TwentyMon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : อารัมภบท

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 440

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2561 17:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
อารัมภบท
แบบอักษร

อารัมภบท

          “จะไม่ไปด้วยกันจริง ๆ เหรอ ยิน” ภาษาจีนสำเนียงปักกิ่งชัดเจนเล็ดลอดจากโทรศัพท์เครื่องหรู ‘ยิน’ อดีตนักศึกษาแพทย์ที่ผันตัวเองมาเป็นนักวิจัยสัญชาติไทยไฟแรงของบริษัทผลิตยายักษ์ใหญ่ในประเทศจีนยกยิ้ม

          “ไม่หละเจียนหลิว โอกาสหน้าเถอะ ตอนนี้ผมเพลียมากอยากพักผ่อน” เสียงตอบกลับภาษาจีนคล่องแคล่วไม่แพ้ ‘อู่เจียนหลิว’ ปลายสายซึ่งเป็นสาวชาวปักกิ่งแท้

          “โอเค ตามใจนายแล้วกัน เฮ้อ! อุตส่าห์ทำโปรเจคจบไปหนึ่งชิ้นไม่คิดจะมาฉลองกับเพื่อนเลย ให้ตายซี ถ้าคิดจะไปก็ร้านเดิมนะ ตามมาได้” หญิงวัยกลางคนผู้เป็นเพื่อนร่วมงานว่าแค่นั้นก่อนจะตัดสาย ยินวางโทรศัพท์ไว้ข้างหัวเตียงบิดขี้เกียจสองสามรอบ วันนี้ตั้งใจเอาไว้ว่าจะนอนให้เต็มที่ทีเดียว แต่เอนตัวหัวยังไม่ถึงหมอน โทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดังขึ้น เขาคว้ามาดูหน้าจอโชว์หมายเลขขึ้นต้นด้วย +66 เจ้าของสายเป็นคนที่โทรมาจากเมืองไทยอย่างไม่ต้องสงสัย ชายหนุ่มกดรับก่อนจะกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์

          “ฮัลโหลครับ”

          “ยินเหรอลูก นี่ป้านิดนะ” ป้านิดคือลูกพี่ลูกน้องของคุณแม่ที่นับถือกันเป็นญาติห่าง ๆ

          “ครับป้านิด มีอะไรหรือเปล่า” เขากรอกเสียงลงไปสงสัยเสียเต็มประดา ร้อยวันพันปีญาติที่เมืองไทยไม่เคยติดต่อมา ตั้งแต่คุณแม่กับคุณพ่อเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เขาก็เหมือนคนไร้ญาติขาดมิตรเพราะเป็นลูกโทน จะมีก็แต่คุณยายทวดที่เขานับถือเป็นญาติผู้ใหญ่ที่สนิทสนมที่สุดเพียงคนเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ ปัจจุบันคุณยายทวดแก่มากแล้ว อายุปีนี้ก็คงสัก 110 กว่าปี มีป้านิดเป็นคนดูแล เพราะลูก ๆ สิ้นบุญไปหมดเสียก่อน รวมทั้งคุณตาของเขาซึ่งเป็นลูกชายคนเล็กสุด เมื่อนึกถึงตรงนี้ ยินก็ใจหายวาบ หรือที่โทรมาจะมีเรื่องร้ายเกี่ยวกับยายทวดกัน “ยายทวดเป็นอะไรครับ” เร็วเท่าความคิดยินถามออกไปเสียงสั่น

          “ตายินทำใจดี ๆ นะลูก คุณยายเสียแล้ว” สิ้นคำพูดเหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงกลางอกชายหนุ่ม ตัวเขาชาวาบทำอะไรไม่ถูก เสียงร้องไห้โฮใหญ่ของปลายสายเหมือนจะไม่เข้าสู่โสตสมองของเขาเลย ญาติผู้ใหญ่ที่สนิทเพียงคนเดียวของเขาจากไปแล้ว จากไปตลอดกาล ยินรู้สึกร้อนผ่าวที่ดวงตาก่อนหยาดน้ำสายยาวจะพรั่งพรูออกมา

          เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ยินทำใจได้มากขึ้นก่อนจะตั้งสติเรียบเรียงว่าตัวเองควรทำอะไรก่อนหลัง ยินสำนึกได้ว่าก่อนอื่นต้องลางานก่อนซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะงานวิจัยชิ้นใหญ่ของเขาเพิ่งจบลงและประสบความสำเร็จอย่างสวยงามเมื่อบ่ายนี้เอง ตอนนี้ทีมของเขารวมทั้งเขาเองสามารถลาพักได้ตามสวัสดิการเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เมื่อคิดดังนั้นเขาจึงจองเที่ยวบินกลับมาตุภูมิประเทศเย็นพรุ่งนี้ทันที

          รุ่งเช้ายินเข้าบริษัทจัดการเรื่องลางานจนเรียบร้อยก่อนจะกลับมาเตรียมของต่อที่คอนโดด้วยอาการเซื่องซึม เพื่อนที่ทำงานหลายคนพอทราบข่าวต่างก็ส่งข้อความมาแสดงความเสียใจไม่ขาด

          กริ๊ง!!

          เสียงออดดังขึ้น ยินลุกจากกองเสื้อผ้าที่กำลังจะจัดลงกระเป๋าไปเปิดประตู เป็นเจียนหลิวที่มาเคาะ ยินพอเห็นเพื่อนสาวคนสนิทอาการอ่อนแอก็กำเริบ เขาร้องไห้อีกครั้งจนตาบวมเป่ง เจียนหลิวเป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและเป็นพี่สาวที่แสนดีเสมอในสายตาชายหนุ่ม ซึ่งเจียนหลิวเองก็มองยินเป็นเหมือนน้องชายเพราะชายหนุ่มคล้ายคลึงกับน้องชายของหล่อนที่เสียไปเมื่อ 10 ปีก่อนด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ เจียนหลิวเข้ากลอดปลอบประโลมลูบหัวลูบหลังยินอยู่นานจึงหยุดร้องไห้

          “เฮ้อ จะไป 4 โมงเย็นใช่ไหม นี่ก็เที่ยงแล้วไปเก็บของต่อเถอะ เดี๋ยวตกเครื่องฉันจะไปส่งเอง” สาวเจ้าว่าก่อนจะช่วยชายหนุ่มเก็บข้าวของจนเสร็จ

          ถึงสนามบินปักกิ่งผู้คนพลุกพล่านแต่ไม่ได้ดึงดูดความสนใจของยินเลย ตอนนี้จิตใจของเขาโบยบินไปถึงเรือนไทยหลังใหญ่ของตระกูลซึ่งเป็นบ้านของคุณยายทวด ในความทรงจำชายหนุ่ม นอกจากพ่อแม่คุณตาคุณยาย ก็มีคุณยายทวดนี่แหละที่เลี้ยงดูเขามา เพราะคุณปู่กับคุณย่าเสียไปตั้งแต่ก่อนเขาจะเกิด ถึงคุณยายทวดจะเนี้ยบเคร่งครัดเรื่องมารยาทเพราะคุณยายเคยถวายตัวเป็นข้าหลวงเจ้านายในวังตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ก่อนจะทูลลาออกมาแต่งงานกับคุณตาทวด ยินก็รู้ว่าในบรรดาเหลนแล้วเขาเป็นคนที่คุณทวดรักมากที่สุดก็ว่าได้ เพราะสมัยเป็นนักเรียนเขาจะชอบไปอยู่กับคุณยายทวด ตอนนั้นคุณยายทวดอายุ 90 กว่าปีแต่ยังแข็งแรงอยู่ ได้ถ่ายทอดความรู้ชาววังที่เขาขยั้นคะยอให้สอนให้เพราะความชอบ ครั้งนั้นยินจำได้ดี คุณยายทวดปฏิเสธเสียงแข็งเพราะมันเป็นหัตการของผู้หญิง หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ยอมสอน แต่เพราะลูกอ้อนของเขาบวกกับเหลนสาวคนอื่นไม่มีทีท่าจะสนใจ คุณยายทวดเลยสอนให้ชายหนุ่มอย่างไม่หวงวิชาทำให้สองทวดเหลนสนิทสนมกันมากขึ้น แต่พอจบมัธยมปลาย ยินสอบติดคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศ เขาเรียนจบ 6 ปีตามกำหนดก่อนจะระเห็จตัวเองผันตัวมาเป็นนักวิจัยบริษัทยารายยักษ์ที่ประเทศจีนซึ่งก็ผ่านมา 4 ปีแล้ว นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ทั้งสองห่างเหินเลย เขายังกลับบ้านทุกเทศกาลเพื่อไปกราบท่านเสมอ

          “ขอบคุณเจียนหลิวที่มาส่ง เดี๋ยวขากลับจะซื้อของมาฝาก” ยินกล่าวขึ้นเมื่อได้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว

          “จ้า ฉันจะรอ เดินทางปลอดภัยนะ” ชายหนุ่มระบายยิ้มอ่อน ทั้งสองโบกมือให้กันพอเป็นพิธีก่อนยินจะเดินขึ้นเครื่องไป

          เมื่อถึงสนามบินกรุงเทพ มีรถจากที่บ้านมารับเขาไปยังบ้านคุณทวด ป้านิดในชุดดำสนิททั้งตัวคอยท่ารอรับอยู่ที่บ้าน

          “ตายินมาเหนื่อย ๆ พักผ่อนก่อนเถอะ” ป้านิดว่าเมื่อให้เด็กรับใช้ขนของขึ้นมาเก็บในห้องหับที่ตระเตรียมไว้ให้ยินเรียบร้อยแล้ว

          “ผมอยากไปกราบคุณทวดเลยครับ อยากไปช่วยงานด้วย” ชายหนุ่มว่าจริงจัง แม้สภาพร่างกายจะดูเหนื่อยล้าแต่แววตามุ่งมั่นจนคนเป็นป้าถอนหายใจ

          “อย่างนั้นก็ตามใจ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะเดี๋ยวป้ารออยู่ข้างล่าง”

          ศพคุณยายทวดตั้งอยู่วัดใกล้บ้าน มีสวดอภิธรรมอยู่ 3 วัน แต่ละวันก็มีแขกเหรื่อมิได้ขาด เพราะคุณทวดอายุยืน มีลูกหลานเหลนลืบมากมายมากราบศพไม่เว้นวัน ยินเองก็มีหน้าที่ช่วยป้านิดจัดงาน เพราะมีฝีมือจากการเป็นศิษย์คุณทวด งานหัตถการหลายอย่างเช่น จัดดอกไม้ พวงมาลัย หรือแม้แต่ทำข้าวปลาอาหารตำหรับชาววังยินก็เข้าไปช่วยทำทั้งสิ้น ไม่เกี่ยงงอนว่าเป็นงานของผู้หญิงเพราะเขาอยากทำให้คุณยายทวดเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อครบกำหนดวันพระราชทานเพลิงศพของคุณยายทวดก็จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพราะเคยเป็นข้าหลวงรับใช้เจ้านายมานานปี ทั้งลูกหลานหลายคนก็เป็นข้าราชการใหญ่โตจึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ ยินร้องไห้อีกครั้งหลังจากไม่ร้องมาหลายวันจนป้านิดต้องมากอดปลอบประโลมซึ่งก็ช่วยอะไรได้ไม่มากเพราะป้าเองก็บ่อน้ำตาแตกเป็นสายชลนองหน้าไม่ต่างกัน พองานพระราชทานเพลิงศพคุณยายทวดเสร็จไป ยินก็เตรียมตัวกลับจีนทันที

          “จะไม่อยู่รอเปิดพินัยกรรมหรือ” ป้านิดขมวดคิ้วมุ่นอย่างหนักใจ หล่อนมองหลานชายที่เตรียมข้าวของกลับแผ่นดินใหญ่หลังเสร็จพิธีบรรจุอัฐิธาตุคุณยายลงโกฏิยังไม่ถึงวันดี

          “ไม่เป็นไรครับ ส่วนพินัยกรรมถ้าคุณทวดยกอะไรให้ผมจริง ผมก็ฝากป้าดูแลไว้ก่อนนะครับ” ยินระบายยิ้มก่อนจะยกมือไหว้ผู้อาวุโสกว่าแล้วขึ้นรถไปสนามบิน ระหว่างทางก็ให้คนรถแวะซื้อข้าวของเป็นของฝากพะลุงพะลัง

          ทันทีที่ถึงสนามบินปักกิ่ง ยินต่อสายหาเจียนหลิวทันทีให้มารับ เจียนหลิวเมื่อรู้ว่ายินกลับไทยก็ดีใจใหญ่อย่างออกนอกหน้าทำให้ยินหัวเราะครั้งแรกในรอบหลายวัน เมื่อวางสายเสร็จระหว่างนั่งรอ ยินก็คิดอะไรเรื่อยเปื่อยพลันนึกไปถึงช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตกับคุณยายทวด คิดถึงคุณยายทวดเหลือเกิน เขาจำได้ว่ากลับบ้านเมื่อตอนตรุษสงกรานต์ คุณยายทวดยังแข็งแรงดีอยู่แท้ ๆ ไม่รู้ว่ายินนั่งรำลึกความหลังอยู่ตรงนั้นนานเท่าไร เสียงโทรศัพท์ถึงดังขึ้น

          “เหวยจินเหลียง มีอะไรหรือเปล่า” เป็นสาวเจ้าเพื่อนร่วมงานของเขานั่นเอง

          “นายอยู่ตรงไหนเนี่ย ฉันหาที่จอดรถไม่ได้อ่า นายลงมาโรงจอดรถเลยได้ไหม” เสียงปลายสายติดจะมีอารมณ์โมโหนิด ๆ

          “ได้ ๆ” ยินตอบกลับก่อนจะวางสายแล้วเดินลงไปยังชั้นใต้ดินซึ่งเป็นที่จอดรถ

          “โย่ ยินทางนี้” เสียงจินเหลียงทำให้ยินหันไปมอง เห็นเจ้าตัวกระโดดเหยง ๆ โบกไม้โบกมือเพื่อให้เขามองเห็นอยู่ข้างรถในที่ห้ามจอด เฮ้อ! วันนี้รถเยอะจริง ๆ นั้นแหละ เขาเดินยิ้มร่าสบายอารมณ์ไปหาหญิงสาว ก่อนจินเหลียงจะแสดงสีหน้าตกใจ

          “ยินระวัง กรี๊ด!!”

          ปี๊ก!!

          โครม!!

          รวดเร็วเกินไป เหตุการณ์เมื่อครู่ยินไม่ได้ตั้งตัวเลย รู้สึกตัวอีกทีเขาก็เจ็บไปทั่วสรรพางค์กายจนกระดิกตัวไม่ได้ ในหัวเขาวิ่งวุ่นประมวลผลว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนจะสรุปได้ว่าเขาถูกรถชน หูของเขาอื้ออึงไม่ได้ยินเสียงอะไร สายตามองเห็นแต่จินเหลียงเพื่อนสาวที่ทรุดตัวนั่งลงอย่างคนทำอะไรไม่ถูก ตอนนี้ยินเริ่มไม่รู้สึกเจ็บแล้วแต่กลับชาไปทั้งตัวและรู้สึกว่าตัวเองเริ่มหายใจไม่ออก ร่างกายของเขาตอบสนองอย่างมากเพื่อที่จะนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายแต่ก็ไม่เพียงพอและส่งผลให้เขาเหนื่อยเหลือเกิน ชายหนุ่มรู้สึกว่าหนังตาหนักอึ้งขึ้นทุกขณะและมันค่อย ๆ ปิดตัวลง

          ภายหลังหลับตาแทนที่จะมืดมิดยินมองเห็นแต่แสงสีขาวเต็มไปหมด ตอนนี้เขายังขยับตัวไม่ได้ ได้แต่นอนมองอยู่อย่างนั้น

          “สูงเทียมฟ้า ต่ำต้อยเทียมดิน ชีวิตยาวสั้น ฟ้าดินลิขิต” เสียงทุ้มดังกังวานอยู่ในหูของยิน ก่อนจักษุจะปรากฏชายเจ้าของเสียงสวมชุดจีนโบราณสีขาวปักลายด้วยด้ายเงินอย่างประณีต ดวงหน้ายิ้มแย้ม เขาเป็นใครกัน ยินสงสัยเสียเต็มประดาแต่ไม่สามารถเอ่ยปากถามอะไรได้นอกจากนอนดูอยู่นิ่ง ๆ

          “คนผู้นี้ยังไม่ถึงคราวนี่” อีกเสียงหนึ่งดังขึ้น เจ้าตัวมีรูปร่างเตี้ยกว่าคนชุดขาวสวมชุดสีดำปักลายดิ้นทองวิจิตร สีหน้าบึ้งตึง

          “เป็นไปได้ยังไง มันเกิดอะไรขึ้น” สีหน้าชายชุดขาวงุนงงเป็นที่สุด

          “ช้าก่อนท่านทั้งสอง” ยินแทบอยากจะทึ้งหัวตัวเองถ้ามีแรงมากพอนี่เขากำลังเห็นอะไร ได้ยินอะไร ‘คนพวกนี้เป็นใครเป็นยมทูตหรือ’ ยินคิดในใจซึ่งนับว่าไม่ผิด 2 แรกนี้เป็นยมทูตผู้รับดวงวิญญาณแน่ แต่คนสุดท้ายไม่ใช่ เจ้าของเสียงคนที่ 3 ปรากฏตัวขึ้น เขาเป็นชายชราผมหงอกทั้งศีรษะมัดรวบตรึงปักปิ่นทอง เจ้าตัวอยู่ในชุดจีนหลายชั้นสีขาวปักลายดิ้นทองเหาะลงมาจากเบื้องบน หน้าตาวิตกกังวลอย่างไม่ปกปิด

          “คาราวะท่านเทพไป่หู” ชายชุดขาวดำสองคนประสานมือค้อมตัวลงคาราวะนอบน้อมเทพไป่หูผู้อดีตแม่ทัพแห่งสวรรค์ที่หลังเกษียณได้ผันตัวมาเป็นเสนาธิการกองทัพสวรรค์แทน

          “ไม่ต้องมากพิธีเฮยไป๋อู๋ฉาง” เทพไป่หูเพียงหันไปมองสองคนก่อนจะหันกลับมาสบตากับยิน พลางขมวดคิ้วมุ่นสีหน้ากลัดกลุ้มอย่างคนคิดไม่ตก "ไอหยา ตายแน่ ตายแน่ ๆ " เขารำพึงรำพันขึ้นมา

          “หมายความว่ายังไงขอรับที่ว่าตายแน่” ชายชุดขาวถามขึ้น

          “ข้ากับเฒ่าจันทราดันทำด้ายชะตาชีวิตพ่อหนุ่มนี่ขาดนะซี ทำให้เขาต้องตายก่อนถึงฆาต ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงพระกรรณองค์เง็กเซียน ข้าตายแน่ ๆ ” เทพไป่หูพูดพลางทำหน้าจะร้องไห้ ยมทูตเฮยไป๋อู๋ฉางตาเหลือกตกใจกับความผิดพลาดมหันต์ของเทพผู้นี้

          “แล้วทีนี้ท่าจะทำเช่นไรขอรับ” ยมทูตชุดดำกล่าวขึ้น

          “ข้าจะต้องพาเจ้าหนุ่มนี่ไปหาเซียนโอสถ ลางทีอาจมียาช่วยได้ ใช่แล้วต้องมียามาช่วยได้แน่ ๆ ” เทพไป่หูว่าพลางยื่นมือออกมาก่อนจะควักเอาอากาศข้างหน้า ยินรู้สึกเหมือนมีแรงดึงมหาศาลกระชากตัวเขาให้ลอยขึ้น ฉับพลันเขารู้สึกตัวเบาโหวงเสมือนร่างกายไร้น้ำหนัก และสามารถขยับแขนขาได้อย่างอิสระ ‘นี่เขาตายแล้วหรือ’ ยินคิด

          “ยัง ยังไม่ตาย ข้าต้องหาวิธีช่วยเจ้าให้ได้” เทพไป่หูว่าขึ้นอย่างมีความหวัง เฮยไป๋อู๋ฉางทั้งสองอ้าปากค้างจนคางจะถึงพื้น เทพไป่หูดึงวิญญาณออกจากร่างมนุษย์ทั้งที่มีแต่พวกตนที่ได้รับสิทธินั้นจากสวรรค์ เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องธรรมดาสามัญอยู่หรือ หากความทราบถึงพระเนตรพระกรรณเง็กเซียนฮ้องเต้จ้าวสวรรค์แล้วไซร้ โทษหนักไม่ถึงตัวเทพไป่หูตอนนี้จะไปถึงตอนไหนกัน

          “เฮยไป๋อู๋ฉาง พวกท่านเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับสุดยอดเถอะ ข้าขอ” ผู้เป็นเทพศักดิ์สูงกว่าว่าขึ้น ยมทูตทั้งสองตนพยักหน้าแข็งขันสาบานเอาไว้ว่าเรื่องนี้ต้องตายไปกับตัว เพราะหากแม้นเทพไป่หูรับโทษจริง ตนเองจะพ้นโทษอย่างไรได้ด้วยยืนดูอยู่เฉย ๆ มิได้กล่าวห้ามปรามนับว่าสมรู้ร่วมคิด

          ในระหว่างการกระทำอันมีความผิดร้ายแรงของเทพไป่หูนั้น ก็เป็นขณะเดียวกันกับที่หมอหนุ่มชาวจีนคนหนึ่งกำลังปั๊มหัวใจร่างของยินอย่างหนักบนรถกู้ชีพที่วิ่งด้วยความเร็ว อีกฝากของคุณหมอมีบุรุษพยาบาลคอยบีบแอมบูเพื่อช่วยชายหนุ่มหายใจตามจังหวะ ก่อนที่ทีมแพทย์ทั้งหมดจะมองหน้ากันแล้วหยุดกิจกรรมกู้ชีพทุกอย่าง

          “คนไข้เสียชีวิตเวลา 19.25 น. ค่ะ”   สิ้นเสียงพยาบาลนางหนึ่งพูดขึ้น จินเหลียงที่โดยสารมาด้วยก็ไม่รับรู้อะไรอีก หล่อนร้องไห้โฮเสียงดังบนรถที่ปิดเสียงไซเลนและชะลอความเร็วลง สาวจ้าวเหมือนเห็นภาพทับซ้อนเมื่อ 10 ปีก่อนที่น้องชายของหล่อนถูกรถชนก็มีเหตุการณ์เช่นนี้ อุตส่าห์ยินดีนึกว่าได้น้องชายคืนมาแต่กลับถูกพรากคืนไป สวรรค์ช่างใจร้ายกับหล่อนเหลือเกิน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}