greenmeat

ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ ขอให้สนุกค่ะ รักทุกคน

ตอนที่ 22 : มันมากกว่านั้น

ชื่อตอน : ตอนที่ 22 : มันมากกว่านั้น

คำค้น : y yaoi ภรรยาที่ดี สายกาม เฮียเหวินน้องหลิว

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 23.4k

ความคิดเห็น : 165

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ย. 2561 07:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 22 : มันมากกว่านั้น
แบบอักษร

ตอนที่ 22 : มันมากกว่านั้น

แถมเพลง :  https://bit.ly/2QPWN5R




คุณเคยเห็นใครที่ทำตัวเหมือนสุนัขไหม 

ถ้าไม่เคย หวังหย่งเหวินถือเป็นตัวอย่างที่ดีเชียวล่ะ

ร่างสูงคือสุนัขของภรรยา จากสามีร้ายกาจเคยวางอำนาจยังไง ตอนนี้ก็เป็นได้แค่สัตว์เลี้ยงเชื่อง ๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น เจ้านายบอกให้นั่งก็นั่ง ให้ยืนก็ยืน ‘เอ้า !  หมุนสามรอบแล้วเห่าสิ’ ถ้าเกิดสั่งอะไรแบบนั้นก็จะทำตามโดยไม่มีข้อแม้

ข้างบนคือการเปรียบเปรยเพื่อให้เห็นภาพ เกือบสองอาทิตย์แล้วที่ความซื่อสัตย์ของหวังหย่งเหวินยังเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาทำตัวดีมาก เรียกว่าดีที่สุดตั้งแต่เกิดมา เสี่ยวหลิวไม่อนุญาตให้พูดก็ไม่พูด ไม่ให้แตะตัวก็ไม่แตะตัว เก็บไม้เก็บมือ มองแต่ตามืออย่าต้อง ทรมานโหยหาแค่ไหนก็ทำได้แค่จูบหลังเท้าเนียน เสี่ยวหลิวที่ยอมให้สัมผัสแค่สองวิก็ชักเท้ากลับเอ่ยปากไล่เขาไปไกล ๆ   

แม้จะเสียใจที่เสี่ยวหลิวไม่ให้ทำมากกว่านั้น แต่ก็ถือว่ามากพอแล้วสำหรับสามีที่เคยกระทำผิดผู้นี้ 

ขณะที่ย้ายมาอยู่ที่คอนโด ร่างกายของหวังหย่งเหวินที่เคยแข็งแรง ตอนนี้ดูโทรมลงไปบ้าง ใต้ตาคล้ำจากการพักผ่อนน้อย บวกกับความเครียดที่นอกเหนือจากเรื่องงานด้วยแล้ว มันทำให้เขาไม่อยากอาหารสักเท่าไหร่ น้ำหนักของเขาหายไปหนึ่งกิโล ที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนคือใบหน้าคมที่ซูบลงอย่างเห็นได้ชัด

ตื่นนอนตอนตีสี่ไปเขตเฉาหยาง เคลียร์เอกสารและเข้าประชุม พักกลางวันส่งข้อความที่ไม่เคยถูกอ่านมาหา(ล่าสุดโดนบล็อกไปแล้ว) ตื่นนอนรึยัง ทานข้าวรึยัง ดูแลตัวเองด้วยนะ เป็นห่วง ตอนเย็นเมื่อไม่ติดประชุมอะไรก็จะรีบกลับคอนโดให้เร็วที่สุด ถึงห้องแล้วก็ยกมือขออนุญาตเพื่อกล่าวสวัสดีตอนเย็น ก้มจูบเท้าคนตัวเล็ก อาบน้ำ และสุดท้ายคือการนอนหลับในห้องที่อากาศไม่ถ่ายเท

ตารางเวลาทำงานของหวังหย่งเหวินเป็นเช่นนี้ น่าหดหู่ชนิดที่หวังไป๋ลี่ที่อยู่ไทยคงจะอยากบิดหูเขาให้หลุดออกมา ความสัมพันธ์ไม่คืบหน้าอะไรสักอย่าง !  แบบนี้ก็เท่ากับเป็นแค่คนอาศัยร่วมกัน คนหนึ่งเป็นเจ้านาย ส่วนอีกคนเป็นหมา !  

กำแพงหัวใจของเสี่ยวหลิวทั้งสูงทั้งลื่น ถึงบอกว่าจะจีบ ๆ  แต่มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น หวังหย่งเหวินพยายามแล้ว แต่เพราะน้ำแข็งหนาที่ไม่ยอมละลาย พยายามปีนข้ามไปเท่าไรก็มักตกลงมาให้เจ็บปวดทุกที

คิดว่าคงไม่ได้การ ถ้าขืนยังดำเนินแบบนี้ต่อไปคงเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ในคืนหนึ่งเขาตัดสินใจสั่งให้ซิ่นเฉิงส่งงานล่วงหน้ามาให้ อัดงานหนักอยู่สี่ห้าวันจนสมองแทบระเบิด ร่างกายอ่อนล้าแม้แต่แรงเดินยังแทบไม่มี เสี่ยวหลิวที่เห็นเขากลับมาในสภาพราวกับผีตายซากทุกวันก็ไม่ใคร่จะสนใจ ท่าทางแบบนั้นยิ่งทำให้หวังหย่งเหวินต้องกัดฟันสู้เพื่อให้ได้อิสรภาพ

หลังจากที่จัดแจงหน้าที่และอำนาจของตัวเองให้หัวหน้าแต่ละฝ่ายเรียบร้อย หวังหย่งเหวินก็สามารถหลุดพ้นจากแรงกดดันแสนสาหัสที่พบเจอมาหลายวัน 

สุดท้ายเขาก็ได้วันหยุดระยะเวลาสองวันมาอยู่ในมือ !

หวังหย่งเหวินบอกกับตัวเองว่าเขาจะใช้มันกับเสี่ยวหลิวให้คุ้มค่าที่สุด 

เสี่ยวหลิวเปิดประตูออกมาจากห้องนอนในตอนเช้า เด็กหนุ่มอยู่ในชุดเสื้อกล้ามสีดำและกางเกงยีนส์ขายาวขมวดคิ้วมองโจ๊กหอมกรุ่นในชามที่กำลังถูกวางลงบนโต๊ะโดยสามี 

เมื่อดวงตาคมมองเห็นร่างของภรรยาเต็มตา ชามโจ๊กที่ประคองไว้ก็แทบหลุดล่วงออกจากมือ

ให้ตายสิ เสี่ยวหลิวกำลังอวยพรเช้าวันใหม่ให้เขาด้วยชุดแบบนั้น ?

เสื้อกล้ามสีดำที่แขนทั้งสองคว้านลึกจนเกือบถึงซี่โคร่งซี่สุดท้าย ผิวขาวขึ้นเลือดฝาดสีชมพูอ่อนเพราะเพิ่งอาบน้ำอุ่นมา  

หวังหย่งเหวินสูดลมหายใจ พยายามคุมสีหน้าตัวเองให้นิ่งเท่าที่จะทำได้ ในที่สุดเขาก็วางโจ๊กลงบนโต๊ะได้อย่างปลอดภัย ใจยังคงเต้นตึกตักไม่หาย เบี่ยงเบนความสนใจตัวเองด้วยการยกมือขึ้นขออนุญาต 

เสี่ยวหลิวที่กอดอกอยู่พยักหน้า

“อรุณสวัสดิ์ตอนเช้า”    

“นั่นอะไร”

“โจ๊กหมู อาหารเช้าของเรา อร่อยมากเลยนะร้านนี้ มาทานด้วยกันสิ” 

รีบสั่งให้ลูกน้องไปต่อคิวซื้อตั้งแต่ตีห้า เป็นร้านที่โด่งดังจนลงหน้าหนังสือพิมพ์ ตอนเจ็ดโมงเสี่ยวหลิวเพิ่งตื่น พอได้ยินเสียงฝีเท้าด้านในเขาก็รีบเทใส่ชามมาวางไว้

ทานตอนยังร้อนดีกว่า เร็ว มานั่งนี่มา หวังหย่งเหวินลากเก้าอี้ออกให้เสี่ยวหลิวนั่ง “ไม่รู้จะร้อนไปไหม ถ้าร้อนไปเฮียจะเป่าให้นะ”

“ผมไม่กิน”

กล่าวสั้น ๆ และยังคงยืนอยู่ที่เดิม เสี่ยวหลิวส่งสายตาเย็นจัดมาจนควันที่ลอยอยู่เหนือชามจับตัวเป็นหยดน้ำ

หวังหย่งเหวินไม่สะเทือนมากนัก เพราะได้สั่งสมภูมิต้านทานมาสักพักใหญ่ 

“ไม่ชอบโจ๊กเหรอ เดี๋ยวเฮียให้ลูกน้องไปซื้อมาใหม่ เราอยากทานอะไรล่ะ”

เพราะไม่เข้าใจจริง ๆ หรือแกล้งโง่กันแน่

“จะอะไรก็ไม่อยากทั้งนั้น มื้อเช้านี้ผมจะทำกินเอง” 

จะอะไรถ้ามาจากคนตรงหน้า เสี่ยวหลิวก็ไม่อยากได้มันทั้งนั้นแหละ

พูดจบก็เดินไปหยิบไข่ไก่กับไส้กรอกแช่แข็งออกมาจากตู้เย็น ไม่พอยังเพิ่มขนมปังทาแยมสตอเบอร์รี่อีก  

หวังหย่งเหวินมองถ้วยโจ๊กบนโต๊ะสองใบเงียบ ๆ  เขารู้ดีว่าถึงจะยกมือไปเสี่ยวหลิวก็คงไม่ให้พูดอะไร เสี่ยวหลิวที่ไม่เจอกันสามเดือน ตอนนี้ดื้อรั้นจนเขาเองยังทำอะไรไม่ได้ 

ชายหนุ่มจำใจปล่อยให้ภรรยาทำอาหารอเมริกันไสตล์ทาน เขาที่ไม่อยากเสียหน้ากลับเป็นคนที่ต้องนั่งซดโจ๊กร้อนสองถ้วยจนหมด 

ลิ้นเขาชาจนไม่รับรสอะไรแล้ว

หลังจากรับประทานอาหารด้วยบรรยากาศขมุกขมัว หวังหย่งเหวินเป็นคนอาสาล้างจานชามให้ คราวนี้เสี่ยวหลิวไม่ปฏิเสธ

“วันนี้คุณไม่ไปทำงานหรือไง”

เสี่ยวหลิวยืนพิงเคาน์เตอร์มองสามีของเขาซึ่งแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตกับกางเกงสแล็คเนื้อดี สูทดำที่ใส่ประจำตัวยังแขวนอยู่ในตู้เสื้อผ้า 

“ไม่ได้ไป ก่อนหน้านี้เฮียรีบเคลียร์งานเพื่อที่จะได้มีเวลาอยู่กับเรา ตอนนี้ได้วันหยุดมาสองวัน”

หลักฐานความเหน็ดเหนื่อยที่ปรากฎบนใบหน้าหล่อเหลายืนยันให้เชื่ออย่างนั้น 

“เราอยากไปเที่ยวที่ไหนไหม” กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มลึก ดวงตาคมที่มองมาทอประกายอ่อนโยน 

เสี่ยวหลิวไม่ชอบสายตาแบบนั้นเลยสักนิด...

เขาเบือนหน้าหนี “ไม่” ตอบเสียงห้วนไร้มารยาท

“คือว่า จริง ๆ แล้วเย็นนี้เฮีย-” กำลังจะพูดถึงเรื่องที่เตรียมเอาไว้ ทว่าก็ถูกขัดเสียก่อน 

“ผมมีงานต้องทำ ไม่ว่างไปทำอะไรไร้สาระหรอก” 

เสี่ยวหลิวกล่าวแค่นั้นแล้วหมุนตัวเดินไปยังโต๊ะรับแขก

สองวันนี้คงเหมือนฝันร้ายสำหรับเขา เสี่ยวหลิวพลันรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมา หงุดหงิดจนคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น เพียงแค่คิดว่ามองไปทางไหนในห้องก็จะเจอกับร่างสูงที่พยายามยกมือหรือเข้ามาป้วนเปี้ยนใกล้ ๆ  จินตนาการได้เลยว่าเขาจะต้องประสาทเสียแค่ไหน

เสี่ยวหลิวคิดเช่นนั้นโดยไม่ทันได้รู้ตัวว่าหวังหย่งเหวินยังคงมีอิทธิพลต่อใจตัวเอง ถ้าคิดว่าไม่รู้สึกอะไรแล้ว หัวใจจะรู้สึกร้อนรนเพราะพยายามปฏิเสธ ‘บางอย่าง’ ได้ขนาดนี้เหรอ ?

ความรักที่สั่งสมมาสิบกว่าปียังไงก็ยังคงตัดไม่ขาด เก็บมันไว้ลึกแค่ไหน ถ้ามันยังไม่ถึงระยะเวลาที่เหมาะสมก็ยังคงจดจำได้ ก่อนหน้านี้ที่อยู่คนเดียวคิดว่าลืมได้แล้ว เติบโตขึ้นแล้ว ไม่อยากเอาใจไปผูกกับคนตัวโตอีกแล้ว  แต่แค่วันแรกที่หวังหย่งเหวินปรากฎตัวพร้อมช่อดอกไม้ ก็ยืนยันได้ว่าอีกฝ่ายยังมีอิทธิพลต่อเขามาก 

แม้จะไม่มากเท่าเมื่อก่อน แต่ก็มากพอขนาดที่เกือบทำเขาใจอ่อนด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค 

เพราะอันตราย ถึงได้ไม่อยากอยู่ใกล้ยังไงล่ะ

หวังหย่งเหวินรีบเช็ดมือให้แห้ง ก้าวเท้าที่สวมใส่สลิปเปอร์แมวน้อยสีขาวซึ่งนำมาจากโรงแรมตามหลังไปต้อย ๆ  

เสี่ยวหลิวหันกลับมาหา ใช้สายตาบังคับให้เขาหยุดเดิน

หวังหย่งเหวินยกมือขึ้น พอได้รับการอนุญาตก็พูดว่า “จะทำงานสินะ เฮียอยากช่วยเรา มีอะไรให้เฮียช่วยไหม”

ประธานบริษัทโรงแรมต้าจี๋ฉายเอ่ยปากจะช่วยงานนักศึกษามหาลัยปี 1  ถ้าคนอื่นที่เขา(ยัดเยียด)มอบหมายงานไปให้มาได้ยินเข้า คงพากันด่าเขาในใจว่า ‘ถ้าว่างขนาดนั้นล่ะก็ ช่วยอย่าผลักภาระมาให้พวกเราจะได้ไหมครับ ! ’

“ช่วยไปอยู่ไกล ๆ ผมก็พอ”

“เสี่ยวหลิว…” เหมือนจะเห็นหูที่มองไม่เห็นลู่ลง “ทำไมเราถึงเอาแต่ปฏิเสธเฮียล่ะ” ตัดพ้อนิด ๆ ให้รู้ว่าเขาเองก็น้อยใจ

ไม่ว่าจะเสนออะไรเสี่ยวหลิวก็มักจะปฏิเสธตลอด เขาหมดปัญญาแล้วจริง ๆ  ถ้าให้แล้วคนรับไม่อยากรับ มันจะมีประโยชน์อะไร ความสัมพันธ์มันเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมาจากคนสองคน ทั้งที่อุตส่าห์ได้อยู่ด้วยกันแล้ว กลับมีเขาที่พยายามอยู่คนเดียว 

หวังหย่งเหวินไม่ได้โกรธที่เสี่ยวหลิวไม่คิดจะทำอะไรให้ทุกอย่างดีขึ้น เขารู้ว่าตัวเองเป็นคนที่ผิด สมควรที่จะโดนแบบนี้ แต่ได้โปรดเถอะ อย่างน้อยก็เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงความพยายามหน่อยได้หรือไม่ ?

“หุบปากแล้วก็ไปนั่งที่ครัวเงียบ ๆ ไป”

สั่งเขาเสร็จก็เดินไปเปิดโน้ตบุ๊คเพื่อทำงานต่อ เสี่ยวหลิวเริ่มหาเรฟที่จะนำมาใช้วาดตกแต่งแผนบริหารที่ต้องนำเสนอโพรเฟสเซอร์ตอนสิ้นเดือน

คนถูกเมินเดินกลับไปนั่งอย่างหมดหวัง 

วันนี้ทั้งวันจะเป็นแบบนี้จริง ๆ เหรอ 

ไม่... หวังหย่งเหวินจะไม่ยอมให้มันเป็นแบบนั้นหรอก 

เพราะตอนเย็นเขาวางแผนเอาไว้แล้วว่ายังไงก็จะพาเสี่ยวหลิวไปดูหนังที่ห้างฯ ให้ได้

เสี่ยวหลิวอายุ 19 ปี ยังถือว่าเป็นวัยรุ่นคนหนึ่ง และสถานที่ในการเดทยอดฮิตคือโรงภาพยนตร์ หวังหย่งเหวินจะใช้โอกาสจีบอีกฝ่ายด้วยบรรยากาศหนังรักโรแมนติก

ตั๋วซื้อเตรียมล่วงหน้าไว้แล้วสองใบ เป็นที่นั่งโซฟาหนังตัวใหญ่ในมุมที่ดีที่สุด ร้านอาหารสำหรับมื้อเย็นก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะพาไปทานที่ไหน จะเหลือก็แค่หาทางทำให้เสี่ยวหลิวตอบรับคำชวนยอมออกไปด้วยกัน 

แม้จะรู้ว่ามีโอกาสน้อยก็ตามที 

หวังหย่งเหวินฆ่าเวลาครึ่งชั่วโมงแรกด้วยการอ่านข่าวเศรษฐกิจและเช็คหุ้นบนหน้าจอมือถือ จนเมื่อไม่มีอะไรน่าสนใจแล้วจึงเปลี่ยนมาเป็นทอดสายตามองภรรยาจากที่ไกล ๆ  

พิจารณาด้านข้างของเสี่ยวหลิวที่กำลังเท้าคางอยู่บนโต๊ะ ผมสีบลอนด์ขาวที่เริ่มยาวแล้วปรกดวงตาเล็กน้อย ส่วนที่ปัดไปด้านข้างเคลียแก้มนิ่ม เส้นผมแทบจะกลืนไปกับสีผิว คล้ายกับหิมะที่ละลายลงบนหิมะอีกที ทว่าก็เป็นประกายฟ้าเมื่อขยับสะท้อนแสงไฟ

เสี่ยวหลิว...ทำไมเราถึงสวยอย่างนี้นะ

หวังหย่งเหวินชื่นชมอีกฝ่ายในใจ ดูสิ เมียของเขา ผิวเนียนละเอียดไร้ไฝฝ้าราคีตัดกับเนื้อผ้าสีดำ แขนเรียวที่เคยพยายามโอบรัดลำคอของเขาให้โน้มลงมาจุมพิตกัน จากด้านข้างมองผ่านแขนเสื้อกว้างเข้าไปจนเห็นยอดอกสีชมพูที่เคยดูดดึงวับ ๆ แวม ๆ ให้ตื่นเต้น ไหนจะกางเกงยีนส์เข้ารูปกับเรียวขาสวยอีก ก็ยังอดนึกถึงตอนที่มันเปลือยเปล่าปราศจากสิ่งปกปิดไม่ได้ 

ร่างสูงหายใจแรงเมื่อจินตนาการว่ามันจะดีแค่ไหนถ้าขยับย้ายจากโซฟามาคร่อมเขาที่นั่งอยู่ตรงนี้ 

หยุด  หยุดคิดเลยนะ  

เขาส่งเสียงในหัวห้ามตัวเองที่กำลังอาการหนักเหมือนคนที่ขาดยา ไม่ได้สัมผัสกายหอมมานานความคิดถึงได้ฟุ้งซ่านกู่ไม่กลับ  ถึงจะห้ามไม่ให้คิด แต่ร่างกายนั้นไม่ได้ฟังคำสั่ง นิ้วใหญ่รีบเปิดโหมดกล้องในมือถือ กดถ่ายรูปนายแบบหน้าหวานไปยี่สิบกว่ารูป จากนั้นจึงเลือกรูปที่เห็นหน้าอกอีกฝ่ายชัดที่สุดมาตั้งเป็นพื้นหลังหน้าจอโทรศัพท์ 

อันที่จริงเขาเคยเห็นเสี่ยวหลิวใส่เสื้อกล้ามแบบนี้มาก่อน น่าจะเป็นช่วงมัธยมปลาย ตอนที่อีกฝ่ายมาหาเขาที่คฤหาสน์  หวังหย่งเหวินจำได้ว่าแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่ ตอนนั้นมันเป็นสีขาวและอยู่บนกายพร้อมกับกางเกงนักเรียนสีน้ำเงิน ที่เพิ่มขึ้นมาคือถุงเท้าถูกระเบียบ เสี่ยวหลิวนอนอ่านหนังสือสอบบนเตียงของเขาอย่างไม่ระวังตัว 

ด้วยความสัตย์จริง ถ้าไม่ใช่เพราะเขาอยากทะนุถถนอมคนที่รักให้ถึงที่สุด คนชั่วอย่างเขาคงทำทุกอย่างที่ใจอยากไปแล้ว 

“คุณ”

เสียงเรียกทำให้หวังหย่งเหวินรีบกดล็อกหน้าจอแล้วคว่ำไว้กับโต๊ะ พยายามคงสีหน้านิ่งเอาไว้ไม่ให้ถูกจับได้ว่าคิดลามกอะไรอยู่

“ไปรินน้ำมาให้ผมหน่อย” 

เสี่ยวหลิวแค่ขี้เกียจลุกไปเอง ในเมื่อมีคนที่คอยทำตามคำสั่งจะไปทำให้ตัวเองเหนื่อยกายทำไม หวังหย่งเหวินนั่งหายใจทิ้งอยู่ตรงนั้นก็ควรทำตัวให้เป็นประโยชน์หน่อย

ร่างสูงผุดลุกขึ้นทันที หยิบแก้วออกมาแล้วเปิดตู้เย็น รินน้ำเย็นเจี๊ยบจากขวด จากนั้นก็เดินไปที่โซฟา

เสี่ยวหลิวรับแก้วน้ำมา ระหว่างที่ยกขึ้นจิบก็มองใบหน้าคมที่ดูอ่อนล้าขัดกับแววตาที่ฉายชัดซึ่งความดีใจ ริมฝีปากหยักเองคลี่ยิ้มอยู่ แม้จะเป็นรอยยิ้มบางเบาแต่ก็ขับให้ใบหน้าที่เคยบึ้งตึงยามอยู่กับเขาน่ามองขึ้นหลายเท่า

เหมือนจะใส่ใจกับรอยยิ้มนั้นมากไปถึงได้ไม่ระวังจนน้ำที่ดื่มไหลออกมาตามมุมปาก

หวังหย่งเหวินมองภรรยาอย่างเอ็นดู เอื้อมมือหยิบทิชชู่ที่วางอยู่ใกล้ ๆ มาซับที่มุมปากฉ่ำน้ำให้

เสี่ยวหลิวหยุดชะงักไร้การเคลื่อนไหว อึ้งกับการกระทำของสามี

ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใดออกมา เพียงแค่การกระทำที่อ่อนโยนเล็ก ๆ  เพียงเท่านั้น กำแพงน้ำแข็งที่ไม่คิดจะยอมให้อะไรผ่านเข้ามาอีกแล้ว ค่อย ๆ สั่นคลอนไปมา

เสี่ยวหลิวปล่อยให้มุมปากถูกซับไปมาอย่างแผ่วเบา 

เฮียเหวิน...

การกระทำที่คุ้นเคยนี้คล้ายกับว่าคนตรงหน้าคือเฮียเหวินที่เขารู้จักเมื่อหลายปีก่อน เฮียเหวินที่เป็นพี่ชายแสนดีของเขา คนที่เคยขอเขาเป็นแฟน คนที่บอกว่าจะรักเขา อยากแต่งงานกับเขาเมื่อโตขึ้น


‘รักนะครับ รักเสมอ และจะรักตลอดไป’

จะใช่เฮียเหวินของหลิวรึเปล่านะ

เด็กหนุ่มคิดอย่างเหม่อลอย

หวังหย่งเหวินไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น ซับน้ำให้แล้วก็เดินไปทิ้งกระดาษที่ถังขยะ ก่อนจะกลับไปนั่งลงเงียบ ๆ ที่เดิม ทำเพียงแค่ทอดสายตามองภรรยาจากที่ไกล ๆ  แต่ก็บอกได้ว่าเมื่อไหร่ที่เสี่ยวหลิวเรียกหา เขาก็พร้อมจะตอบรับทุกเมื่อ

โดยไม่รู้ตัว กระแสความอบอุ่นได้แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจร่างเล็ก    



ท่าทางของเสี่ยวหลิวที่นิ่งเฉยให้เขาเช็ดมุมปากเมื่อตอนกลางวัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม หวังหย่งเหวินยังไม่โดนไล่ออกจากคอนโด 

ชายหนุ่มอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าเสี่ยวหลิวอาจจะรับรู้ได้ถึงความรักที่เขามีให้แล้วและกำลังใจอ่อน ทั้งที่ความจริงอาจจะแค่เป็นเพราะเขายังไม่ได้ทำผิดกฎต่างหาก ก็ระหว่างผิวทั้งสองยังมีแผ่นกระดาษบางกั้นเอาไว้

มื้อกลางวันของพวกเขาผ่านไปเช่นเดียวกับมื้อเช้า เสี่ยวหลิวทำอาหารทานเอง ส่วนเขาก็จัดการอาหารที่สั่งมาสำหรับคนสองคน 

หวังหย่งเหวินให้กำลังใจที่ห่อเหี่ยวของตัวเอง อย่างน้อยก่อนที่จะหมดวันไป เขายังเหลือมื้ออาหารสุดท้ายให้ได้ลองดู

หลังจากเรียกความกล้าและทำใจอยู่นาน เขาก็ก้าวเท้าเดินไปยังห้องนอนเพียงหนึ่งเดียวที่แง้มประตูอยู่

“สวัสดีครับ” 

เสี่ยวหลิวหยิบโทรศัพท์ที่สั่นขึ้นมากดรับสาย หวังหย่งเหวินเห็นแบบนั้นจึงยืนรออยู่ด้านนอกรอให้ทำธุระให้เสร็จก่อน  

“เย็นวันนี้ ? อา” เสี่ยวหลิวชะงักไปเล็กน้อย “ว่างครับ”

น้ำเสียงสุภาพนุ่มนวลที่ไม่ได้ใช้กับคนที่หันหลังให้อยู่ หวังหย่งเหวินได้ยินแล้วอดรู้สึกอิจฉาปลายสายไม่ได้

“อ๋อ รู้จักครับ ร้านดังที่อยู่ย่านนั้น”

ใครคือคนที่อยู่ปลายสายกัน... รู้ตัวไหมว่าโชคดีแค่ไหนที่ได้ฟังน้ำเสียงแบบนี้ของเสี่ยวหลิว ขนาดเขาที่เป็นสามีแท้ ๆ ยังไม่ได้รับสิทธินั้นเลย

“ตอนนี้ห้าโมงแล้ว ใช่ครับ ผมสะดวก เดี๋ยวเราไปเจอกันที่นั่นเลยดีกว่า”


“ครับ”



“แล้วเจอกันครับ คุณรุ่ย”



หวังหย่งเหวินเบิกตากว้างทันทีที่ได้ยินชื่อดังกล่าว จากที่ตอนแรกจะยืนรอเงียบ ๆ  กลับกลายเป็นว่าต้องผลักประตูเข้าไปด้านในอย่างแรง บานประตูกระทบกับผนังเกิดเสียงสั่นสะเทือนดังลั่น

รุ่ยจินเว่ยมันโทรมาหาภรรยาเขา  กล้าดียังไงวะ !

เสี่ยวหลิวตกใจกับการกระทำของเขา แต่เพียงไม่กี่วิก็เดินไปหยิบเสื้อคลุมมาสวมทับอีกชั้น เอ่ยถามสามีที่กำลังยืนกำมือแน่น

“เข้ามาทำไม” 

“เราจะออกไปข้างนอก ? ” 

“ใช่” 

“แต่เฮียกำลังจะพาเราไปข้างนอกเหมือนกัน” 

วันนี้เวลากำลังจะหมดลงโดยไม่มีอะไรคืบหน้า ความสัมพันธ์ของพวกเขายังเท่าเดิม แล้วไอ้จินเว่ยมันยังเสนอหน้ามาแย่งเวลาแสนสำคัญของเขาไปอีก ไอ้ลูกหมา ไอ้เวรตะไล เขาโมโหมันจนจะทนไม่ไหวแล้ว

“แล้ว ? ” คิ้วเรียวเลิกขึ้น ใช้นิ้วปัดปอยผมหน้าม้ายาวไปด้านนึง 

“ไปดูหนังกับเฮียนะ” 

คำชวนตรงไปตรงมาทำให้เสี่ยวหลิวไม่ได้ตอบในทันที ทว่าสุดท้ายก็เดินผ่านคนตรงหน้าไปใส่รองเท้า

หวังหย่งเหวินรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว เม้มปากกายสั่นเทิม  

“อย่าไปเลยนะเสี่ยวหลิว” เมื่อตัดสินใจแล้วก็จะไม่มีทางยอมแพ้ รีบเดินไปหาคนที่กำลังผูกเชือกรองเท้าอยู่

“ผมมีนัดแล้ว คุณอยู่นี่เฝ้าคอนโดดี ๆ ล่ะ” 

“เสี่ยวหลิว ยกเลิกนัดมันไปเถอะนะ เมื่อกี้เฮียกำลังจะมาชวนเราพอดี เฮียจองตั๋วไว้แล้วด้วย มีร้านที่อยากพาเราไปทาน ไปกันสองคน ไปใช้เวลาด้วยกันนะ” 

เสี่ยวหลิวไม่สนใจ ลุกขึ้นจับลูกบิดประตู หวังหย่งเหวินเห็นแบบนั้นก็ตะโกนดังลั่นด้วยเสียงที่มีทั้งหมด 

“อย่าไป !  เสี่ยวหลิว ได้โปรด ไม่ต้องไปกับเฮียก็ได้ แต่อย่าออกไปหาคนอื่นเลยนะ !  อย่างน้อยก็อยู่ที่นี่ด้วยกัน ทำอาหารทานกันก็ได้ ไม่อยากไปดูหนังเฮียก็จะไม่บังคับ ! ”

“เงียบน่า ! ” 

เสี่ยวหลิวทนไม่ไหวยกมือขึ้นปิดหู เพราะเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันที่เขาคิดกลับไปกลับมาในหัว ทำให้ทั้งหงุดหงิดตัวเองและคนตรงหน้า สุดท้ายทนไม่ไหวก็ระเบิดอารมณ์ออกมา “คุณมีสิทธิอะไรมาห้ามผมฮะ ทั้งที่ผมเริ่มอยู่ได้โดยที่ไม่มีคุณ ทั้งที่มันกำลังดีขึ้น แต่ทำไมถึงยังมายุ่งกับผมอีก ! ”

นิ้วเรียวชี้ใบหน้าของสามี

“ก่อนหน้านี้ผมยอมคุณมามากพอแล้ว ทั้งชีวิตมีแค่คุณมาตลอดหวังหย่งเหวิน แต่ผมพอแล้วล่ะ ตอนนี้ถึงเวลาที่ผมจะใช้ชีวิตเพื่อตัวเองสักที” 

ร่างสูงฟังคำพูดที่เด็ดเดี่ยวของภรรยา คล้ายกับโดนบางอย่างฟาดลงมาไม่ยั้ง มึนหัวจนหาคำพูดไม่เจอ อดคิดตามไม่ได้ว่าเขาที่ทำกับคนตรงหน้าสารพัดขนาดนั้น

เขาน่ะมีสิทธิอะไรงั้นเหรอ ?

หวังหย่งเหวินขบกรามแน่น ประสาทสัมผัสทั่วร่างคล้ายจะทำงานอยู่ที่เดียวคือที่หัวใจของเขา รับรู้ได้ว่ามันหดเกร็งจนไม่เหลือรูปร่างเดิม อาการเจ็บปวดภายในย้ำซ้ำ ๆ ยากที่จะหาอะไรมาบรรเทาได้

ก็รู้ว่าไม่มีสิทธิ แต่เขาไม่สามารถปล่อยมือจากคนที่รักได้จริง ๆ 

หวังหย่งเหวินรักเสี่ยวหลิว รักและหวงมาก อยากให้เป็นของเขาเพียงคนเดียว มองแต่เขาเพียงคนเดียวเท่านั้น

เสี่ยวหลิวไม่คิดจะให้ความสนใจกับคนที่เขาเข้าใจมาตลอดว่ากำลังแสดงละครฉากใหญ่ หมุนตัวกลับไปยังทางออก

“คุณห้ามผมไม่ได้หรอก" 

หวังหย่งเหวินมองแผ่นหลังเหยียดตรงสง่างาม ภรรยาที่ไม่ต้องการเขาอีกต่อไป ก่อนจะค่อย ๆ ทรุดตัวคุกเข่าอย่างคนหมดเรี่ยวแรง ขยับปากโดยไร้ซึ่งเสียงใด ๆ 

อย่าออกไปหารุ่ยจินเว่ยเลย อยู่กับเฮีย อยู่ที่นี่... ขอร้องล่ะเสี่ยวหลิว

ไอ้เวรนั่นมันคิดอะไรอยู่คนตัวเล็กไม่มีทางรู้ได้เลย แต่ถ้าเขาพูดไปแล้วเสี่ยวหลิวจะหาว่าเขาโกหกอีกไหม จะโดนเกลียดมากไปกว่านี้รึเปล่าถ้าคิดว่าเขาใส่ร้ายเพื่อนใหม่ ภาพลักษณ์ของเขายังไงก็เป็นได้แค่คนร้ายกาจอยู่วันยังค่ำ

มือที่หมุนลูกบิดประตูชะงักค้างไว้ เสี่ยวหลิวรับรู้ว่ากำลังมีอะไรเกิดขึ้นเบื้องหลังตน

ความรู้สึกบางอย่างชักนำให้เขาต้องหันกลับไปมองอีกครั้ง และเมื่อได้เห็นดวงตาที่เริ่มแดงก่ำของสามี เสี่ยวหลิวก็ตกใจ

“คุณ…”

หวังหย่งเหวินที่ไม่รู้ตัวในตอนแรก เริ่มสัมผัสได้ว่ากระบอกตาทั้งสองข้างร้อนผ่าว เพราะความรู้สึกที่ตีอัดขึ้นมาจนจุกที่ลำคอครั้งแล้วครั้งเล่าจนสุดจะกลั้น มันไม่มีทางออกมาแล้วนอกจากจะกลั่นออกมาเป็นหยดน้ำตา

อย่าไป

ทั้งที่ตอนนี้ปรารถนาที่จะดึงเสี่ยวหลิวเข้ามากักขังในอ้อมกอดมากแค่ไหน แต่กฎสองข้อที่ต้องปฎิบัติตาม ข้อห้ามพวกนั้นทำให้เขาไม่แม้แต่จะสามารถเปล่งเสียงหรือขยับตัวได้ 

กำแพงน้ำแข็งที่สูงหนาเริ่มสั่นคลอนอีกครั้งหลังจากเมื่อตอนกลางวัน ทว่าครั้งนี้มันรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า

เฮียเหวินกำลังอ้อนวอนเขาอยู่ และความรู้สึกที่ออกมาจากใจจริงนั้น เสี่ยวหลิวสัมผัสได้ถึงมัน 

ชัดเจนจนสับสน

หวังหย่งเหวินปล่อยหยดน้ำตาให้หล่นออกมาจากหางตาอย่างน่าไม่อาย แม้จะถือคติลูกผู้ชายไม่ร้องไห้ ทว่าความเครียด ความสิ้นหวัง และความหนักหน่วงที่เจอตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาทำให้เขาไม่สามารถทนต่อไปได้อีกแล้ว

ทุกสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจส่งผ่านทางสายตาออกไป ก่อนจะตกกระทบบนแววตาที่สั่นระริกของอีกฝ่าย

เสี่ยวหลิวเม้มปากแน่น หลับตาลงสะกดกลั้นไม่ให้ก้าวเข้าไปหาสามีที่กำลังร้องไห้เพราะตัวเขา ไม่เพียงแค่หวังหย่งเหวินที่กำลังเจ็บปวด เสี่ยวหลิวเองก็เช่นกัน

เขากำหมัดแน่นข่มกลั้นความรู้สึกที่ยากจะปฏิเสธ

“ผมจะกลับมาตอนดึก คุณไม่ต้องรอ”

สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจหันหลังให้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี

เสี่ยวหลิวไม่มีทางรู้เลยว่าเสียงปิดประตูที่เกิดขึ้นหลังจากเขาก้าวออกไปนั้นทำให้คนที่กำลังคุกเข่าอ้อนวอนอยู่รู้สึกเช่นไร

เจ็บปวดเจียนตาย ?

ไม่



มันเป็นอะไรที่มากกว่านั้น 










------------------------------------------------------------------------ 

มาอัพแล้วค่าา อย่าเพิ่งตีเราน้าฮืออออออออออออออออ ในที่สุดก็ได้ดราม่าพาร์ทเฮียจริง ๆ จัง ๆ สักที ก่อนหน้านี้ยังมีคอเมดี้สอดแทรกบ้างไม่ให้มันดิ่งเกินไป ขออภัยทีมเฮียไว้ล่วงหน้านะคะ TT แต่ว่าเฮียเหวินก็ต้องเจอให้ถึงที่สุดแบบหลิวเหมือนกัน ต้องได้น้ำตากับเขาบ้างเผื่อทีมแม่ ๆ จะใจอ่อนฮือ

ตอนนี้เราตั้งใจแต่งมากเลยค่ะ555 เพราะเป็นเรื่องของความรู้สึกตัวละคร ตอนแต่งก็เปิดเพลงที่แนบไว้ด้านบนไปด้วยฟีลมา55555 สองคนนี้ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ เฮียเหวินที่คิดว่าหลิวเย็นชาจริงจังที่จริงในใจก็หวั่นไหวกับการกระทำของเฮีย  ส่วนหลิวที่คิดว่าเฮียกำลังเล่นละครที่จริงแล้วกลับรักภรรยามากขนาดต้องร้องไห้ ต่างคนต่างไม่รู้ความคิดอีกฝ่าย

ขอบคุณทุกกำลังใจจริง ๆ  ค่ะ ได้อ่านเม้นท์ทุกเว็บและทางทวิตเตอร์แล้วดีใจมากที่ยังมีคนติดตามอยู่ ตอนแรกคิดว่าน่าจะมีคนเลิกอ่านไปบ้างเพราะเราอัพช้ามากTT แต่ยังไงก็ไม่ทิ้งเรื่องนี้แน่นอนค่ะ เราจะอัพจนจบเลยยย เร็ว ๆ นี้ก็จะมีข่าวดีมาประกาศด้วยค่ะ !  

ความคิดเห็น