เจ้านิ้วดำ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอน 6 [120%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 31.9k

ความคิดเห็น : 111

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ต.ค. 2561 22:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน 6 [120%]
แบบอักษร

6

​/////////////////////////

“เด็กบ้า แต่งงานกับอานะ?”

เด็กบ้าที่ถูกคนวัยอาขอแต่งงานนั่งเหม่อแววตาไร้รู้สึกอยู่ในกล่องอันเป็นปราการใบโปรดของเจ้าตัว ทุกเรื่องที่อยากเก็บ ทุกความรู้สึกที่อยากระบายออกมาแค่กับตัวเอง ทุกความสับสนและทุกครั้งที่ต้องใช้ความคิด ทั้งหมดถูกขังไว้ในกล่องใบเดียว ที่ซึ่งเก็บซ่อนได้แม้กระทั่งร่างทั้งร่างของเด็กบ้าจนมิด ห้อมล้อมไว้ไม่ต่างจากเกราะกำบังชั้นดี แม้ผิวเผินเป็นเพียงวัตถุที่ทำจากกระดาษเนื้อหนา อาจไร้ราคาไม่ได้สลักสำคัญสำหรับใคร แต่สลักสำคัญจนไม่อาจประเมินเป็นราคาได้สำหรับคนแสร้งวิปลาสเช่นอิษฎี

อิษฎีนั่งชันเข่าทั้งสอง โอบรั้งไว้ด้วยวงแขนข้างหนึ่ง ขณะที่อีกข้างกำลังวางศอกแขนเท้าชันและให้ฝ่ามือข้างเดียวกันนั้นรับน้ำหนักของศีรษะที่ซบซุกลงมา เรียวนิ้วยาวเสยแทรกอยู่ในเรือนผมขยุ้มไว้หลวมๆ ทอดอารมณ์จมดิ่ง ปล่อยความรู้สึกนึกคิดไหลเรื่อยเหมือนสายธารเอื่อย

และเขากำลังรอการกลับมาของนิรุต

“คุณเอื้อ คุณท่านกลับมาแล้ว” ไข่เดินมาบอกที่ข้างกล่อง

คนสนิทรู้ดี ยามอิษฎีอยู่ในกล่อง เป็นช่วงเวลาที่ไม่ควรมีใครรบกวน ตัวเขาเองถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่ส่งเสียงรบกวน ไม่เคยห้ามปราม ไม่มีทักท้วง ไร้ความเห็นกับพฤติกรรมประหลาดของเจ้านายหนุ่ม 

เพราะรู้ว่าคนในกล่องน่าจะกำลังรอการกลับมาของประมุขใหญ่แห่งบ้านเดชาธร เขาถึงได้นำข่าวนี้มาบอก

“อยากเจอ อยากคุย” อิษฎีบอก

“เดี๋ยวไข่ไปดูให้นะคุณเอื้อว่าทางสะดวกหรือเปล่า”

ไม่รอให้คนในกล่องส่งเสียงตอบกลับ คนสนิทรู้ใจเจ้านายดีกว่าใคร พูดจบก็เดินออกไป ทว่าเพียงแค่เปิดประตูก็เจอกับเจ้านายใหญ่ของบ้านกำลังเดินมาทางนี้พอดี ดูเหมือนว่าไม่ได้มีแค่เจ้านายน้อยของเขาแล้วที่มีเรื่องจะคุยกับเจ้านายใหญ่

“คุณท่าน” ไข่ส่งสัญญาณสื่อสารให้นิรุตผ่านสายตา

นิรุตพยักหน้ารับรู้ว่าคนข้างในก็รอคอยที่จะพูดคุยกับเขาเหมือนกัน ใบหน้าของชายวัยใกล้หกสิบเช่นเขาคลี่รอยยิ้มอ่อนเพลียจากการเดินทาง หลังการทำงานผ่านพ้นไปด้วยดี

“วันนี้ตรีภพมาที่นี่สินะ” ที่นิรุตรู้ว่าตรีภพมา ถึงเขาไม่อยู่แต่ไม่มีทางไม่รู้ว่าตรีภพมาทำไม น้องชายต่างแม่ของเขาคนนี้เป็นคนมีแบบแผน เข้าตามตรอกออกตามประตู เจ้าบ้านไม่อยู่ก็ออกปากขออนุญาตมาหาคนในบ้านของเขา บอกกล่าวว่ามาด้วยเรื่องอะไร เพราะแบบนี้เขาถึงได้รู้ ก่อนที่ลูกชายบุญธรรมจะรู้เสียอีก

เท่ากับว่าอิษฎีรู้ตัวแล้วเรื่องแต่งงาน แต่มันคงคลุมเครือ ถึงเวลาที่นิรุตจะให้ความกระจ่างและชี้ทางชีวิตอันควรให้อิษฎีแล้ว

“ครับ คุณตรีภพตั้งใจมาหาคุณเอื้อ”

“อืม รอข้างนอก”

ไข่ค้อมศีรษะให้ความเคารพ เมื่อได้ยินคำสั่ง เป็นคนสนิทประจำตัวคนแสร้งบ้าก็เปิดประตูห้องให้เจ้านายใหญ่ก้าวผ่านเข้าไปหาคนในอย่างอำนวยความสะดวกให้ในฐานะผู้น้อย

เวลานี้ใกล้เที่ยงคืนแล้ว ข้างนอกฟ้ามืดรัตติกาลเข้ายึดครองผืนฟ้ามาเกือบค่อนคืน ข้างในห้องนอนส่วนตัวของอิษฎีมีเพียงแสงสีส้มสลัวจากโคมไฟหัวเตียงสองดวง นิรุตไม่เห็นแม้แต่เงาร่างของเจ้าของห้อง ทว่าเขาไม่จำเป็นต้องเดินหาหรือร้องเรียก รู้กันดีว่าอิษฎีชอบลงกล่อง

กล่องใบใหญ่บรรจุร่างคนได้ถึงหนึ่งวางตั้งชิดติดอยู่ข้างเตียง นิรุตสืบเท้านุ่มนวลไม่เร่งร้อนเดินไปนั่งลงบนริมเตียงใกล้กับกล่องใบใหญ่ ชายวัยใกล้หกสิบอย่างเขาระบายลมหายใจกระแสหนึ่งพลางกวาดสายตามองรอบห้องใหญ่ ตามจุดต่างๆ ประดับประดาไปด้วยรูปภาพครอบครัวไนยชน

“อาตรีขอเอื้อแต่งงาน” เป็นคนในกล่องที่เอื้อนเอ่ยเข้าประเด็น น้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนแค่ต้องการบอกกล่าว

แค่ประโยคบอกเล่าประโยคเดียว กลับแฝงคำถามมามากมายจนนิรุตรู้สึกได้ เพราะเขาเท่านั้นคือผู้ที่ต้องตอบและให้คำตอบแก่อิษฎีได้ดีที่สุด

“อย่างนั้นเหรอ แล้วเราตกลงหรือเปล่า?” นิรุตยิ้มถามในสีหน้าผ่อนคลาย

“ตกลง...ตกลงเพราะเป็นความวิปลาสบ้าบอ ไม่ได้ตกลง...เพราะเป็นเอื้อ”

“ลุงขอได้ไหมหลานชาย ขอในฐานะพ่อที่หวังดีต่อลูก อยากให้ลูกมีความสุขกับชีวิตให้มากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ ยินยอมพร้อมใจแต่งให้อาเขา ตกลงแต่งเพราะเป็นเอื้อ ได้ไหมลูก?”

มาถึงขั้นนี้แล้ว นิรุตสามารถทำให้คนทั้งคู่ยินยอมไปได้แล้วฝ่ายหนึ่ง เหลือก็แต่อิษฎีที่เขาอยากให้ยินยอม ริอาจผันตัวเองเป็นเจ้าชะตาลิขิตให้คนสองคนมาเคียงคู่กัน จะอย่างไรก็ต้องให้คู่กันให้ได้

“ลุงรุตทำนอกเหนือจากที่เอื้อขอไว้ ทำในสิ่งที่เอื้อไม่ได้ขอ รู้หรือเปล่าว่าทำแบบนี้แล้วคนที่จะตกที่นั่งลำบากจะเป็นอาตรี ถ้าเอื้อแต่ง ถ้ามันรู้ มันจะเอาเรื่องนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในตอนหลัง” อิษฎีอดไม่ได้ที่จะตำหนิเจือผิดหวังมาในคำพูด เนื้อเสียงราบเรียบขาดความนุ่มนวลถ้อยทีถ้อยอาศัย ทั้งยังคาดการณ์ถึงผลเสียไว้ล่วงหน้าให้นิรุตได้รู้

เด็กหนอเด็ก คิดหรือว่านิรุตจะไม่คำนึงถึงผลเสียของการจับคนสองคนมาแต่งงานกัน เพราะคิดมาแล้วและมีแผนของตัวเองรองรับเอาไว้แล้ว ถึงได้กระทำอย่างเห็นดีเห็นงาม

“ถึงไม่แต่งกับเอื้อ ให้ตรีภพเป็นอย่างที่เอื้อขอลุงไว้ ถึงตอนนั้นตรีภพก็ไม่พ้นตกที่นั่งลำบากอยู่ดี” นิรุตอธิบายง่ายๆ

“แต่ไม่แต่งกับเอื้อไม่ดีกว่าเหรอครับ อย่างน้อยๆ ก็ไม่มีทางหลุดจากตำแหน่งง่ายๆ แน่ ลุงรุตอย่าพยายามทำนอกเหนือ ไม่ทำในสิ่งที่เอื้อไม่ได้ขอให้ทำได้ไหม? เป็นเอื้อต่างหากที่ต้องขอลุงรุตให้เดินตามแนวทางของเอื้อเถอะนะ” อิษฎีเอ่ยขอ

นิรุตลองเจรจาอีกครั้ง เกลี้ยกล่อมให้อิษฎีบอกในเรื่องที่ไม่เคยบอกให้เขารู้ สิบปีมานี้มีแค่เด็กหนุ่มแสร้งบ้าคนนี้เท่านั้นที่เก็บกุมปริศนาไว้ทั้งหมด “เอื้อ...หลานชาย ถ้าไม่แต่งกับอาเขา บอกลุงได้ไหมว่าใครเป็นคนบงการเรื่องทั้งหมด ใครที่ประสงค์ร้ายต่อเดชาธร ใครที่เอาชีวิตไนยชนไปอย่างโหดเหี้ยม มันคนนั้นเป็นใคร?”

นุชาคือหนึ่งในขบวนการฆ่าล้างครอบครัวไนยชน นุชาด่วนแพ้ภัยตัวเองตั้งแต่อิษฎียังไม่ยื่นมือเข้าจัดการให้สาสม แต่ก็ดีแล้วสองมือของเขาจะได้ไม่ต้องแปดเปื้อน นุชาเป็นหนึ่งในฆาตกรที่โง่ที่สุด ตั้งแต่ที่อิษฎีรู้ว่านุชาถูกวางยา เขาค่อยๆ ดูผลของความโง่ไม่รู้ตัวของนุชามาเรื่อยๆ แล้วในที่สุดนุชาก็กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงที่สมจริงที่สุด

แน่นอนว่าจนกระทั่งตอนนี้ นิรุตก็ไม่รู้ว่านุชาพี่ชายใหญ่แห่งเดชาธรคือหนึ่งในนั้น

คนที่ออกคำสั่งให้กำจัด แต่คนที่กำจัดมีเจตนาและความต้องการมากกว่านั้น

อิษฎีรู้ว่าสิ่งที่มันปรารถนาสูงสุดคืออะไร

สิ่งที่ทำให้มันทรมานจนทุรนทุรายอยู่ไม่เป็นสุขคือท้ายที่สุดไม่ได้ครอบครองสมปรารถนา

“ต่อให้ลุงรุตถามเอื้อทุกวินาทีว่ามันเป็นใคร ลุงรุตก็รู้ว่าลุงรุตจะไม่ได้คำตอบจากเอื้อ”

ใช่แล้ว ไม่ใช่ว่านิรุตไม่เคยถามชื่อของคนบงการ เขาเพียรถามกับคนคนเดียวที่รู้ ตลอดมาไม่เคยได้รับคำตอบจากอิษฎี ตัวเขาเป็นถึงประมุขใหญ่ของเดชาธร ใช่ว่าจะต้องรอคำตอบจากอิษฎีเพียงอย่างเดียว เขาใช้อำนาจเดชาธรสืบเสาะหาตัวคนที่เข้าข่ายไม่ประสงค์ดี

แผนของอิษฎีมีเรื่องธุรกิจของเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นก็แสดงว่าคนบงการเป็นคนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจ มันมีความเป็นไปได้สูงเพราะธนาตย์ทำงานให้ธุรกิจในเครือเดชาธร การที่มันเก็บครอบครัวไนยชนอำพรางด้วยอุบัติเหตุ เพราะธนาตย์ไปรู้เห็นเรื่องชั่วของมันเข้า มันถึงได้วางแผนกำจัด เท่าที่อิษฎีให้นิรุตรู้คือธนาตย์ทิ้งหลักฐานสำคัญที่สามารถเอาผิดคนบงการได้ อิษฎีบังเอิญพบเข้า ในที่สุดจากเด็กชายที่แสร้งบ้าไปวันๆ ได้กลายเป็นคนที่มีชีวิตเพื่อรอเอาคืน

คนบงการอาจใกล้ตัวถึงขั้นเป็นคนในบริษัท คนที่อยู่ภายใต้การบริหารของเขา

ท้ายที่สุดแล้วเขาพบผู้ต้องสงสัยสองคน...

ที่อิษฎีไม่บอกให้นิรุตรู้ นิรุตเข้าใจเหตุผลดี อิษฎีต้องการให้เขาทำทุกอย่างตามที่เด็กหนุ่มต้องการเท่านั้น อยากให้คนบงการมีบทสรุปและจุดจบในแบบที่อิษฎีต้องการ

คำขอของอิษฎีที่ลากตรีภพเข้ามาเอี่ยว นิรุตตกลงเพราะมีความคิดในแบบเดียวกันแล้วที่เขารับปากยอมเดินตามคำบอกของเด็ก เพราะทั้งหมดทั้งมวลครอบครัวไนยชนต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมมาจากเดชาธรเป็นต้นเหตุ นิรุตรู้สึกผิดต่อหนึ่งชีวิตที่เหลือรอด เขาจึงอยากช่วยบรรเทาความทุกข์ระทมของอิษฎี ไม่ว่าอิษฎีร้องขออะไร นิรุตยินดีทำตาม แต่ก็ไม่ใช่ให้เด็กคนหนึ่งมาชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ไปเสียหมด

อิษฎียังเด็กนัก คิดอยากเล่นกับอันตราย แต่ประสบการณ์ชีวิตยังน้อย มีแค่หลักฐานเอาผิด ได้นำร่องคนบงการไปหนึ่งก้าว จนหลงลืมไปว่าคนอันตรายไม่ว่าจะอยู่ข้างหน้าหรือข้างหลัง อันตรายก็คืออันตราย พลาดเพียงนิดก็มีผลต่อชีวิตอยู่ดี

“ไม่ดื้อดึงดันทุรังได้ไหมหลานชาย ให้ตำรวจจัดการ ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมแล้วคืนชีวิตที่เป็นปกติให้ตัวเอง” นิรุตขอด้วยเสียงเหนื่อยอ่อน เมื่อไม่อยู่ในเวลางาน เขาก็เป็นแค่คนแก่วัยใกล้หกสิบ ไหล่ลู่หลังค้อม ละทิ้งมาดผู้บริหารสูงสุด

ปีนี้ช่างเป็นปีที่หนักหน่วงและทำให้เขารู้สึกเหนื่อยเพลียง่ายเสียเหลือเกิน ลมหายใจที่มันทอดถอนระบายออกบ่อยครั้ง คล้ายเป็นดั่งสัญญาณจากสัญชาตญาณที่เริ่มบอกใบ้ว่าจุดหมายปลายทางอันเป็นจุดจบของชีวิตเขา ในไม่ช้ามันจะคืบคลานมาถึง

“ลุงรุตอย่าเสียเวลาเกลี้ยกล่อมเอื้อเลย ลุงรุตทำตามที่เอื้อขอ ทุกอย่างมันจะดีเอง”

เด็กดันทุรังจะดื้อดึงยังไม่รู้ถึงผลลัพธ์ของความดันทุรังที่จะทำตามความคิดของตัวเองในวันนี้ ทว่าในวันข้างหน้าไม่พ้นวันใดวันหนึ่ง อิษฎีจะต้องรู้จนสำลัก

“ตรีภพแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยต้องการอะไรจากเดชาธร ยิ่งเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากราคา เขาไม่ต้องการ ไม่อยากข้องเกี่ยว อาเขาน่ะเหลือก็แต่ล้างเลือดเดชาธรที่มีอยู่ครึ่งหนึ่งออกไป ทำได้คงทำไปนานแล้ว ไม่ใช่เอื้อไม่รู้ไม่เห็นนี่ ทั้งรู้ทั้งเห็นว่าอาเขาไปสร้างสิ่งที่เป็นของเขาด้วยน้ำมือของเขา อาเขาไม่ใช่คนแบบที่เอื้อคิด มันไม่ง่ายหรอกนะที่จะทำให้เขารับไว้ด้วยความยินยอม วิธีเดียวคือต้องบีบให้รับด้วยความจำนน”

“ไม่จริงหรอกครับ ธุรกิจในเครือเดชาธรทำเงินได้ตั้งเท่าไหร่ มีใครบ้างไม่อยากมาอยู่ในจุดที่ลุงรุตอยู่ โดยเฉพาะไอ้คนเลวที่มันทำร้ายครอบครัวเอื้อ มันต้องการเป็นที่สุด...”

นิรุตพูดแทรกแย้งความคิดของคนที่ยังเด็กนัก

“นั่นมัน ไม่ใช่อาเขาไง ตรีภพเป็นหนึ่งคนที่ไม่อยากอยู่ในจุดที่ลุงอยู่ ต่อให้เอื้อไม่ขอให้ลุงทำ ถ้าเป็นตรีภพ ขอแค่รายนั้นเอ่ยปากว่าต้องการ ลุงแทบจะยกไปประเคนให้ มันติดที่เขาไม่ต้องการ เขามีอุดมการณ์ของเขา ไม่มีวันทรยศต่ออุดมการณ์ของตัวเอง การต้องข้องเกี่ยวกับเดชาธรในแง่ของเงินทองและธุรกิจ สำหรับตรีภพมันคือการทรยศต่อตัวเอง”

“อาตรีเป็นนักธุรกิจ จอมบริหาร คนทำธุรกิจรักกำไรและผลประโยชน์เป็นที่สุด เอื้อขอให้ลุงรุตยกตำแหน่งประธานบริหารให้อาตรี ยกทรัพย์สินทุกอย่างของเดชาธรให้อาตรีดูแล ลุงรุตกับเอื้อก็เห็นพ้องต้องกัน อาตรีคือคนที่เหมาะสมจะได้สิ่งมีค่าเหล่านั้น ลุงรุตก็จะได้พัก หลบไปอยู่กับลุงชาสักพักในที่ปลอดภัย แต่สิ่งที่ลุงรุตทำให้เอื้อคือให้อาตรีมาแต่งงานกับเอื้อ เอื้อไม่เข้าใจว่าลุงรุตคิดจะทำอะไร ถ้าเอื้อตกลง มันจะไม่ใช่ทางที่ควรเป็นเลย เพราะฉะนั้นเอื้อไม่มีทางตกลง เอื้อกับอาตรีจะไม่แต่งงานกัน ลุงรุตล้มเลิกเรื่องนี้ไปเถอะครับ เอื้อไม่เห็นว่าแต่งแล้วจะได้ประโยชน์อะไร”

“เหตุผลเดียวที่ลุงอยากให้เอื้อแต่งงานกับอาตรี เพราะนั่นถือเป็นสิ่งดีๆ ที่ชีวิตเอื้อควรมี แล้วลุงก็อยากเห็นเอื้อมีครอบครัว” เขาบอกกล่าวอย่างมีอาทร

อิษฎีด่วนตัดสินชีวิตตัวเองเกินไป คนที่ไม่บ้าจะบ้าไปทั้งชีวิตได้ยังไง?

ต่อให้ได้ ลุงอย่างเขามีหรือจะยอม เพราะไม่ยอมถึงได้จับแต่งงาน ยัดเยียดครอบครัวใหม่ให้แก่อิษฎีที่ไม่คิดอยากได้อยากมี

“เอื้อไม่ได้ต้องการครอบครัวที่ไม่มีพ่อนาตย์ แม่ดา พี่เอม” อิษฎีบอกเสียงชืดชา

“หลานชายหัวดื้อ” นิรุตส่ายหน้าด้วยความหนักใจ

เด็กชายอิษฎีผู้อ่อนโยนช่างฉอเลาะเจ้าเจรจาพาที เด็กชายคนนั้นถูกความเจ็บปวดสูญเสียขัดเกลาไปตามกาลเวลาแล้ว

“ล้มเลิกเรื่องแต่งงานไปเถอะครับ ไม่รู้ว่าลุงรุตทำยังไงให้อาตรียินยอม ถึงขนาดมาเอ่ยปากขอเอื้อแต่งงาน กว่าจะได้อย่างนี้ อาตรีคงข้ามขีดความเป็นคนปกติมาหลายขั้น น่าเห็นใจ”

“สรุปเอื้อไม่แต่งใช่ไหม?” นิรุตใช้เสียงเข้มจริงจังถาม มาตรการบีบบังคับกำลังเริ่มต้น

“เอื้อไม่แต่ง” อิษฎียืนยันให้นิรุตได้ยินอีกครั้ง

“งั้นมาทำความเข้าใจกันใหม่ ตรีภพไม่มีวันเป็นผู้สืบทอดเดชาธรทั้งทรัพย์สินและธุรกิจ เพราะเขาไม่ต้องการ ให้เอาไปประเคนให้ เขาก็ไม่ต้องการ”

อิษฎีรีบแย้ง “แต่เอื้ออยากให้เป็นอาตรี ลุงรุตก็เห็นด้วยว่าต้องเป็นอาตรี เมื่อกี้ลุงรุตบอกเอื้อเองว่ามีแต่ต้องบีบให้อาตรียินยอมด้วยความจำนน ก็แสดงว่าลุงรุตสามารถทำให้อาตรีรับทุกอย่างที่ลุงรุตจะยกให้ได้”

“ก่อนที่อาตรีจะถูกบีบให้ยอมด้วยความจำนน เราก็เหมือนกันเอื้อ เราต้องถูกลุงบีบให้ยอมจำนน มีแต่ต้องตกลงแต่งงานกับตรีภพตามความต้องการของลุงเท่านั้น ลุงถึงจะทำตามที่เอื้อขอเป็นการแลกเปลี่ยน ใครจะบริหารธุรกิจในเครือเดชาธรก็ได้ ไม่สำคัญว่าต้องเป็นตรีภพ ถ้าเอื้อไม่ห่วงลุงที่แก่จนมีโรคภัยขนาดนี้ ลุงจะทำงานจนตัวตาย ตำแหน่งประธานสูงสุดจะเป็นใครก็ช่าง ทรัพย์สินที่เดชาธรมีก็ยกให้ลูกบุญธรรมของลุงทั้งสามคนอย่างเท่าเทียม ส่วนเอื้อต่อให้ไม่แต่งกับอาเขา ยังไงก็ไม่พ้นต้องไปอยู่ในความดูแลของอาเขาอยู่ดี เพราะอาเขาเอ่ยขอมาเองแล้ว ก่อนที่จะตกลงแต่งงานกับเอื้อเสียอีก ทั้งหมด...ถ้าเป็นแบบนี้เอื้อก็จะไม่ได้ทำสิ่งที่เอื้อคิด”

“ลุงรุต” อิษฎีอุทานแผ่วเบา

“แต่งกับอาเขาให้ลุงเถอะนะ เอื้อ” นิรุตทอดเสียงนุ่มนวลเอ่ยขอ ยื่นมือผลุบหายเข้าไปในกล่อง ไม่ทันได้ควานหาคนที่เขาอยากสัมผัส ฝ่ามือข้างนั้นก็สัมผัสเข้ากับศีรษะของคนข้างใน นิรุตลูบอย่างรักใคร่เอ็นดู

อิษฎีไม่รู้ว่าเขาควรตัดสินใจยังไง

"ลุงรุตบีบเอื้อ ทำไมลุงรุตทำกับเอื้อแบบนี้ ลุงรุตไม่รักไม่เอ็นดูเอื้อแล้วใช่ไหม?" ดวงหน้าของคนถามไม่อาจระบุความรู้สึกนึกคิดที่ชัดเจนได้ แววตาเหม่อลอยมัวหมอง

มือที่ชายวัยใกล้หกสิบ ผู้เหนื่อยล้ากับชีวิตมากขึ้นทุกวัน ยื่นหายเข้าไปในกล่อง ลูบเรือนผมนุ่มทว่ายุ่งเหยิงได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกคนข้างในคว้าจับอย่างนิ่มนวลแล้วแนบพวงแก้มซบลงบนหลังมือ ถ้อยคำไถ่ถามผ่านกระแสเสียงแผ่วเบาหวิวไหว เขาที่นั่งอยู่ริมเตียงข้างกล่องใหญ่ด้านนอก ไม่อาจรู้ว่าคนข้างในกำลังมีสีหน้าแบบไหน รู้สึกอะไรอยู่ระหว่างพูด

"เพราะรักมาก รู้สึกผิดต่อเรามาก ลุงถึงทำแบบนี้ ตรีภพเป็นคนดี เป็นคนที่สามารถทดแทนสิ่งที่เอื้อขาด เพิ่มเติมสิ่งที่เอื้อไม่มี"

อิษฎีส่ายหน้าปฏิเสธคำพูดของนิรุต ก่อนซบหน้าผากลงบนหลังมือของคนข้างนอกแทนแก้ม แย้งเสียงชืดชา

"อาตรีแทนครอบครัวที่เอื้อเสียไปไม่ได้"

"ปล่อยให้พื้นที่ชีวิต ได้รับใครเข้ามาบ้าง ไม่ได้เลยเหรอ?"

“...” อิษฎีปิดปากเงียบ เขาไม่เคยคิดจึงไม่มีคำตอบให้

“อาเขาซื้อเรือนหอไว้รอเราไปอยู่แล้ว ดูสิว่าใส่ใจแค่ไหน”

“เอื้อยังไม่ได้ตกลงด้วยซ้ำ แล้วก็เหมือนว่าที่จริงแล้วเอื้อไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ลุงรุตรู้ใช่ไหมว่าเอื้อจะปฏิเสธ ลุงรุตถึงได้บีบเอื้อให้จนตรอกอย่างนี้ พูดกันมาตั้งนาน ที่แท้เปล่าประโยชน์จะค้านตั้งแต่แรก”

“ฤกษ์แต่งก็เป็นอาเขานะที่เลือกมา เหตุผลก็ลึกซึ้งจับใจดี” นิรุตชมเปราะ “อาเขาอยากรับเอื้อไปอยู่ที่นู่นเร็วๆ ห่วงเอื้ออยู่ที่นี่แล้วไม่มีความสุข ฤกษ์แต่งก็เลยเป็นวันที่ยี่สิบห้าเดือนนี้”

“ยี่สิบห้าเดือนนี้!?” อิษฎีทวนฤกษ์แต่งเสียงดัง ทว่าจำต้องกดไว้ลอดไรฟัน หยัดกายพุ่งพรวดขึ้นมาจากกล่อง ดวงหน้าหมดจดเคลือบฉาบความตกตื่นเอาไว้จนหมด

อีกสองอาทิตย์กว่าเท่านั้น! ไม่ให้ตกใจได้ไง!

ลุงรุตกับอาตรีวางแผนวันเวลาและสถานที่กันไว้หมดแล้วทั้งนั้น!

ลุงรุตเหมือนแค่มาบอกให้เขารู้ว่าเขาต้องเตรียมตัวแต่งงานนะ ไม่ได้มาเพื่อยื่นทางเลือกในเรื่องนี้ให้เขาตั้งแต่แรก!

“สองเป็นเลขวันเกิดของอาเขา ห้าเป็นเลขวันเกิดของเรา อาเขาเลือกวันนี้เพราะเป็นวันที่คนสองคนมาอยู่ร่วมกัน สองกับห้าคู่กัน เป็นไงฤกษ์แต่งของอาตรี เข้าใจคิดใช่ไหม ลุงยังคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีความหมายลึกซึ้งน่าจดจำได้ขนาดนี้” นิรุตชอบนิสัยใจคอของตรีภพ พอใจในความคิดความอ่าน มากกว่านั้นคือความละเอียดอ่อนที่นิรุตไม่คิดว่าผู้ชายแบบตรีภพจะมี

“แค่ตัวเลขก็ข่มกันแล้ว ทำไมเลขสองของอาตรีต้องอยู่ข้างหน้า ทำไมเลขห้าของเอื้อไม่อยู่ข้างหน้า?” อิษฎีถามหน้าหงิก ความหมายของฤกษ์แต่งงานที่ตรีภพเลือกมา ฟังแล้วก็ว่าดี แต่ตำแหน่งตัวเลขเลขมันบ่งบอกได้เลยว่าตรีภพจะปฏิบัติกับเขาแบบไหนในอนาคต หากเขาแต่งงานกับคุณอาหนุ่มคนนั้น

“วันที่ห้าสิบสองมันมีที่ไหน”

“มีเมื่อไหร่เอื้อจะยอมแต่งอย่างเต็มใจเลย แต่ไม่มีก็ไม่ต้องแต่งไงลุงรุต”

“หาเรื่องไม่แต่ง” นิรุตทำเป็นปั้นเสียงเข้ม ขมวดคิ้วตีหน้าดุใส่

อิษฎีอ้อนถาม “ลุงรุตอยากเห็นเอื้อเสียใจใช่ไหม เอื้อมองไม่เห็นว่าเอื้อจะใช้ชีวิตคู่กับอาตรีในฐานะนั้นได้ยังไง แต่งไปก็ไปเป็นของตาย เอื้อกับอาตรีมีแต่ความแตกต่าง อาตรีก็ดีทั้งรูปลักษณ์ทั้งหน้าที่การงาน เขาไม่ควรเอาตัวมาผูกมัดกับคนบ้า ใครรู้เข้าไม่มีทางไม่ถูกครหา”

ถ้าวันข้างหน้า อิษฎีมีใจให้ตรีภพแล้วตรีภพต้องเผชิญต่อคำครหาตราหน้าเพราะแต่งงานกับคนบ้า อยู่กินกันฉันท์ผัวเมีย มันจะเป็นทางเลือกให้อิษฎีต้องเลือก...

จะละทิ้งความวิปลาสเพื่อปกป้องคนที่รักหรือวิปลาสต่อไปเพื่อรักษาเปลือกกำบังที่สร้างขึ้นมาโดยไม่สนว่าอีกคนจะเป็นยังไง?

นิรุตไม่ต้องการให้อิษฎีมีชีวิตที่ไม่ปกติ ทั้งที่แท้จริงแล้วอิษฎีนั้นปกติ แค่ไม่สุขที่จะปกติ

อะไรที่มันจอมปลอมไม่เป็นจริง มันไม่ควรอยู่ยั้งยืนยง

ถ้าไม่ทิ้งมันไปก็จะไม่มีวันมีรักที่เป็นสุขได้

ความบ้ากับความรัก ไม่นานมันจะกลายเป็นทางเลือกที่อิษฎีต้องเผชิญ

“แต่งเงียบๆ อย่างมากคนก็รู้แค่ว่าเอื้อไปอยู่ในความดูแลของอาเขา เอื้อ เรายอมแต่งอย่างละมุนละม่อมแต่โดยดีเถอะ”

อิษฎีนั่งกลับลงไปในกล่อง ยกมือข้างซ้ายของตัวเองขึ้นมาดูเส้นเชือกซึ่งผูกทิ้งไว้โดยตรีภพ บนนิ้วนางข้างซ้ายตอนนี้มีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาจับจองพื้นที่เพื่อประกาศศักดาว่าไม่ใช่แค่นิ้วของเขา แม้แต่ตัวเขาก็มีเจ้าของตีตราจองไว้แล้ว

“แล้วจะบ้ากับคนอย่างนั้นยังไงออก”  อิษฎีถามตัวเองหน้าหงิก ขมวดคิ้วยุ่งอิรุงตุงนัง

///////////////////////////////////

อิษฎีกอดอก ยกมือข้างหนึ่งเกาจมูกแล้วย้ายไปเกาที่ใต้คาง มีสีหน้าของคนที่กำลังขบคิด ที่คิดแล้วก็คิดไม่ตก คิดไม่ออก งงๆ และดูหนักใจ

"อืม...น่าหนักใจเหมือนกันนะ"

"ไข่เข้าใจ คนไม่ได้รักได้ชอบกัน ต้องมาแต่งงานกัน จะไม่ให้หนักใจได้ยังไงเนอะ แล้วพวกผู้ใหญ่ก็จะชอบพูดง่ายๆ กันว่า แต่งๆ ไป เดี๋ยวก็รักกันเองนั่นแหละ "

"เรื่องนั้นก็หนักใจ แต่เรื่องนี้ก็หนักใจ คิดยังไงก็คิดไม่ออก"

"บอกไข่มา หนักใจอะไรอีก เดี๋ยวไข่ช่วยคิด"

"กำลังคิดหนัก ถ้าแต่งงานกับอาตรี เราคิดไม่ออกว่าจะทำให้อาตรีเป็นเมียได้ยังไง ไข่ว่าอาตรีจะยอมเป็นเมียเราไหม?" โจทย์นี้คิดหนักขนาดนั่งแทะเล็บนิ้วก้อยไปด้วย

"เอ่อ...คุณเอื้อ...คือ...ไข่ว่าคุณเอื้อควรคิดว่าคุณเอื้อจะยอมเป็นเมียให้คุณตรีภพหรือเปล่า ไม่ง่ายกว่าเหรอ?"

“นี่เหรอช่วยคิด” อิษฎีผลักหน้าผากคนสนิทที่คลี่ยิ้มกว้างทำตาพริ้มพราวใส่ หลังเสนอความคิดที่ทำให้อิษฎีคันๆ ในความรู้สึกอย่างบอกไม่ถูก ไม่กล้าจินตนาการอะไรเลยเถิด

หลังจากนั้นทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ ทีเล่นไม่เหลือ มีแต่ทีจริงให้ดู

ไข่รู้เรื่องที่อิษฎีต้องแต่งงานกับตรีภพแล้วย้ายออกจากบ้านเดชาธรไปอยู่ที่ใหม่ที่เรียกว่าเรือนหอ ความรู้สึกส่วนตัวของเขาหลังรับรู้ก็คือดีใจ ก่อนที่จะมีความหนักใจกินความดีใจหมดไปเสียครึ่งหนึ่ง เพราะเจ้านายของเขาดูจะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ ตัวเขาเป็นแค่คนสนิทจะดีใจออกนอกหน้าไม่ได้

“คุณเอื้อ ไข่ถามหน่อยนะ” เกริ่นอย่างขออนุญาตไถ่ถาม

“...” อิษฎีเหลือบมองแล้วพยักหน้าอย่างขอไปที เขาไม่มีกระจิตกระใจจะบ้า นับเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่บ้ามา ที่รู้สึกไม่อยากจะบ้าก็เลยไม่บ้า วันนี้เลยเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง

“กับคุณณิน คุณเอื้อรู้สึกยังไง?”

รายนั้นเห็นมาเทียวไล้เทียวขื่ออยู่ประจำ ดูก็รู้ว่าคิดยังไงกับเจ้านายของเขา

“นับถือน้ำใจพี่ณิน สิบปีมานี้คนในอดีตที่อยู่กับเรามาถึงปัจจุบัน ตั้งแต่เราไม่บ้าจนเราบ้าก็มีแค่พี่ณิน”

“ถามว่ารู้สึกยังไง หมายถึงรักคุณณินไหมหรือไม่รักคุณณิน?”

“รู้สึกดี” อิษฎีบอกหลังเงียบคิด ขุดหาความรู้สึกที่มีต่อคณิน เขาตอบได้แค่ว่ารู้สึกดี

ถ้าชีวิตของเขาไม่พกเพี้ยนอยู่บนทางวิปลาส อิษฎีอาจแพ้ให้ความรักที่คณินมีให้เขามาถึงสิบปี ถ้าเพียงเขาคิดเรื่องความรัก มีเรื่องนี้อยู่ในหัว คณินเป็นคนแรกและคนเดียวที่อิษฎีปฏิเสธไม่ได้ว่านึกถึง

“รู้ไหมว่าคุณณินเฝ้ารักคุณเอื้อ?”

“รู้สิ เราไม่ได้ตาบอด ไม่ใช่คนใจชาๆ ที่จะไม่รู้”

“ถ้าแต่งกับคุณตรีภพไป คุณณินจะเสียใจนะรู้ไหม?”

“รู้สิ รู้อีกเหมือนกัน สงสารแต่ทำอะไรไม่ได้”

รักไม่ใช่ปัจจัยแรกของอิษฎี ถ้าการแต่งงานกับตรีภพทำให้คณินเสียใจ เขาทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าให้ความสงสารเห็นใจ

“ที่ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่รักไง ถ้ารักจะพยายามทำให้คนที่เรารักไม่ต้องเสียใจเพราะเรา ถ้าไม่รัก ไข่ว่าสิบปีนี้ก็พอแล้วดีกว่า ยังไงคุณเอื้อก็ต้องแต่งกับคุณตรีภพอย่างเลี่ยงไม่ได้ แถมยังแต่งเพราะจำเป็น ถึงไม่ได้รักก็ขึ้นชื่อว่าแต่งเป็นสามีภรรยา แต่งกับคนอื่นให้คุณณินตัดใจแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน” ไข่พยายามหาข้อดีที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่มาบรรเทาความวุ่นวายใจให้อิษฎี

“ถ้าพี่ณินรักเราจริง สิบปีมานี้เขาก็ต้องพยายามมากกว่านี้ อย่างที่ไข่บอก เราไม่เห็นอะไรในความรักที่พี่ณินมีให้ นอกจากเฝ้ารักและพยายามที่จะเฝ้ารัก เอาแต่เฝ้าไม่ทำอะไรแล้วจะรักได้ยังไง ถึงเราไม่ได้รักเขา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรักเขาไม่ได้ แต่ก็ดีอีกที่ผ่านมาที่พี่ณินทำแค่เฝ้า เพราะเราไม่ได้รัก อย่าว่าแต่พี่ณินเลย แม้แต่อาตรีก็ด้วย เราไม่ได้รอดชีวิตแล้วเป็นบ้าเพื่อรักกับใครทั้งนั้น ไม่คิดอะไรนอกจากทำให้ฆาตกรมันทรมานเพราะความปรารถนาของมันไม่เป็นจริง” ประโยคสุดท้ายกล่าวอย่างมุ่งมั่นมีเป้าหมาย ในแววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดโกรธแค้น

“คุณเอื้อรู้ไหม เวลาที่ตีหมาน่ะ มีสองอย่างที่หมาจะเป็น ถ้าไม่ตัวสั่นหางจุกตูดเพราะกลัว ก็ดุสู้กัดจมเขี้ยว”

อิษฎีรู้ว่าไข่ต้องการจะสื่ออะไร ทว่าเขากลับไม่ประหวั่นสั่นคลอน

“เราไม่สนหรอกว่าถึงทีเราตี หมาอย่างมันจะหางจุกตูดหรือดุสู้เพราะจนตรอก ชีวิตที่เหลือรอดอยู่มาจนถึงตอนนี้ หวังแค่ได้ตีมันเองกับมือ อะไรที่มันเฝ้าอยากกินมานาน มองแล้วมองอีกจนน้ำลายยืดหยด หลงลำพองคิดว่ายังไงมันก็ได้กิน เราจะดับฝันหมาสารเลวตัวนั้นแล้วลากมันเข้ากรง”

เขามันดื้อดันทุรังไม่รู้ตัว จนตอนนี้ก็ยังไม่รู้ตัว เพราะถูกความคิดที่อยากเอาคืนมันคนนั้นให้สาสมบดบังจนหมดสายตา ความจริงเพียงแค่หยิบยื่นหลักฐานสำคัญให้นิรุตไปเปิดโปงเอาผิดแล้วพามันคนนั้นเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเป็นอันจบ แน่นอนว่าตอนจบอันเป็นบทสรุปของมันคนนั้นต้องเป็นอย่างนั้น แต่ก่อนที่จะได้เข้าคุกตามกฎหมาย เขาอยากทำลายความปรารถนาของมันเสียก่อน เอาให้มันระส่ำระส่ายอยู่ไม่ได้หายใจไม่ข้อง

รอให้นิรุตปลดเกษียณตัวเองจากตำแหน่งประธานบริหารและละทิ้งการเป็นผู้สืบทอดทรัพย์สินของเดชาธรแล้วให้ตรีภพเป็นผู้ครอบครอง วันนั้นคนชั่วอย่างมันไม่ต่างจากไส้เดือนที่ผุดขึ้นมาจากดิน

สิบปีมานี้ใกล้ถึงเวลาที่เดชาธรต้องเปลี่ยนขั้วอำนาจ ทั้งธุรกิจและทรัพย์สิน ก่อนที่มันจะยื่นมือมืดเข้ามาเปลี่ยนอย่างแยบยลแล้วได้ไปอย่างใสสะอาดทั้งที่เปื้อนคาวเลือด อิษฎี

อิษฎีเพียงวางตัวเป็นผู้ตามที่ดีของมัน เริ่มจากรอมันกลับมา ปล่อยให้มันได้ชัย มอบในสิ่งที่มันอยากได้ในขั้นแรกอันเป็นปฐมบท ทั้งหุ้นและชีวิตของนุชาพยานปากเอกที่รู้เห็นเรื่องของพวกมันดีที่สุด อดีตผู้มีส่วนรู้เห็นและร่วมกันกระทำผิดต่อครอบครัวไนยชนและเดชาธร เมื่อนุชาหมดประโยชน์รางวัลที่มันจะให้มีแต่ทางตาย เพื่อไม่ให้ปลาซิวอย่างนุชาสาวไปถึงตัวการใหญ่

“หลังจากนั้นล่ะคุณเอื้อ ถ้าสมมติว่าทุกอย่างมันเป็นอย่างที่คุณเอื้อยากให้เป็น คุณเอื้อจะเป็นยังไงต่อ เรื่องนี้ไข่เคยถามคุณเอื้อไปแล้วไข่รู้ แต่อยากถามอีก ถามไปเรื่อยๆ เผื่อว่าวันหนึ่งคำตอบมันจะเปลี่ยน”

“มันยังไม่เปลี่ยน” อิษฎียืนยันเสียงเรียบถ้อยคำกระชับชัดคำ ไร้ความนุ่มนวล ไม่มีเรื่อยเอื่อย ในแววตาปรากฏความจริงจัง

“มันอาจจะกำลังเปลี่ยนไปแล้ว ค่อยๆ เปลี่ยน แต่คุณเอื้อไม่รู้ตัวหรือเปล่า ถึงตอนนั้นกว่าคุณเอื้อจะทันได้ยอมรับว่ามันต้องเปลี่ยน ชีวิตคุณเอื้อก็เปลี่ยนไปถึงไหนต่อไหนแล้ว”

“ถ้าการแต่งงานกับอาตรีเรียกว่าเปลี่ยน ใช่ มันเปลี่ยน แต่แค่สถานะ ไม่มีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจ เราบ้าจนชิน ลืมแล้วว่าชีวิตปกติที่ไม่บ้ามันเป็นยังไง พอใจที่จะบ้าอย่างนี้ไปตลอด มันก็สุขดี อย่างอาตรีทิ้งชีวิตโสดได้ไม่นานหรอก ไม่ว่าวันนี้เขายอมแต่งกับเราเพราะอะไร แต่อย่าลืมว่าแต่งได้ก็หย่าได้ ไม่มีใครประเสริฐขนาดอุทิศชีวิตที่เหลือ เพื่อใช้ทั้งหมดที่มีจนกว่าจะไม่มีเคียงคู่กับคนที่ไม่ได้รักแถมยังเป็นคนบ้าหรอก ไม่แน่นะ บางทียังไม่ทันได้หย่า เขาอาจจะมีใครต่อใครไปก่อนแล้วก็ได้”

เป็นแค่คนสองคนที่ถูกจับให้ต้องมาผูกติดกัน ตรีภพไม่ได้สลักสำคัญอะไรขนาดที่อิษฎีจะเปลี่ยนแปลงทางชีวิตของตัวเองที่ตั้งมั่นไว้ อิษฎีคนวิปลาสก็ยังเป็นอิษฎีคนวิปลาส ต่อให้คนที่มันพรากครอบครัวของเขาไปจากเขาได้รับโทษทัณฑ์เฉกเช่นเป้าหมายที่เขาพิชิตจนบรรลุและปลดเปลื้องวางความโกรธแค้นลง ถ้าเขาจะเป็นคนปกติที่ใช้ชีวิตอยู่กับตรีภพ คงต้องถามทิ้งไว้ว่าตรีภพมีอะไรให้เขาต้องกลับไปเป็นคนปกติเพื่อคนอย่างคุณอาหนุ่มด้วย

ความบ้าของเขาก็ยังคงอยู่คู่กับเขาเป็นเหมือนเงาชีวิต

//////////////////////////

ก่อนที่อิษฎีจะแต่งงานกับตรีภพ ในเมื่อจำต้องแต่งตามที่นิรุตทั้งขอและบีบให้แต่ง อิษฎีก็แต่งให้เหมือนกิ่งไม้ที่ไหลไปตามกระแสน้ำ ไม่ใช่ปลาที่คอยแหวกว่ายทวนกระแสน้ำ แต่การแต่งงานของเขากับคุณอาหนุ่มจะต้องไม่ส่งผลเสียในอนาคตอันใกล้

เขากลัวว่ามันคนนั้นจะเอาเรื่องส่วนตัวของตรีภพมาเป็นข้ออ้างเพื่อเล่นงาน

“เอื้อไม่อยากให้ใครที่นี่หรือใครที่ไหนก็ตามรู้ว่าเอื้อกับอาตรีแต่งงานกัน ถ้าลุงรุตอยากให้เอื้อแต่งกับอาตรีนัก เอื้อขอลุงรุตอย่างเดียว ขอไม่ให้ใครรู้ แม้แต่คนในรั้วบ้านเดชาธรก็ไม่ได้”

บุรุษพยาบาลประจำตัวของนุชาและคนรับใช้หญิงวัยกลางคนที่คอยดูแลอาหารการกินเป็นคนของมัน ถ้าไม่ใช่มีหรือที่นุชาจะตกอยู่ในสภาพนั้น เดิมทีก็ต้องเป็นคนที่กินยาเป็นประจำอยู่แล้ว ที่ผ่านมาก็แค่เพิ่มยาอันตรายอีกตัวเข้าไป กินทุกวัน กินเป็นเดือน จนกินเป็นปี จะไม่ทุพพลภาพจริงๆ ก็ให้มันรู้ไป ทั้งสองคนนอกจากจะทำหน้าที่ดูแลนุชาเป็นหลักแล้ว ยังคอยสอดส่องเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของคนในบ้าน เพื่อคาบข่าวแจ้งนายตัวจริงของพวกมันอีกที

“อย่างน้อยก็ควรมีงานเล็กๆ อาเขาก็ตั้งใจแบบนั้น ถึงได้จัดที่นี่ หมั้นเช้า แต่งเย็น”

มันไม่จำเป็นเลยสำหรับอิษฎี

“งานเล็กๆ ก็ไม่ได้ เชื่อเอื้อสิลุงรุต ไม่ต้องมีงานเลยยิ่งดี จดทะเบียนให้มีแค่ลุงรุตกับนายทะเบียนที่ลุงรุตไว้ใจได้ เอื้อกับอาตรีแล้วก็ไข่ ไม่ต้องแบ่งเช้าแบ่งเย็น ทำทุกอย่างในเวลาเดียวจบ ถ้าอยากฉลอง เอาเป็นกินข้าวเย็นด้วยกันสักมื้อ หลังจดทะเบียนเสร็จก็พอ”

“จำเป็นต้องรัดกุมขนาดนั้นเลยหรือหลานชาย นี่บ้านลุง คนที่นี่ทุกคนล้วนเป็นคนของลุง ถ้าลุงสั่งไม่ให้แพร่งพรายก็ไม่มีใครมีสิทธิ์ปริปาก หรือลุงประมาทพลาดอะไรไป ทำธุรกิจอยู่นอกบ้าน ต้องระวังคนนอกบ้านไม่พอ ยังต้องพะวงระวังคนในบ้านจะคิดร้ายอีกเหรอ ลุงไม่เคยคิดมาก่อนว่าบ้านเดชาธรเป็นบ้านที่หน้าต่างมีหูประตูมีตา นิมมานใช่ไหม เกี่ยวกับนิมมานหรือเปล่า เอื้อนี่ลุงนะ กับลุงอย่าให้มันเป็นความลับนักได้ไหม แบ่งเบามาให้ลุงบรรเทา จะกำกุมตัวคนเดียวไว้ทำไม?”

นิรุตมีสีหน้าและน้ำเสียงไม่สู้ดี เขาบังเกิดความคิดชั่ววูบว่าตัวเองไม่สมควรเป็นประมุขของเดชาธร ไม่ควรค่ากับการเป็นทายาทที่ได้สืบทอดทุกสิ่ง เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่แค่ในรั้วบ้านมากกว่าสิบปียังรู้อะไรมากกว่าเขาเสียอีก เขามันแก่จนหมดลายแล้วจริงๆ ถึงได้ไม่รู้ว่าเลี้ยงนกต่อไว้ในบ้าน

มิน่าล่ะ จะพูดคุยกับอิษฎีที่เป็นปกติจริงๆ ยังต้องคอยระวัง

อิษฎีเห็นนิรุตออกอาการเครียดเป็นกังวล เขาเลยดึงมือของนิรุตมาจับกุมแล้วให้การอธิบาย

“ไม่ใช่นิมมาน คนอย่างคุณนิมไม่มีวันฆ่าใครได้ ถึงเขาจะเป็นคนนิสัยอย่างนั้น ทำตัวอย่างนั้น เขาขี้ขลาดเกินจะเอาชีวิตใครครับลุงรุต แล้วที่เขาปฏิบัติกับเอื้อแบบนั้น เพราะสังคมข้างนอกเขาคือผู้แพ้ ให้เสร็จเรื่องคนที่มันฆ่าครอบครัวเอื้อ เราค่อยมาพยุงคุณนิมกันนะครับ”

“ใครในบ้านหลังนี้ที่มันเป็นคนของคนอื่น?”

นิรุตถามหวังจะจัดการเดี๋ยวนี้ถ้าได้รับคำตอบ อิษฎีรู้เท่าทันถึงความคิดของนิรุต ลุงที่เขาเคารพกำลังโทษตัวเอง ลุงไม่ผิดอะไรเลย ลุงแค่ไม่รู้และมันยังไม่ถึงเวลาที่จะรู้ อิษฎีไม่วางใจที่จะบอกจนกว่าจะถึงเวลาของพวกมัน

“ลุงรุตไม่ค่อยอยู่บ้านเดชาธรเป็นส่วนใหญ่ ไม่แปลกที่ลุงรุตจะไม่รู้ ลุงรุตเชื่อเอื้อ ให้เอื้อแต่งออกไปก่อน ให้คุณเนตรกลับมา เอื้อจะบอกลุงรุตว่ามันเป็นใคร ทั้งหนึ่งในคนบงการ ทั้งคนที่มันแทรกแซงเข้ามา”

อิษฎีปลอบนิรุตแล้วให้การรับปาก ถึงตอนนั้นต่อให้ไม่บอก ยังไงนิรุตก็ไม่พ้นรู้ได้ด้วยตัวเองแล้ว

ตอนนี้ไม่รู้ถึงได้เดาไปทั่ว

“เกี่ยวกับเนตร?”

“ลุงรุตอย่าพึ่งเดาหรือถามอะไรเลย อยากให้เอื้อแต่งเอื้อก็แต่ง แต่ทำตามที่เอื้อบอกก็พอ”

“มันเกิดอะไรขึ้นกับเดชาธร เมื่อไหร่ตอนไหนหรือใครในเดชาธรไปทำอะไรให้มันคิดแค้นถึงได้คิดร้ายกันขนาดนี้ ครอบครัวเอื้อที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรยังพลอยโดน มันไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจใช่ไหม? โกรธลุงบ้างไหมที่เดชาธรของลุงทำให้เอื้อไม่เหลือครอบครัว โทษลุงบ้างไหมที่มีส่วนทำให้เอื้อมีชีวิตที่ปกติไม่ได้จนต้องบ้าแบบนี้”

อิษฎีพึ่งได้สังเกตลุงที่เขาเคารพรัก หลังอีกฝ่ายพูดด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า เริ่มกล่าวโทษตัวเองอย่างรู้สึกผิด นั่นทำให้ลุงรุตของเขาดูอ่อนแอ ตั้งแต่นิรุตล้มป่วยเข้าโรงพยาบาลในครั้งนี้ แม้รักษาตัวจนหายดีแล้วกลับออกมา สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือร่องรอยของการใช้ชีวิตมามากกว่าห้าสิบปี สุขภาพที่ถดถอยหรือแม้แต่ความเข้มแข็งก็อ่อนแรงลงไปด้วย

ยามอยู่กับเขา ลุงไม่เคยวางมาดใหญ่โตสมเป็นประมุขใหญ่แห่งเดชาธรเลย ไม่มีมาดของนักธุรกิจน่าเกรงขามที่ใครต่อใครต้องให้ความเคารพยกย่อง ลุงรุตคือลุงรุตที่ใจดีและเอ็นดูเขาเหมือนลูกชานหลานชายเสมอ

“ไม่โกรธ ไม่เคยโทษเลยรู้ไหม มีแต่รักลุงรุตเหมือนเดิมทั้งนั้น” อิษฎีปลอบโยนจากใจจริง

“นาตย์กับดาเลี้ยงลูกได้ดีจริงๆ คนดีๆ ไม่ควรด่วนจากโลกนี้ไปเลย” นิรุตกล่าวอย่างมีอาลัย

“เพราะพ่อนาตย์รู้ความผิดที่มันก่อ มันถึงได้กำจัด แต่มันคงไม่คิดว่าพ่อนาตย์จะทิ้งหลักฐานเอาไว้ ไม่อย่างนั้นชั่วชีวิตนี้เอื้อคงไม่มีวันรู้ว่ามันเป็นใคร เอื้อไม่รู้ว่าแรงจูงใจของมันคืออะไร แต่รู้ว่ามันต้องการอะไรจากเดชาธร เอื้อจะไม่ให้มันได้สิ่งที่มันต้องการ ไม่นานหรอกครับ ทันทีที่ลุงรุตสละทุกอย่างแล้วมอบให้อาตรี ลุงรุตไม่ต้องเหนื่อยอีกแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าใครจะทำร้าย ตัวมันเองก็หวังจะได้อย่างใสซื่อมือสะอาดที่สุด ไม่อย่างนั้นมันคงลงมือทำเรื่องชั่วกับลุงรุตเหมือนอย่างที่ทำกับครอบครัวเอื้อไปแล้ว มันจะจบเร็วๆ นี้ ลุงรุต เอื้อจะเอาหลักฐานที่มีให้ลุงรุตเปิดโปงมัน”

ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนชะล่าใจกันแน่ ระหว่างอิษฎีหรือมันคนนั้น...

///////////////////////////

ตั้งแต่วันที่ตรีภพขออิษฎีแต่งงาน หลังจากนั้นก็ไม่เห็นตรีภพมาที่นี่อีกเลย จนกระทั่งหนึ่งวันก่อนแต่ง เขาส่งคนมารับข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของอิษฎีที่ไข่คนสนิทจัดเตรียมไว้เป็นที่เรียบร้อยลงทั้งกล่องใส่ทั้งกระเป๋าขนย้ายไปไว้ยังที่พักอาศัยแห่งใหม่ จนภายในห้องนอนแทบไม่เหลืออะไรประดับตกแต่ง กระทั่งเสื้อผ้าติดตู้ก็มีเพียงไม่กี่ชุด

ไข่ดูตื่นเต้นแต่ก็พยายามเก็บอาการ ไม่ใช่ว่าการอาศัยอยู่บ้านเดชาธรไม่ดี แต่มันดีกว่าถ้าย้ายที่อยู่อาศัยแล้วที่นั่นไม่มีนิมมาน เจ้านายของเขาก็ไม่ต้องแสร้งรับการกลั่นแกล้งที่รุนแรงและเหยียดหยันกันขึ้นทุกวัน สิบปีมานี้กับการเติบโตในรั้วบ้านเดชาธรมีทั้งทุกข์และสุข ตัวเขาถึงจะอายุน้อยกว่าอิษฎีแต่ก็มีความคิดความอ่านถึงจะไร้การศึกษา มันต้องดีกว่าอยู่แล้วกับการที่ชีวิตได้เดินไปข้างหน้า ไม่ใช่หยุดย่ำอยู่ที่เดิม ตรีภพเจ้านายคนใหม่ของเขาจะต้องนำพาอิษฎีเจ้านายที่เขารักด้วยความซื่อสัตย์ภักดีมีชีวิตที่ดีกว่าที่เจ้าตัวด่วนตัดสิน

ส่วนอิษฎีวางตัวเฉยๆ คงเหมือนกับตรีภพ ไม่ได้ยินดีแต่ก็ไม่ได้ยินร้าย

คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่ทั้งเขาและเจ้านายคนสนิทจะอาศัยอยู่ที่นี่ อิษฎีมีเรื่องต้องพูดคุยกับนุชาจึงลอบไปพบคนที่มีศักดิ์เป็นลุงใหญ่ตอนกลางดึก ไข่ทำหน้าที่ดูต้นทางคอยระวังคนให้เหมือนเคย ไม่นานอิษฎีก็กลับออกมา เจ้านายกับลูกน้องต่างพยักหน้าส่งสายตาให้กันอย่างรู้ใจ

“ถ้าไม่อยากตาย มีแต่ต้องทำตามที่เราบอก ใช่ว่าเราจะไว้ใจลุงชา ขอพิสูจน์ตอนที่มันกลับมาพร้อมกับเนตรดาวก็แล้วกันว่าลุงชาจะหายโง่ให้เราหรือโง่ให้มันต่อไป”

“ไปนอนกันเถอะคุณเอื้อ พรุ่งนี้หน้าตาจะได้สดใส ไม่เห็นเข้าใจคุณตรีกับคุณเอื้อเลย แต่งงานทั้งทีไม่เห็นคึกครื้นเหมือนแถวบ้านไข่เลย”

“เราพอใจแบบเรียบง่ายได้ใจความ อาตรีก็คงเหมือนกัน ถือว่าใจตรงกัน”

“ไม่เห็นเหมือนในละครเลย” ดูฉากแต่งงานในละครตั้งหลายเรื่อง ไม่เห็นจะมีเรื่องไหนเหมือนคู่คุณตรีภพกับคุณเอื้อของเขาเลย

“มันจะเหมือนได้ไงเล่า ชีวิตนี้เราไม่คิดจะแต่งงานด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่แต่งงานเลย จะรักใครสักคนยังไม่คิด สถานการณ์ชีวิตตอนนี้มันน่าคิดที่ไหน แต่ไม่ว่าตอนไหนก็ไม่น่าคิดทั้งนั้นแหละ ไม่เข้าใจลุงรุตเลยจริงๆ จะให้แต่งให้ได้ ดูสิ ยังไม่ทันแต่ง ปัญหามากมายก็มาให้ขบคิด จะแต่งก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อย่างนี้แหละ เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่ไม่ควรเลย”

“คงเหมือนพ่อที่อยากเห็นลูกเป็นฝั่งเป็นฝาไง ฝากลูกไว้ให้คนดีๆ ดูแล ต่อให้ตะ...ขอโทษครับ ประมาณว่าถ้าวันหนึ่งไม่อยู่แล้วก็หมดห่วง”

“...” อิษฎีใช้สายตามองตำหนิไข่ที่ไม่ระวังคำพูดไม่เป็นมงคล แต่มันก็กระตุกใจเขาได้ไม่น้อย อิษฎีพานนึกถึงภาพของนิรุตที่เต็มไปด้วยความอ่อนล้าเหน็ดเหนื่อย ยังไม่เท่านั้น เขากลับย้อนไปถึงวันที่ชีวิตต้องเผชิญกับความสูญเสียอย่างหนักหนาสาหัสสากรรจ์ มีเพียงนิรุตที่โอบอุ้มชีวิตบอบช้ำของเขาขึ้นมา

“ถ้าการแต่งกับอาตรีทำให้ลุงรุตมีความสุขล่ะก็...”

อิษฎีพึมพำอย่างยินยอมให้จากใจจริง ถึงแม้ว่าวินาทีนี้เขาจะไม่ยินยอม มันก็ไม่มีผลอะไรทั้งนั้น พรุ่งนี้เขาก็ต้องแต่งงานกับคุณอาหนุ่มผู้เคร่งขรึมคนนั้นไม่เปลี่ยนแปลง

แค่จู่ๆ ก็พึ่งทำใจยอมรับได้เท่านั้น

รัตติกาลกลืนหาย ตะวันครองผืนฟ้าในวันใหม่...

เดิมทีตรีภพอยากให้มีพิธีหมั้นในตอนเช้า แต่เพราะอิษฎีไม่ต้องการให้มี คนกลางอย่างนิรุตจึงหาข้ออ้างบอกกับตรีภพ พิธีแต่งงานในวันนี้จึงเป็นไปตามความต้องการของอิษฎีโดยที่ตรีภพไม่รู้ นิรุตให้ข้ออ้างที่ตรีภพก็เห็นดีด้วย สุดท้ายแล้วเมื่อตกลงกันได้ วันนี้จึงเป็นวันที่ตรีภพเข้าบริษัททำงานตามปกติ ไม่ให้การสละชีวิตโสดในวันเวลาสุดท้ายมีผลกระทบต่องาน ดำเนินชีวิตเหมือนวันนี้เป็นแค่วันธรรมดามไม่ต่างจากทุกวันที่ผ่านมา

จนแล้วจนรอดเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงบ่าย ว่าที่เจ้าบ่าวทั้งสองคนก็ยังไม่ได้พบหน้าค่าตากัน

“ในเมื่อแต่งที่นี่มันลำบากต้องรัดกุมคอยระวัง ลุงเลยให้ไปแต่งกันที่เรือนหอเลย อาตรีเขาก็สะดวกยังไงก็ได้ แต่งตัวให้ดีๆ นี่เป็นวันพิเศษ ลุงอยากให้เอื้อดูดี อีกชั่วโมงก็ลงไปรอที่หน้าบ้านได้เลย ลุงบอกนายเกรียงให้เตรียมรถไว้แล้ว”

นิรุตมาบอกด้วยตัวเองถึงห้องนอนของอิษฎีแล้วกลับออกไป ท่าทางดูอารมณ์ดียิ้มแย้มแจ่มใส หน้าตาสดชื่น แถมยังแต่งตัวเรียบร้อยแล้วด้วย อาจไม่ถึงขั้นใส่สูทผูกไทเต็มยศ แต่ก็รู้มองดูด้วยตาเปล่าก็ออกว่าประมุขแห่งบ้านเดชาธรบรรจงแต่งตัวให้เกียรติงานเล็กๆ วันนี้แค่ไหน

ทำเอาอิษฎีถึงกับอมยิ้ม

“ลุงรุตดีใจใหญ่เลยนะครับ อยากให้เอื้อไปให้พ้นๆ ตาขนาดนี้เลยเหรอ?” อิษฎีกระเซ้าถามเล่น

“ไม่ใช่อย่างนั้น คนที่ลุงรักทั้งสองคนกำลังเป็นคนคนเดียวกัน แบบนี้ถึงตายก็หมดห่วง”

นิรุตกล่าวอย่างอิ่มเอมสุขใจ แต่อิษฎีที่เป็นคนฟังถึงกับขมวดคิ้วในแววตาปรากฏความไม่ชอบใจเมื่อได้ยิน

“ถ้าลุงรุตพูดเรื่องตายกับเอื้ออีก เอื้อจะโกรธ” อิษฎีขู่หน้านิ่ง สบมองนิรุตจริงจังตาไม่กะพริบ การโกรธของเขาอาจไม่น่ากลัว แต่เชื่อเถอะว่าถ้าเขาโกรธขึ้นมาจริงๆ ลุงรุตของเขาไม่มีทางสบายใจได้อยู่อย่างนี้แน่

“ลุงจะอยู่คอยดูครอบครัวใหม่ของเอื้อ” นิรุตทอดเสียงอบอุ่นยิ้มบอก คล้ายว่าเขาให้คำสัญญาที่ทำให้อิษฎีอุ่นใจอีกครั้ง

นิรุตรักใคร่เอ็นดูอิษฎีฉันท์ลูก อิษฎีก็ผูกพันรักใคร่นิรุตฉันท์พ่อไม่ต่าง

“ถ้าอาตรีดุเอื้อจนทนไม่ไหว เอื้อจะให้ไข่พาหนีกลับมาหาลุงรุต ฟ้องลุงรุตให้ลุงรุตจัดการอาตรี ลุงรุตต้องให้ท้ายเอื้อมากกว่าอาตรีรู้ไหม เพราะลุงรุตรักเอื้อจะตายไป เอื้อรู้” อิษฎีออดอ้อนนิรุตเหมือนเขาไม่ใช่อิษฎีวัยยี่สิบสี่ แต่เป็นอิษฎีวัยสิบสี่ที่ยังไม่ผ่านเรื่องเลวร้ายในชีวิต

สิบปีในรั้วบ้านเดชาธร ไม่คิดว่าวันนี้จะต้องพลัดเปลี่ยน

นี่เป็นช่วงเวลาของการล่ำลา เพราะหลังจากนี้จะไม่มีโอกาสให้ได้ลา เมื่ออิษฎีต้องแสร้งวิปลาส ท่ามกลางผู้คนที่เขาไม่ต้องการให้ใครก็ตามล่วงรู้ว่าภายใต้ความบ้าบอน่าตลกยังมีความปกติถูกอำพรางไว้

“มาเกิดเป็นลูกลุงแต่แรกคงดี” นิรุตพึมพำแสนเสียดาย

 “ตอนนี้ก็เป็นลูกลุงรุตแล้ว ถึงไม่ใช่หน่อเนื้อเชื้อไขจริงๆ แต่ชีวิตเอื้อหลังไม่มีพ่อนาตย์แม่ดากับพี่เอม ก็มีลุงรุตเป็นคนสำคัญอีกคน ลุงรุตต้องระวังเรื่องอาหารการกินนะรู้ไหม ระวังเรื่องยาและระวังคน เอื้อจะรอลุงรุตติดต่อไปเรื่องลุงชาตามที่เราคุยกันไว้นะ”

อิษฎีกำชับอีกครั้ง นิรุตพยักหน้าครางอืมในลำคอรับคำ พลางยกมือลูบศีรษะของเด็กหนุ่ม

“ลุงหวังดีกับเอื้อ แต่งกับอาตรี เอื้อจะได้มากกว่าชีวิตคู่ มีอย่างที่ครอบครัวพึงมี เป็นอย่างที่ครอบครัวพึงเป็น”

มากกว่าสามีภรรยา ในครอบครัวหนึ่งประกอบไปด้วย...พ่อ...แม่...ลูก...

ตรีภพกับอิษฎีจะแต่งงานกันอยู่ในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้แล้ว นิรุตจนถึงตอนนี้ก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรจะบอกเรื่องความพิเศษนี้แก่คนทั้งสองดีหรือไม่ ถ้าบอกเขาควรบอกกับใคร แค่ตรีภพหรือแค่อิษฎี หรือทั้งสองคนที่ควรรู้พร้อมกัน?

/////////////////////////////////////

อิษฎีสวมใส่แค่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนกับกางเกงขายาวสีขาวและรองเท้าสีเดียวกับกางเกง เรือนผมเคยยุ่งเหยิงยังไงก็ยุ่งเหยิงอยู่อย่างนั้น ทว่ายังดีที่ไม่มีดอกไม้ใบหญ้าหรือสิ่งแปลกปลอมพัวพันเหมือนในเวลาปกติ

เขาก็ดูดีให้คุณอาหนุ่มได้เท่านี้แหละ เป็นคนบ้าจะแต่งให้ดีอะไรมากมาย มันจะเตะตาชวนให้จดจำภาพลักษณ์ที่ดูปกติที่หาดูได้ยากเสียเปล่าๆ

“โธ่ คุณเอื้อ” ไข่ครวญครางอย่างรับไม่ไหวที่จะเห็นเจ้านายในสภาพนี้

เขาหรืออุตส่าห์แต่งตัวให้อย่างดี เสื้อผ้าชุดใหม่เรียบเนี้ยบ อิษฎีเกือบเป็นคุณชายแล้วเชียว ตอนขึ้นรถมาก็เข้าข่ายแล้วล่ะ แต่พอจวนจะถึงที่หมาย ไม่รู้เจ้านายของเขามือไวลอบหยิบเอาสรรพสิ่งเหล่านี้มาตอนไหน

นิรุตที่นั่งรถร่วมเดินทางมาด้วยอยู่ในจุดที่ไม่สามารถสนทนาอะไรได้มาก นายเกรียงคนขับรถถึงจะสนิทสนมและเป็นที่ไว้ใจกับนิรุต แต่นายเกรียงนับเป็นหนึ่งคนที่ไม่รู้ว่าอิษฎีไม่ได้บ้าและอิษฎีไม่ต้องการให้รู้ นิรุตจำได้ว่ากว่าที่เขาจะรู้ว่าอิษฎีไม่ได้บ้าก็นานร่วมปี แทบไม่เฉลียวใจอะไรเลย แต่เป็นเพราะอิษฎีตัดสินใจบอกเขาในวันหนึ่งด้วยเหตุจำเป็น เขาถึงได้รู้และช่วยเก็บกุมความลับนี้มาตลอด

เขาจำได้ว่าพึ่งบอกกับลูกชายบุญธรรมไป บอกเองกับปาก ให้แต่งตัวให้ดี

ตอนนี้ก็ถือว่าดี แต่ไม่อาจนับได้ว่าดี ถ้าปลายทางคืองานแต่งงาน นับเป็นวาระพิเศษ เรื่องของการแต่งตัวไปประกอบพิธีก็สำคัญ

“ไม่ๆ อย่ายุ่ง ไม่ยุ่ง ไม่ให้ หวงนะ”

ไข่จะดึงบรรดาริบบิ้นที่พันอยู่รอบตัวอิษฎีออก แต่อิษฎีกลับไม่ยอมและยืนกรานผ่านความบ้าที่ไข่เข้าใจการสื่อสารนั้นได้

รถตู้คันหรูมาจอดเทียบที่หน้าประตูรั้ว รอแค่ชั่วครู่ประตูก็เลื่อนเปิดโดยอัตโนมัติ รถเลี้ยวแล้วขับเข้าไปด้านใน ก่อนจะถึงตัวบ้านเป็นถนนสายเล็ก เมื่อรถจอดสนิทในบริเวณลานจอดหน้าบ้านหลังใหญ่ อิษฎีถึงได้รู้ว่าบ้านหลังนี้เขาเคยเห็นมาก่อนในรูปแบบของภาพถ่าย

ที่ให้เขาเลือกในวันนั้น ไม่ใช่เพราะต้องการคุยเล่นด้วยอย่างที่เข้าใจ แต่เพราะหลอกให้เขาเลือกเรือนหอสำหรับอาศัยอยู่ด้วยกันต่างหาก!

“ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนี้เลย ก็แค่แต่งกันเพราะความจำเป็นทั้งนั้นไม่ใช่หรือไง”

อิษฎีพึมพำอย่างเสียไม่ได้ ไม่รู้ว่าหน้าตัวเองกำลังเห่อร้อน ขัดกับแววตาขัดเคืองระคนว้าวุ่นสับสน อธิบายความรู้สึกไม่ถูก เมื่อรู้ว่าตรีภพซื้อบ้านหลังนี้เพราะเขาเลือก

ประตูรถตู้เลื่อนเปิด นิรุตนำลงไปก่อน ตามด้วยไข่และรั้งท้ายเป็นอิษฎี

“สวัสดีครับพี่รุต” ตรีภพทักทายพี่ชายผู้อาวุโสที่สุดในที่นี้ ยกมุมปากยิ้มบาง เขายังอยู่ในชุดทำงาน เรียบหรูดูดีมีมาดผู้บริหาร แม้ตอนนี้จะนอกเวลางานแล้วก็ตาม ตรีภพพึ่งเสร็จจากการทำงานแล้วขับรถตรงดิ่งมาถึงที่นี่ก่อนหน้าที่นิรุตจะพาอิษฎีมาได้ไม่นาน

“สวัสดี เห็นว่าแม้แต่วันนี้ตรีก็ไปทำงาน” นิรุตเย้าให้กับความขยันของตรีภพอย่างขำขัน

วันแต่งงานทั้งทีจะมีว่าที่คู่สมรสที่ไหนบ้าง ยังไปทำงานได้เป็นปกติ อยู่มาจนใกล้หกสิบอยู่รอมร่อ เป็นแขกเหรื่อคนสำคัญในงานแต่งมาตั้งหลายงาน พึ่งเห็นเป็นขวัญตาก็งานของคนใกล้ตัวทั้งสองคนนี้แหละ ที่มันช่างผิดแผกแหกพิธีไปหมด

“พรุ่งนี้ผมมีบินไปตรวจงานที่ใต้ กลับอีกทีวันมะรืน”

คนงานยุ่งออกปากบอกล่วงหน้า หลังส่งตัวเข้าหอคืนนี้ เขามีอันต้องออกจากห้องหอแต่เช้าตรู่ เพื่อไปทำงานต่อตามปกติ

“ไม่รู้ล่ะ ถ้าได้แต่งกันแล้วก็ทำให้มันเหมือนคู่ข้าวใหม่ปลามันทั่วไป พาเจ้าเอื้อของพี่ไปฮันนีมูนเปิดหูเปิดตาด้วย สิบปีมานี้เอื้อไม่เคยได้ไปไหนพ้นรั้วบ้านเดชาธร ถ้าไม่จัดตารางเคลียร์งานมาให้ พี่จะแทรกแซง จัดทริปให้แบบภาคบังคับเลยคอยดู” 

เย้าในทีเล่น แต่ทีจริงกลับแฝงอยู่ในแววตาทอยิ้ม หลังจากนี้ต่อให้ถือเป็นเรื่องของคนทั้งคู่แล้ว แต่ถ้าอะไรที่เขาสามารถยื่นมือเข้าช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้นกว่าที่เป็น นิรุตจะเพียรทำ

ถ้าสองคนนี้มีชะตาต้องกันจริง เขาขอให้ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ลึกซึ้งพันผูกให้มากกว่า ให้เกินกว่าและให้ถลำลึกไปไกลสุดกู่ยิ่งกว่าที่ตรีภพชิงตีกรอบตั้งแต่เรื่องของเจ้าตัวกับอิษฎียังไม่เริ่ม

เขาไม่ลืมว่าได้ผูกคนสองคนนี้ไว้ด้วยบ่วงเผด็จการ แต่ปรารถนาสุดใจ เมื่อวันใดสิ้นเขาแล้ว บ่วงที่พันผูกสองคนนี้ไว้จะยังคงอยู่ พันธนาการจากสายใยรัก

รัก...ถ้ามันเป็นรักได้คงดี

“เกี่ยวกับเอื้อหลังจากนี้เป็นหน้าที่ของผมเอง ขอให้พี่รุตวางใจ แล้วก็ให้อะไรมันเข้าที่เข้าทางก่อนดีกว่า ฮันนีมูน...เรื่องนั้นน่าจะอีกสักพักครับ”

ได้ยินตรีภพพูดอย่างนี้แล้ว ไม่รับปากก็เหมือนรับปาก ไม่รับรู้ก็เหมือนรับรู้ นิรุตจึงพยักหน้ายิ้มบางอย่างพอใจ

“ตามที่ตรีสะดวกเถอะ”

“เชิญเข้าไปข้างในเถอะครับ นายอำเภอมารออยู่ก่อนแล้ว”

“เรียนเชิญทุกคนทางนี้ค่ะ” หญิงเลยวัยกลางคนท่าทางนุ่มนวลนอบน้อมเอ่ยขึ้น ดึงสายตาทุกคนที่มาใหม่ไปจากตรีภพ เปลี่ยนเป็นรวมไว้ที่เธอซึ่งกำลังยืนยิ้มให้การต้อนรับอย่างมีไมตรี

“นี่ป้าอนงค์ครับ เคยเลี้ยงผมตอนเด็กๆ ก่อนพ่อจะมาอุปการะผมไปดูแล ผมให้ป้าอนงค์ดูแลเรื่องอาหารการกินแล้วก็ความเป็นระเบียบเรียบร้อย” ตรีภพแนะนำ

นอกจากตรีภพผู้เป็นเจ้าบ้าน ยังมีคนดูแลรับใช้ที่เขาว่าจ้างให้มาอยู่ประจำไว้สามคน คนหนึ่งเป็นหญิงเลยวัยกลางคนชื่ออนงค์ อดีตเธอเคยเป็นคนที่ช่วยเลี้ยงเขาเมื่อตอนเยาว์วัย อยู่บ้านตรงข้ามกับบ้านของแม่ แม้อายุจะมากแล้วแต่อนงค์ยังคงทำอะไรกระฉับกระเฉงคล่องแคล่ว เรื่องความสะอาดเป็นระเบียบ เขาเองก็พลอยได้อิทธิพลมาจากเธอ เรื่องอาหารคาวหวานก็นับว่าใช้ได้มีฝีมือ ทั้งยังไว้ใจได้ ไม่ก้าวก่าย รู้หน้าที่

ราวกับมีชะตาให้ข้องเกี่ยวกันอีกครั้ง ตอนที่ต้องหาแม่บ้านกับคนทำความสะอาด เขาคิดจะไปติดต่อบริษัทแม่บ้าน แต่จู่ๆ ก็หวนนึกถึงอนงค์ขึ้นมา ตรีภพเลยหาทางติดต่อกับเธออีกครั้ง อนงค์อยู่ในช่วงที่ว่างงานพอดีเพราะอายุก็อยู่ในวัยปลดเกษียณแล้ว อดีตเคยเป็นพนักงานและหัวหน้าแม่บ้านในโรงแรมระดับสามดาวใกล้ๆ บ้าน เลยมีความรู้เรื่องการทำงานด้านที่พักอาศัย แก่ตัวแล้วยังโชคไม่ดีลูกหลานพึ่งพาไม่ได้ ต่อให้อายุเยอะแต่เรี่ยวแรงยังแข็งขัน ทว่าก็ต้องพ่ายให้กับคนรุ่นใหม่ ตอนไปพบด้วยตัวเอง สภาพบ้านไม่น่าอยู่อาศัยเหมือนก่อน บ้านตรงข้ามกันที่เขาเคยพักอาศัยกับแม่ก็เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว แทบไม่เหลือเค้าเดิม อนงค์นับเป็นคนเก่าคนแก่มาตั้งแต่รุ่นแม่เขา ตรีภพเลยว่าจ้างให้เธอมาช่วยดูแลอาหารการกินและความเป็นอยู่ของคนในบ้านหลังนี้

หญิงรับใช้อีกสองคนเป็นคนที่อนงค์ถือโอกาสแนะนำให้เขาว่าจ้างไว้ อายุอานามพึ่งสามสิบ ทั้งสองคนเป็นพี่น้องกัน เดิมเป็นแรงงานต่างด้าวรับจ้างคัดปลาอยู่ในตลาดเช้า ขยัน ไม่พูดมาก ท่าทางซื่อๆ ตรีภพเชื่อคำแนะนำของอนงค์และเพราะเขาเห็นว่าบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้จะมีคนดูแลแค่คนเดียวทั้งยังเป็นหญิงแก่ไม่ได้ เลยว่าจ้างเอาไว้ เรื่องอะไรภายในรั้วบ้านของเขาที่เกินกว่าผู้หญิงสามคนนี้จะดูแลให้ได้ อย่างเช่นงานดูแลสวนของผู้ชาย เขาจะว่าจ้างบริษัทจัดแต่งสวนเข้ามาจัดการเป็นระยะตามความเหมาะสม  

“ฝากลูกชายบุญธรรมให้ช่วยดูแลไว้ด้วยนะ แกสติไม่ดี แต่แกไม่ทำร้ายใคร ออกจะขี้กลัว ชอบเล่นแล้วก็ร่าเริง แกรู้เรื่องว่าใครเป็นมิตร ใครไม่เป็นมิตร เอ็นดูแกด้วย” นิรุตฝากฝังอิษฎีไว้กับอนงค์อีกคน ไม่ถือตัวเจ้ายศเจ้าอย่างทั้งที่เป็นถึงทายาทผู้สืบทอดเดชาธรคนปัจจุบัน อีกอย่างดูตรีภพจะให้ความเคารพนับถือฉันท์ญาติผู้ใหญ่อยู่ไม่น้อย หากเจ้าของบ้านไม่ได้มองว่าหญิงแก่ที่จ้างมาเป็นคนรับใช้ต่ำศักดิ์ แล้วคนอย่างเขาจะมองต่างไปทำไม

“ยินดีค่ะท่าน” อนงค์เหลือบมองไปทางเด็กหนุ่มเสื้อสีฟ้าอ่อนที่ดูผิดแปลกไปกว่าคนอื่นๆ อาจเพราะริบบิ้นสีแดงที่เอามาพันไว้รอบตัวจนดูรุงรังนั่นล่ะมั้ง ที่ไม่มีคนปกติที่ไหนเขาทำกัน

หน้าตาก็ดูลูกผสมจะคมคายก็ไม่คมคายหรือจะค่อนไปทางน่ารักจิ้มลิ้มก็ไม่เสียทีเดียว ดูโดยรวมเป็นเด็กหนุ่มที่หล่อเหลาเอาการ เสียดายจริงๆ ที่เสียสติไปได้

“ชื่ออะไรหรือคะท่าน?” ดึงสายตากลับมายิ้มถาม

“อิษฎี ชื่อเล่นว่าเอื้อ”

“คุณเอื้อสินะคะ ดิฉันจะดูแลอย่างดีค่ะ ไม่ต้องห่วง” อนงค์รับปาก ก่อนจะชวนคุยและถือโอกาสเดินนำนิรุตเข้าไปในบ้าน “แกชอบทานอะไรเป็นพิเศษไหมคะ ดิฉันจะได้ทำให้แกได้ถูกปาก”

“ได้ทุกอย่าง ไม่เรื่องมาก”

นายเกรียงคนขับรถที่นิรุตให้ความสนิทสนมและไว้ใจมากเดินตามหลัง ทยอยกันเข้าไปข้างใน ด้านนอกฟ้ากลายเป็นสีส้มครามเข้ม สายลมเอื่อยในฤดูร้อนพัดผ่าน

“สวัสดีครับ คุณตรีภพ” ไข่กระพุ่มมือไหว้

“อืม” ตรีภพพยักหน้ารับไหว้ด้วยรอยยิ้มบาง “เข้าไปได้เลย มีอาหารกินเล่นเตรียมไว้ หยิบได้ตามสบาย เดี๋ยวฉันกับเจ้านายไข่ค่อยเข้าไปพร้อมกัน”

ระบุชัดๆ ก็คือต้องการอยู่กับเจ้านายของเขาสองต่อสองสักครู่สินะ!

ประโยคบอกเล่าที่มีแต่ผู้น้อยอย่างไข่ต้องทำตาม แต่ก็ดีแล้ว ไข่ไม่มีขัดข้องทั้งยังให้ความร่วมมืออย่างดี ในบรรดาคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเจ้านายเขา ไข่ชอบตรีภพที่สุดและหวังว่าในอนาคตผู้ชายที่มีความเป็นผู้ใหญ่เต็มบุคลิกคนนี้จะเป็นที่รักชอบของเจ้านายเขาเหมือนกัน

ยิ่งถ้ามาทำให้คุณเอื้อเลิกคิดที่จะบ้าไปทั้งชีวิตได้ยิ่งดี!

เพี้ยงๆ! สาธุๆ!

เจ้าประคุณ! ขอให้คุณตรีภพเป็นเหมือนของขลังที่ชะตาฟ้าลิขิตส่งมากำราบคนดื้อเงียบอย่างคุณเอื้อทีเถิด!

ไข่อมยิ้มตาพราว พยักหน้าหงึกหงัก รีบผลัดไม้ส่งต่อให้ตรีภพใกล้ชิดกับเจ้านายทันที ก่อนหันไปตะโกนบอกคนที่นั่งยองอยู่ข้างสนามหญ้ารอยต่อระหว่างพื้นลานจอดรถ ตรงนั้นมีดงดอกไม้ยืนต้นและไม้พุ่มจัดตกแต่งเอาไว้สวยงาม หนึ่งในนั้นมีต้นชบาปลูกรวมเอาไว้ด้วย ต้นยังไม่สูงมากนัก ยังไม่เกินไหล่ของอิษฎีด้วยซ้ำ แต่มีดอกให้ชมตั้งมากมาย

“คุณเอื้อ ไข่หิวเหลือเกิน ไข่เข้าไปก่อนนะ คุณเอื้อค่อยเข้าไปกับคุณตรีภพแล้วกัน”

ของกินของคนมีฐานะต้องเป็นของอร่อยและของดีอยู่แล้ว นี่เป็นโอกาสดีๆ ที่ท้องของเขาจะได้รับของดีๆ แต่อย่างน้อยคนสนิทก็ยังมีน้ำใจ ไม่เห็นแก่กินจนเกินไป ส่งสัญญาณให้เจ้านายน้อยผู้ไม่รู้ตัวได้รู้ตัว ไข่ยังจำได้ที่อิษฎีบอกว่าอึดอัดกับการต้องอยู่ใกล้ตรีภพ ทั้งยังแสร้งวิปลาสไม่ค่อยออก

ยังไงตอนนี้ก็ยังไม่ถึงเวลาที่ตรีภพจะล่วงรู้เข้าว่าคนที่กำลังตบแต่งด้วยแท้จริงแล้วไม่ได้บ้า

เรื่องที่จะให้ตรีภพเป็นหนึ่งในคนที่รู้อีกคน ตัวไข่ไม่มีสิทธิ์และความซื่อสัตย์ภักดียังค้ำคอ เขาสนับสนุนตรีภพให้รักชอบกับอิษฎีแค่ไหน แต่เขายังรู้จักขอบเขตและความพอดีพอควร เรื่องบ้าเป็นเรื่องที่สำคัญกับอิษฎีมาก หากใครจะรู้ก็ควรรู้จากอิษฎี โดยที่อิษฎีเต็มใจให้รู้

“ไข่! ทำงี้ได้ไง!?” อิษฎีเบิกตากว้างกับตัวเอง ขณะที่มือซึ่งกำลังเอื้อมเด็ดดอกชบาสีแดงสดออกจากกิ่งมีอันต้องชะงัก เจ้าตัวกดเสียงลอดไรฟันพึมพำกับตัวเอง ลอบชำเลืองมองไปด้านหลัง ถึงรู้ว่าบริเวณลานหน้าบ้านไม่มีใครอื่นอยู่แล้ว นอกจากคุณอาหนุ่ม เจ้าของใบหน้าหล่อสมวัยที่มักสวมแว่นสายตากรอบสีเงินกำลังสืบเท้าเดินเข้ามาหา

โทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง!

ดอกชบาสีแดงมันต้องตาตรึงใจของเขามาก มีอิทธิพลกับความรู้สึกนึกคิดเสียจนเพิกเฉยต่อสิ่งอื่น

ทีนี้เป็นไงได้เล่า! อยู่กับตรีภพสองคนอีกแล้ว!

“...” อิษฎีเงี่ยหูฟังฝีเท้าที่ย่ำใกล้เข้ามา เป็นเงาของคุณอาหนุ่มก่อนที่มาถึงตัวเขา ทาบทับเงาร่างของเขาจนมิด อิษฎีลอบถอนหายใจอย่างเสียไม่ได้แล้วกลอกตา เขาสูดหายใจเข้า จากนั้นก็แสร้งบ้า คุยกับตัวเอง “สวยจังเลยน้า ดอกไม้เต็มไปหมดเลย ชอบดอกไม้น้า โอ๋น้าโอ๋ ขออุ้มดอกไม้หน่อย”

ในตอนที่อิษฎีขยับมืออีกครั้ง หมายจะเอื้อมไปเด็ดดอกชบาที่เขาต้องตาอยู่ก่อนแล้ว แต่มีอันต้องชะงักเพราะคนสนิทส่งสัญญาณแล้วทิ้งกันไปเพราะความเห็นแก่กิน อิษฎีจึงสานต่อความตั้งใจ ทว่าดอกชบาที่เขาหมายปองดอกนั้นกลับถูกมือของคนด้านหลังเอื้อมมาฉกฉวยไปต่อหน้าคาสายตาชนิดไม่มองกะพริบ มีแค่ลูกนัยน์ตาดำที่มองดอกชบาในมือของตรีภพดอกนั้นเคลื่อนผ่านไปจากเสี้ยวหน้าด้านข้าง

วินาทีต่อมาถึงได้รู้ว่าคนข้างหลังอยู่ใกล้มากเสียจนรู้สึกได้ถึงไออุ่นจากแผ่นอกและกลิ่นกายหอมจรุงใจ

“ดอกชบาของคนนี้ คนนี้จะเอา ขออนุญาตคนนี้หรือยัง?” ตรีภพกระซิบถาม

อิษฎีหมุนกายหันกลับไปเผชิญหน้ากับตรีภพ คนแสร้งบ้าไม่ได้พูดอะไรและไม่ได้มองหน้าสบตาตรีภพด้วย สิ่งที่ดวงตาสบจ้องอย่างหมายมั่นอยู่นั้นคือดอกชบาสีแดงในมือของตรีภพ อิษฎียื่นมือออกไปแย่งชิงราวกับงูที่กำลังฉกฉวย

หากแต่ตรีภพที่ยิ้มมุมปากกลับรู้ทัน เขายืนเอามืออีกข้างไพล่หลัง ให้อีกมือที่ถือดอกไม้ไว้ขยับหนีมือของอิษฎี ไม่ให้เด็กบ้าแย่งชิงไปได้ง่ายๆ ตะครุบหนึ่งที ตรีภพก็หลบหลีกหนึ่งที อิษฎีคว้าได้เพียงอากาศ คนหนึ่งรุกไล่ อีกคนหนึ่งเลี่ยงหลีก ไม่ถึงเสี้ยวนาทีคนหนึ่งเริ่มออกอาการหงุดหงิด อีกคนทอยิ้มขึ้นตามีแต่ความเพลิดเพลิน

ในเมื่อชิงมาไม่ได้ อิษฎีจึงหมุนกายหันหลังกลับไปในฉับพลันแล้วตะบี้ตะบันดึงดอกชบาสีแดงตามกิ่งใบออกมา “ดอกนั้นของคนนี้ แต่ดอกนี้ของคนนี้ คนนี้ๆๆ”

“เอื้อ อย่าเอาแต่อารมณ์ เราไม่น่ารักเลย ที่ทำอยู่ไม่เรียกว่าเชยชม แต่เป็นพฤติกรรมที่เรียกว่าบ่อนทำลาย ทำแบบนี้ต่อไป อีกหน่อยบ้านนี้จะไม่มีดอกไม้สักดอกให้เอื้อชม ถ้าอาเห็นเอื้อทำอีก อาจะสั่งรื้อถอนไม้ดอกออกให้หมด”

อารมณ์ดีบนสีหน้าของตรีภพพลันหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งขรึมในฉับพลันเช่นเดียวกัน เขาเอ่ยเสียงดุถ้อยคำติดตำหนิ คว้าไหล่บางให้หันกลับมา

“ของๆ เรา ของเรา...ของเรา! ของเราทั้งนั้น! ไม่ให้ดอกไม้ไปไหน ดอกไม้ไม่ไปไหน”

เพราะถูกกระชากไหล่อย่างกะทันหัน บรรดาดอกชบาที่ติดมาทั้งกิ่งใบร่วงหล่นพื้น อิษฎีหวงแหนรีบก้มลงไปเก็บแล้วกอบโกยโอบอุ้มไว้ในอ้อมอก น้ำเสียงกระด้างเกรี้ยวกราด มองตาขวางขึ้งระคนหวาดกลัวสลับซับซ้อน ท่าทางลนลานลอกแลก ทำเหมือนกลัวว่าตรีภพจะมาแย่งของสำคัญไปก็ไม่ปาน

ภายใต้ความบ้าคือความจริงที่อิษฎีหงุดหงิดที่แย่งดอกไม้จากตรีภพไม่ได้ แต่เพราะเขาเป็นคนบ้าและอารมณ์คนบ้าไม่นิ่ง ความคิดความอ่านบิดเบี้ยวผิดเพี้ยน เลยต้องบวกเพิ่มจากความรู้สึกจริงๆ ไปอีกทบทวี

หรือที่เรียกว่าเล่นใหญ่...

แถมยังรู้ด้วยว่าทำแบบนี้แล้วจะถูกดุแล้วก็ไม่พ้นถูกดุจริงๆ

“ลุกขึ้น” ตรีภพไม่พูดเปล่า เขาจับต้นแขนของอิษฎีไว้ข้างหนึ่งแล้วออกแรงรั้งกึ่งบังคับให้เด็กหนุ่มลุกขึ้นมา จากนั้นก็จับให้อิษฎีหันไปมองดงต้นชบาที่ถูกอิษฎีกระชากเด็ดจนกิ่งหักไปหลายกิ่ง “ดูผลงานของเราไว้ ดอกชบาจะไม่ออกดอกแล้ว”

“ชบาไม่ออกดอก ชบาไม่มีดอก ชบามีแต่ใบ มีแต่ใบชบาไม่ได้นะ เราชอบดอกชบา ไม่ให้ชบาไม่ออกดอกนะ ชบาต้องมีดอก จะเอาดอกชบา ชอบดอกชบา” อิษฎีพึมพำเสียงสลด แสร้งทำเป็นรู้สึกเสียใจ

ที่จริงเขาก็เสียใจ เมื่อครู่เที่ยวเด็ดดึงมันแรงไปหน่อย

“รู้หรือเปล่าว่าเราทำ?” ตรีภพไล่เรียงเสียงเข้มงวด ขมวดคิ้วทำตาดุไม่เลิก ต่อให้คนที่เขาจับแขนอยู่นี้เป็นคนบ้า เขาก็ดุลงทั้งยังเข้มงวดเหมือนปกติ เขาเชื่อว่าอิษฎียังมีเสี้ยวหนึ่งของสติที่พูดคุยกันแล้วอาจรู้ความ

“เราไม่ได้ทำนะ ใส่ร้ายเราทำไม เราไม่ได้ทำ เรา...เราไม่รู้เรื่องเลยนะ ไม่รู้เรื่องเลย”

อิษฎีส่ายหน้าปฏิเสธ แววตาใสซื่อราวกับลืมเรื่องที่กระทำลงไปเมื่อครู่จนดงดอกชบาเสียหายไปหมดแล้ว

“นี่อะไร?” ตรีภพชี้ไปที่บรรดาดอกชบาในอ้อมอกอ้อมแขนของอิษฎีไม่ต่างจากชี้ตัวคนร้าย ทั้งยังจับได้คาหนังคาเขา

“ดอกชบาไง! สีแดงสวยๆ นะ เราให้คนนี้นะ เราเนี่ยมีน้ำใจจริงๆ เลยน้า!” อิษฎีแสร้งร่าเริง เป็นคนบ้าที่ไม่รู้ความผิด ในเมื่อถูกตรีภพไล่เรียง แถมหลักฐานคาอก คนบ้าเลยมีน้ำใจแบ่งดอกชบาไปทัดหูให้คุณอาหนุ่มที่ตีหน้าดุไม่เลิก

ภายใต้ความบ้าที่จริงแล้วอกมันสั่นขวัญมันแขวน เวลาถูกสายตาคู่นั้นสบจ้องมานิ่งๆ ก็อึดอัดจะแย่แล้ว นี่ยังบวกประกายความดุเพิ่มเข้ามาอีก เขารู้สึกหายใจไม่คล่องปอดไม่สุดท้องเลย

“ตกลงเป็นเราทำหรือเปล่า?” ตรีภพซักไซ้ไล่ต้อนไม่เลิก เขามันบ้าเองที่อยากให้คนบ้ายอมรับการกระทำของตัวเอง ทั้งที่คนบ้าก็คือคนบ้า

“เราเปล่านะ เราทำอะไร ไม่ได้ทำอะไรเลยนะ”

ตรีภพถอนหายใจทิ้งไปพร้อมกับความเข้มงวด เลิกดุใส่คนสติไม่ดีไม่พอ ยังเลอะเลือนลืมสิ่งที่ทำไปเมื่อนาทีก่อนอีก ตอนนี้ทำมายืนหน้าซื่อตาใสใส่เขาอีก เขาหมดใจจะถือสาหาความ

อาการนี้มีชื่อว่า...ใจอ่อน

“เราไม่ทำแล้วใครทำ ในเมื่อตรงนี้มีแค่เรากับอา?”

อิษฎีค้อมหลังลงเล็กน้อยทำเป็นสอดส่องสายตาควานหาใครสักคนไปทั่วบริเวณ อย่างกับพวกย่องเบาทำด้อมๆ มองๆ ในวงแขนอีกข้างยังเต็มไปด้วยดอกชบา ก่อนจะยืดตัวแล้วฉีกยิ้มแป้นเสียจนวงหน้าหมดจดตาหยีแก้มขยาย ใช้นิ้วชี้ของมือข้างที่ถูกตรีภพจับไว้ไม่ปล่อยจิ้มลงบนอกกว้างราวกับชี้ตัวคนร้าย

“ตรีไง ตรีทำ เรารู้! จุ๊ๆ เราไม่บอกใคร ไม่บอกๆ” อิษฎีเม้มปากในทันที

ได้ยินคนบ้าแสนทะเล้นกล่าวหาป้ายความผิดมาให้เขา ตรีภพกระชับต้นแขนเล็กรั้งให้อีกฝ่ายมาใกล้ โน้มใบหน้าจริงจังเข้าหาคนสูงน้อยกว่า “เดี๋ยวก็โดนตรีตีไง”

“...” อิษฎียังคงปิดปากเงียบ แต่แก้วตาเบิกกว้างพลางส่ายหน้ารีบรน

“มันน่าหักกิ่งชบาฟาดให้ตัวลาย” ตรีภพดุไม่จริง ค่อนไปทางข่มขู่ให้คนบ้าอยู่ในโอวาทแต่ก็ไม่จริงอีก

ฝ่ายคนที่โอบอุ้มดอกชบาไว้ เจอตรีภพข่มขู่ระยะใกล้ รู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นของคุณอาหนุ่มรินรดใส่ใบหน้า มันต้องใกล้แค่ไหนกัน ตาจ้องตา มีปราการใสเป็นเลนส์สายตาของคุณอาหนุ่ม มีก็เหมือนไม่มี อิษฎีเกิดอาการตื่นเกร็งขึ้นมาจริงๆ ถึงกับเผลอปล่อยบรรดาดอกชบาในอ้อมแขนจนร่วงกราวตกแทบเท้า ใช้มือข้างเดียวกันยื่นออกไปดันไหล่ของตรีภพเอาไว้ กันไม่ให้อาหนุ่มคุกคามเขาในระยะใกล้ไปมากกว่านี้

“หลังจากนี้ต้องมาอยู่ด้วยกันแล้ว บ้าได้บ้า อนุญาตให้บ้า แต่ถ้าบ้าแล้วไม่รู้ฟัง ทั้งที่มีส่วนรู้ความ ตรีจะตีคนนี้ให้ตัวลาย”

“ตรีไม่ตีตัวลาย เราไม่บ้า เรารู้ๆ”

ในใจแท้จริงอิษฎีกำลังเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน อนุญาตให้บ้าอะไรกัน ตรีภพจะอนุญาตหรือไม่อนุญาต อิษฎีก็บ้าเป็นปกติของอิษฎีอยู่ดี ยังไม่ทันจะเข้าอยู่ คุณอาในสมรสของเขาก็วางตัวปกครองเขาเสียเต็มมาดแล้ว

“ดี คนนี้ว่าง่าย รู้ความ เชื่อฟังคนนี้ คนนี้ชอบ” ตรีภพเอ่ยชมพร้อมรอยยิ้มบาง ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความพอใจ

ตรีภพพอใจในอิษฎีมาสักพักแล้ว เขาถึงได้ดุจริงจังไม่ลง ตั้งแต่ที่อีกฝ่ายเรียกเขาว่าตรี มันเป็นสัญญาณที่ดีที่อิษฎีเริ่มยอมรับและจดจำเขา ต่อมาเขาเหลือบมองท้องฟ้าด้านนอก สีส้มครามเลือนหายไปหมดแล้ว มีแต่สีดำของรัตติกาลในช่วงพลบค่ำ ทั่วบ้านเปิดไฟส่องสว่างตามจุดต่างๆ

“เข้าบ้านเถอะ ตรีไม่ตรีคนนี้จนตัวลาย แต่ยุงลายจะกัดคนนี้จนตัวลาย” เขากล่าวชักชวนโดยไม่ลืมหยิบดอกไม้ที่อิษฎีทัดหูให้ออกแล้วเก็บใส่กระเป๋ากางเกงเหมือนเคย

ยังไม่ทันได้ขยับเดินไปไหน คนข้างในที่เข้าไปก่อนหน้าก็เดินออกมาตาม

“คุณตรี ใกล้เวลามงคลแล้วนะคะ” อนงค์มาเตือนเรื่องเวลา เมื่อเห็นว่าคนสำคัญสองคนยังไม่เข้าไปในบ้าน

“ครับ กำลังเข้าไปพอดี”

อนงค์เดินกลับเข้าไปข้างใน ส่วนตรีภพเกรงว่าอิษฎีจะนอกลู่นอกทางทำให้เสียเวลา เขาเลยคว้าข้อมือเล็กของเด็กหนุ่มวิปลาสมาจับจูง เป็นอีกครั้งที่ยังไม่ทันก้าวเดิน ตรีภพมีอันต้องชะงัก สองตาของเขามองต้องไปที่ริบบิ้นสีแดงซึ่งพันรุงรังอยู่ตามตัวของเด็กหนุ่ม

“เป็นของขวัญหรือไง ถึงห่อตัวเองพันริบบิ้นมาเต็มยศขนาดนี้” ตรีภพทัก

อิษฎีทำไม่สนใจ ในมือของเขามีกิ่งชบาที่หยิบจากพื้นขึ้นมาได้หนึ่งกิ่งที่ประดับใบไว้สองสามใบ ปลายยอดของมันยังมีดอกสีแดงสดบานสะพรั่ง

“ถ้าจะเป็นของขวัญ ก็เป็นของขวัญของอา อาแกะของขวัญชิ้นนี้ได้” ตรีภพสรุปความเข้าข้างตัวเอง เขาปล่อยข้อมือเล็กแล้วแกะริบบิ้นที่แสนรุงรังออกจากตัวของอิษฎี

“ไม่ๆ ของขวัญของเรา เราเป็นของขวัญของเรา” อิษฎีดื้อดึงทั้งยังขัดขืน

ไข่จะเอาออกให้ อิษฎียังไม่ยอม นับประสาอะไรกับตรีภพ ทว่าตรีภพต่างจากไข่ ฝ่ายคนสนิทยังมีความยำเกรงให้ เพราะนับอิษฎีเป็นนายเสมอ หากนายไม่ต้องการ ไข่ก็ไม่กล้าฝืน ได้แต่เป็นผู้ตาม ผิดกับตรีภพ

คุณอาหนุ่มมีสถานะเหนือกว่าไข่หลายขุม เพราะฉะนั้นในเมื่อไม่ยอมให้แกะแต่โดยดี...

“รู้เรื่องนี่ว่าเราเป็นของเรา งั้นเราต้องรู้อีกเรื่องว่าเราเป็นของอา”

ตรีภพรวบตัวคนที่กำลังจะวิ่งหนี หลังหลบไม้หลบมือเขาเป็นพัลวัน เขาโอบเอวเพรียวไว้ด้วยวงแขนเดียวแล้วจัดการดึงทึ้งริบบิ้นพวกนั้นไปให้พ้นตัวคนวิปลาส เดิมทีก็ตั้งใจจะแกะออกให้แต่โดยดี เสมือนแกะของขวัญชิ้นสำคัญเลยต้องทะนุถนอม แต่ในเมื่อของขวัญมันดิ้นได้ ทั้งยังหนีมือ ตรีภพเลยต้องใช้ความรุนแรงเข้าช่วยเล็กน้อย

“ไม่ผิดที่เราไม่รู้ถึงนัยยะที่คนปกติเขาเล่นแบบนี้กัน เอาเป็นว่าถ้าไม่อยากให้อาแกะ วันหลังอย่าริพันริบบิ้นให้ตัวเอง เพราะอาจะเป็นคนแกะเองกับมือ”

ริบบิ้นรุงรังที่พันตัวเอาไว้มากมายถูกดึงทึ้งออกหมดแล้ว ตรีภพกล่าวเตือนและไม่รอให้อิษฎีทำความเข้าใจ เขาคลายวงแขนออกจากรอบเอวแล้วเปลี่ยนมาจับกุมข้อมือเล็กอีกครั้งแล้วจับจูงเดินนำอิษฎีเข้าบ้าน

ภายในห้องนั่งเล่นใกล้กับโถงทางเดิน นิรุตนั่งอยู่บนโซฟาชุดเดียวกับนายอำเภอ ทั้งสองคนต่างนั่งที่โซฟาเดี่ยวขนาบโซฟาตัวยาวซ้ายขาว ที่ว่างตรงนั้นมีไว้ให้ตรีภพกับอิษฎี บนโต๊ะหน้าโซฟามีเอกสารที่นายอำเภอจัดเตรียมมาวางเอาไว้ให้พร้อม บรรดาคนที่เหลือรออยู่ในบริเวณโถงทางเดินด้านนอก

“เอื้อมาหาลุงมา มานั่งตรงนี้” นิรุตกวักมือเรียกอิษฎีอย่างอารมณ์ดี

ตรีภพปล่อยข้อมือเล็กของอิษฎี ให้คนถูกเรียกเดินเข้าไปก่อน เขายกข้อมือขึ้นดูเวลา ฤกษ์สวมแหวนคือตอนสิบเก้านาฬิกาสิบเก้านาที ตอนนี้เป็นเวลาสิบเก้านาฬิกา ตรีภพเบนสายตาไปยังประตูบ้านที่เขาพึ่งเดินเข้ามา

มันยังว่างเปล่าไร้เงาคน แต่อีกไม่นาน...

“ป้าอนงค์ อีกเดี๋ยวจะมีแขกมาอีกสอง รอเปิดประตูรั้วให้แขกแล้วเชิญแขกมาที่ห้องนี้ได้เลย” ตรีภพสั่งกำชับแล้วเดินตามอิษฎีเข้าไปด้านใน

อนงค์รับคำแล้วหันไปเรียกสาวใช้อีกคน “ไปรอหน้าบ้าน เดี๋ยวมีแขกมาอีกสอง ประตูรั้วเปิดอัตโนมัติ รู้ใช่ไหมว่ากดเปิดยังไง?”

“รู้ค่ะ ป้าสอนใช้แล้ว”

“ไปรอไว้นะ ต้อนรับให้ดี”

“ค่ะ” สาวใช้รับคำแล้วเดินออกไป

ภายในห้องนั่งเล่น นายอำเภอกำลังทำหน้าที่ของตน อธิบายขั้นตอนรวมถึงมีนิรุตและไข่เป็นพยานในการสมรสของตรีภพและอิษฎี จากนั้นตรีภพเป็นคนจดทะเบียนสมรสคนแรก มันผ่านไปอย่างเรียบง่าย ดูแทบไม่ออกว่ามันเป็นการจดทะเบียนสมรสที่ลึกสุดใจของคนตวัดปลายปากกาลงนามเป็นเพียงความยินยอมไม่ใช่ยินดี

แน่นอนว่าคนบ้าไม่อาจควบคุมพฤติกรรมได้และไม่รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในขั้นตอนสำคัญ กระทั่งถึงตอนที่อิษฎีต้องลงนามบ้าง มันจึงไม่เหมือนตรีภพคนปกติ

อิษฎีจำต้องแสร้งบ้าแม้แต่วินาทีนี้ ไข่ที่รู้ใจเจ้านายดีขันอาสาจะเข้ามาช่วยทำให้เจ้านายน้อยของตัวเองจดทะเบียนสมรส แต่ไม่นึกว่าเป็นตรีภพที่จัดการสถานการณ์นี้เอง

“เล่นแต่งงานเป็นสามีภรรยา ขั้นแรกต้องเขียนชื่อเราสองคนเอาไว้ในกระดาษใบนี้ก่อน ใครต่อใครจะได้รู้ว่าเอื้อกับอากำลังเล่นแต่งงานกันอยู่” ตรีภพอธิบายให้คนบ้าเข้าใจ ทั้งที่คนบ้าอาจจะไม่เข้าใจถึงความสำคัญของมันก็ตาม

ยังไงก็เป็นเอกสารสำคัญ จดครั้งเดียวจารึกไว้ชั่วชีวิตคู่ ตรีภพเกรงว่าถ้าปล่อยให้อิษฎีเขียนเอง แทนที่จะลงนามคงวาดอย่างอื่นที่ไม่ใช่ชื่อลงไป

มาถึงขนาดนี้แล้ว...

สิ่งที่ตรีภพปฏิบัติต่ออิษฎีทำเอานิรุตถึงกับอมยิ้มทอแววตาชื่นมื่น น้องชายต่างแม่ของเขาย้ายตัวเองไปนั่งซ้อนกายจากด้านหลังของลูกชายบุญธรรมเขา แล้วทาบทับฝ่ามือของตัวเองลงที่หลังมือของอิษฎีซึ่งถือปากกาเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว ตรีภพควบคุมมือของอิษฎี จรดปลายปากกา ลากน้ำหมึกสร้างตัวอักษรไว้บนเอกสารสมรส

อิษฎีบ้าไม่ออกและนิ่งงันไปตั้งแต่ที่ตรีภพมานั่งซ้อนกายเขาจากด้านหลัง มันไม่ต่างอะไรจากเขาโดนตรีภพโอบกอดไว้หมดตัว แผ่นอกของตรีภพแนบชิดติดแผ่นหลังของเขาชนิดที่ไออุ่นถ่ายเทส่งผ่านมาให้ อากาศแทรกผ่านไม่ได้ ใบหน้าของคนด้านหลังคลอเคลียอยู่ใกล้กับลาดไหล่ของเขาแทบจะเกยอยู่แล้ว

มันเป็นช่วงเวลาที่อิษฎีหายใจไม่ออก!

เขากลั้นหายใจไว้เอง โทษใครไม่ได้!

สถานการณ์อย่างนี้ ข้างในทั้งเกร็งทั้งขัดเขิน ไหนจะดวงตาหลายคู่ที่มองมา ไข่นั่งอยู่บนพื้นข้างโซฟาใกล้กับนิรุตกำลังยิ้มหน้าบ้านเป็นกระด้งเลย ส่วนพ่อบุญธรรมของเขาก็อมยิ้มเปี่ยมสุขเสียเหลือเกิน นายอำเภอนั่งนิ่งเป็นรูปปั้นไปแล้ว คงไม่เคยคู่ไหนจดทะเบียนสมรสตัวซ้อนตัว หายใจรดใบหูกันขนาดนี้แน่ๆ

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง แขกคนสำคัญที่ตรีภพรอให้การต้อนรับต่างก็มาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน คันแรกเป็นรถของฐิสา เมื่อรถจอดสนิทเธอเปิดประตูแล้วบรรจงเยื้องย่างลงจากรถ ร่างอรชรในวันนี้สวยงามด้วยชุดราตรีสีขาว ก่อนก้าวเดินเข้าบ้าน อดพินิจมองความใหญ่โตของที่พักอาศัยแห่งนี้ไม่ได้

เธอชอบนะ มันบ่งบอกถึงสถานะของผู้เป็นข้าวของได้เป็นอย่างดี เพียงแต่ถ้าจะให้อยู่อาศัย มันไม่ใช่รสนิยมของเธอ ตรีภพรู้ดีว่าหาต้องอยู่คู่กัน เขาเป็นสามีเธอและเธอเป็นภรรยาของเขา นี่ไม่ใช่เรือนหอแบบที่เธอต้องการ

แต่ถ้าให้เป็นสินสมรส เธอไม่โง่ปฏิเสธแน่ๆ

ฐิสามั่นใจว่าเซอร์ไพรส์วันนี้ที่ตรีภพบอกจะต้องเป็นการขอเธอแต่งงานแน่ ไม่มีทางที่เธอจะคิดไปเอง เพราะตั้งแต่ที่เขาคืนดีกับเธอ หลายครั้งที่เธอแอบเห็นการเตรียมการของตรีภพเข้า ตรีภพที่กำลังเลือกเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน ตอนไปเดินห้างสรรพสินค้าด้วยกันก็พาเธอเดินเข้าร้านเครื่องประดับ แต่ละร้านเป็นยี่ห้อดังทั้งนั้น เธอเห็นคาตาว่าเขากำลังเลือกแหวน ถึงเขาจะบอกว่าแค่อยากซื้อใส่ก็เถอะ

เธอรู้จักเขาดี ตรีภพไม่ใช่ผู้ชายที่ใส่เครื่องประดับ อย่างมากก็มีแค่นาฬิกาเท่านั้น คำบอกเล่าของเขาก็เป็นแค่ข้ออ้าง ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อวานนี้ เขาชวนให้เธอมาที่นี่ เธอถึงพึ่งรู้ว่าเฟอร์นิเจอร์ที่เขาคัดสรรเหล่านั้น มันมีไว้เพื่อบ้านหลังใหญ่นี้นี่เอง ยังบอกอีกว่าให้เธอแต่งตัวให้สวยที่สุด รอรับการเซอร์ไพรส์จากเขา

แบบนี้แล้วจะไม่ให้ฐิสาคิดเข้าข้างตัวเองได้ยังไงว่าตรีภพจะขอเธอแต่งงาน!

“สวัสดีค่ะคุณผู้หญิง เรียนเชิญด้านใน คุณตรีภพกำลังรออยู่”

ฐิสาได้ยินแล้วอมยิ้มตาพราว ถึงเธอจะขัดใจนิดๆ ที่ตรีภพไม่ออกมารับเธอเข้าไปข้างในด้วยตัวเองก็ตาม แต่เพราะในหัวกำลังวาดฝันว่าเขาอาจกำลังรอให้เธอเดินเข้าไปรับเซอร์ไพรส์ด้วยตัวเองก็เป็นได้ พลบค่ำอย่างนี้ไม่พ้นดินเนอร์หรู อาหารราคาแพงแสนอร่อย มีเพลงบรรเลงสร้างบรรยากาศ ในจังหวะใดจังหวะหนึ่ง เขาไม่พ้นต้องคุกเข่าขอเธอแต่งงาน

“มาช่วยถือชายกระโปรงหน่อยสิ ฉันไม่อยากให้มันลากพื้น เดี๋ยวจะพานเปื้อนเอา”

ฐิสาไหว้วานอย่างอารมณ์ดี

สาวใช้ค้อมศีรษะรับคำ เดินเข้าไปช่วยฐิสายกชายกระโปรง

พลันยังไม่ทันที่เธอจะก้าวเข้าบ้านด้วยซ้ำ รถซุปเปอร์คาร์ค่อนข้างคุ้นตาขับเคลื่อนด้วยความฉุนเฉียวพุ่งทะยานเข้ามาจอดใกล้รถของเธอ

“แกมาที่นี่ได้ไง!?”

เมื่อเห็นเจ้าของรถเปิดประตูลงมา ฐิสาเบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง ด้วยคาดไม่ถึงว่าจะได้พบเจอกับผู้ชายที่เธอเคยหลงหลับนอนลับหลังตรีภพคนนี้อีก

คณินมีสีหน้ากราดเกรี้ยว เขาไม่ปิดประตูรถด้วยซ้ำ เดินเร็วรี่ผ่านฐิสาไปเพียงไม่กี่ก้าวราวกับไม่มีเธออยู่ในสายตาของเขา สุดท้ายเขากลับถึงหยุดฝีเท้า ถอยย้อนกลับมา กวาดสายตามองสารรูปของเธอ

“สวย...” เขาชม แต่สีหน้าและแววตาช่างขัดกับคำพูดอย่างสิ้นเชิง

“หุบปากแล้วก็ไสหัวไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!” ฐิสาไล่ไม่มีไว้หน้า ไม่เหลือใยสัมพันธ์ทางกายที่เคยมีให้ผู้ชายทุเรศอย่างคณิน

“แต่โง่ฉิบหาย” คณินด่าเสียงลอดไรฟัน สุดท้ายอดไม่ได้ที่จะระบายอารมณ์ขุ่นคลั่งที่มันใกล้จะระเบิดโพลงใส่ฐิสาที่ยังไม่รู้อะไร

เขาผลักเธออย่างแรง ฐิสาไม่ทันตั้งตัวร้องด้วยความตกใจ ขณะเซถอย ยังดีที่สาวใช้ช่วยประคองไว้

“แกทำบ้าอะไรของแก!? แกมีสิทธิ์อะไรมาทำกับฉันอย่างนี้!? ไสหัวไปให้พ้น ที่นี่เป็นที่ของฉันกับพี่ตรี วันนี้เป็นวันดีของเรา แกอย่ามาเสนอหน้าทำลาย รู้ไว้ด้วยว่าเขาให้อภัยฉันและเขากำลังจะขอฉันแต่งงาน ผู้หญิงพรรค์อย่างฉันที่เธอดูถูก กำลังเป็นว่าที่เจ้าสาวของนักธุรกิจพันล้าน”

คณินแค่นเสียงหัวเราะ เขาชี้นิ้วใส่ฐิสา แววตาดุดันวาวโรจน์

“ระยำเถอะนังโง่! ถ้าเป็นคุณ ผมคงไม่มาที่นี่!” เขาตวาดเสียงดัง

“อะ...อะไร...แกพูดอะไร ฉัน...ไม่เข้าใจ” ฐิสามีแต่ความไม่เข้าใจ

คณินตวัดหางตามองไปยังข้างในบ้าน เขาไม่เสียเวลากับฐิสาอีกแล้ว คณินเดินเร็วเข้าข้างในทันที ฐิสาเกิดอาการร้อนรนอย่างบอกไม่ถูก เธอรีบตามคณินเข้าไปอีกคน ไม่สนว่าชายกระโปรงจากละลากไปกับพื้น

ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเอง นายอำเภอรับบรรดาเอกสารที่คู่สมรสทั้งสองลงนามแล้วไปจัดการ เขาถูกติดต่อโดยตรงจากนิรุต เดชาธร ทั้งที เมื่อต้องมานอกสถานที่และนอกเวลา เอกสารจึงถูกตระเตรียมมาอย่างเรียบร้อย พร้อมให้คู่สมรสทั้งสองถือครอง

“ผมยินดีกับทั้งสองคนด้วยนะครับ นี่เป็นใบสำคัญการสมรสแสดงว่าคุณตรีภพ อัครนิตย์ และคุณอิษฎี เดชาธร ได้จะทะเบียนสมรสกันแล้วในวันที่ยี่สิบห้า เดือน...แล้วนี่ก็เป็นหนังสือรับรองสถานภาพสมรส”

“สิบเก้านาฬิกา สิบเก้านาทีแล้วค่ะ” อนงค์ที่ยืนอยู่หน้าห้องนั่งเล่นบอกเวลามงคล

นี่เป็นฤกษ์สวมแหวน

“ไม่ต้องมากท่ามากพิธีไป สวมแหวนมันทั้งอย่างนี้แหละ” นิรุตเสนอ เมื่อเห็นว่าตรีภพจะผละห่างจากอิษฎี เขายังติดใจยากยลภาพหายาก เลยออกปากบอกด้วยอยากเห็นคนสองคนใกล้ชิดกัน

ตรีภพไม่ค้าน เขาหยิบแหวนออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท

ตั้งแต่ตัดสินใจว่าจะแต่งงาน เขาก็สรรหาแหวนที่เหมาะสมให้แก่อิษฎี สุดท้ายแล้วเมื่อเวลานี้มาถึง แหวนแต่งงานที่เขามอบให้อิษฎีนั้นเป็นเพียงแหวนไร้ราคาวงหนึ่ง

“นี่หมายความว่าไงตรี?” นิรุตถาม สีหน้าข้องใจ แววตาเคืองขุ่น

ใครต่างก็ดูออกว่ามันเป็นแหวนวงละสิบยี่สิบบาทตามตลาดนัด ตรีเป็นนักธุรกิจพันล้านแต่กลับซื้อของกระจอกไร้ราคามาตบแต่งลูกชายบุญธรรมของเขา ถ้าไม่มีใจจะหาแหวนแต่งงานที่มีมูลค่า เพียงบอกเขามา เขายินดีเป็นธุระจัดการให้

มากกว่าดูถูกเขาก็คือดูถูกอิษฎี คิดว่าเป็นคนบ้าแล้วจะหยามหน้าหมิ่นค่าความเป็นคนกันได้เหรอ

ตรีภพยังไม่ให้คำตอบแก่นิรุต เขาจับกุมมือข้างซ้ายของอิษฎีขึ้นมาแล้วสวมแหวนที่พอดีกับนิ้วนางข้างซ้ายให้คนวิปลาส

“เอื้อใส่ให้อา”

“คนนี้จะหายใจออกเหรอ?”

“หายใจออก” ตรีภพบอกพลางส่งแหวนที่ไร้ราคาอีกวงให้อิษฎี

อิษฎีเห็นเป็นเรื่องสนุก ต้องใช้คำว่าแสร้งสนุกมากกว่า เป็นการแต่งงานในชีวิตที่ไม่ค่อยลึกซึ้งดื่มด่ำเลย ช่างแตกต่างจากงานแต่งงานของคู่อื่นอย่างเทียบไม่ได้ แต่ก็นะ จะให้เป้นปกติอย่างคนทั่วไปได้ไง ในเมื่อเขาคือคนบ้า

“ใส่ให้คนนี้” อิษฎีรับแหวนจากตรีภพ เลียนแบบตรีภพโดยการจับมือใหญ่เอาไว้ บรรจงสอดวงแหวนสวมนิ้วนางข้างซ้ายให้

ฉับพลันวินาทีหนึ่งมีวัตถุทำจากกระเบื้องพุ่งเข้ามา ปะทะกับขอบโต๊ะหน้าโซฟากลายเป็นแรงปะทะ เกิดเสียงแตกร้าวดังสนั่น

อิษฎีสะดุ้งตัวโยน ซุกซบตรีภพโดยไม่ได้ตั้งใจ ตรีภพปกป้องอิษฎีในฉับพลัน ตั้งแต่เขาเห็นวัตถุนั้นลอยลิ่วเข้ามาในสายตา โอบกอดอิษฎีเอาไว้แล้วพลิกตัว อาศัยแผ่นหลังตัวเองเป็นเกราะกำบังเศษกระเบื้องไม่ให้กระเด็นโดนคนในอ้อมกอด

คนที่เหลือต่างยกแขนป้องเศษกระเบื้องกันจ้าละหวั่น ไข่กลัวนิรุตเจ้านายใหญ่จะได้รับบาดเจ็บ เขาไหวตัวตั้งแต่ตอนแจกันใบใหญ่กำลังกระทบกับขอบโต๊ะ ถลันกายลุกขึ้นไปยืนจังก้าเอาตัวบังให้นิรุต

“เอื้อแต่งงานกับตรีภพไม่ได้!”

คนที่ปรากฏตัวโผล่มาประกาศกร้าวเป็นคนเดียวกับที่คว้าแจกันกระเบื้องเขวี้ยงจากหน้าห้องนั่งเล่นมาปะทะกับขอบโต๊ะหน้าโซฟาอย่างแม่นยำอย่างบันดาลโทสะ เมื่อเห็นอิษฎีกำลังสวมแหวนให้ตรีภพ ทั้งยังนั่งสนิทชิดใกล้กับตรีภพอย่างถึงเนื้อถึงตัว


ความคิดเห็น

}