rani

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 12

ชื่อตอน : กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 12

คำค้น : กับดักรัก หมอสุดโหด, กับดักรักหมอสุดโหด, ชลาธิป, ปัณ, yaoi, rani, 18+

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.3k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ค. 2558 22:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 12
แบบอักษร

http://ookbeetunwalai.s3.amazonaws.com/files/member/41889/1159338943-member.jpg

 

 

กับดักรัก หมอสุดโหด
   
โดย Rani รานี

 

บทที่ 12

ไม่เคยมีครั้งไหนเลย ที่โทรศัพท์ของหมอจะเป็นความลับที่ปัณไม่ควรรู้
            ...ยกเว้นครั้งนี้ ...

ปัณมองตามหลังคุณหมอที่ออกมาจากโต๊ะรับประทานอาหารแล้วเดินไปอีกทางซึ่งเป็นฝั่งตรงกันข้ามกับทางเดินไปห้องรับแขก ใจก็ครุ่นคิดไปต่างๆนานาๆ เรื่องที่คิดได้แน่ๆก็คือ คุณหมอไม่เคยมีความลับ แต่จะยังไงได้ล่ะ คนอยู่ด้วยกัน คนที่รักกันก็ควรเชื่อใจกันไม่ใช่หรือ ... ปัณพยายามคิดว่านี่ไม่ใช่การปลอบใจตัวเอง แต่ความเชื่อใจกัน ก็เป็นสิ่งที่เขาควรจะให้ต่อคนที่เขารัก
            ... ความเชื่อแบบนี้ของผม มันถูกต้องแล้วใช่ไหม?

รอยยิ้มของปัณรออยู่แล้วเมื่อชลาธิปกลับมาที่โต๊ะอาหาร และแม้ว่าจะรู้สึกถึงความไม่ปกติของอีกฝ่าย แต่ทั้งคู่ต่างก็เลือกที่จะเก็บมันไว้กับตัว มวลของความกระอักกระอ่วนนี้เกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็วจนต้นน้ำที่นั่งร่วมวงอยู่นั้นไม่ทันได้สังเกต
            “คุณหมอไปไหนมาครับ อาหารเย็นหมดแล้ว คุณปัณอุตส่าห์ทำนะฮะ”
            “แหม เดี๋ยวนี้อะไรๆก็คุณปัณ คุณปัณ ฉันเป็นหมาหัวเน่าแล้วใช่ไหม ห๊า” ไม่พูดเปล่า หมอชลาธิปยังแกล้งเอามือโยกหัวเด็กน้อยไปมาด้วย เล่นเอาเจ้าเด็กช่างพูดมึนไปหมด
            “อ๊าก ผมจะฟ้องพี่กูร”
            “ฟ้องเลย ทำยังกับฉันกลัวนักแน่ะ” เจ้าบ้านแลบลิ้นใส่ ไม่ต่างอะไรกับคู่ต่อสู้ ที่กำลังยักคิ้วหลิ่วตาหาเรื่องอยู่
            “พอเถอะครับ คุณหมอก็เล่นอะไรเป็นเด็กไปได้” เสียงปัณดังขึ้น
            “อ๊าว นี่ผมผิดเหรอ?” คุณหมอแสร้งถอนหายใจเสียงดัง ต่อด้วยการประชด “ใช่สิ ศิษย์พี่เจอศิษย์น้องกแล้วนี่”
            “ก็มันจริงนี่ครับ คุณหมอทำตัวเหมือนอายุเท่าต้นน้ำเลย แล้วนี่ต้นน้ำทานดีๆสิ มีข้าวติดที่ปากด้วย” กลายเป็นว่าโดนเอ็ดเรียบร้อยโรงเรียนปัณทั้งสองคน ก่อนที่ปัณจะเอื้อมมือไปเช็ดปากของต้นน้ำด้วย
            “โห มองยังงี้เหมือนแม่กับลูกเลยแฮะ” คุณหมอยังไม่หยุดคารมอันแสนจะกวนประสาทของตัวเอง
            “งั้นแบบนี้ก็เหมือนพ่อ แม่ ลูก เลยสิครับ” ต้นน้ำเอาบ้าง
            “ถูกต้อง
!!!” คุณหมอพูดขึ้น หนุ่มใหญ่ กับ หนุ่มน้อยก็พากันหัวเราะเสียงดัง พร้อมแตะมือกลายเป็นพวกเดียวกันไปได้ซะยังงั้น ตอนนี้กลายเป็นปัณซะแล้วที่ต้องนั่งทำปากขมุบขมิบอยู่คนเดียว

 

อาหารเช้าเสร็จสิ้นลงโดยที่เวณิกาไม่ได้กลับเขาไปที่โต๊ะอาหารอีกเลย แต่กลับมานั่งส่งเสียงหัวเราะกับมุกตลกง่ายๆของศรัณย์ภัทรที่ดูจะถูกอกถูกใจเธอเหลือเกินจนทุกคนที่ได้ยินออกจะสงสัยอยู่ไม่น้อย
            “ปัณ มาแล้วเหรอ?” ศรัณย์ภัทรทักเมื่อปัณกับคุณหมอเดินมาหาที่ห้องรับแขก
            “ครับ คุณใหญ่”
            “อ้าว คุณพ่อบ้านไม่ได้เรียกคุณใหญ่ว่าพี่เหรอคะ” เวณิกาถาม
            “ไม่หรอกครับ น้องๆผมไม่มีใครเรียกผมว่าพี่สักคน ไม่รู้ทำไม” ศรันย์ภัทรพูดแล้วก็ยิ้มให้กับปัณ “ว่าไงเรา ตอบคำถามคุณนิก้าหน่อยสิ”
            “เอ่อ คุณใหญ่ก็ไม่เคยพวกให้พวกผมเรียกพี่นี่ครับ”
            “ผมว่า พวกเขาคงรู้สึกว่าผมเป็นพ่อน่ะครับ” นิก้าหัวเราะเสียงแหลมกับคำบอกเล่าของศรัณย์ภัทร ปัณก็เช่นกัน ดูเหมือนว่าตอนนี้อาคันตุกะหนุ่มจะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของทุกคนไปเสียแล้ว ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่เจ้าของบ้านพอใจนัก
            “วันนี้ปัณไปกับพี่หน่อยนะ มีเรื่องจะคุยต่อจากคราวที่แล้วน่ะ” ศรัณย์ภัทรพูดขึ้น โดยไม่สนใจว่า คนที่เป็นทั้งเจ้าของบ้าน เจ้านาย และคนรักของปัณยืนอยู่ตรงนั้นด้วย คุณหมอจัดแจงหยิบกระเป๋าของตนเองขึ้น ได้เวลาออกจากบ้านแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้อยากห่างจากร่างเล็กที่ตนเองเรียกว่าที่รักสักเท่าไร ชายหนุ่มบอกตัวเองไม่ได้ว่า เพราะเหตุใดเขาจึงไม่ไว้ใจผู้ชายคนนี้ คนที่มีฐานะเป็นพี่ชายของปัณ ไม่ใช่เพราะศรัณย์ภัทรทำท่าไม่พอใจเขาตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึง, ไม่ใช่เพราะท่าทางขี้เก็กตลอดเวลาของเขา แต่เป็นเพราะอะไรบางอย่าง ที่เขาเองก็ไม่กล้าจะคิด
            ... ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ผมต้องแย่แน่ๆ

 

สายวันนั้นเวณิกาขอติดไปกับศรัณย์ภัทรและปัณณทัตทันที เมื่อรู้ว่าศรัณย์ภัทรกำลังจะไปพบกับเจ้าของโรงแรม ที่กำลังจะเป็นเจ้าของโรงแรมคนเก่า เพราะชายหนุ่มจะได้ฤกษ์เซ็นสัญญาซื้อขายแล้ว
            เมื่อไปถึงเวณิกาขอตัวอยู่ข้างนอกไม่เข้าไปในห้องประชุมซึ่งกำลังจะมีการตกลงเกี่ยวกับรายละเอียดการทำสัญญาซื้อขาย โดยปล่อยให้ศรัณย์ภัทร ปัณณทัตและเลขาของศรัณย์ภัทรอีกคนเข้าไปร่วมพูดคุย ทั้งนี้เพื่อแสดงมารยาท หากแต่หญิงสาวกลับไม่ได้อยู่เฉยๆ เธอเริ่มเดินสำรวจความเป็นไปได้ที่จะมาเปิดกิจการร้านบาร์แอนด์เรสเตอรอง สาขาใหม่ของตัวเองที่นี่ทันที

“มาคราวหน้าพี่คงต้องรบกวนปัณอีกที เพราะพี่จะเซ็นสัญญา แล้วก็ลงมือปรับปรุงที่นี่ทันที” ศรัณย์ภัทรบอกหลังจากออกจากห้องประชุม
            “แบบนั้นก็ได้ครับ แต่ถ้าทางนี้ให้วันเวลาที่แน่นอนเมื่อไรบอกปัณด้วยนะครับ ปัณจะได้เตรียมตัว ไปหาข้าวของมาปรับปรุงที่นี่น่าจะต้องใช้เวลา คุณใหญ่น่าจะให้ปัณหาไปเรื่อยๆรอคุณใหญ่นะครับ”
            “ไม่ดีหรอก ไปด้วยกันดีกว่า ขืนให้ปัณออกจากบ้านบ่อยๆ มีหวังเจ้านายปัณจะยิ่งไม่ชอบขี้หน้าพี่เข้าไปใหญ่”
            “ไม่หรอกครับ” ปัณบอก หัวเราะน้อยๆ “คุณหมอใจดีนะครับ รักษาชาวบ้านบางครั้งไม่คิดเงินเลย ใครมีอะไรให้ช่วยดึกดื่นแค่ไหนก็ไป”
            “ปัณเราชวนคุณนิก้าไปหากาแฟดื่มกันเถอะ” ปัณค่อนข้างแปลกใจที่อีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องพูดกระทันหัน แต่ก็นั่นแหละ สองคนนั้นดูไม่กินเส้นกันตั้งแต่เห็นหน้ากันครั้งแรกแล้วนี่
            แต่เดี๋ยวนะ ... นี่ผมต้องไปดื่มกาแฟกับคุณนิก้าจริงๆเหรอ????
            “คุณใหญ่ขา...” เสียงโหยหวนนั่นทำให้ปัณถึงกับสะดุ้ง ช่างมาถูกที่ถูกเวลาเหลือเกิน
            “นิก้าจะชวนคุณใหญ่ไปร้านกาแฟประจำของนิก้าค่ะ เห็นเลขาบอกว่าคุณใหญ่ชอบดื่มกาแฟกับมื้ออาหาร ร้านนี้นะคะกาแฟก็อร่อย อาหารก็รสชาติดีค่ะ” ไม่พูดเปล่าเวณิกายังถือโอกาสคล้องแขนของศรัณย์ภัทรไว้ด้วยแขนของตนเอง แล้วลาก?ให้ไปด้วยกัน ปัณไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไงดีกับผู้หญิงคนนี้จะว่าไม่ชอบที่มาวุ่นวายของคนรอบๆตัวเขามากนักนั่นก็ใช่ แต่พอคิดว่าพฤติกรรมของเธอมันน่าขำ นั่นก็ใช่ด้วย
            เฮ่อ...

ปัณณทัตต้องแปลกใจเมื่ออุตส่าห์กลับมาบ้านเพื่อที่จะทำอาหารเย็นให้ทันเจ้าของบ้าน แต่กลายเป็นว่าเขามานั่งรอตัวเองอยู่แล้ว เสียงตึงตังในห้องครัวก็แสดงว่าต้นน้ำมาถึงแล้วเช่นกัน
            “นี่ผมกลับบ้านช้าขนาดนี้เลยเหรอครับ” ปัณทักพลางนั่งลงข้างๆหมอชลาธิปในห้องนั่งเล่นนั่นเอง
            “เปล่าหรอก ผมรีบกลับน่ะ มีเรื่องคุยกับที่รักสักหน่อย” ต้นน้ำยกน้ำมาเสิร์ฟตามหน้าที่ รอยยิ้มของเด็กหนุ่มไม่ได้ทำให้ความคลางแคลงใจต่อท่าทีคุณหมอของปัณลดลงเลย “ต้นน้ำ วันนี้รับผิดชอบเรื่องกับข้าวได้ไหม โทรไปสั่งที่โรงแรมมาน่ะ ตามเบอร์ที่เคยมี ฉันอยากจะคุยกับปัณสักหน่อย สั่งให้พอสำหรับห้าคนนะ”
            “ครับ เดี๋ยวผมจัดการให้” ต้นน้ำปลีกตัวออกไปตามคำสั่ง และคงเห็นถึงมวนอากาศที่ไม่สดใสนักลอยวนอยู่ระหว่างสองคนนั้น ทำให้ต้นน้ำไม่คิดแม้จะถามว่า
5 คนนั้นมีใครเพิ่มมาอีกบ้าง
            ชลาธิปดันตัวเองให้นั่งตัวตรงขึ้นอีก บ่งบอกให้รู้ว่าเรื่องที่คุยไม่ใช่เรื่องชวนหัวจริงๆ
            “ผมมีเรื่องที่อาจจะทำให้ที่รักไม่สบายใจมาบอก”
            “เรื่องอะไรครับ”
            “กูรกำลังไปรับใครบางคนมาที่นี่”
            “ใครครับ?”
            “แฟนเก่าของผม”
            ปัณรู้สึกถึงความร้อนที่ระอุขึ้นมาที่ขอบตา มันร้อนผ่าวขึ้นมาราวกับน้ำตาจะไหลโดยที่ยังไม่ต้องร้องไห้ด้วยซ้ำ คงเป็นเรื่องเดียวกับโทรศัพท์สายเมื่อเช้า ปัณคิด เมื่อเห็นท่าทางของปัณ ชลาธิปก็รีบโอบกอดคนรักไว้กับแผ่นอกของตน เขาเองก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้ เขารู้อยู่แล้วว่าปัณอาจจะไม่สบาย อาจจะถึงเสียใจเลยก็ได้ แต่ไม่มีทางเลยที่เขาจะเลือกอะไรที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว
            “เขาชื่อแทมมี่” ปัณพยายามขืนตัวออกจากอ้อมแขน แต่คุณหมอยิ่งรัดไว้แน่นกว่าเดิม
            “ผมไม่ได้อยากรู้สักหน่อย” เสียงนั้นอู้อี้เพราะปากถูกกดไว้กับหน้าอกหนา
            “ฟังผมก่อนนะครับคนดี ฟังผมให้จบก่อน”
            “เมื่อสมัยผมเรียนอยู่ต่างประเทศ ผมกับแทมมี่รักกันมาก เราเป็นนักเรียนใหม่เหมือนกัน เป็นเพื่อนกัน และในที่สุดเราก็เป็นคนรัก ผมรักเขามากเหมือนๆกับที่รักปัณมากอยู่ตอนนี้ เราคบกันนหลายปีและถึงขั้นวางแผนจะแต่งงานกัน แต่แล้ววันหนึ่งผมก็โดนซ้อมปางตายจากน้ำมือของคนรักชาติเดียวกันของแทมมี่ ที่เป็นมาเฟียอยู่ที่นั่น”
            “ครับ?”
            “อืม คนรักคนนี้ของแทมมี่เป็นมือขวาของหัวหน้าแก๊งมาเฟียที่โน่น ผมเพิ่งรู้ว่าตลอดเวลาที่แทมมี่คบกับผม เค้ามีคนรักอีกคนอยู่ด้วย ผมไม่รู้เรื่องราวระหว่างนั้น แต่หลังจากที่ผมโดนซ้อมจนหยอดน้ำข้าวต้มไปเป็นเดือน แทมมี่ก็ไม่เคยมาหาผมอีก รู้ข่าวว่าเขาไปอยู่กินกับมาเฟียคนนั้นแล้ว”
            “แล้วคุณหมอเจ็บไหมครับ?”
            “ที่รักสิ”
            “ครับ แล้วที่รักเจ็บไหม?”
            “ไม่เจ็บแล้วล่ะ ไม่เจ็บแล้วทั้งกายและใจ” ชลาธิปจับศีรษะกลมมนของคนในอ้อมแขนให้ซบลงกับไหล่ของเขา  “เรื่องทางกาย ผมมีแผลเป็นอยู่ที่หลัง ที่รักคงเห็นแล้ว” ปัณนึกถึงรอยแผลเป็นยาวๆที่อยู่ตรงบริเวณช่วงเอวด้านซ้ายยาวขึ้นมาจนเกือบถึงสะบักแต่ก็เป็นเพียงรอยจางๆเท่านั้น “ส่วนทางใจ ผมก็ได้คนที่ผมคิดว่าจะดูแลผม และพร้อมให้ผมดูแลได้ดีกว่าทุกคนอยู่ตรงนี้แล้ว” หมอยกยิ้มพร้อมกับบรรจงหอมไปที่หน้าผากสวยอีกหนึ่งฟอดใหญ่เป็นการยืนยัน “แต่เมื่อเช้าแทมมี่โทรมา บอกว่าเขากำลังหนีแฟนมาเฟียของเขาอยู่ เห็นว่าทนไม่ไหว ทางโน้นทั้งกักขัง หน่วงเหนี่ยว แล้วบางครั้งก็ทำร้ายร่างกาย ตอนที่คุยกับผม เขาอยู่บนเครื่องบินแล้ว ผมเลยคิดว่าไม่มีทางเลือกน่ะ อาจจะต้องช่วยเหลือเขาไปก่อน”
            “เขาน่าสงสารนะครับ ที่รักคิดถูกแล้วล่ะ ที่ช่วยเขา” ชลาธิปจูบลงเบาๆที่แก้มใส แล้วกุมมือบางไว้แนบอก
            “ผมสัญญานะ อะไรก็ตามที่ทำให้ที่รักเสียใจ ผมจะไม่ทำเด็ดขาด ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ถ้าที่รักต้องเสียใจ หรือรู้สึกไม่ดียังไง บอกผมนะ ผมจะแก้ไขให้”
            “ไม่มีอะไรต้องแก้ไขหรอกครับ เขาเดือดร้อนมาจะไม่ช่วยเขาได้ยังไง”
            “เมียใครนะ น่ารักที่สุดเลย” ว่าแล้วก็กดปากตัวเองลงไปที่ปากบางแรงๆแบบไม่ให้ได้ตั้งตัว
            “อื้ม อื้ม อืมมมมมมม” แต่ว่า...มีระฆังที่ไม่ได้รับเชิญปรากฎตัวขึ้นซะก่อน
            “อะไรติดคอล่ะกูร หมัดขวาของฉันรึไง”
            “โห โหดร้ายนะครับ” อังกูรหัวเราะ ก่อนจะมองหน้าปัณเหมือนมีความกังวลใจบางอย่าง
            “ฉันบอกปัณหมดแล้วล่ะ นายจะทำอะไรก็ทำเถอะ” ชลาธิปพูดเพราะรู้ว่าความกังวลใจของอังกูรคืออะไร
            “งั้น ผมขอแนะนำนะครับคุณปัณ นี่คุณแทมมี่ครับ แล้วคุณแทมมี่ นี่คุณปัณครับ” อังกูรเอ่ยเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงเป๊ะ ผู้หญิงร่างบาง ผิวขาวอย่างคนเอเชีย ปรากฎขึ้นที่ด้านหลังของอังกูร เธอชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นว่า ชลาธิปและปัณนั้นนั่งกันอยู่แบบไหน
            “เอ่อ ที่รัก ปล่อยผมก่อนสิฮะ” คุณหมอทำท่าเหมือนนึกได้ จึงค่อยๆปล่อยร่างของปัณที่กอดไว้ซะแน่นให้เป็นอิสระ”
            “สวัสดีครับคุณแทมมี่ ตามสบายนะครับ” ปัณลุกขึ้นมายืนตัวตรงเอ่ยทัก
            “ขอบคุณนะคะคุณปัณ” หญิงสาวผู้มาใหม่พยักหน้าให้ ก่อนจะโถมตัวเข้าใส่คุณหมอแล้วร้องไห้อย่างขวัญเสีย “ธิป ฮือฮือฮือ ช่วยด้วยธิป ช่วยแทมด้วย” หญิงสาวกอดร่างของชลาธิปไว้แน่น ทุกคนต่างก็ตกใจกับท่าทีของเธอ ส่วนชลาธิปนั้นยิ่งกว่าใคร เพราะทั้งตกใจ ทั้งงง และทั้งไม่ได้คิดตั้งรับกับเหตุการณ์แบบนี้
            “แทม แทมใจเย็นๆนะ มาอยู่ที่นี่ซะไม่เป็นไรหรอก แทมปลอดภัยแล้ว” คุณหมอดึงร่างหญิงสาวออกจากตัว เพราะเป็นห่วงความรู้สึกของคนข้างๆ “ผมว่าเราไปทานข้าวกันเถอะครับ แทมเพิ่งมาเหนื่อยๆ
            “ถ้ายังงั้น เดี๋ยวผมไปช่วยต้นน้ำจัดโต๊ะดีกว่านะครับ” ปัณบอก เขาไม่อยากจะเห็นภาพสองคนนั่นกอดกันไม่จบไม่สิ้นสักทีอีกแล้ว จึงอยากจะเลี่ยงไปในครัวเสีย แต่อังกูรกลับไม่ยอม
            “คุณปัณไม่ต้องหรอกครับ เดี๋ยวผมไปเอง คุณธิป ผมฝากหน่อยนะ” ชลาธิปพยักหน้า เขารู้ความหมายของอังกูรดี อังกูรรู้ว่าเขาทั้งรัก ทั้งหวง ทั้งห่วงปัณมากแค่ไหน นับตั้งแต่มีประสบการณ์ที่ปัณตกเขาครั้งก่อน อังกูรก็ไม่มีความสงสัยใดๆในความสัมพันธ์ระหว่างหมอชลาธิปและปัณณทัตอีก ที่สำคัญอังกูรเองก็เป็นคนที่ไม่ได้เห็นด้วยที่เขายอมให้แทมมี่มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ที่เขาไปปรึกษาเรื่องนี้เมื่อตอนสายของวัน
            “คุณธิปแน่ใจเหรอ?” อังกูรถาม
          “เรื่องที่จะให้แทมอยู่ที่นี่น่ะเหรอ?”
          “เรื่องต้นน้ำล่ะมั้งครับ แหม่”
          “อ๊าวนายนี่ ก็นายไม่ได้บอกนี่หว่าว่าเรื่องไหน ว่าแต่นายคิดอะไรกับต้นน้ำหรือเปล่าเนี่ย อยู่ดีๆก็เอ่ยชื่อเด็กนั่นออกมา เดี๋ยวนี้เห็นสนิทกันมากซะด้วย”
          “ไม่มีอะไรหรอกน่าคุณธิป” พิรุธแสดงร้อยเปอร์เซนต์จนหมอชลาธิปหัวเราะเสียงดัง ทำเอาอีกคนไปไม่ถูก “รีบจัดการเรื่องคุณธิปก่อนเถอะ เลิกหัวเราะผมได้แล้ว”
          “ถ้าจะฝากแทมไว้ให้นายดูแลที่ไร่ นายจะว่าอะไรไหม? ไม่ใช่สิ ต้นน้ำจะว่าอะไรไหมน้า”
          “คุณธิปที่เคารพรักคร๊าบบบ ผมว่าถ้าจะมีความกังวลขนาดนั้นก็อย่าให้เขามาเลยดีกว่า เกรงใจคุณปัณ”
          “นั่นก็เป็นอีกเรื่องที่ฉันเป็นห่วงนะ กลัวปัณเขาจะคิดมากเหมือนกัน เลยอยากจะฝากเขาไว้ในไร่หน่อย แบบนี้นอกจากจะช่วยเรื่องปัณแล้ว ก็ยังช่วยให้ไกลจากไอ้พวกมาเฟียนั่นด้วย ไม่รู้ว่ามีเครือข่ายอยู่ในไทยบ้างหรือเปล่า”
          “จะว่าอะไรล่ะครับ ผมก็ไม่ว่า ต้นน้ำก็ไม่น่าจะว่าด้วย ก็ที่ไร่น่ะมีเรือนรับรอง แล้วผมก็มีห้องของผม ไม่เกิดปัญหากับต้นน้ำแน่นอน”
          “ก็ดี งั้นชั้นฝากด้วยแล้วกัน” คุณหมอบอกก่อนจะชะงัก “เอ๊ะ เดี๋ยวนะ นี่หายเคยนอนกับต้นน้ำแล้วเหรอ”
          “คุณธิป
!!!
          “เอ๊ย คุกนะเว้ย”
          “ไม่มีอะไรแบบนั้นหรอกครับ”
          “นี่ชั้นฝากปลาย่างไว้กับแมวเหรอเนี่ย” คุณหมอพึมพำ แต่เป็นการพึมพำที่จงใจให้อีกฝ่ายได้ยินอย่างชัดเจนเลยล่ะ
          “ผมบริสุทธิ์ใจนะครับ ไม่เคยเอะอะปลุกปล้ำเหมือนคนแถวๆนี้ด้วย”
          “นี่ๆวันนี้นายพูดไม่เข้าหูชั้นเลยนะกูร เดี๋ยวโดนเตะหรอก” ปากบอกเดี๋ยวแต่เท้าทำหน้าที่ตามคำพูดไปแล้ว มองไกลๆใครไม่รู้คงคิดว่า มีเด็กโข่งตัวใหญ่มากๆสองคนเล่นเกมวิ่งไล่เตะกันอยู่

 

  “ผมไปด้วยนะครับ” ต้นน้ำขอคุณหมอชลาธิปกลางโต๊ะอาหารทันทีที่รู้ว่าพอรุ่งเช้าพรุ่งนี้ อังกูรต้องพาแทมมี่ไปพักในไร่ ฮึ!! ไม่ได้อยากให้มีผู้หญิงสวยๆ หน้าหวานๆไปเดินในไร่ของอังกูรหรอกนะ .. ซึ่งอีกฝ่ายเข้าใจความรู้สึกทันที แต่ก็ยังอยากจะแกล้งเจ้าน้องเลี้ยงให้หายใจติดขัดเล่นๆซะอย่างนั้น
            “จะไปทำไมล่ะต้นน้ำ อยู่ที่นี่ช่วยคุณปัณเขาไม่ดีกว่าเหรอ?” ชลาธิปพูดพร้อมบุ้ยไบ้ปากไปที่ปัณ
            “เอ่อ” ต้นน้ำอึกอัก มองหน้าอังกูรอย่างขอความช่วยเหลือ มันแย่ตรงที่นอกจากอังกูรจะไม่ได้หายใจติดขัดตามที่คุณหมอวางแผนไว้แล้ว ยังมีอารมณ์อยากจะแกล้งต้นน้ำซะอีกด้วยสิ
            “นั่นสิ ที่ไร่น่ะออกจะลำบาก ต้นน้ำอยู่ที่นี่แหละ”
            “แต่ว่า คุณแทมมี่เป็นผู้หญิงใครจะช่วยดูแลบ้าน แล้วก็ที่นอนล่ะครับ” ต้นน้ำแสดงความคิดเห็น เอาให้มากที่สุดเท่าที่ตัวเองจะคิดได้ พร้อมส่งสายตาออดอ้อนไปให้หมอชลาธิปแต่แว๊บเดียวก็ตวัดอารมณ์ทั้งความโกรธและน้อยใจมาให้อังกูร จนอังกูรสงสาร
            “ได้ๆ ไปก็ได้ ใครว่าอะไร ไม่ต้องร้องไห้สิ” อังกูรพูดพร้อมกับใช้นิ้วมือเกลี่ยน้ำตาบนหน้าของเด็กหนุ่มไปด้วย แต่ต้นน้ำหันหน้าออกเสียไม่ใช่ว่างอนอะไรหรอก มันเขินน่ะ
            “ถ้าพรุ่งนี้จะไปด้วย คืนนี้ต้นน้ำนอนที่นี่ก็ได้ เดี๋ยวฉันโทรไปบอกแม่ให้ จะได้ไม่ต้องย้อนไปย้อนมา นี่ก็ดึกแล้ว” หมอชลาธิปบอก ต้นน้ำยิ้มรับ
            แทมมี่มองความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของคนที่นี่แล้วรู้สึกเจ็บในอกแปลกๆ แต่แค่แว๊บเดียวก็รีบเชิดหน้าขึ้นไปใหม่ เธอหัวเราะกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่ว่าใครจะพูดอะไร โดยเฉพาะภาษาอังกฤษสุดแปล่งของต้นน้ำ ที่กลายเป็นเรื่องโจ๊กบนโต๊ะอาหารวันนี้
            ...จะไม่เสียคุณไปเป็นครั้งที่สองอีกแล้ว .... หญิงสาวบอกตัวเองพลางจ้องหน้าชลาธิป ขณะที่ชายหนุ่มกำลังส่งสายตาไปยังใครอีกคน

 

 

ร่างโปร่งล้มตัวลงนอนกอดปัณณทัตที่นอนเล่นอยู่บนเตียงก่อนแล้วหลังจากที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ เขาหยิบเอกสารมาอ่านอีกสองสามแผ่น ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงคนข้างตัวถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่อาจจะนั่งเฉยได้
            “ที่รักเป็นอะไรครับ หืม?”
            “คุณหมอครับ คุณแทมมี่น่ารักนะครับ”
            “เรียกผมว่าที่รักสิ ที่รักเผลอบ่อยนะครับ”
            “เรามาคุยกันก่อนนะครับ” ปัณบอกเสียงเรียบไม่สนใจจะเรียกว่า ที่รัก อย่างที่ถูกขอ จนอีกคนก็อ่อนใจ   
            “คุณเชื่อใจผมนะ แทมมาที่นี่เพราะต้องการหนีจากแฟนเขาไม่ใช่ต้องการมาหาผม” สองมือกอบเอาแก้มนุ่มไว้
            “คุณไม่เห็นสายตาเธอบนโต๊ะอาหารเหรอครับ คุณแทมมี่ยังรักคุณหมออยู่มากที่เดียว แล้วตอนนี้ก็เท่ากับเธอโสดอยู่ด้วย”
            “แล้วยังไงล่ะ?” เสียงคุณหมอถามห้วนสั้น
            “เขาเหมาะกับคุณมากกว่าผมหรือเปล่า ความรักอย่างเดียวบางทีมันก็ไม่พอนะครับ คุณมีหน้ามีตาในสังคม เป็นถึงคุณหมอที่ผู้คนนับหน้าถือตา คนอื่นนจะคิดยังไงถ้ารู้ว่าเรา เอ่อ .. เรา”
            “เรารักกัน” หมอต่อประโยคของปัณให้จบ “เรารักกัน และผมก็ไม่แคร์ความคิดของคนอื่นด้วยนะปัณ คนอื่นๆไม่ได้ทำให้ผมมีความสุข แล้ผมก็ไม่แคร์ด้วยว่า ถ้าใครจะไม่นับหน้าถือตาผมเพราะผมรักปัณ ผมมีอาชีพเป็นหมอ ผมทำหน้าที่ของผมก็เท่านั้น ส่วนคนที่ผมแคร์น่ะคือ ปัณ” หมอถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาต้องข่มใจไม่ให้อารมณ์เสียอยู่มากทีเดียวที่ปัณทำราวกับว่า ความรักครั้งนี้เขาอยากจะทำให้มันยืนยาวไปอยู่คนเดียว “เพราะฉะนั้นนะปัณ อย่าพูดคำพวกนี้กับผมอีก ใครจะเหมาะหรือไม่เหมาะกับผมยังไง ผมรู้เอง ไม่ต้องมีใครมาบอกผม ถ้าคุณพูดคำนี้ขึ้นมาอีกที ผมจะถือว่าความรักของผมที่มีต่อคุณ คุณไม่เคยรู้สึกถึงมันเลย เพราะคุณไม่เคยรักผมเลย” ปัณตกใจมากกับคำพูดของชลาธิป เขาไม่เคยคิดอะไรไปในแบบนั้นเลย
            “เพราะผมทั้งรัก ทั้งห่วงคุณหมอต่างหากผมถึงได้พูดออกไปแบบนั้น” เสียงนั้นสั่นเครือเม้มปากแน่น ด้วยความรู้สึกน้อยใจ จนชลาธิปสงสาร ร่างหนารีบเข้าไปโอบลำตัวของปัณไว้ในอ้อมกอด เขาลูบหลังบางๆนั้นเป็นการปลอบโยน ก่อนจะเอื้อมมือมาจับให้ใบหน้าของปัณเงยขึ้นมารับจูบอ่อนโยนของเขา ปัณก็เปิดปากรับด้วยความเต็มใจ จูบของคุณหมอคราวนี้มันอ่อนโยนจนปัณคลายความรู้สึกน้อยใจและความกังวลลงไปได้มาก
            ...ที่รัก
            ... ครับ ที่รัก

/////////////////
ตอนนี้แลดูยาวนะ
แต่อืดๆยังไงมิรู้
โปรดให้อภัยนะจ๊ะ
มือใหม่ก็งี้แหละ^^

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น