยินลุกเดินตุปัดตุเป๋มาหาผู้อาวุโสทั้งสาม

          “รินน้ำชาแล้วคำนับพวกข้าเป็นอาจารย์เจ้าเสียซี” เฒ่าจันทราว่าขึ้นก่อนจะโบกมือไปข้างหน้าปรากฏเป็นชุดน้ำชาชุดหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ

          “คำนับอาจารย์” หลังรินน้ำชาให้ผู้อาวุโสทั้งสามเสร็จ ยินไม่รู้จะทำอย่างไรจึงทิ้งตัวลงกราบตามมารยาทไทยที่ยายทวดเขี้ยวเข็ญมาตั้งแต่เด็ก เทพและเซียนทั้ง 3 มองศิษย์คนแรกและคิดว่าจะเป็นคนเดียวของตนเองพลางยกยิ้มพอใจ ถึงการคำนับไม่ถูกธรรมเนียมแต่วิธีการเคารพแบบนี้ก็งดงามไม่น้อยทีเดียว

          นับเป็นเวลาเกือบปีตั้งแต่ที่ยินคำนับเทพเซียนทั้ง 3 เป็นอาจารย์ ชีวิตหลังความตายเขาก็ไม่อยู่เย็นเป็นสุขอีกเลย ด้วยทั้ง 3 เพิ่งจะเคยมีศิษย์เป็นครั้งแรกจึงออกอาการตื่นเต้นและเห่ออย่างออกนอกหน้า สิ่งไหนดีสิ่งใดเยี่ยมที่สุดล้วนเลือกสรรมาให้ยินไม่ขาดตกบกพร่อง จนขณะนี้ยินสามารถบ่มเพาะลมปราณของตนเองจนถึงขั้นจอมยุทธ์มีอาณาปราณสีเหลืองขั้นต้นและมีพลังปราณที่บริสุทธิ์จนถึงขั้นเรียกว่าปราณศักดิ์สิทธิ์กันเลยทีเดียว ทั้งนี้เป็นผลพวงมาจากเทพไป่หูที่เขี้ยวเข็ญบวกกับโอสถศักดิ์สิทธิ์ระดับสีทองแดงที่เซียนโอสถยัดเยียดให้ยินมิได้ขาด ด้านเวทมนต์เองยินก็ได้รับความรู้จากเฒ่าจันทราและฝึกฝนกล้าแกร่งถึงขั้นจอมเวทย์ระดับต้น แต่ไม่สามารถพัฒนาไปต่อได้ด้วยอาณาปราณไม่เพียงพอซึ่งเรื่องนี้เฒ่าจันทราเองแอบโมโหเทพไป่หูไม่ใช่น้อยเพราะต้องการที่จะฝึกยินต่อ แต่ใช่ว่าเทพไป่หูเองจะไม่มีเรื่องไม่พอใจเฒ่าจันทราเช่นกัน ด้วยตอนนี้วิญญาณของยินกลายเป็นผู้ใช้นวธาตุ คือมีธาตุสถิตทั้ง 9 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ พฤกษา ทอง แสง มืด และธาตุล่าสุดที่เพิ่มขึ้นมาเป็นธาตุที่ 9 ส่งผลให้อาณาปราณพัฒนามา 2 เดือนแล้วแต่กระเตื้องเลื่อนขั้นแค่ขั้นเดียว ทั้ง ๆ ที่ 9 เดือนก่อนหน้าพัฒนาจากศูนย์มาถึงระดับจอมยุทธ์ขั้นกลางได้นับว่าอัจฉริยะนั่นก็คือ ธาตุศักดิ์สิทธิ์ เป็นธาตุที่ได้รูปร่าง ไร้สี ไร้พลังต่อสู้ แต่มีพลังในการสกัดสิ่งต่าง ๆ ให้บริสุทธิ์ ซึ่งส่งผลให้ธาตุทั้ง 8 ที่ถือครองก่อนหน้านี้บริสุทธิ์จนกลายเป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ทำให้ต้องใช้พลังฌานและยาค่อนข้างมากกว่าแต่ก่อนในการเลื่อนระดับอาณาปราณ ทั้งนี้สาเหตุทั้งหมดมาจากเฒ่าจันทราที่สอนเวทมนต์ให้กับยินหลายศาสตร์หลายแขนง โดยแต่ละศาสตร์ก็ใช้ธาตุต่างกัน ผู้เฒ่าจึงเสาะหาแก่นธาตุมาเติมวิญญาณที่แต่เดิมมีแค่ธาตุไฟกับธาตุทองที่สุดแสนจะเบาบางเท่านั้น แต่ธาตุศักดิ์สิทธิ์นั้นตนเองได้รับพระราชทานมาจากองค์เง็กเซียนเมื่อนานแสนนานมาแล้ว แต่ด้วยผู้ใช้เวทย์ระดับเทพเจ้าอย่างเขาที่มีอาณาปราณสีทองแดงขั้นกลางที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าบริสุทธิ์เสียอีกจึงไม่จำเป็นต้องใช้ เฒ่าจันทราจึงยกให้กับศิษย์รักเพียงคนเดียวของตนเองเสีย นั่นทำให้เกิดความไม่พอใจแก่เทพไป่หูยิ่งนักด้วยหวังจะบ่มเพาะปราณของยินให้ถึงระดับปรมาจารย์เสียหน่อยกลับต้องมาผิดแผน แต่นั่นสร้างความยินดีแก่เซียนโอสถเพราะการจะปรุงโอสถให้บริสุทธิ์ 10 ส่วนจนศักดิ์สิทธิ์นั้นยากกว่าคนพิการเข็นครกขึ้นภูเขาเสียอีก แต่พอได้ธาตุศักดิ์สิทธิ์มาช่วยก็เหมือนจะง่ายดายไปเสียหมดทำให้การเรียนเรื่องปรุงยาของยินรวดเร็วยิ่งกว่าอะไร จนตอนนี้สามารถปรุงยาสีม่วงขั้นต้นได้บ้างแล้ว นอกจากนี้อาจารย์ทั้ง 3 ยังมอบความรู้แก่ยินอีกมหาศาล ไม่ว่าจะเคล็ดวิชาฝึกวรยุทธไว้ฝึกกายหยาบในภายหน้า หรือว่าการเขียนอักขระที่มีตั้งแต่โบราณจนถึงสมัยใหม่ กับความรู้เรื่องสมุนไพรและยาพิษกว่าหมื่นชนิด ทั้งโอสถ แก่นปราณและของวิเศษที่เหล่าอาจารย์มอบให้ล้วนส่งเสริมการศึกษาแก่เขาทั้งสิ้น จนตอนนี้เขากลายเป็นอัจฉริยะรอบด้านจากการแก่งแย่งชิงกันสอนของเทพเซียน ที่พอรู้ตัวอีกทีว่าตนเองทำอะไรลงไป อาจารย์ของยินทั้งสามถึงกับตกตะลึงและคิดหนักในข้อนี้ มนุษย์ที่ไหนกันจะมีความสามารถขนาดนี้นั้นหายาก

          “ยิน ศิษย์ข้า โลกมนุษย์อันตรายนักแต่ข้าเชื่อมั่นว่าพลังปราณและความรู้ที่วิญญาณเจ้าได้รับนั้นสูงส่งจนหาคนทำอันตรายได้ยาก แต่อย่าประมาททีเดียว และระวังให้จงหนักยังมีคนที่แข็งแกร่งกว่าเจ้าถ้าเขาเห็นความสามารถของเจ้าจะเป็นภัย” เป็นคำสอนของเซียนโอสถที่ดูจะมีสติสตังครบถ้วนดีที่สุดในบรรดาสามเทพเซียนกล่าวเตือนเขาไม่เว้นแต่ละวัน

          ในวันนี้เป็นคาบของเซียนโอสถที่ตั้งหมายว่าจะพายินไปเก็บสมุนไพรยังหุบเขาร้อยภูติ

          “ระวังนะเจ้า ที่นั่นเป็นที่อยู่ของภูติสิ่งมีชีวิตระดับบรรพกาลที่เทพเองยังเกรงกลัว ชั่วแต่พวกเขาพากันรักสงบจึงไม่เป็นอันตราย แต่หากว่าเราไปรบกวนเข้าเจ้าอย่าประมาทกับสิ่งมีชีวิตที่วัดระดับพลังความสามารถไม่ได้ทีเดียว บนจักรวาลนี้ที่ข้าเห็นก็มีแต่องค์เง็กเซียนที่มีพลังเทียบเท่า ดังนั้นข้าขอเตือน เราจะไปเก็บดอกกวาเฮอส่วนประกอบยาอายุวัฒนะที่เกิดเฉพาะที่นั่นและสมุนไพรล้ำค่าอย่างอื่นโดยรบกวนพวกเขาน้อยที่สุด เข้าใจหรือไม่” เซียนโอสถเอ่ยเตือน ยินพยักหน้าขันแข็งจดจำให้ลึกที่สุดในใจ สิ่งมีชีวิตขนาดเทพที่มีอาณาปราณขั้นต่ำที่สุดคือสีม่วงยังเกรงกลัว ตนที่มีอาณาปราณสีเหลืองนับว่ายังห่างชั้นกับเหล่าเทพมากยิ่งต้องหวาดกลัวเข้าไปใหญ่

          นี่เป็นครั้งแรกที่ยินได้มาเยือนหุบเขาร้อยภูติแห่งนี้ ชายหนุ่มค่อนข้างตกตะลึงกับความสวยงามของหุบเขา ทั้งยังสมุนไพรหายากที่เกิดขึ้นทั่วไปราวกับต้นหญ้าเสียอีก ยินอดตื่นเต้นไม่ได้ที่จะเห็นดอกกวาเฮอสมุนไพรที่เขาเองก็เคยเห็นแต่เพียงรูปวาดเท่านั้น

          “เอาหละ เจ้าจดจำลักษณะของกวาเฮอได้หรือไม่” เซียนโอสถเอ่ยถาม

          “ได้ขอรับ”

          “ดี เช่นนั้นแยกกันหาเฉพาะชั้นนอกนี้เท่านั้น เสร็จแล้วค่อยกลับมารวมกันที่นี่ ใครมาถึงก่อนคือผู้ชนะ ผู้แพ้จะต้องปรุงยาโอสถสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ 50 เม็ดให้แก่ผู้ชนะตามนั้นนะ” ว่าเสร็จร่างผู้อาวุโสก็หายวับไป ยินอ้าปากค้างอาจารย์ขี้โกงเขาแล้ว โอสถสวรรค์เป็นโอสถระดับสีฟ้า ออกฤทธิ์เพิ่มอาณาปราณถึงแม้จะปรุงไม่ยาก แต่ 50 เม็ดก็ไม่ใช่น้อยทีเดียว เมื่อตั้งสติได้ยินก็ถอนหายใจใหญ่ก่อนจะหายวับโดยอาศัยเวทย์การเคลื่อนย้ายที่เฒ่าจันทราสอนทันที

          เป็นเวลาครึ่งวัน วิญญาณเด็กหนุ่มตามหาดอกกวาเฮอแต่ก็ไม่พบวี่แวว ‘ช่างหายากหาเย็นจริงแท้ สงสัยครั้งนี้ต้องแพ้อาจารย์เป็นแน่’ ยินรำพึงรำพันกับตัวเองฉับพลันสายตาไปเจอกับกลีบดอกไม้ชนิดหนึ่งโผล่พ้นดิน มันมีสีแดงชาดเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอสมุนไพรสีทองแดงเด่นชัด

          “เฮ้! หรือจะดอกกวาเฮอ แต่จะอะไรก็ช่างสมุนไพรชั้นสูงขนาดนี้นับว่ามีค่า” เร็วเท่าความคิดยินรีบวิ่งเข้าไปยังกลีบดอกไม้นั่นก่อนจะพบว่าดอกมันฝังอยู่ใต้ดิน แน่นอนถึงจะเป็นพืชแต่เมื่อรู้ว่าตัวเองมีคุณค่าย่อมต้องพลางตัวจากผู้ต้องการ ดอกไม้นี่ก็คงไม่ต่างถึงได้วิวัฒนาการไปอยู่ใต้ดินแต่ทำไมกลับโผล่กลีบมาล่อลวงศัตรูก็หาทราบได้ ทันทีที่เข้าถึงตัวดอกเขาก็ลงมือขุดมันทันทีก่อนจะถึงบางอ้อ

          “ที่แท้ดอกไม้นี่กำลังล่อลวงสัตว์มากินเพื่อจะขยายพันธ์นี่เอง” เขามองกลีบดอกที่ซ้อนกันหนาจนมิอาจมองเห็นด้านในที่อยู่กลางดอก เดาเอาไว้ในใจว่าข้างในต้องเป็นเมล็ดพันธุ์แน่ ยินเด็ดขึ้นมาอย่างระมัดระวัง

          “คุ้นเหลือเกิน” เขารำพึงรำพันกับตัวเองก่อนจะตาโตตกใจ “กวาเฮอนี่” นี่มันดอกกวาเฮอในภาพวาดไม่ผิด ยินรีบเก็บดอกไม้นั่นลงในย่ามก่อนจะทำการขุดอีก เขาเดาเอาไว้ว่ามันคงไม่ได้มีดอกเดียวหรือเปล่าและก็เดาถูก ตอนนี้ย่ามของชายหนุ่มเต็มไปด้วยดอกกวาเฮอถึง 4 ดอก สมุนไพรหายากที่สุดของความหายากตั้ง 4 ดอกแถมอีกดอกยังมีเมล็ดพันธุ์ที่พร้อมขยายพันธุ์แล้วอีกด้วย อะไรจะโชคดีปานนั้น

          ทันทีที่เสร็จกิจยินฝังดินกลบเรียบร้อยก่อนจะอันตรธานหายไปมาโผล่ที่จุดเริ่มต้น อาจารย์เขายังไม่มานับว่าการแข่งขันครั้งนี้เขาเป็นผู้ชนะ ยินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ใฝ่ฝันไปถึงโอสถสวรรค์ 50 เม็ดก็มีความสุข ระหว่างรอเซียนโอสถชายหนุ่มไม่รู้จะทำอะไรก็หยิบตำราอักขระโบราณของเฒ่าจันทราที่เรียนยากที่สุดมาทบทวน ตอนนี้ยินเรียนถึงอักขระพันธะ เป็นอักขระที่ใช้สร้างพันธะกับสัตว์เทวะและสัตว์อสูร แน่นอนว่าอักขระนี้ยุคสมัยใหม่ก็มี แถมยังมีหลายระดับจากง่ายไปถึงยากสุดแต่มันก็สามารถทำพันธะได้ถึงแค่สัตว์ที่มีแก่นปราณสีฟ้าเท่านั้น แต่อักขระของโบราณกลับทรงประสิทธิภาพมากกว่าและสามารถทำพันธะกับภูติที่มีแก่นปราณถึงระดับบรรพการทีเดียว เมื่อนึกถึงตรงนี้ ยินคิดเล่น ๆ ว่าหากตนสามารถทำพันธะกับภูติได้ก็ดีไม่น้อยทีเดียว ก่อนจะหัวเราะกับความคิดตัวเอง สิ่งมีชีวิตที่เทพเจ้ายังหวาดกลัวขนาดนั้นจะลดตัวมาทำพันธะกับวิญญาณมนุษย์ที่หาร่างอยู่ยังไม่ได้เช่นตนได้ยังไงกัน

          ยินรออาจารย์จนบ่ายคล้อย เขาอ่านอักขระพันธะโบราณจบไป 3 รอบและฝึกเขียนจนดีขึ้นเกือบจะสมบูรณ์ แต่เซียนโอสถก็ยังไม่ปรากฏกาย ชายหนุ่มไม่รู้จะทำอะไรต่อแต่พอนึกได้ว่าสถานที่แห่งนี้มีพลังธรรมชาติเยอะเหลือเกิน เขาก็เกิดความคิดอยากจะดูดซับจึงเข้าฌานทันที นานแล้วนานเล่าอาณาปราณเขาก็ทะลุขีดสู่สีเหลืองขั้นกลาง หลังจากพัฒนาอาณาปราณสำเร็จยินก็รอเซียนโอสถต่อไปไม่รู้จะทำอะไรต่ออีกจึงคิดจะเข้าป่าไปตามหาอาจารย์เพราะนี่ก็เย็นมากแล้ว

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น