เจ้าโง่_

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3 : จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์

ชื่อตอน : บทที่ 3 : จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ย. 2561 20:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 : จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์
แบบอักษร

บทที่ 3

จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์


ครืด… ครืด… 

เสียงสั่นและเสียงริงโทนจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นเตือนให้ผมรู้ว่าตอนนี้เข้าสู่เช้าวันใหม่แล้ว ผมตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงียมองไปยังเตียงของใครอีกคนที่เป็นเพื่อนร่วมห้องเพียงคนเดียวของผม แต่ก็ไร้วี่แววเจ้าของเตียงเลย เมื่อคืนหลังจากเกิดเรื่องวุ่นๆจากความงี่เง่าของผมเอง ผมนั่งรอพี่ศรจนดึก คิดว่าถ้าพี่เขากลับเข้ามาในห้องผมจะขอโทษที่เผลอทำตัวงี่เง่าใส่พี่เขาอีกแล้ว แต่ผมรอยู่นานสองนานพี่ศรก็ไม่มาสักที ภาพจำสุดท้ายคือผมเผลอล้มตัวนอนลงบนเตียงแป๊บเดียวเองนะ มารู้ตัวอีกทีก็เช้าซะแล้ว แต่ถึงจะเช้าแล้วพี่ศรก็ยังไม่กลับมาเลย

“เฮ้อ! พี่เขาคงจะโกรธเราจริงๆแล้วสินะ ไม่ก็…คงจะเกลียดไปแล้ว”  แล้วผมก็นั่งถอนหายใจทำหน้าเซงๆกับตัวเองอยู่นานกว่าจะยอมลุกไปอาบน้ำแต่งตัว  วันนี้ถ้าไม่ติดว่ามีเรียนปรับพื้นฐานวันแรกผมก็คงจะอยู่รอเจอหน้าพี่ศรก่อน อยากจะบอกพี่เขาว่า ขอโทษ  ไม่รู้ว่าพี่เขาจะยกโทษให้หรือเปล่า แต่ว่าอย่างน้อยๆให้ผมได้ขอโทษออกไปก็ยังดี

ผมไม่รู้ว่าพี่ศรมีกุญแจเข้าห้องหรือเปล่า ตัวผมเองก็มีกุญแจแค่ชุดเดียวพี่ผมเจอในลิ้นชักบนตู้ใบเล็กข้างๆเตียงนอน พอลองเอามาไขดูถึงได้รู้ว่าเป็นกุญแจห้องอีกชุด สิ่งที่ผมเลือกทำก็คือการซ่อนกุญแจไว้ในรองเท้าผ้าใบคู่ที่ยังไม่ได้ใส่ของผมวางไว้หน้าห้อง เผื่อว่าพี่ศรกลับมาห้องแล้วไม่มีกุญแจก็จะได้เข้าห้องได้ หวังว่าพี่เขาคงรู้นะว่ามีกุญแจอยู่ในรองเท้าคู่นั้น พี่เขาคงรู้แหละวิธีนี้ใครเขาก็ทำกันไม่ใช่เหรอ?

“ปุณย์แกไปทำอะไรมาทำไมหน้าตาดูโทรมแบบนั้น”  พอเข้ามาในห้องเรียน เรียวนิ้วมือบางของเจนแตะเข้าที่ขอบตาทั้งสองข้างของผมทันที่เจอหน้า สายตาของทั้งเจนและเจสสิก้ารวมถึงเพื่อนๆในห้องเรียนที่มองมาที่ผมทำให้ผมรู้ว่าตอนนี้สภาพของตัวเองคงจะแย่มาก

“แกไปทำอะไรมาทำไมขอบตาคล้ำจัง แถมยังทำตัวเหมือนคนวิญญาณหลุดออกจากร่างไปอย่างงั้นแหละ”

“พอดีเมื่อคืนเรานอนดึกน่ะ พอนอนดึกแล้วต้องมาตื่นเช้ามันก็เลยเพลียๆ” ผมตอบบ่ายเบี่ยง

“แล้วแกไปทำอะไรมาถึงได้เพลียละ” คราวนี้เป็นเจสสิก้าที่ถาม สายตาที่มองมาไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอกำลังคิดเรื่องทะลึ่งอยู่แน่ๆ แต่ผมก็เพลียจริงๆอย่างที่บอกไป นอนดึกแล้วยังต้องตื่นเช้ามาเรียนอีก ประคองตัวให้มาเรียนได้ก็บุญแล้ว เรื่องจะไปต่อล้อต่อเถียงหรือปฏิเสธอะไรอย่าได้ถามถึง

“ไม่ได้ทำอะไร ก็แค่นอนดึก”

“สงสัยแกตื่นเต้นละสิที่จะได้มาเรียนวันแรก แค่เรียนปรับพื้นฐานเองไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้นก็ได้มั้ง” เจนบอกมาแบบนั้นผมก็ได้แต่พยักหน้ารับทั้งๆที่ความจริงแล้วผมไม่ได้ตื่นเต้นกับเรื่องนี้เลย

“พูดถึงเรื่องนี้ก็ดี ฉันจะถามว่าเมื่อคืนเป็นยังไงกันบ้าง ได้ห้องถูกใจกันไหม”

“อย่าให้พูดถึงเลยยายเจน ฉันได้อยู่หอสามชั้นล่างสุด ห้องข้างบนมันย้ายของอะไรไม่รู้ทั้งคืนเสียงดังมาก แถมฉันคิดว่าจะได้อยู่ห้องเดียวกับผู้ชายหล่อๆดันมีแต่เพื่อนสาว”

“น้อยๆหน่อยเถอะจ๊ะแม่เจสสิก้า มาเรียนนะไม่ใช่มาหาหลัว เรื่องแบบนี้เพลาๆลงบ้าง”  แล้วเจสสิก้าก็ทำหน้าเชิดใส่จนเจนต้องส่ายหน้าให้เบาๆ

“แล้วปุณย์ละอยู่หอเป็นไงบ้าง” ตอนนี้เจนหันมาถามผมแทน

“ก็…ก็ดีนะ”

“ทำเสียงแบบนี้แสดงว่าไม่ค่อยดีแน่เลย ทำไม อยู่กันหลายคนแล้วแกอึดอัดเหรอ”

“เปล่าหรอก คือห้องเราอยู่กันแค่สองคน”

“อ้าว! ทำไมถึงอยู่กันแค่สองคนละ”

“พอดีพี่เมทเราซิ่วไปแล้ว เรากับเมทคนอื่นเลยถูกจับแยกไปอยู่ห้องอื่นๆ ก็ไปแทรกๆอยู่ตามห้องที่ว่างๆ”

“โหยอิจฉาปุณย์อ่ะ ฉันอยากอยู่แค่สองคนบ้าง ห้องฉันสี่คนจะเหยียบคอกันตายอยู่แล้ว”

“นี่! แกช่วยหยุดงอแงก่อนได้ไหมยายเจสสิก้าฉันจะถามปุณย์ต่อ”

“เชอะก็ได้ๆ” คราวนี้ดูเหมือนเจสสิก้าจะงอนเจนเข้าจริงๆแล้วแต่ดูท่าเจนไม่ได้จะสนใจเลย ถึงผมจะพึ่งรู้จักสองคนนี้ได้แค่วันเดียว แต่ผมเห็นทั้งสองคนงอนกันไปมาหลายรอบแล้ว ส่วนใหญ่ไม่มีใครง้อใคร ห่างกันสักพักเดี๋ยวทั้งคู่ก็มาดีกันเอง เวลาเห็นสองคนนี้ทะเลาะกันผมเลยไม่ได้สนใจอะไรมาก

“อยู่สองคน งั้นก็แสดงว่าแกอยู่กับพี่เมทแค่สองคนละสิใช่ไหม” เจนถามผมต่อ

“อืม”

“แล้วแกเข้ากับพี่เมทได้ไหมละ”

“ก็…พอได้นะ”  ไอ้ปุณย์นะไอ้ปุณย์ โกหกคำโตออกไปอีกแล้ว เข้ากันได้ที่ไหนล่ะ มองหน้ากันยังไม่ติดเลยมั้ง มาวันแรกก็ทำเรื่องให้พี่เขาเกลียดขี้หน้าซะแล้ว

“แล้วพี่เมทแกหล่อไหม” คราวนี้เป็นเจสสิก้าที่ถามขึ้น พอรู้ว่าผมได้อยู่กับพี่เมทแค่สองคนเธอดูท่าทางจะสนใจมาก น่าจะมากจริงๆเธอถึงได้ถามผมด้วยสายตาลุกวาวแบบนั้น

“คือ…ก็น่าจะหล่อมั้ง”

“แสดงว่าหล่อแน่เลย ใครอะปุณย์ ฉันรู้จักไหม”

“เราก็ไม่รู้ว่าเจสสิก้ารู้จักพี่เขาไหม แต่ว่าพี่เขาชื่อพี่ศร”

“…”

“…”

“ระ…เราพูดอะไรผิดเหรอ”  นั้นสิ ผมพูดอะไรผิดเหรอ ทำไมพูดจบทุกคนต้องทำหน้าตกตะลึงอะไรขนาดนี้

“แกบอกว่า พี่เมทของแกคือพี่ศรงั้นเหรอ”  เจนถามย้ำอีกครั้งอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ผมพูด

“ชะ...ใช่”

“ปุณย์แลกห้องกันไหม” พูดจบอยู่ดีๆเจสสิก้าก็พุ่งเข้ามาจับเข้าที่ต้นแขนพร้อมเขย่าตัวผมจนตัวสั่นไปหมด

                “เอ่อ…คือ”

“นะ นะ นะ แลกห้องกันนะ”

“จะบ้าเหรอยายเจส มันแลกได้ที่ไหน เขาให้เปลี่ยนได้แค่เมื่อวานแล้วก็ต้องเป็นกรณีพิเศษจริงๆไม่ใช่จะมาแลกก็แลก” พอเจนพูดแบบนั้นเจสสิก้าถึงยอมแพ้ไปเอง ยอมละมือที่จับต้นแขนผมออกในที่สุด  ทั้งๆที่เจสสิก้าเธอดูเหมือนผู้หญิงมากแต่แรงเยอะชะมัด เล่นเอาเจ็บเหมือนกันนะเนี่ย

“ก็ฉันอยากอยู่กับพี่ศรจริงๆนี่”

“ว่าแต่แกได้อยู่กับพี่ศรจริงๆใช่ไหมปุณย์”

“เอ่อ…อืม” ผมพยักหน้ารับ

“ถ้ามีใครรู้เข้า พวกนั้นจะต้องพากันมาอิจฉาแกแน่ๆ”

“ทำไมเหรอเจน”

“อ้าว! แกไม่รู้เหรอว่าพี่ศรนะคนแอบปลื้มพี่เขาเยอะจะตาย โดยเฉพาะพวกปีหนึ่งนะบางคนนี่ชอบจนแทบคลั่งเลย ดูขนาดฉันสิยังชอบเลย”

“จริงแก พี่เขาเท่ชะมัดเลย ทั้งหล่อ ทั้งสูง หน้าตา รูปร่างก็ดี แถมยังเป็นนักกีฬายิงธนูอีกต่างหาก เท่สุดๆไปเลย” เจสสิก้าเสริม

“จริงที่สุด แต่ว่าฉันได้ยินมาว่าพี่เขาไม่สนใจใครเลยนะ ไม่ค่อยมีเพื่อนไม่ค่อยคบใครเลย ใครไปจีบพี่เขาน่ะก็หน้าแตกหมอไม่รับเย็บกลับมาหมด อย่างเมื่อวานฉันเห็นพี่เขาแผ่รัศมีให้พวกที่ไปขอเบอร์ ขอไลน์พี่เขาแทบจะร้องไห้กลับมาเป็นแถบ เห็นแบบนี้ฉันก็ไม่ไหว ขอแอบปลื้มพี่เขาอยู่ห่างๆดีกว่า ว่าแต่แกเถอะปุณย์ พี่เขาดูนิ่งๆดุๆแบบนั้นแกอยู่ห้องเดียวกับพี่เขาไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม”

“ไม่นะ พี่เขาก็ปกตินะ ก็…อยู่ได้”  เฮ้อ! สุดท้ายก็ต้องโกหกคำโตออกไปอีกจนได้

อยู่ได้น่ะมันก็อยู่ได้อยู่หรอก แต่ถ้าบรรยากาศมันเป็นแบบเมื่อคืนตลอด ผมเองก็ไม่รู้ว่าตังเองจะทนแบบนั้นได้นานแค่ไหนกันนะ ไม่รู้ว่าพี่เขาเป็นแบบนี้อยู่แล้วหรือเปล่าหรือจะเป็นแค่กับเราคนเดียว ไม่สิ! จริงๆแล้วพี่เขาคงไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก เรายังจำสีหน้า แววตา และรอยยิ้มของพี่ศรที่เราดูในทีวีวันนั้นได้อยู่เลย มันไม่ใช่สีหน้า แววตาและรอยยิ้มของคนที่มีนิสัยแบบนี้หรอก แล้วทำไมตอนนี้พี่ถึงเป็นแบบนี้ไปได้นะ

จะยังไงก็ตามผมไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอกนะ ผมจะต้องรู้ให้ได้ว่าทำไมพี่ถึงเป็นแบบนี้ แล้วทำไมพี่ถึงเลิกยิงธนู ทั้งๆที่พี่ดูชอบและรักมันออกขนาดนั้น แต่ว่าตอนนี้ผมคงต้องคิดเรื่องที่จะทำยังไงให้พี่ศรยกโทษเรื่องที่ทำให้พี่เขาโกรธให้ได้ก่อน เฮ้อ! ยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้มใจชะมัดเลย

วันนี้ทั้งวันชีวิตผมก็วนเวียนอยู่กับการถูกระดมยิงคำถามเกี่ยวกับพี่ศรของเจนและเจสสิก้ามาเป็นชุด พี่ศรหล่อไหม?  พี่ศรเป็นยังไงบ้าง? บลา บลา บลา แต่ก็นั้นแหละครับ ถามกันไปก็เท่านั้นเพราะผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพี่เขาเลย ก็เจอกันแต่ละทีก็มีแต่เรื่องแล้วผมจะไปรู้เรื่องของพี่เขาได้ไงละ 

“เลิกเรียนแล้วปุณย์จะไปกินข้าวเย็นพร้อมกันไหม”

“ไม่ละ ขอบใจนะที่ชวน แต่เดี๋ยวเราต้องเอาเอกสารไปส่งที่ชมรมกรีฑา เจนไปกับเจสสิก้าเถอะ”

“’งั้นไว้เจอกันนะ”

“อืม”

พอแยกจากเพื่อนๆเรียบร้อยผมก็มุ่งหน้าไปที่ชมรมกรีฑาอย่างที่บอกเจนกับเจสสิก้าไป จริงๆที่ผมเข้ามาเรียนที่นี่ได้ก็เพราะความสามารถทางด้านการวิ่งที่บังเอิญมันดีในระดับที่สามารถทำให้ผมได้โควต้าเข้ามาเรียนที่นี่ได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่แปลกที่ชมรมที่ผมต้องเข้าร่วมก็คือชมรมกรีฑา

การไปชมรมกรีฑาของผมในครั้งนี้ไม่ใช้เรื่องยากอะไรเหมือนวันที่ผมมาที่มหาวิทยาลัยครั้งแรก นั้นก็เพราะพวกพี่ๆที่ชมรมกรีฑาได้จัดการแอดเพื่อนในไลน์และส่งทั้งแผนที่ โลเคชั่นแล้วก็บอกทางผมเรียบร้อย หน้าที่ของผมก็แค่พาตัวและเอกสารไปให้ถึงชมรมก็แค่นั้น

“นั้น!...พี่ศรนี่น่า” เดินมาไม่นานผมก็ต้องสะดุดสายตาเข้ากับแผ่นหลังของใครคนหนึ่ง แผ่นหลังนั้น ทำไมผมจะจำไม่ได้ละ ก็ผมเฝ้ามองดูพี่เขาอยู่ห่างๆมาเกือบสองปีนี่เนอะ ระยะห่างระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ไม่ใช้เรื่องยากอะไรสำหรับผมเลยที่จะติดตามข้อมูลของผู้ชายคนนี้ แล้วจะแปลกอะไรถ้าผมจะจำพี่ศรได้ทันทีที่เห็น แม้จะเห็นจากด้านหลังก็เถอะ ว่าแต่ทำไมพี่เขาถึงมาที่สนามยิงธนูนี่ได้ ก็ไหนว่า… จริงสินะ เมื่อวานถ้าเราไม่ไปทำตัวงี่เง่าใส่พี่เขาไปแบบนั้นก็คงจะได้ถามพี่เขาไปแล้วว่าทำไมถึงเลิกยิงธนู ก็ไหนว่าเป็นกีฬาที่ชอบที่สุดไง แล้วอีกอย่าง ถ้าพี่เขาอยากจะเลิกจริงๆก็คงไม่มาที่สนามกีฬายิงธนูนี่หรอก

“ไอ้ตัวแสบ!”

“โอ้ย!”  ระหว่างที่ผมกำลังจ้องมองพี่ศรอยู่นั้นก็มีวงแขนหนักๆของใครบางคนวางพาดลงมาเต็มแรงจนคอผมแทบหัก ไอ้บ้า คอคนนะไม่ใช่ท่อนไม้วางพาดมาได้

“เฮ้ย! หยอกแค่นี้ร้องจะเป็นจะตายเลยนะมึง”

“พี่แทน”

“เออ ก็กูสิวะ หล่อๆแบบนี้จะมีใครได้ มึงมาทำอะไรที่นี่เนี่ย?”

“ผม…” กำลังจะตอบไอ้พี่แทนออกไป แต่สายตาดันหันไปเห็นว่าพี่ศรกำลังจะเดินไปแล้ว พอผมมองตามไปไอ้พี่แทนมันก็ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ๆจนผมต้องผงะตัวออก

“มึงนี่ขี้ตกใจเหมือนกันนะ เมื่อกี้ก็ร้องซะเสียงดัง

“ก็พี่มาไม่ให้ซุ่มให้เสียงผมตกใจหมด”

“ทำเป็นตุ้งติ้งขี้ตกใจไปได้ แมนๆแบบเราก็หยอกกันอย่างนี้แหละ” ว่าจบไอ้พี่แทนที่ตอนนี้แต่งตัวในชุดเตะบอลเต็มยศ ใส่เสื้อสีแดง กางเกงขาสั้นสีดำ สวมรองเท้าสตั๊ดคู่สวย มืออีกข้างถือลูกฟุตบอลก็วางพาดวงแขนหนักๆของพี่มันลงมาที่คอผมอีก 

“ผมเจ็บนะพี่แทน”

“เจ็บก็ทนหน่อยสิวะ รุ่นพี่รุ่นน้องก็หยอกกันแบบนี้แหละ จะได้สนิทกันไวๆไงเล่า”

“…”  ใครอยากจะสนิทกับพี่มันกันวะ

“มึงกินอะไรมายัง”

“ยัง ผมกำลังจะไปธุระ ต้องเอาเอกสารไปส่งที่ชมรมกรีฑา”

“หืม…ไหนมาดูสิ” พูดเสร็จไอ้พี่แทนก็ดึงซองเอกสารสีน้ำตาลในมือผมไปทันที “อ๋อ มึงเป็นเด็กโควต้าเหรอ เออๆ อยู่กรีฑาก็ดีแล้ว กูมีเพื่อนอยู่นั้นหลายคนไว้กูจะแวะไปหา”

“ไม่ต้องๆ พี่ไม่ต้องมาหาผมก็ได้” ผมตอบทั้งๆที่ยังถูกไอ้พี่แทนมันล็อคคออยู่แบบนั้น

“มึงไม่ต้องเกรงใจหรอก ต่อไปเดี๋ยวมึงกับกูก็สนิทกันแล้ว มึงก็มาหากูที่ชมรมฟุตบอลบ่อยๆสิ” 

“…” ใครจะไปกันเล่า แล้วอีกอย่างผมไปทำตัวว่าอยากสนิทกับพี่มันตอนไหนฟะ?

“เมื่อกี้มึงพึ่งบอกว่ายังไม่ได้กินอะไรใช่ปะ? งั้นเดี๋ยวกูพาไปส่งเอกสารก่อน จากนั้นเดี๋ยวกูพาไปเลี้ยงข้าวในซอยหลังมอโอเคไหม”

“ไม่โอเค”

“งั้นไปกันเลย

“ไอ้พี่แทนนน”  แล้วผมก็โดนพี่มันล็อคคอพาตัวไปทันที  ไอ้พี่แทนพาผมไปชมรมกรีฑาเพื่อส่งเอกสารก่อน ตอนแรกผมคิดไว้ว่าจะถ่วงเวลาให้นานที่สุดเพื่อหาโอกาสวิ่งหนีพี่มันให้เร็วที่สุด แต่เรื่องมันดันไม่เป็นแบบนั้นนะสิ ไอ้พี่แทนนี่ถ้าไม่บอกผมไม่เชื่อว่าพี่มันอยู่แค่ปีสองนะ พี่มันทำตัวเหมือนอยู่มาแล้วเป็นสิบปี ก็พี่มันเล่นรู้จักคนเขาไปทั่วหมดเลย คนในชมรมกรีฑานี่ก็รู้จักพี่มันเกินครึ่งแล้วมั้ง ใครเดินผ่านมาก็รู้จักพี่มันหมด เพราะแบบนี้ไอ้พี่แทนมันเลยตีเนียนเข้ามาข้างในชมรมกับผมได้ แล้วแบบนี้ผมจะไปหาโอกาสที่ไหนชิ่งหนีพี่มันได้ สุดท้ายพอส่งเอกสารเสร็จผมก็โดนลากตัวมาที่ร้านอาหารที่ในซอยหลังมหา’ลัยตามที่พี่แทนมันบอกไว้ตอนแรก

“นั่งเลยๆ ร้านนี้แหละอร่อยแน่นอนกูรับรอง มึงจะกินอะไรสั่งเลยเดี๋ยวกูเลี้ยงเอง”

“ไม่ต้องก็ได้พี่ ให้ผมเลี้ยงขอบคุณพี่ก็ได้ที่อุตส่าห์พาผมไปส่งเอกสารที่ชมรม”   อันนี้ผมพูดจริงๆนะไม่ได้ประชด ถึงตอนแรกผมจะไม่อยากให้พี่มันมาด้วยก็เถอะ แต่ว่าจริงๆแล้วมีพี่แทนมาด้วยผมก็อุ่นใจขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยๆก็ไม่ต้องกลัวเรื่องเส้นทางแถมยังได้มาเปิดหูเปิดตาในที่ใหม่ๆด้วย ไม่เคยรู้ว่ามหาวิทยาลัยที่อยู่กลางเมืองแบบนี้จะมีซอยที่เต็มไปด้วยร้านอาหารแบบนี้ด้วย

“มึงหยุดเลยไอ้… มึงชื่ออะไรนะ”

“ปุณย์ครับ”

“เออ ไอ้ปุณย์ตัวแสบ ถึงมึงจะตัวแสบทำวีรกรรมกับกูไว้หลายอย่างแถมยังชอบทำตัวแปลกๆอีกก็เหอะ แต่เรื่องนี้จะมาให้น้องเลี้ยงกูได้ยังไง เสียเชิงหมด”

“ครับๆ ถ้าอย่างงั้นก็ชอบคุณพี่แล้วกันครับ งั้นมื้อนี้น้องปุณย์ขอฝากท้องด้วยนะครับ” ผมหัวเราะเบาๆอย่างเข้าใจ ก่อนจะยกมือไหว้ขอบคุณพี่มันไปอย่างกวนๆ จะว่าไปไอ้พี่แทนมันเป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ทำให้ผมรู้สึกเหมือนสนิทกับพี่มันมานานยังไงไม่รู้

“ไอ้…ปุณย์”

“ครับ?”

“มึงยิ้มแบบนี้ให้ใครบ่อยหรือเปล่าวะ”

“ยิ้มแบบไหนครับ”

“ก็แบบที่ทำเมื่อกี้ไง”

“แบบนี้เหรอครับ” พูดจบผมก็ยิ้มแบบที่ยิ้มเมื่อกี้ให้ไอ้พี่แทนมันดู ก็เห็นอยู่ว่าพี่มันเหมือนจะทำหน้าอึ้งๆไป แต่ว่าผมก็ยิ้มปกติของผมนี่น่า

“…”

“ทำไมเหรอครับ”

“เปล่าๆ ไม่มีอะไร เอ่อ…งั้นมึงสั่งอาหารไปก่อนนะ เดี๋ยวกู…ขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึง” พูดไม่ทันขาดคำไอ้พี่แทนก็ลุกขึ้นจากที่นั่งเดินไปเข้าห้องน้ำเลย ทิ้งให้ผมนั่งทำหน้าไม่เข้าใจอยู่ที่เดิม

“พี่แทนเขาเป็นอะไรของเขา”  แต่ความสงสัยก็อยู่ในหัวผมได้ไม่นาน เพราะพี่พนักงานก็เดินเข้ามารับออเดอร์ ผมไม่รู้ว่าพี่แทนจะกินอะไรก็เลยไม่ได้สั่งอะไรให้ไอ้พี่แทนมันเลย ตอนนี้ผมเองก็รู้สึกหิวขึ้นมาแล้วซะด้วยสิ ก็เลยเผลอสั่งอะไรไปเยอะเลย ไม่เป็นไรหรอกยังไงก็กินหมดอยู่แล้ว ปุณากรณ์ซะอย่างเรื่องกินหายห่วงได้เลย

“ไอ้เบส ปีนี้โค้ชจะส่งมึงลงแข่งหรือเปล่าวะ”  เสียงใครคนหนึ่งถามเพื่อนของเขาดังขึ้น เสียงมาจากกลุ่มผู้ชายสองคนที่พึ่งเข้ามาใหม่

“ไม่รู้สิวะ ไอ้ห่าทอยนี่มันพึ่งจะเปิดเทอมเองนะเว้ย กีฬาเขาแข่งกันตั้งเทอมหน้ากูยังไม่เห็นโค้ชพูดอะไรเลยวะ” ชายคนที่ถูกถามพูดตอบ

“ยังไงก็ต้องเป็นมึงอยู่แล้วไหมวะ ชมรมยิงธนูของเราใครๆก็รู้ว่ามึงน่ะเก่งสุดแล้ว คนที่จะเป็นตัวแทนมหา’ลัยไปแข่งปีนี้ถ้าไม่ใช่มึงแล้วจะเป็นใครวะ” คนที่ชื่อทอย ที่เป็นคนถามตอนแรกพูดขึ้น

ตอนนี้ทั้งสองคนเดินมานั่งลงบนโต๊ะตัวถัดไปจากผมนี่เอง ใกล้กันจนหลังจะชนกันอยู่แล้ว แค่ได้ยินเขาพูดถึงเรื่องยิงธนูก็เหมือนจะดึงความสนใจของผมไปจนหมดเลย สองคนนี้เหมือนจะอยู่ชมรมยิงธนูเลย จะถามคนพวกนี้เกี่ยวกับเรื่องของพี่ศรได้หรือเปล่านะ

“แล้วเรื่องไอ้ศร…”

“มึงจะพูดถึงมันทำไมวะไอ้เชี่ยทอย”

“เฮ้ย! มึงอย่าพึ่งโกรธสิวะ กูก็แค่จะถามดู ก็กูยังเห็นว่าโค้ชปิติแกยังไปตามตื้อไอ้ศรอยู่เลยนี่หว่า กูกลัวว่าถ้ามันเกิดยอมกลับมายิงธนูอีก มึงก็อาจจะ...”

“มันไม่กลับมาหรอก ไอ้คนกากๆแบบนั้นน่ะ แม่งเล่นกากแล้วถอนตัวไปแบบนั้นคงไม่กล้ากลับมาหรอก”

“เออๆกูก็ว่างั้น กลับมาอีกทีคงยิงธนูไม่ได้แล้ว มือไม้แข็งไปหมดแล้วมั้ง แบบนั้นจะต่างอะไรกับเด็กหัดยิงธนู มันก็คงกากอย่างที่มึงว่านั้นแหละ”

“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย!” เสียงเล็กๆดังขึ้นพร้อมกับเสียงเลื่อนเก้าอี้จากการลุกขึ้นยืน ใช่แล้วครับ เสียงของผมเอง ตอนนี้ผมหันหน้าไปประจันหน้ากับใครอีกสองคนที่กำลังมองผมกลับมาด้วยสายตาไม่เข้าใจเช่นกัน

“อะไรของมึงวะไอ้ปีหนึ่ง” คนที่ชื่อทอยมองสำรวจผมตั้งแต่หัวจรดเท้า เดาว่ามองจนมั่นใจแล้วว่าผมเป็นเด็กปีหนึ่งถึงพูดแบบนั้นออกมา

“พี่ศรน่ะ เขาไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย เขาไม่ใช่คนกากอย่างที่พวกพี่สองคนว่า”

“แล้วมึงรู้ได้ยังไง มึงเป็นเมียมันเหรอ”  คนที่ชื่อทอยพูดขึ้นอีกครั้ง แต่ผมไม่ได้สนใจเข้าเลย สายตาผมจดจ้องไปยังสายตาคู่คมของคนที่ชื่อเบสที่มองมาทางผมอย่างไม่ลดละเช่นกัน

“พี่จะเก่งมาจากไหนผมไม่รู้หรอกนะ แต่ผมเชื่อว่าพี่ศรน่ะไม่ได้เป็นแบบนั้นแน่นอน”

“อะไรของมันวะไอ้เด็กนี่”

“พี่น่ะ! ถ้าว่าคนอื่นแบบนั้น พี่เองก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่พี่ว่าหรอก แต่พี่ศรนะต้องไม่เป็นแบบนั้นแน่ๆ” สายตาแข็งกร้าวจากทั้งสองคนยังคงมองมาที่ผมอย่างไม่ลดละ ผมเองก็มองกลับไปอย่างไม่วางสายตาเช่นกัน 

การมีเรื่องกับคนอื่นไม่ใช่วิสัยของผมเลยจริงๆ เกิดมาตัวเล็กแบบนี้จะไปต่อยตีมีเรื่องกับใครเขาได้ จากที่ผมเป็นคนที่พยายามไม่เอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือมีเรื่องกับใครมาตลอด แต่ว่าครั้งนี้…ครั้งนี้ผมทนไม่ได้จริงๆ ก็พี่ศรน่ะ ไม่ได้เป็นอย่างที่ทั้งสองคนนี้ว่าสักหน่อย ถึงแม้ว่าพี่ศรจะเลิกยิงธนูไปแล้วจริงๆ แต่ผมเชื่อว่าพี่เขาต้องมีเหตุผลแน่ๆ ถึงอย่างนั้นสองคนนี้ก็ไม่มีสิทธิมาว่าพี่เขาแบบนี้

“มึงพล่ามจบแล้วใช่มะ คณะไหนวะมึงอะ?” ดูเหมือนผมจะไปทำให้ความอดทนของสองคนนั้นหมดลงไปซะแล้ว โดยเฉพาะคนที่ชื่อทอย ตอนนี้ตัวผมเซถลาจนเกือบล้มตามแรงกระชากของคนที่ชื่อทอยที่ตอนนี้มือหนาของเขากำลังจับคอเสื้อของผมอยู่

“ว่าไงไอ้เด็กปากดี คณะไหนละมึงน่ะ”

“…”  ผมนิ่งเงียบไม่ตอบ ผลที่ได้คือแรงดึงที่ปกคอเสื้อมากขึ้น พร้อมกับแรงกระชากตัวผมให้เข้าหาของคนชื่อทอย แต่ถึงจะทำแบบนั้นสิ่งที่ได้จากผมกลับไปก็มีแต่สายตาแข็งกร้าวเท่านั้น

“เงียบทำไมละ เมื่อกี้ยังเห็นมึงปากดีอยู่เลย ทำไมกลัวหรือไง?”

                “…”

“ไอ้เด็กเชี่ยนี่แม่งจงใจกวนประสาทนี่ว่า เด็กปากดีแบบมึงขอเอาเลือดปากออกหน่อยเหอะ”

“เฮ้ย! พกวมึงทำอะไรอ่ะ”

“นึกว่าใคร ไอ้แทนนี่เอง”

“พะ…พี่แทน”  ผมร้องเสียงแหบเพราะปกคอเสื้อที่ตอนนี้ถูกดึงรวบจนตึงมันเริ่มแน่นจนผมเริ่มจะหายใจไม่ออกแล้ว ตอนแรกผมก็ทำเป็นเก่งอยู่หรอก แต่ตอนนี้เริ่มจะกลัวขึ้นมาแล้วนะ

“มึงปล่อยน้องกูเลยนะไอ้เชี่ยทอย” 

“ฮา…ฮะ…”  พอไอ้พี่แทน ไม่สิ! ตอนนี้ต้องเรียกว่าคุณพี่แทนเข้ามาช่วยผมจากข้อมือหน้าของไอ้คนที่ชื่อทอยที่จับปกคอเสื้อผมแน่นจนหายใจไม่ออก พอหลุดออกมาได้ผมก็รีบหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดอยู่เฮือกใหญ่

“มึงช่วยดูน้องมึงดีๆด้วยแล้วกัน คราวหลังอย่าปล่อยให้มันมาปากดีปีนเกลียวรุ่นพี่แบบนี้อีก”

“ขอโทษแทนน้องกูทีเถอะว่ะ พอดีเด็กมันพึ่งเข้าปีหนึ่งมันคงยังแยกไม่ค่อยออกหรอกว่ารุ่นพี่คนไหนควรเคารพคนไหนไม่ควรเคารพ พวกมึงก็ทำตัวดีๆด้วยแล้วกันเดี๋ยวน้องกูเผลอเข้าใจผิดไม่เคารพพวกมึงเอา”

“ไอ้เชี่ยแทน”

“อะไรมึง”  

“ไอ้ทอย!”  คนที่ชื่อทอยทำท่าจะพุ่งเข้ามาหาเรื่อง ไอ้คุณพี่แทนเองก็ยอมซะที่ไหนแทบจะพุ่งใสไอ้คนที่ชื่อทอยแทบจะทันทีเหมือนกัน หวิดจะมีมวยขึ้นซะแล้วถ้าไม่ติดว่าใครอีกคนที่ชื่อเบสไม่พูดขึ้นเสียงเรียบๆซะก่อน

“ไปเหอะว่ะไอ้ทอย อย่าไปเสียเวลากับไอ้พวกไร้สาระเลย ร้านนี้คงแดกข้าวไม่อร่อยแล้วไปกินที่อื่นเหอะ”

“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง”

เหมือนดูละครอย่างไงอย่างงั้นเลย เวลาเจอผู้ร้ายมันจะต้องมีผู้ร้ายที่เป็นหัวหน้ากับผู้ร้ายที่เป็นลูกน้อง เมื่อกี้คนที่ชื่อทอยดูพร้อมรบกับพี่แทนยังกับอะไรดี แต่พอคนที่ชื่อเบสบอกให้หยุด อีกคนก็ยอมเชื่อฟังแล้วยอมเดินออกจากง่ายๆ แต่จะว่าง่ายซะทีเดียวก็ไม่เชิงเพราะก่อนไปยังไม่วายชี้หน้าพี่แทนอย่างเอาเรื่องไว้อีก

“ไงมึงไอ้ตัวแสบ กูหายไปเข้าห้องน้ำแว็บเดียวออกมามีเรื่องซะงั้น”

“ขอโทษครับ” 

“ไม่ต้องขอโทษหรอกกูไม่ได้ว่าอะไร ก็แค่…เป็นห่วง ว่าแต่ตัวเล็กๆแบบมึงนี่หาเรื่องคนอื่นได้ด้วยเหรอวะ นักเลงนี่หว่ามึงเนี่ย”  ว่าจบพี่แทนก็เอามือหนักๆของพี่มันมายีหัวผมเล่นจนยุ่งไปหมด

“เปล่านักเลงสักหน่อย ก็แค่ไม่ชอบที่สองคนนั้นมาว่าพี่ศร”

“ทำไมสองคนนั้นมันว่าอะไรไอ้ศร”

“ก็…ก็พวกเขาบอกว่าพี่ศรกาก”

“แค่เนี่ยนี่นะมึงถึงกลับต้องมีเรื่องกับพวกมัน แล้วมึงจะไปเดือดร้อนอะไรแทนไอ้ศรมันด้วย”

“…”

“ฮั่นแน่! หรือว่ามึง…”

“ผม…ผมทำไมเหรอ”  แย่แล้ว! หรือว่าพี่แทนจะรู้แล้วว่าเราชอบพี่ศร

“มึงโกรธแทนพี่เมทของมึงละสิท่า กูเข้าใจละ มึงโกรธพวกมันที่มาว่าไอ้ศรพี่เมทมึงแน่ๆเลย แสดงว่ามึงกับไอ้ศรนี่ท่าจะอยู่กันรอดนะเนี่ยมึงถึงได้ดูเป็นห่วงมันขนาดนี้ ดีแล้วละ กูยังกลัวมึงขอย้ายห้องอยู่เลย”

“แฮะๆ ครับ”  หัวเราะแห้งๆตอบกลับไปอย่างโล่งใจ นึกว่าพี่แทนจะจับได้ซะแล้ว บางมุมพี่แทนมันก็ดูเป็นคนฉลาดดีนะ แต่บางมุมก็…

เฮ้ย! อันนี้ผมไม่ได้ว่านะ ก็แค่เล่าให้ฟังเฉยๆ

หลังจากผ่านเรื่องวุ่นๆไปแล้ว อาหารที่ผมสั่งไปก่อนหน้าแล้วก็อาหารที่พี่แทนสั่งตามไปทีหลังก็มาเสิร์ฟเรียบร้อยแล้ว วันนี้ไหนๆก็เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นมาแล้ว พี่แทนเองก็ดูท่าจะสนิทกับพี่ศรในระดับหนึ่ง อย่างน้อยๆก็เป็นด้านดีๆไม่เหมือนกับสองคนนั้น เราจะถามพี่แทนไปดีหรือเปล่านะว่าทำไมพี่ศรถึงเลิกยิงธนู

“พี่แทนครับ ผมมีอะไรอยากจะถามพี่หน่อยครับ”

“เหยอ มีอายัยอ่า” เสียงตอบไม่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะไอ้พี่แทนมันตอบมาทั้งๆที่ยังเคี้ยวอาหารอยู่เต็มปาก

“พี่แทนรู้ไหมครับ ว่าทำไมพี่ศรถึงเลิกยิงธนู”

“แฮกๆ เชี่ย! ถามอะไรของมึงเนี่ยเอาซะกูสำลักเลย”

“…”

“มึงรู้เรื่องนี้ได้ยังไง”

“คือผม…ถามพี่ศรมาน่ะครับ”

“ฉิบหายแล้ว กูลืมบอกมึงไปว่าอย่าไปถามไอ้ศรเกี่ยวกับเรื่องยิงธนู ถ้ากูเดาไม่ผิดมึงโดนมันจัดชุดใหญ่มาละสิท่า”

“ก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้นหรอกครับ”

“ไม่ถึงก็เกือบๆอ่ะ ดูหน้าสลดๆของมึงก็รู้แล้ว แต่ก็เอาเถอะถ้ามึงอยากรู้จริงๆกูก็จะบอก แต่กูก็ไม่รู้อะไรมากหรอกนะ รู้แค่ว่าไอ้ศรมันก็เข้ามาเรียนที่นี่ได้ด้วยโควต้านักกีฬาแบบมึงกับกูนี่แหละ ตอนปีหนึ่งมันน่ะรุ่งมากเลยนะ เป็นตัวแทนไปแข่งกีฬาที่ไหนก็ชนะหมด หล่อก็หล่อ สาวๆนี่กรี๊ดกันเต็มเลย แต่กูก็ไม่เห็นมันจะสนใจใครหรืออะไรเลยนอกจากยิงธนูของมันนั้นแหละ ที่จริงกูไม่เห็นว่ามันจะเท่ตรงไหนเลย สู้นักบอลแบบกูก็ไม่ได้เท่กว่าตั้งเยอะ มึงว่าไหม”

“เอ่อ…ครับ เล่าต่อเถอะครับ”

“นอกเรื่องหน่อยไม่ได้นะมึง ตอนแรกมันเป็นแบบที่กูเล่าให้มึงฟังนั้นแหละ ส่วนเรื่องเลิกยิงธนูมันเลิกเพราะอะไรอันนี้กูไม่รู้เรื่องเลยวะ ไม่มีใครรู้หรอกเพราะไอ้ศรมันไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แต่กูรู้ว่ามันพึ่งมาเลิกเล่นเมื่อตอนปีสองนี่เอง”

“แล้วพี่เขาเลิกเพราะอะไรเหรอครับ”

“ไม่รู้เหมือนกันวะ รู้แค่ว่าอยู่ดีๆมันก็เลิก ไม่ไปเข้าชมรม ไม่ไปแข่งอะไรทั้งนั้นตอนแรกกูยังคิดว่ามันต้องติดทีมชาติแน่ๆเลยแต่ดันเสือกเลิกเล่นซะงั้น กูนี่งงเลย ทุกคนก็งงเหมือนกันแต่ไม่มีใครกล้าถามมันเพราะไม่มีใครสนิทกับมันสักคน ปกติมันก็เป็นคนเงียบๆอยู่แล้วยิ่งตั้งแต่มันเลิกยิงธนูมันยิ่งเงียบกว่าเดิมอีก เข้าใกล้แล้วรู้สึกเหมือนมีรังสีอำมหิต บรือออ แค่คิดก็ขนลุกแล้ว น่ากลัวฉิบหายเลย” 

ผมไม่ได้สนใจรีแอคชั่นของพี่แทนที่กำลังทำท่าทางขนลุกอยู่ตอนนี้เลย ดูเหมือนจะไม่มีใครรู้เหตุผลที่พี่ศรเลิกยิงธนูเลยสักคนสินะ ทั้งๆที่พี่รักการยิงธนูมากขนาดนั้นแท้ๆ สายตาของพี่ที่ผมเห็นวันนี้มันก็บอกชัดเจนว่าพี่ยังรักและคิดถึงการยิงธนูขนาดไหน แล้วทำไมพี่ถึงเลิกมันซะละ พี่มีเหตุผลอะไรกันแน่น่ะพี่ศร

“ว่าแต่ที่มึงถามกูเกี่ยวกับไอ้ศรมันนี่ มึงเป็นห่วงไอ้ศรมันไง นี่เป็นห่วงมันถึงขนาดต้องไปทะเลาะกับพวกไอ้เบสเลยไง”

“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย ผมก็ห่วงพี่เขาแบบปกตินั้นแหละ แต่พวกนั้นน่ะเขาพูดถึงพี่ศรไม่ดีต่างหาก”

“พวกไอ้เชี่ยเบสมันก็เป็นแบบนั้นแหละ กูก็ไม่ชอบขี้หน้ามันเท่าไหร่หรอกหมั่นไส้แม่งฉิบหาย ไอ้นั้นมันก็อยู่ชมรมยิงธนูเหมือนกัน ฝีมือก็งั้นๆแหละสู้ไอ้ศรมันไม่ได้หรอก แต่พอไอ้ศรมันอออกจากชมรมแล้วไอ้เบสมันก็พราวตัวเองขึ้นมาทันทีเลย”

“อ๋อ เป็นแบบนี้นี่เองมิน่าพวกนั้นถึงดูไม่ค่อยชอบพี่ศรนัก”

“ไอ้ศรเองมันก็ทำตัวน่าให้ใครชอบที่ไหน นิ่งๆเงียบๆไม่ค่อยจะสนใจใคร มึงเองก็อย่าไปยุ่งกับพวกมันมากทั้งพวกไอ้เบสทั้งไอ้ศร โดยเฉพาะไอ้คนหลังมึงอย่าไปวุ่นวายเรื่องยิงธนูกับมันมากเดี๋ยวจะโดนมันกินหัวเอา”

“ครับ ครับ ครับ”

“เลิกชวนคุยได้แล้ว แดกข้าวไปเลยตัวยิ่งเล็กๆอยู่”

“…”

หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว พี่แทนก็อาสาเดินมาส่งผมที่หอ อันที่จริงมันก็เป็นทางผ่านของพี่แทนอยู่แล้วเพราะอย่าลืมว่าพี่แทนเองก็อยู่ปีสองเลยต้องมาเป็นพี่เมทที่หอในเหมือนกัน คณะเรามีจำนวนประชากรไม่มากเพราะปีหนึ่งรับไม่เยอะแต่ว่าหอในตั้งแต่หอหนึ่งถึงห้าก็เป็นของคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาหมด ผมอยู่หอสองส่วนพี่แทนอยู่หอสี่ยังไงก็ทางเดียวกันอยู่แล้ว

“วันนี้เป็นไงบ้างอาหารถูกปากไหม”

“ถูกครับ อร่อยด้วย” 

“ดีแล้ว พาน้องไปเลี้ยงทั้งทีกลัวมึงจะไม่ถูกใจ”

“…” ผมเงยหน้าขึ้นมองพี่แทนอย่างไม่เชื่อสายตา ทีแรกดูพี่มันเป็นคนแปลกๆหน่อย แต่พอรู้จักกันมากขึ้นพี่มันก็เป็นคนดีคนหนึ่งเลยนะเนี่ย

“งั้นไว้วันหลังกูพาไปอีกนะ ไปบ่อยๆก็ได้” 

“ครับ”  ผมหยักหน้ารับไปแบบนั้นแหละ ใครจะไปให้เลี้ยงบ่อยๆกันเกรงใจแย่

ครืด…ครืดดด…  ระหว่างทางเดินไปหอเสียงมือถือของใครอีกคนสั่นขึ้น

“ใครโทรมาวะ” พี่แทนบ่นไปพลางล้วงหยิบมือถือขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง “ฮัลโหล! อ้าว! ไอ้เชี่ยกูมาจะถึงหอแล้วเนี่ย”

“…”

“เออๆ ไอ้ห่าเจอกันกูเตะก้นมึงแน่ รอกูอยู่นั้นแหละเดี๋ยวกูรีบไป”  คุยเสร็จพี่แทนก็กดตัดสายไป ท่าทางหัวเสียของพี่แทนดูก็ว่าคงมีธุระด่วนที่ไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่

“ไอ้ปุณย์ มึง…เดินกลับหอคนเดียวได้ใช่ไหม”

“ได้สิครับ เดินอีกไม่ไกลก็ถึงแล้วแค่นี้เอง ถ้าพี่มีธุระสำคัญก็ไปเถอะครับ”

“ไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก  มึงกลับเองได้แน่นะ”

“แน่ครับ พี่ไปเถอะ”

“กลับดีๆละ”  พอมั่นใจแล้วว่าผมกลับเองได้พี่แทนยื่นมือมายีหัวผมเล่นอีกครั้งก่อนจะวิ่งกลับไปทางเดิม

“หัวยุ่งหมดแล้ว”

“ไอ้ตัวแสบ” แต่วิ่งไปไม่เท่าไหร่เสียงพี่แทนร้องตะโกนดังขึ้นจนผมต้องหันกลับไปมอง “กูลืมบอกไป อย่าไปมีเรื่องกับใครอีกนะมึง กูเป็นห่วง”  พูดจบคราวนี้ไอ้พี่แทนก็วิ่งหายไปเลย 

“ไอ้พี่บ้า” ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ผมก็เผลอยิ้มออกมาไม่รู้ตัว มองดูไอ้พี่แทนวิ่งจนหายไปสุดสายตาถึงได้หันหลังกลับมาเดินต่อ ใครจะไปรู้ว่าคนที่หน้าตาก็ดีใช้ได้แบบไอ้พี่แทนมันจะมีมุมแอบติ๊งต๊องแบบนี้ด้วย

วันนี้ผมพึ่งได้มีโอกาสเดินกลับหอพักเองคนเดียวแบบไม่เร่งรีบหรือมีอะไรมากวนใจ ตอนนี้เป็นเวลาเกือบๆทุ่มครึ่งแล้วบรรยากาศก็เลยยังไม่ดูเงียบมากเพราะหอพักของผมอยู่ใกล้กับสนามกีฬา จะมีก็แค่ช่วงทางเชื่อมระหว่างส่วนที่เป็นมหา’วิทยาลัยกับหอในเท่านั้นที่จะดูมืดๆเพราะถูกแต่งเป็นสวนเล็กๆ มีต้นไม้อยู่ตลอดสองข้างทาง การที่มีคนใส่ชุดนิสิตเต็มยศแบบเด็กปีหนึ่งมาเดินอยู่คนเดียวตอนนี้มันก็แอบหลอนเหมือนกัน

แกร๊ก…

ยังคิดได้ไม่ทันไรเลย อยู่ดีๆก็มีเงาตะคุ่มๆโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ ตอนแรกผมตกใจแทบแย่นึกว่าจะเจอผีเข้าให้แล้วเชียว ดีนะที่พอจะมีแสงไฟสลัวๆส่องมาให้เห็นว่าเป็นร่างของคนต่างหาก

“ไอ้คนนี้เหรอวะ”

“เออ ไอ้เตี้ยนี่แหละ” 

“…”  ผมกำลังยืนงงไม่เข้าใจกับสิ่งที่สองคนกำลังคุยกัน จนกระทั่งใครร่างของทั้งสองคนเดินเข้ามาใกล้แล้วผมได้เห็นหน้าใครอีกคนชัดๆ

“ไอ้พี่ทอย…” อีกคนหนึ่งผมไม่รู้จักแต่อีกคนผมจำได้ดีเพราะพึ่งเจอกันเมื่อช่วงเย็นนี่เอง

“หึ…” เสียงกระตุกยิ้มมุมปากจากใครอีกคนดังมาให้ได้ยิน

“ได้ข่าวว่ามึงเปรี้ยวเหรอไอ้เตี้ย” ใครอีกคนที่ผมไม่รู้จักพูด

“…”  ทั้งสองคนค่อยๆเดินเข้ามาใกล้ ในจังหวะเดียวกันร่างกายผมก็ก้าวเท้าถอยหลังอัตโนมัติ

“กลัวเหรอมึง ทีเมื่อตอนเย็นยังเห็นปากดีอยู่เลย”  คราวนี้เป็นไอ้พี่ทอยที่พูดขึ้น

“กะ…กลัวอะไร ทำไมผมถึงต้องกลัว ก็พวกพี่ผิดจริงๆ พวกพี่มาว่าพี่ศรก่อนทำไมละ”

“กูจะว่ามันแล้วมันเกี่ยวอะไรกับมึง มึงเป็นเมียมันหรือไง ทำไมกูจะว่าไม่ได้”

หมับ!

จนเมื่อผมถอยหลังมาจนสุดทาง หลังชนเขากับพุ่มไม้ที่ถูกตัดแต่งไว้สูงจนเกือบถึงช่วงไหล่ ผมกำลังจะหันตัวหนีแต่ก็ถูกอีกฝ่ายจับข้อมือไว้แล้วออกแรกบีบแน่นซะก่อน

“ปล่อย! ผมเจ็บนะ”

“เจ็บสิดี เด็กปากดีแบบมึงต้องสั่งสอนให้รู้ซะมั้งว่าใครเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง” ว่าจบไอ้พี่ทอยก็ออกแรงบีบแรงขึ้น ยิ่งผมออกแรงขืนใครอีกคนก็ยิ่งบีบแรงขึ้นเป็นเท่าตัว

“นี่แนะ!”

“โอ้ย! ไอ้เด็กเชี่ยมึง…เตะกูเหรอ”   เหตุการณ์มันจวนตัวจริงๆ ในเมื่อถูกรังแกผมก็ต้องปกป้องตัวเองสิ ก็ไอ้พวกพี่ทอยมันมารังแกผมก่อนทำไมเล่า

“มึงทำเพื่อนกูเหรอ”

ผลัก!

“โอ้ย!”  น้ำตาผมแทบร่วงเพราะเพื่อนของไอ้พี่ทอยมันก็ตอบโต้เร็วพอกัน ร่างสูงของมันพุ่งเข้ามาผลักผมจนล้มลงแล้วยังเตะเข้ามาที่หน้าทองผมเต็มแรงจนจุกไปหมด เจ็บจนแทบจะร้องไห้อยู่แล้ว

“มันเจ็บนะ”  ผมเงยหน้าขึ้นประท้วงด้วยแววตาแข็งกร้าว

“ฤทธิ์เยอะนักนะมึง ดูสิยังจะคิดหนีอยู่ไหม”

“โอ้ยยย!” แรงเหยียบจากรองเท้าคู่แพงกดลงมาที่ข้อเท้าข้างขวาของผมเต็มแรง ผมไม่สามารถตอบโต้ด้วยวิธีไหนๆได้เลยนอกจากตอนนี้ต้องนอนกุมท้องอยู่ด้วยความเจ็บปวดเท่านั้น เจ็บทั้งตัว เจ็บทั้งใจ

“เป็นไงละมึงหมดฤทธิ์แล้วใช่ไหม”

“ให้กูกระทืบแม่งเลยไหมทอย”

“เดี๋ยวกูขอพูดอะไรกับเด็กมันก่อน”

“…”

“มึงนี่…ดูๆไปก็น่ารักดีนะ ตัวเล็กๆขาวๆ แต่โทษทีวะไม่ใช่แนวกู หรือว่าที่มึงมาออกตัวแทนไอ้ศรมันนี่เพราะมึงเป็นเด็กมันเหรอวะ ได้ข่าวว่าอยู่ห้องเดียวกันด้วยนี่ อะไรวะเด็กสมัยนี้พึ่งเข้าปีแรกก็มีผัวซะแล้วเหรอ”

“เลว”

“มึงว่าอะไรนะ”

“พวกพี่นะ เลว!”

“ปากดีนักนะมึง”  ไม่พูดเปล่า แรงกดจากฝ่าเท้าหนาที่เหยียบข้อเท้าผมอยู่ตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า มันเจ็บจนผมแทบจะร้องออกมา แต่ก็ต้องกลั่นเอาไว้ไม่ยอมแสดงความอ่อนแอให้พวกมันเห็นหรอก

“ไอ้ศรมันมีดีอะไรนักหนา มึงถึงปกป้องมันนัก” ร่างของผมถูกกระชากให้ลุกขึ้นมา แต่อาการเจ็บที่ข้อเท้ามันมีมากเกินกว่าทีผมจะฝืนให้ยืนได้ ที่ยืนได้นั้นก็เพราะแรงดึงจากมือหนาของใครอีกคนที่จับคอเสื้อผมอยู่ตอนนี้ล้วนๆ

“พี่ศรนะเขาก็ดีกว่าพวกพี่ทุกอย่างนั้นแหละ  เขายิงธนูก็เพราะเขาชอบและรักมันจริงๆ ไม่ได้ต้องการจะมาแข่งกับใคร พี่เขานะก็แค่ทำในสิ่งที่พี่เขารักเท่านั้น พี่เขารักการยิงธนูมากแล้วพี่เขาก็มุ่งมั่นกับมันมากๆด้วย แต่คนแบบพวกพี่คงไม่เข้าใจหรอกว่าคนแบบพี่ศรนะดีแค่ไหน พี่เขาส่งต่อกำลังใจให้คนที่ไม่เคยมีเป้าหมายอะไรในชีวิตให้มีกำลังใจในการค้นหาเป้าหมายในชีวิตให้เจอและเต็มที่ที่จะทำตามเป้าหมายนั้นอย่างไม่ยอมแพ้ คนแบบพวกพี่นะ ไม่มีทางเข้าใจหรอก”

“มึงนี่ท่าจะเป็นเอามากนะ ถ้ามันดีนักทำไมมันถึงเลิกยิงธนูไปซะละ ไอ้เชี่ยศรน่ะมันไม่ได้ดีอย่างที่มึงคิดหรอก มันก็แค่ไอ้คนขี้ขลาดคนหนึ่งเท่านั้นแหละ”

“ไม่จริงสักหน่อย ถึงพี่เขาจะเลิกยิงธนูแล้วก็เถอะ แต่ผมเชื่อว่า…เชื่อว่าพี่เขาต้องมีเหตุผล เหตุผลที่คนเลวๆแบบพวกพี่ไม่มีวันเข้าใจหรอก”

“ปากดีนักนะมึง” 

หมับ! 

จังหวะนั้นเองที่ใครอีกคนที่มีสีหน้าโกรธจัดกำลังง้างมือขึ้นจะตบหน้าผม ตอนนั้นเองที่ผมคิดว่าคงต้องโดนมือหนาๆนั้นตบหน้าแน่ๆแล้วเลยเผลอหลับตาเอียงหน้าหลบ(แต่ยังไงก็คงหลบไม่พ้น) แต่เหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นแบบนั้นเพราะเหมือนจะนานเกินไปแล้วมือหนานั้นก็ยังไม่ตบลงมาสักที

“พะ…พี่ศร”   พอลืมตาขึ้นมาดู ภาพที่เห็นทำให้หัวใจผมเต้นแรงอีกครั้ง ใครอีกคนที่เข้ามาช่วยผมไว้ ใครอีกคนที่กำลังจับมือหนาที่ง้างเตรียมจะตบผมไว้ได้ทัน ใครคนนั้นคือพี่ศร

“แกล้งเด็กแบบนี้ไม่แมนไปหน่อยหรือวะ”   ฮือออ พี่เขาเท่ชะมัดเลย ผมรู้ว่าเวลาแบบนี้ไม่ควรจะมาทำตัวแบบนี้ แต่สายตาและสีหน้านิ่งๆของพี่เขานั้นมันทำให้ผมห้ามใจไว้ไม่ได้จริงๆ ก็พี่ศรน่ะเท่มากๆเลยนี่น่า

“มึงมาเสือกอะไรด้วยวะ อ๋อ…มาช่วยเมียว่างั้น”

“อ๊ะ…”  ร่างผมร่วงลงมากองกับพื้นอีกครั้ง เพราะไอ้พี่ทอยมันปล่อยมือข้างที่กุมคอเสื้อผมออก

“ถ้ามีสมองคิดได้แค่นี้ กูว่าพวกมึงเอาเวลาไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับสมองพวกมึงเถอะวะ”

“ไอ้เชี่ยศรมึงด่าว่ากูไม่มีสมองเหรอ”

“ถ้าพวกมึงมีสมองก็คิดดูเอาเองแล้วกันว่าที่พวกมึงมารุมเด็กมันแบบนี้มึงฉลาดแล้วหรือไง คิดดูนะถ้าอาจารย์รู้ว่าปีสองมามีเรื่องกับปีหนึ่งมันก็แย่พออยู่แล้วนะ นี่พวกมึงยังเป็นนักกีฬาด้วยไม่ใช่เหรอวะ มึงอยากลองนึกภาพดูไหมละว่าถ้ากูไปบอกอาจารย์ขึ้นมาพวกมึงจะเป็นยังไง”

“เอาไงดีวะไอ้ทอย”

“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง”  ไอ้พี่ทอยชี้หน้าพี่ศรอย่างคาดโทษก่อนจะยอมเดินจากไปพร้อมกับเพื่อนอีกคนของเขา ตอนนี้ตรงนี้เหลือพี่ศรกับผมที่นอนกองอยู่กับพื้นอย่างหมดสภาพ ถึงจะรู้สึกอายชะมัดแต่ผมกลับยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว จะเป็นเพราะอะไรได้ถ้าไม่ใช่เพราะคนที่มาช่วยผมคือพี่ศร แถมพี่เขาน่ะยังเท่สุดๆเลยไล่พวกไอ้พี่ทอยไปได้โดยไม่ต้องออกแรงอะไรเลยสักนิด เห็นไหมละผมบอกแล้วว่าพี่ศรน่ะเท่ที่สุดแล้ว

“เจอมึงทีไรก็มีแต่เรื่องให้กูปวดหัว” 

“ขอโทษครับ” 

บรรยากาศรอบๆตัวตอนนี้โคตรอึดอัดชะมัด อึดอัดกว่าตอนมีเรื่องเมื่อกี้ซะอีก ตอนนี้พี่ศรนั่งย่อตัวลงมาก้มลงมองดูผม เป็นอีกครั้งที่ผมได้อยู่ใกล้ๆพี่เขาแบบนี้ หัวใจมันก็ยังเต้นแรงจนเหมือนจะหลุดออกมาไม่เปลี่ยนเลย

“ลุกขึ้นยืนเองไหวไหม”

“ไหวครับไหว อ๊ะ!” อวดเก่งพูดออกไปแบบนั้น แต่สุดท้ายแค่แรงจะพยุงตัวขึ้นยังไม่มีเลย ข้อเท้าผมตอนนี้มันเป็นสีแดงปนช้ำไปหมด แค่ขยับนิดเดียวก็เจ็บจนเกือบจะร้องไห้แล้ว

“ทำเป็นเก่ง แล้วนี่มึงกำลังจะไปไหน”

“กะ…กลับหอครับ”

“งั้นก็ขี่หลังกูไปแล้วกัน”

“ครับ หะ…หา”  ขี่หลังงั้นเหรอ ไม่นะ มันเร็วเกินไปแล้ว แค่อยู่ใกล้กันแบบนี้ผมก็ใจเต้นแรงมากแล้ว นี่ขี่หลังเลยเหรอไม่นะ ไม่ ผมต้องหยุดหายใจแน่ๆ

“หาอะไร บอกให้มานี่ขี่หลังกูไป กูจะหลับหอเหมือนกัน”

“…”

และแล้วผมก็ถูกพี่ศรจับตัวมาวางพาดไว้บนแผ่นลังของพี่เขาจนได้ ตอนแรกผมพยายามจะปฏิเสธแต่เหมือนโดนมนต์สะกดของพี่ศรเลย พอตัวผมสัมผัสเข้ากับแผ่นหลังของพี่เขาเท่านั้นผมก็กลายเป็นคนว่าง่ายไปเลย พี่ศรบอกให้เกาะแน่นๆผมก็ทำตามเขาอย่างไม่มีข้อแม้

ถึงวันนี้จะเกิดเรื่องแย่ๆ แต่การได้มาใกล้ชิดพี่ศรโดยที่ผมไม่ก่อเรื่องให้พี่เขาโกรธแถมยังได้มาขี่หลังพี่เขาแบบนี้ มันก็…รู้สึกดีชะมัดเลย

“มึงไปมีเรื่องกับสองคนนั้นได้ยังไง”

“ก็สองคนนั้นมันมาว่าพี่ก่อน”

“ว่ากู?  ว่ากูแล้วมึงจะโกรธทำไม”

“ก็ที่พวกมันว่าพี่นะไม่ใช่เรื่องจริงสักหน่อย ก็ในเมื่อพี่ไม่ได้เป็นแบบนั้นผมก็ต้องเถียงแทนพี่ แต่พวกนั้นน่ะเป็นอันธพาลถึงได้ตามมารังแกผม แต่ยังไง…ผม…ก็ขอบคุณพี่มากนะครับที่มาช่วย”

“อืม”  พี่ศรเงียบไปสักพักก่อนจะตอบออกมา  ตอนแรกผมคิดว่าพี่ศรจะโกรธผมอีกแล้ว ก็เล่นเงียบไปแบบนั้นใจคอไม่ดีเลย

“พี่โกรธผมหรือเปล่าที่ผมเข้าไปยุ่งกับเรื่องของพี่ แถมยังมีเรื่องจนพี่ต้องมาช่วยผมแบบนี้อีก”

“กูจะไปโกรธมึงได้ยังไงละ อีกอย่างต่อให้ไม่ใช่มึง มาเจอแบบนี้กูก็ต้องช่วยอยู่แล้ว”

“ผมดีใจที่พี่คิดแบบนั้นนะครับ”  แต่ผมก็อยากให้คนที่พี่ช่วย คนที่พี่ยอมให้ขี่หลังเป็นผมตลอดเลย คิดอะไรเพ้อเจ้อจนเผลอยิ้มกว้างและกระชับวงแขนกอดพี่เขาแน่นขึ้น เหมือนพี่ศรจะรู้ตัวเหมือนกันพี่เขาถึงได้นิ่งไปพักนึง เห็นแบบนั้นผมเลยคลายแรงกอดคอพี่เขาออกแต่พี่ศรก็ดึงมือผมให้กอดคอเขาไว้ตามเดิมก่อนจะก้าวเดินต่อ อากาศเริ่มเย็นลงแล้วท้องฟ้าก็เริ่มเป็นสีแดงบ่งบอกว่าฝนกำลังจะตกในไม่ช้า

“ไอ้ปุณย์”

“ครับ”

“ขอบคุณมึงมากนะที่เข้าใจกู ขอบคุณมึงมากๆที่ปกป้องกู ไม่คิดเหมือนกันว่าชีวิตนี้จะได้มาเจอคนแบบมึงด้วย”

ครืดดดด…

“พี่ว่าอะไรนะครับ เมื่อกี้เสียงฟ้าร้องดังมากผมฟังไม่ค่อยได้ยินเลย” ผมชะโงกหน้าไปถามใกล้ๆ พี่ศรไม่ได้ตอบอะไรเอาแต่ยิ้มมุมปากอยู่คนเดียว ผมทำอะไรเด๋อๆอีกแล้วหรือเปล่านะ

“พี่ศรครับ”

“ไม่มีอะไรหรอก กูแค่ถามว่าขามึงเป็นยังไงบ้าง”

“ก็ไม่ค่อยเจ็บแล้วนะครับ ทำไม พี่เหนื่อยแล้วเหรอครับ? ถ้าพี่เหนื่อยให้ผมลงเดินเองก็ได้นะครับ”  พี่ศรไม่ตอบหรือพูดอะไร แต่สิ่งที่ได้กลับมาเป็นแรงกระชับดันตัวผมให้เกาะหลังพี่เขาแน่นขึ้นแทน

“ไม่ใช่ ที่กูถามก็แค่…ถ้ามึงยังไม่หายเจ็บ ไว้ถึงห้องกูจะช่วย…ทายาให้”

“…ครับ” 

อ๊ากกก! รู้เลยว่าตอนนี้ตัวเองหน้าแดงขนาดไหน เรื่องไม่ดีที่เจอมาวันนี้ไม่มีความหมายอะไรกับผมเลย ก็ในเมื่อตอนนี้ผมได้มาอยู่ใกล้ๆพี่ศรแล้วนี่  ว่าแต่ทำไมวันนี้พี่ศรน่ารักจังเลยนะ มาช่วยผมไว้ยังไม่พอ นี่ให้ทั้งขี่หลังแถมจะช่วยทายาให้ผมอีก วันนี้เป็นวันที่ดีมากๆจริงๆ อย่างน้อยๆความสัมพันธ์ของผมกับพี่ศรก็เริ่มดีขึ้นมาบ้างแล้ว อย่างน้อยๆเวลาเจอหน้ากันพี่เขาก็ไม่ได้โกรธแล้วก็เดินหนีผมไปอีก

 ฮือๆ ผมไม่ได้ฝันไปใช่ไหมเนี่ย!



_____________________

หลงรักพระรองที่ตัวเองเขียนขึ้นมาอีกแล้ว อ๊ากก! พี่แทนนนน  

#รักตรงเป้า

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}