มนต์ระมิงค์

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

2 : พะนอขวัญ...(100)%

ชื่อตอน : 2 : พะนอขวัญ...(100)%

คำค้น : พะนอขวัญ,นายใบ้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ย. 2561 20:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
2 : พะนอขวัญ...(100)%
แบบอักษร

(ต่อ)


แล้วเหตุการณ์ในวันที่หล่อนเกิด แม้ตัวหล่อนจะเป็นเด็ก แต่จากคำบอกเล่าของคนรอบตัวที่มีให้หล่อนได้ยินเสมอ ๆ  ก็กระจ่างพอที่จะทำให้เห็นภาพว่า ได้เกิดอะไรขึ้นในวันนั้นบ้าง...

หญิงสาวที่นอนสลบไปได้สักระยะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นเมื่อ ได้ยินเสียงม่านที่ขึงรอบเตียงถูกรูด พร้อมกับมีนางพยาบาลคนหนึ่งกำลังอุ้มเด็กแบเบาะมาให้ที่เตียง พลางบอกว่า  'คุณได้ลูกสาวค่ะ'

 รำพึงค่อย ๆ ผุดลุกแล้วรับเด็กทารกนั้นมาอุ้ม ขณะเดียวกันสายตาก็เหลือบเห็นเตียงใกล้ ๆ กัน ก็มีนางพยาบาลอีกคนกำลังยื่นเด็กตัวแดง ๆ ให้หญิงสาวอีกคนที่เข้ามาคลอดในวันและเวลาเดียวกันกับตัวเองด้วย

รำพึงละสายตาจากหญิงสาวที่เตียงนั้น เพื่อก้มหน้ามองลูกสาว หวังจะชื่นชมความรักน่ารักชังเสียหน่อย เพราะลูกคนนี้กว่าจะคลอดได้ตนต้องทนทุกข์ทรมานแบกรับความเจ็บปวดข้ามวันข้ามคืนกันเลยทีเดียว ทั้ง ๆ ที่รำพึงคิดว่าท้องนี้ไม่น่าจะคลอดยากอีกแล้ว เนื่องจากตนเคยคลอดลูกมาก่อนหน้านั้นแล้วถึงสองคน

และ เมื่อสายตาของรำพึงจรดมองเด็กทารกจ้ำหม่ำในอ้อมแขน ได้เห็นลักษณะเด็กตัวน้อยแล้ว สีหน้าของรำพึงก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป...

.

วันรุ่งขึ้น...พี่สาวของรำพึงก็ได้มาเยี่ยมที่โรงพยาบาล พี่สาวคนนี้เป็นคนพูดจาโผงผาง คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ครั้นมาถึงก็ยื่นหน้าดูหลานสาวที่หลับปุ๋ยอยู่  จากนั้นจึึงอุทานออกเบา ๆ ว่า

'นี่แม่รำพึง! แน่ใจนะว่าเป็นลูกสาวหล่อน ทำไมเนื้อตัวถึง...'  ที่อุทานอย่างแปลกใจ เพราะน้องสาวของตนมีสีผิวค่อนข้างคล้ำ แต่ไม่ถึงกับคล้ำจัดเรียกว่าสีน้ำผึ้งมากกว่า แต่ลูกสาวคนนี้ทำไม...

'...ผิวขาวผิดพ่อผิดแม่จัง' พี่สาวของรำพึงว่าก่อนจะละสายตาจากเด็กน้อยที่หลับปุ๋ยขึ้นมามองน้องสาว เอ่ยอีก 'แล้วดูสิตาก็ตาชั้นเดียว  พยาบาลที่อุ้มมาได้สลับลูกใครมาหรือเปล่า' ว่าแล้วก็เหล่สายตามองไปยังอีกเตียง ซึ่งก็คือผู้หญิงคนที่ได้มาคลอดในวันและเวลาเดียวกันกับตนนั่นเอง  ผู้หญิงคนนั้นท่าทางจะมีเชื้อสายจีนและผิวขาวจัด ตอนนี้อีกฝ่ายกำลังอุ้มลูกน้อยขึ้นมาดื่มนมจากอกอยู่

รำพึงนิ่งเงียบด้วยคำพูดพี่สาวช่างตำใจกับสิ่งที่ตนเองได้คิดเอาไว้ในวินาทีแรกที่พยาบาลอุ้มลูกมาให้ดู รำพึงพิจารณาเนื้อตัวก็พบว่าเป็นเด็กทารกที่มีความปกติทุกอย่าง ทว่า ก็ยังรู้สึกตงิด ๆ ใจกับลักษณะที่ิผิดกับพ่อแม่ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรนัก คิดเสียว่าเด็กเพิ่งคลอดใหม่ก็น่าจะมีลักษณะที่ยังไม่ชัดเจน แต่เมื่อพี่สาวมาพูดอย่างนี้เข้าแล้ว ภายในใจของรำพึงก็เริ่มกระสับกระส่าย 

'ก็...ลูกฉันน่ะแหละ เด็กแรกเกิดก็เป็นแบบนี้หรอก เดี๋ยวโตขึ้นมาก็เหมือนพ่อเหมือนแม่เอง' แม้จะเริ่มระส่ำระสาย แต่รำพึงก็ยังหาเรื่องปลอบใจตัวเอง

จากนั้นรำพึง และพี่สาวต่างก็เริ่มส่งสายตามอง ผู้หญิงคนนั้นไปอย่างเงียบ ๆ ด้วย  

หลังจากพี่สาวตนได้กลับไปแล้ว รำพึงก็เริ่มเก็บความกังขา และความไม่ชอบใจในเรื่องลักษณะลูกตัวน้อยนั้นเอาไว้กับตัว   ยิ่งได้มองดูลูกสาวของตัวเองและลูกสาวของผู้หญิงคนนั้น ก็รู้สึกดั่งมีไฟรุ่มร้อนเล่นงานตนเองอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งวันสุดท้ายที่ตนจะออกจากโรงพยาบาล รำพึงจึงตัดสินใจถามนางพยาบาลดูว่า

'คุณพยาบาล เอ่อ  ขอถามอะไรตรง ๆ หน่อยเถอะ'

'มีอะไรคะคุณ'

'คุณแน่ใจนะ...' พยายามถามเสียงเบา เพื่อหยั่งเชิงดู '...ว่าไม่ได้อุ้มลูกสาวฉัันสลับกับลูกสาวใครมา' แล้วก็เหล่ไปยังอีกเตียงที่เป็นผู้หญิงคนนั้นที่เข้ามาคลอดวันและเวลาเดียวกันกับตัวเอง

นางพยาบาลถึงกับทำท่าตกอกตกใจ ก่อนจะปฏิเสธเสียงแข็ง ยืนยันว่าทางโรงพยาบาลมีการทำงานที่ชัดเจน ไม่มีทางเกิดเรื่องแบบนี้ 'ถูกแล้วค่ะ นี่คือลูกสาวของคุณ พอคลอดเราก็รีบเอาชื่อติด จดน้ำหนักตัวแรกเกิดเอาไว้ด้วย จะว่าเราอุ้มเด็กมาผิดตัวได้อย่างไรกันคะ'  ว่าแล้วก็จ้องมองหน้าของรำพึงเขม็งคล้ายไม่พอใจ 

'นะ...แน่นะคะ คุณพยาบาล' รำพึงยังถามย้ำ ท่าทีแห่งความแคลงใจไม่ได้ลดลงไปกว่าตอนแรก แม้นางพยาบาลจะปฏิเสธแล้ว

'แน่นอนค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ทางเราต้องทำงานด้วยความมีระบบและรอบคอบ ขอให้ไว้วางใจเราเถอะ'

กระนั้นรำพึงก็ยังมองเด็กที่ส่งเสียงอ้อแอ้บนตักอย่างไม่ค่อยจะพอใจ หล่อนกลับรู้สึกชอบเด็กที่ผู้หญิงคนนั้นกำลังอุ้มขึ้นมาให้ดื่มนมมากกว่า ด้วยผิวไม่ได้ขาวจัดและมีดวงตากลมโตคล้ายตนอยู่  

และไม่นึกว่าคำพูดนั้นของพี่สาว และสิ่งที่ตนรู้สึกตะขิดตะขวางใจจะฝังอยู่ในใจตั้งแต่วันนั้นมา จนสะสมมากเข้า ๆ  … ยิ่งนับวันเด็กน้อยก็ยิ่งเติบโตขึ้นมาก็ยิ่งไม่มีลักษณะทางกายที่เหมือนกับผู้เป็นแม่และผู้เป็นพ่อเลยนักนิด ผิดกับลูก ๆ ทั้งสองคน ที่มีผิวสีน้ำผึ้งอ่อน จมูกโด่งเป็นสันงาม หน้าตาคมขำคล้ายกับตนเพราะทางบ้านรำพึงมีเชื้อสายแขกผสมอยู่ แต่บุตรสาวคนนี้กลับแตกต่างออกไป

 พะนอขวัญ มีผิวขาว ใบหน้ากลมอิ่มที่ รับกับจมูกได้รูป ริมฝีปากแดงผุดผาด ดวงตาเกือบเรียวรี  รำพึงมองและเลี้ยงบุตรสาวคนเล็กอย่างหวาดระแวงว่าจะไม่ใช่ลูกตนจริง ๆ  มาโดยตลอด

แม้นางพยาบาลจะยืนยันว่าเป็นลูกที่จริงของตนอย่างไม่ต้องสงสัย  ก็นั่นละ  แต่รำพึงก็ยังคิดอย่างมีอคติกับนางพยาบาลคนนั้นว่า  ใครกันล่ะจะยอมรับว่าตัวเองทำงานผิดพลาดได้อย่างง่าย ๆ ...ฉันไม่เชื่อพวกคุณหรอก คุณพยาบาล!

.

"ตั้งแต่ฉันเกิดมา ท่านก็หาว่าฉันมักจะนำความเดือดร้อนมาให้ท่าน มาให้ที่บ้านอยู่เสมอ ๆ"

เสียงหวานเปรยออกมาอีก  เป็นการดึงภวังค์อันเงียบงันของชายหนุ่มออกมา

"แม้แต่ตอนจะคลอดก็คลอดยากผิดกับลูกอีกสองคน ทำให้ท่านทนทุกข์ทรมานข้ามวันข้ามคืนอยู่นาน แถมวันที่ฉันคลอดคุณพ่อก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์  อุบัติเหตุในครั้งนั้น ได้ทำให้คุณพ่อเจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ มาตลอด จนสุดท้าย ต้องออกจากงานราชการ เพื่อมาพักรักษาตัวที่บ้าน แล้วการที่คุณพ่อต้องออกจากราชการก็ทำให้เกิดความฝืดเคืองในบ้านขึ้น เพราะคุณแม่ท่านไม่ได้ทำงานอะไรเลย..." 

หล่อนหลบตาคมคู่ตรงหน้า ดูเหมือนเป็นเรื่องที่น่าละอายใจเหมือนกันที่มารดาหล่อนไม่ชอบทำงาน ชอบแต่แต่งตัวสวยงามกรีดกรายไปมา หล่อนเป็นลูกจะตำหนิท่านต่อหน้าคนอื่นก็ไม่ได้ อีกอย่างจะโทษคุณแม่ท่านก็ไม่ถูก เพราะคุณแม่ของหล่อนก็ถูกทางบ้านเลี้ยงดูให้อยู่สุขสบายอย่างคนไม่ต้องทำงาน เนื่องจากพื้นเพทางบ้านของท่าน เป็นครอบครัวที่ค้าขายและท่านก็เป็นลูกคนเล็กของบ้านด้วย  จึงมีพี่ ๆ คนอื่นช่วยกันทำงานต่าง ๆ ไปหมดแล้ว 

ครั้นโตเป็นสาวแรกรุ่น คุณแม่ก็ถูกที่บ้านให้แต่งงานกับคุณพ่อหล่อนทันที ดังนั้น รำพึงจึงไม่เคยจับต้อง หรือทำงานอะไรเลย แม้แต่งานบ้านก็ไม่เคยต้องทำ 

"...แม้แต่พี่น้องของคุณแม่ ฉันหมายถึง คุณลุง คุณป้า เวลามาที่บ้านก็มักจะมองฉันด้วยสายตาแปลก ๆ  คอยพูดจายุยง คุณแม่อยู่เสมอๆ ว่าฉันน่าจะเป็นเด็กที่พยาบาลอุ้มผิดตัวมาให้" 

ชายหนุ่มรู้สึกสะท้านใจ เมื่อได้รับรู้เรื่องราวเช่นนี้...จากปากของหล่อน มิน่าลุงชดแกถึงไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้นัก และย้ำนักหนาหญิงสาวน่าสงสาร

"เมื่อก่อน ตอนเด็ก ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าคุณแม่ได้มองฉันเป็นคนนอก จะมีก็แค่สายตาและกิริยาหมางเมินเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น แต่แล้วก็มีครั้งหนึ่ง ฉันได้ทำแจกันใบเก่าแก่ที่เป็นมรดกตกทอดแตก คุณแม่ได้ตีฉันอย่างไม่ยั้งมือ แล้วท่านก็หลุดปากพูดออกมาว่า ฉันคงจะเป็นเด็กที่พยาบาลอุ้มสลับตัวกับเด็กอีกคนมาอย่างแน่นอน ฉันคงไม่ใช่ลูกสาวของท่านจริง ๆ   เวลานั้นคุณพ่อมาพบเข้าพอดี จึงเข้ามาช่วยฉันและห้ามคุณแม่ไม่ให้ตี และคุณพ่อได้พลั้งมือตบคุณแม่ด้วยความโกรธที่คุณแม่ว่าฉันไม่ใช่ลูกจริง ๆ ต่อหน้าท่าน จากนั้นมาคุณพ่อก็ได้สั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้คุณแม่พูดคำนั้นออกมาอีก" 

หล่อนหยุดเรื่องราวในวัยเด็กเอาไว้ ก่อนจะถามกลับนายใบ้ ผู้ที่กำลังนั่งทำหน้าที่เป็นผู้รับฟังได้อย่างดีเยี่ยมตรงหน้า "นายรู้มั้ย นายใบ้..."

คนที่ตกอยู่ในสภาพของนายใบ้มองหล่อน พยักหน้ารับช้า ๆ  ก็ทำให้พะนอพอใจที่เขายังอยู่รับฟังความทุกข์ในใจหล่อน ก่อนจะเล่าต่อไปว่า 

"ช่วงที่คุณพ่อยังมีชีวิต และพี่ชายอีกคนของฉันยังอยู่ที่นี่  จะมีคนคอยปกป้องดูแลฉันเสมอ แต่พอไม่มีทั้งสองคนแล้ว ชีวิตฉันก็เป็นอย่างที่นายได้เห็น"

นายใบ้สะกิดลงหลังมือหล่อนเบา ๆ  แล้วทำท่าทางที่หมายถึงพี่สาวอีกคน พะนอขวัญก็ใจว่า แล้วทำไมพี่สาวอีกคนถึงไม่ปกป้องหล่อนให้เหมือนพี่ชาย  

หญิงสาวถอนใจเล็กน้อย จึงเล่าเสริมให้นายใบ้รับรู้ว่า 

"สำหรับพี่สาวคนนั้น เมื่อก่อนก็เคยทำดีกับฉันอยู่ แม้จะไม่ได้แสดงออกซึ่งอาการรังเกียจมากมายเหมือนกับตอนนี้ แต่ก็ไม่ได้แสดงความสนิทสนมเกินความจำเป็นหรอกนะ และสุดท้ายความสัมพันธ์ของเราทั้งสองคนก็เป็นอันเลวร้ายลงเมื่อ..."

เสียงหวานเจือเศร้าเลือนหายไป หล่อนหลบสายตานายใบ้เล็กน้อย "...เมื่อมีเรื่องกินแหนงแคลงใจระหว่างเราทั้งสองคนเกิดขึ้น..."

พอได้เอ่ยความทุกข์โศกที่มีมาอย่างยาวนาน ก็เหมือนกับได้ระบายความอัดอั้น เอาหนองที่กลัดในอยู่อกมานานออกไปแล้ว ทำให้หญิงสาวสบายใจขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ดวงหน้าหวานฝืนยิ้มแย้มให้ชายใบ้ตรงหน้า พร้อมตัดบท

"นายกลับไปซะเถอะนายใบ้  ตอนนี้ก็เริ่มมืดแล้ว ฉันก็จะกลับเข้าบ้านแล้วเหมือนกัน ขอบใจนายนะ ที่อยู่ช่วยรับฟังเรื่องของฉัน" หล่อนกล่าว

ชายหนุ่มพยักหน้า หัวใจพลอยเบิกบานเพียงแค่เห็นที่ใบหน้างามที่เศร้าโศกมีความชุ่มชื้นแล้ว เมื่อเขาเบาใจขึ้นจึงตัดใจผุุดลุกยืน และก่อนจะจากหล่อนไปจริง ๆ เขาก็ถ่ายทอดความห่วงใยอันลึกซึ้งผ่านแววตายามทอดมองหล่อนอีกครั้ง แม้ว่าใบหน้างามนั้นจะผินมองไปยังอีกฝากฝั่งของแม่น้ำตรงกันข้ามแล้วก็ตาม 

ใบหน้าของชายหนุ่มดูเคร่งขรึมขณะก้าวลงเรือลำคร่ำครึ พร้อมทั้งวาดภาพต่าง ๆ เอาไว้ในหัวอีกว่า... เมื่อได้กลับไปยัง 'คฤหาสน์อาจณรงค์' ของเขาอีกคราวนี้ เห็นทีจะต้องมีเรื่องใหญ่อีกหลายเรื่องให้เขาต้องเร่งจัดการทีเดียว!

.

จบตอนที่ 2

คิดว่านางเอกจะใช่ลูกสาวจริง ๆ ของบ้านหลังนี้มั้ย หรือยังไง มาลองเดากันหน่อยม้าาาา ….

อ้อ เรื่องนี้ได้ดำเนินเรื่องอยู่ในราว ๆ ปี 2505 - 2506  (สมัยก่อนคนยังไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจเรื่อง DNA นะ) ลำดับทามไลน์จึงตรงกับเรื่อง ปานยิหวา ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงกันอยู่ แต่จะไม่เป็นอุปสรรคสำหรับคนที่ไม่ทันได้อ่านเรื่องนั้นนะคะ สามารถอ่านแยกได้สบาย ๆ    ถามว่าแล้วเรื่องนี้เชื่อมโยงกับเรื่องปานยิหวาได้ยังไง เดี๋ยวตอนหน้ามาเฉลยค่ะ 

ป.ล. บรรยากาศของบ้านนางเอกค่อนข้างเครียดเนอะ ตอนหน้าตัดบรรยากาศไปที่บ้านของพระเอก บ้านอาจณรงค์  บ้านนั้นน่ะ บรรยากาศจะครึกคครื้นกว่านี้ค่ะ ^^

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น