มนต์ระมิงค์

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

2 : พะนอขวัญ...(60)%

ชื่อตอน : 2 : พะนอขวัญ...(60)%

คำค้น : พะนอขวัญ,นายใบ้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ธ.ค. 2561 14:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
2 : พะนอขวัญ...(60)%
แบบอักษร



2 : พะนอขวัญ...

เจ้าของน้ำเสียงเกรี้ยวกราดและดวงตาคู่วาววับคู่นั้น เป็นผู้หญิงที่อยู่ในวัยราว ๆ สี่สิบปี รูปร่างดี สูงโปร่ง ผิวสีน้ำผึ้งอ่อน ดวงตากลมดำขลับ จมูกโด่งสวย และถ้าหากบอกว่าอีกฝ่ายมีเชื้อสายทางแขกมาลายู ตนก็คงเชื่ออยู่ไม่น้อย 

ชายหนุ่มค่อย ๆ ผุดยืนขึ้น ดวงตาคู่วาววับของผู้มาใหม่นั้นได้จับจ้องเขาอย่างไม่ลดละ 

"ผู้ชายคนนี้หรือ!" ก่อนจะเบือนสายตามองไปทางนายชด  

"ครับ" นายชดรับคำเสียงแผ่ว 

จากนั้นเหมือนเสียงของผู้มาใหม่จะดังไปทั่ว จนทำให้หญิงสาวและนางช้อยที่อยู่ชั้นบนต้องรีบตามลงมาสมทบ 

ครั้นได้เห็นมารดาตัวเองมายืนอยู่ที่นี่แล้ว ใบหน้างามของพะนอขวัญก็ดูซีดเซียวลงทีเดียว และพอเดินเข้าไปใกล้ท่าน หล่อนก็ถูกผู้เป็นแม่เอื้อมมือมาหยิกตามเนื้อตัวทันใด

"คุณแม่ ขวัญเจ็บค่ะ!" หญิงสาวรีบร้อง หล่อนเจ็บจนน้ำตาแทบเล็ด ยามถูกเล็บคม ๆ จิกฝังผิวเนื้ออ่อน

"ยัยขวัญ! ยัยพะนอขวัญ!  ปากก็บอกว่า...เจ็บ แต่กี่ครั้งแล้วที่เจ็บไม่รู้จักจำ นังลูกตัวดี! ไม่รู้ความอะไร!" ปากก็กัดฟันว่า พร้อมกับพยายามหยิกลงตามเนื้อตัวของหญิงสาวไปทั่ว 

ชายหนุ่มคนเดียวทนดูไม่ได้ขึ้นมา รีบโยนเสียมแล้วเข้าไปขวาง โดยการดันร่างของผู้เป็นแม่ให้ออกห่างจากหล่อน 

แล้วคนที่เหมือนกับถูกผลักกลาย  ๆ ก็กรีดร้องเสียงดังขึ้น "ไอ้!  แกกล้าดียังไงเอามือสกปรกมาจับเนื้อตัวฉัน!" 

"คุณแม่คะ ฟังขวัญก่อนเถอะค่ะ" หญิงสาวพยายามดันชายตัวสูงใหญ่ที่เข้ามาขวางออก แล้วหล่อนก็โดนผู้เป็นแม่ตีไปที่แขนอีกรอบ 

"นายใบ้ ๆ! ไม่ใช่เรื่องของนายที่จะเข้าไปยุ่งนะ!" นายชดรีบเข้ามาดึงตัวนายใบ้ พร้อมกับให้สติว่า "ยิ่งเอ็ง เข้าไปขวาง คุณรำพึงก็จะยิ่งทุบตีีคุณขวัญอีก ปล่อย... ปล่อยก่อน"

นายใบ้หันมาสบตากับผู้สูงวัยคล้ายไม่เห็นด้วย เพราะจะให้เขาทนดูหล่อนถูกทำร้ายร่างกายต่อหน้าต่อตาอย่างนี้หรือ พ่อแม่บ้านไหนตนก็ไม่เคยเห็นจะทำร้าย ทุบตีลูกตัวเองขนาดนี้มาก่อน  เขาเริ่มกำหมัดแน่น แต่นายชด และนางช้อยก็ช่วยกันปรามโดยใช้สายตาสบกับเขาอย่างจริงจัง พยายามทำให้เขารู้ว่า เขาไม่สามารถจะช่วยหญิงสาวผู้นี้ไปได้ตลอดไปหรอก สู้ยอม ๆ ให้คุณรำพึงทุบตีลูกสาวจนหายโกรธก่อนเถอะ

สุดท้าย ชายหนุ่มจำต้องกัดฟันอดทนดูภาพบาดจิตใจนั้น แล้วข่มอารมณ์ให้เกิดความสงบโดยเร็วที่สุด  ด้วยการกำมือเป็นหมัดแน่นทีเดียว

หญิงสาวจึงโดนฝ่ามือของผู้เป็นแม่ตีมาที่ลำตัวอีกสองสามที จนสาแก่ใจแล้ว  รำพึงจึงหันกลับมาชี้หน้าถามถึงผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ว่า

"บอกมาเดี๋ยวนี้ว่ามันเป็นใคร! นังลูกตัวดี  แกเอาใครมาอยู่ที่นี่!"

"คุณแม่คะ เขาถูกคนทำร้ายมา เรือของเขาลอยมาติดท่าน้ำของบ้านเรา ขวัญก็เลย..."

"แกก็เลยสาระแนช่วยมันขึ้นมา!" ถามพร้อมกับใช้นิ้วกดลงไปที่หน้าผากพะนอขวัญ เป็นภาพที่ผู้ชายแปลกหน้าฝืนกัดฟันมองอย่างสงสารหล่อน เขาทำอะไรไม่ได้จริง ๆ ไม่อย่างนั้น คนเป็นแม่จะยิ่งเอาความเกรี้ยวกราดไปลงที่หล่อนอีก 

"ค่ะ..." หล่อนรับคำด้วยอาการสะอื้น

"นังลูกโง่! เกิดมันเป็นสายให้กับตำ…" เหมือนรู้ตัวว่ากำลังจะพลั้งปากว่าอะไรสักอย่างออกมา แต่แล้วรำพึงก็เม้มริมฝีปากนั้นได้ทัน จากนั้นก็เริ่มต่อว่าหญิงสาวคนเล็กอีก "ทำไมฉันถึงมีลูกแบบแกนะ!"

"แน่ใจนะคะ ว่าเป็นลูกของคุณแม่...แน่นอน"

เสียงหวานอีกเสียงดังขึ้น หญิงสาวที่มีอายุราวยี่สิบต้น ๆ ในชุดนักศึกษา เดินเข้ามาสมทบพลางกอดอกมองดูภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า ด้วยแววตาที่ดูไม่อินังขังขอบกับหญิงสาวอีกคนที่กำลังถูกทำร้ายร่างกาย  

นี่ก็คงจะเป็น สกาวใจ พี่สาวของหล่อนอีกคนที่ลุงชดได้เล่าไว้ก่อนหน้า...

สกาวใจเบือนสายตามามองน้องสาวคนเล็กอย่างไร้ความรู้สึกใด ๆ   พลางกล่าวเสริมทำนองยั่วยุผู้เป็นแม่อีกว่า  "ถ้าเป็นลูกคุณแม่จริง ทำไมความคิดความอ่านถึงไม่เหมือนกับพวกเราเลย..." แล้วก็แกล้งบ่นเสียงเบา แต่ก็ยังลอยเข้าหูรำพึงที่อยู่ใกล้ ๆ อยู่ "...ชอบทำตัวแปลกแยกมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว" 

เท่านั้นเอง สายตาอันเกรี้ยวกราดก่อนหน้าของรำพึงก็เริ่มแปรเปลี่ยนมาเป็นสายตาแห่งความคลางแคลงใจทันที รำพึงเริ่มมองหญิงสาวที่อยู่ในฐานะบุตรสาวคนเล็กด้วยปมแห่งความไม่ไว้วางใจมาตลอดเวลาอีกแล้ว 

และนั่นก็เป็นการกระทำที่คอยตอกย้ำความจริงที่ยิ่งกว่าเจ็บ  เพราะพะนอขวัญเคยคิดว่า หากมีมีดนับร้อยเล่มพันเล่มเฉือนลงมาที่ดวงใจหล่อนพร้อมกันทีเดียว ยังไม่เจ็บปวดทุรนทุรายเท่ากับการได้รับสายตาแคลงใจว่าหล่อนอาจจะไม่ใช่เลือดเนื้อของผู้เป็นแม่!

และเห็นได้ชัดว่า หลังจากมองหญิงสาวด้วยแววตาห่างเหิน เคลือบแคลง รำพึงก็เริ่มขยับตัวเข้ามาใกล้บุตรสาวคนรอง เพื่อทิ้งระยะให้ห่างจากหญิงสาวที่อยู่ในฐานะลูกคนเล็กให้มากขึ้น เหมือนได้เว้นระยะทางแห่งความสงสัยด้วยนั่นเอง 

จากนั้นจึงเบือนหน้าไปดูผู้ชายร่างสูง ผมเผ้ารุงรัง หน้าตาเต็มไปด้วยหนวดเคราด้วยแววตาขยะแขยง แล้วก็เอ่ยปากว่าสำทับอีกว่า 

"ไล่มันไปให้พ้นจากบ้านนี้โดยเร็ว ถ้าไม่อย่างนั้น ฉันจะกลับมาจัดการกับแกอีก นังลูกตัวดี!"

"ค่ะ ขวัญจะให้เขากลับไปเร็วที่สุด" หล่อนก้มหน้ารับคำ น้ำตารินไหล หล่อนจำต้องทำตามท่านเพื่อตัดเรื่อง ตัดปัญหา อีกประการ อย่างไรเสียชายหนุ่มผู้บ้าใบ้คนนี้ก็หายจนสามารถกลับมาช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว  

เมื่อพะนอขวัญรับคำแล้ว รำพึงและลูกสาวคนรองก็ไม่ได้พูดอะไรอีก นอกจากกราดสายตามองไปทางนางช้อยและนายชดราวกับจะกิดเลือดกินเนื้อเท่านั้น ก่อนจะหันไปไล่ชายหนุ่มแปลกหน้าคนเดียวต่อ

"ได้ยินแล้วใช่มั้ย อย่าให้ฉันเห็นหน้าแกอีกเชียว!"

แล้วจึงสะบัดหน้าไปบอกลูกสาวอีกคนว่า  "กลับ...ลูก" 

"ค่ะแม่ "  สกาวใจรับคำมารดาด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ก่อนจะหมุนตัวเดินตามผู้เป็นแม่ไปอีกคน 

เมื่อเหตุการณ์ดำเนินผ่านไปแล้ว พะนอขวัญก็รีบเช็ดน้ำตา แล้วจำใจบอกผู้อาวุโสทั้งสองที่ยืนมองหล่อนอย่างสงสารว่า "ลุงชด ป้าช้อย บอกนายใบ้ด้วยว่า ให้เขากลับไปได้แล้ว"

 จากนั้นหล่อนก็รีบเดินหลบไปตั้งหลักทีี่อื่น

นายชดเดินมาจับบ่านายใบ้ พลางบีบบ่าที่แข็งเกร็งนั้นให้คลายความตึงเครียด นายใบ้กำลังมองตามคุณขวัญไปดวงตาคมโศกคู่นั้นได้ทอดมองหญิงสาวด้วยความสงสารจับใจ   นายชดจึงเข้าใจว่า แม้ชายหนุ่มคนนี้จะบ้าใบ้ แต่ก็คงรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้ดี อย่างไม่ต้องได้เอื่อนเอ่ยให้เป็นเรื่องเสียเวลากันอีกรอบ

นายชดถอนหายใจยาว พลางบอก "ไม่ใช่ว่าพวกข้าจะใจไม้ไส้ระกำ ไล่เอ็งไปในขณะที่เอ็งยังไม่หายดีอย่างนี้นะ แต่...เอ็งก็เห็นแล้วใช่มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น..." 

ชายหนุ่มค่อย ๆ หันหน้ามาทางผู้อาวุโส พร้อมกับพยักหน้ารับเศร้า ๆ 

"เออ เข้าใจก็ดีแล้ว เดี๋ยวมีข้าวของอะไรก็ไปเก็บซะ อ้อ ข้ามียาอีกห่อจะให้เอ็ง เช้านี้อุตส่าห์ไปหาซื้อมาให้ เอ็งก็เอาไปต้มกินต่อที่เรือเอ็งก็แล้วกัน" นายชดบอก พลางเดินไปหยิบห่อยาที่ตั้งใจจะซื้อมาให้นายใบ้ต้มกิน 

ขณะที่รอนายชดไปหยิบห่อยามา ชายหนุ่มก็ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยแววตาเคร่งเครียด อย่างคนกำลังใช้ความคิดหนัก ๆ 

หมายความว่าอย่างไร หล่อนไม่ใช่ลูกสาวของผู้หญิงที่ชื่อรำพึงหรือ!

.

หลังจากได้ห่อยาจากนายชดมาแล้ว ชายหนุ่มที่ตกอยู่ในสภาพของนายใบ้ ก็เดินอย่างเชื่องช้าไปยังเรือลำเก่า ๆ ลำหนึ่ง ที่ถูกผูกติดท่าน้ำของบ้านริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาหลังนี้เอาไว้

ขณะนั้นเองที่มัวแต่สงสัยว่า หลังจากโดนมารดาทุบตีแล้ว หล่อนได้หลบไปร้องไห้คนเดียวที่ไหนกัน และแล้วร่างของหญิงสาวที่เขากวาดสายตามองหาก็หลบมานั่งบนเก้าอี้ตรงท่าน้ำอยู่เงียบ ๆ นี่เอง

 เหมือนเสียงฝีเท้าที่เหยียบลงกับกระดานไม้จะดังขึ้น ทำให้คนที่นั่งปล่อยจิตใจล่องลอยไปไกลได้รู้สึกตัว หล่อนก้มหน้ายกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตา โดยหารู้ไม่ว่า ทุกกิริยาของหล่อนได้อยู่ในแววตาที่เต็มไปด้วยความอาทรคู่นั้นของชายหนุ่มแทบทั้งสิ้น

เขาได้เดินมานั่งคุกเข่าลงตรงหน้าหญิงสาว เงยหน้าขึ้นสบตากับหล่อน เพื่อจะบอกลาพร้อมกับขอบคุณที่หล่อนได้ช่วยเหลือชีวิตเขาไว้  เขาใช้สายตาคู่คมโศกสื่อสารกับหล่อนแทนคำพูดอันมากมาย ที่ไม่อาจจะสื่อสารกับหล่อนได้ตรง ๆ  

เขามองหล่อนอย่างสงสาร เห็นใจ และก็ยังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของหล่อนและมารดาดีนัก วินาทีนี้ ความทรมานใด ๆ ก็ไม่เทียบเท่ากับการที่ไม่สามารถพูดได้อย่างที่ใจคิด ทั้ง ๆ ที่ เขาไม่ได้เป็นใบ้ และเริ่มรู้สึกว่า คิดผิดหรือคิดถูกที่หลวมตัวมาเป็นนายใบ้อย่างนี้ 

ขณะที่มัวแต่รำพึงรำพันกับตัวเอง หญิงสาวก็ถอนหายใจแรง ๆ แล้วก็บอก 

"กลับไปเถอะนะ นายอาการดีขึ้นจนเกือบจะหายดีแล้ว" 

เสียงหวานของหล่อนพอจะให้บรรยากาศรอบ ๆ ตัวนั้นดีขึ้นมาเล็กน้อย เขาถอนหายใจ อยากจะสื่อสารอะไรสักอย่าง ว่าคนที่ทำร้ายร่างกายหล่อนนั้นคือมารดาผู้ให้กำเนิดจริงๆ หรืออย่างไร ทำไมถึงได้ใจร้ายกับหล่อนนัก ส่วนหญิงสาวอีกคนกลับปฏิบัติอย่างแตกต่าง ถ้าหากหล่อนเป็นลูกสาวจริง ๆ ทำไมถึงได้ ...

พะนอขวัญสบตากับเขา ยิ่งสบก็ยิ่งเหมือนมีพลังดึงดูดบางอย่างระหว่างหล่อนและนายใบ้ผู้นี้ แม้ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใดต่อกัน กลับทำให้ก่อเกิดความรู้สึกไว้วางใจ สบายใจขึ้นอย่างไม่เชื่อ เขากำลังจะสื่อสารผ่านทางแววตา ส่งผ่านความอบอุ่น และอาทรหล่อนผ่านแววตาคู่นั้นมาให้  ช่างประหลาดใจดีแท้ หล่อนเพิ่งพบเขา ได้ช่วยชีวิตเขาไว้ แต่ทำไมถึงสัมผัสกับ ความผูกพันที่มีมาอย่างเนิ่นนานนะ

คล้ายจะรู้ว่าสบตากับเขานานเกินไป หล่อนจึงเสสายตาหนีอย่างดื้อ ๆ พลางบอก สั้น ๆ "กลับไปซะเถอะ ฉันช่วยนายได้เท่านี้"

ชายหนุ่มหลุบมองสองมือบางที่ประสานวางตัก ก่อนจะค่อย ๆ กำมือตัวเองแนบแน่น  อยากจะจับสองมือบาง ๆ คู่นั้นมาบีบเบา ๆ เพื่อให้กำลังใจ แต่ก็ทำไม่ได้ 

เขาถอนหายใจ ก่อนจะพยักหน้าผุดลุกขึ้น เพื่อจะเดินลงไปที่เรือ แล้วจากหล่อนไปเสีย ทว่า จู่ ๆ เสียงหวานปนเศร้าของหล่อนก็พูดเรื่องหนึ่งขึ้นมา

"นั่นคุณแม่ และพี่สาวของฉันเอง  เป็นคุณแม่ที่ให้กำเนิดฉันจริง ๆ" เอ่ยแล้วก็จ้องมองไหล่กว้างของเขา น้ำตาหล่อนก็ไหลรื้นออกมาอีก...

จากที่จะเหยียบเท้าลงเรือไป  นายใบ้กลับหันมาสบตาหล่อนช้า ๆ บรรยากาศริมแม่น้ำที่ตะวันเริ่มทอแสงอ่อนลง ทำให้ทุกสรรพสิ่งรอบกายของคนทั้งสองดูเงียบงันไป ราวกับทั้งโลกจะมีเพียงแค่หล่อน และเขา...ผู้ที่ถูกเรียกว่านายใบ้เท่านั้น 

"วันนั้น วันที่ฉันเกิด …"

เสียงหวานปนเศร้าได้เอ่ยอีก ... อาจจะเป็นความทุกข์ระทมที่สะสมมาอยู่ในใจหล่อนมานาน จึงทำให้หล่อนอยากจะพูดปมชีวิตอันแสนรันทดขึ้นมาต่อหน้าชายหนุ่มผู้นี้ ผู้ที่หล่อนมั่นใจว่าเขาจะทำหน้าที่เป็นผู้รับฟังได้อย่างดีเยี่ยมเพียงอย่างเดียว  

ใช่ ยามที่อ้างว้าง ปวดร้าว หล่อนก็อยากจะมีใครสักคน ทำให้ที่ช่วยรับฟังความทุกข์ที่เกาะกินอยู่ในใจของหล่อนเท่านี้ก็พอแล้ว  

และหล่อนมั่นใจว่า เขาจะไม่มีทางเอาความลับของหล่อนไปพูดที่ไหนได้อีกด้วย

พะนอขวัญยังมองหน้านิ่งขรึมของนายใบ้ แล้วถามอย่างช้า ๆ ชัด ๆ ว่า 

"อยากรู้มั้ย ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น..."

 อะไรสักทำให้หล่อนเลือกที่จะระบายปมอดีตอันน่าขื่นขมของตัวเองกับเขา นายใบ้  หรือเป็นเพราะความบ้าใบ้ พูดไม่ได้ที่เขาเป็นอยู่ จึงทำให้หล่อนวางใจที่จะเล่า พร้อมกับเสมือนได้ระบายหนองที่กลัดอยู่ในอกของตัวเองมานานออกมา 

ชายหนุ่มสบตาหล่อนด้วยความเคร่งขรึม หมุนตัวกลับมาคุกเข่าลงตรงหน้าหล่อนอย่างรวดเร็ว พร้อมทำท่ายินดีรับฟังหญิงสาวเล่าเรื่องราวในวันนั้นว่า...

.

ตัดจบแบบขัดใจแม่ยกพระเอกและนางเอก น่ะสินะ หึ หึ หึ …


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น