มนต์ระมิงค์

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 1 : นายใบ้... (80%)

คำค้น : พะนอขวัญ,นายใบ้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.ย. 2561 20:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
1 : นายใบ้... (80%)
แบบอักษร

(ต่อ)

หลังจากที่นั่งครุ่นคิดอยู่ลำพังได้ไม่นาน  ข้าวต้มร้อน ๆ พร้อมด้วยปลาแห้งทอด และไข่ต้มอีกหนึ่งฟองก็ถูกยกมาไว้ตรงหน้าชายหนุม 

นางช้อยถามคนที่มองกับข้าวตรงหน้าคล้ายกับไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนว่า "พอกินได้อยู่นะ"

ชายหนุ่มเงยหน้าจากสำรับพวกนี้ แล้วรีบพยักหน้ารับ  ได้ไม่ได้ก็ต้องได้ ตอบรับแล้วก็บอกกับตัวเองว่า นี่จะเป็นมื้อแรกที่ได้กินอาหารที่แสนจะธรรมดา ๆ เช่นนี้

"เออ ดี กินง่ายอยู่ง่ายแบบนี้ก็ดีหน่อย คนที่ช่วยเหลือมา เขาจะได้ไม่ลำบาก..." นางช้อยว่า ก่อนจะเบือนหน้าหนีเพื่อบ่นกับตัวเองว่า "...ลำพังตัวเองก็อัตคัดขัดสนจะแย่อยู่แล้ว ไม่รู้จะรับช่วยคนอื่นมาเพื่อซ้ำเติมตัวเองอีกทำไม"

ชายหนุ่มตักข้าวเข้าปาก พร้อมกับจับตามองคนที่ลอบพึมพำนั้น เขาได้ยินไม่ถนัดนัก ใครสักคนที่อัตคัด... เอียงคอหมายจะฟังให้มากขึ้น แต่นางช้อยกลับขยับตัวหนีอย่างระมัดระวัง แล้วเบือนสายตามองมาที่เขา พลางถอนหายใจ 

"เออ! แกมันเป็นใบ้นี่เนอะ จะพูดอะไรกับใครได้  แล้วข้าจะกลัวแกเอาเรื่องคนในบ้านนี้ไปพูดให้คนอื่นฟังอีกทำไม" นางช้อยคล้ายกับเพิ่งนึกถึงความจริงขึ้นมาได้

ชายผู้ที่ถูกขนานนามว่าใบ้นี้จึงรีบพยักหน้ารับเร็ว ๆ และตักข้าวต้มกับปลาแห้งทอดที่มีรสชาติเค็มหน่อย ๆ  เข้าปาก แม้จะเป็นกับข้าวธรรมดา ๆ  แต่ก็ทำให้เขารู้สึกว่า มันช่างอร่อยที่สุดเท่าที่เคยได้กินมาก่อน 

สายตาของผู้สูงวัยกว่ามองชายหนุ่มอีกคร้ง จากนั้นก็พูดขึ้นมาอีกเรื่อย ๆ เหมือนได้ระบายความในใจที่สุมอยู่ในใจตัวเองมานานออกมาอีกด้วย

"คุณขวัญเธอน่ะน่าสงสาร..."

เขารีบใช้แขนเสื้อเช็ดปาก ก่อนชี้ขึ้นข้างบนซึ่งหมายถึงหญิงสาวที่อยู่ชั้นบนของบ้าน นางช้อยจึงพยักหน้ารับ แล้วขยับปากพูดต่อไปอีกว่า 

"เอ็งมีไข้ขึ้นสูงอยู่สองวัน นอนหนาวสั่น ครางหือ ๆ ๆ  ตลอด เอ็งน่ะโชคดีมาก ที่เรือลอยตามน้ำมาติดอยู่ที่ท่าบ้านหลังนี้ ไม่อย่างนั้นล่ะไม่อยากจะคิด" นางช้อยว่าแล้วมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเคราของอีกฝ่าย ...ดูไปดูมา แม้ผมเผ้าจะหยุ่งเหยิงไปนิด หนวดเครารุงรังสักหน่อย แต่นายใบ้ผู้นี้ก็มีหน้าตาที่หล่อเหลาไม่เบาทีเดียว 

แล้วชายหนุ่มชี้ขึ้นข้างบนอีก พลางเปล่งเสียง "แอ๊ะ  ๆ ๆ" ด้วยความจำใจ ไหน ๆ คนที่นี่ก็พากันปลงใจเชื่อว่าตนพิการ เป็นใบ้อย่างนี้แล้วนี่ 

"เออ ก็ใช่ คุณขวัญเธออยู่ชั้นบนของบ้านหลังนี้"

ชายหนุ่มเห็นบ้านหลังใหญ่หลังสีขาวปลูกสร้างด้วยปูนเกือบทั้งหลัง มีขนาดใหญ่กว่า โอ่อ่ากว่าหลังนี้ อยู่ในที่ดินผืนเดียวกัน ทว่า ทำไมหญิงสาวที่เรียกว่า คุณขวัญถึงต้องมาระเห็จมาอยู่ที่เรือนไม้เก่า ๆ ที่ปลูกสร้างอย่างไม่ประณีตนี้ด้วยเล่า ว่าแล้วจึงรีบชี้นิ้วมือไปยังบ้านใหญ่โตกว่าหลังนั้น

นางช้อยถอนหายใจ คล้ายเข้าใจความหมายทางแววตาและภาษากายที่นายใบ้สื่อออกมา 

"เรื่องมันยาวน่ะ ข้าก็ไม่มีเวลามาเล่าให้เอ็งฟังนัก เพราะเดี๋ยวต้องรีบขึ้นไปช่วยคุณขวัญทำงานข้างบน  อ้อ จานชามพวกนี้ กินเสร็จแล้วก็ช่วยล้างเก็บให้ด้วยเข้าใจมั้ย"

คนที่ถูกเรียว่านายใบ้ จำต้องพยักหน้ารับ 

"ดี! หัดช่วยเหลือตัวเองบ้าง หายป่วยแล้วก็รีบ ๆ กลับไปซะ  ข้าไม่อยากให้คุณขวัญต้องมาเดือดร้อนด้วยเรื่องของเอ็งอีก อ้อ  พักอยู่แต่ที่นี่ ห้ามเข้าไปใกล้ที่บ้านใหญ่นั่นนะ เดี๋ยวคุณรำพึงเห็น จะเป็นเรื่องเป็นราวเชียว"

เขาพยักหน้าซ้ำ ๆ 

"แกหรือคุณขวัญ ที่จะเดือดร้อน" เสียงของนายชดเอ่ยแทรก ขณะเดินเข้ามาสมทบ การแต่งเนื้อแต่งตัวของชายในวัยเท่า  ๆ กับสตรีตรงหน้า ก็ทำให้ชายหนุ่มทราบแล้วว่า คงเพิ่งกลับจากข้างนอกมา และทำให้เขาทราบอีกว่า ชายสูงวัยกว่าคนนี้คงเป็นสามีของป้าช้อยอย่างไม่ต้องสงสัย

"กลับมาแล้ว  หรือตาแก่"

"ข้าถามแกว่า ใครจะเดือดร้อน ไม่ใช่แกหรอกรึ ยายแก่"

นางช้อยถอนใจที่ถูกว่าอย่างเหน็บ ๆ เข้าให้ ก่อนจะรีบอธิบายว่า "คุณขวัญน่ะสิจะเดือดร้อน ลำพังพวกเราน่ะไม่เท่าไหร่หรอก เพราะค่าอยู่ค่ากิน คุณขวัญเธอรับผิดชอบทั้งสิ้น เกิดนายใบ้นี่ยังไม่หาย น่ากลัวว่าจะให้เราไปรับหมอมารักษามันถึงที่นี่อีก  แล้วค่าหยูกยา ค่าหมอสารพัดจะตามมา ซึ่งก็ต้องเป็นเงินคุณเธออีก อย่างนี้จะไม่ให้คิดว่าคุณขวัญจะเดือดร้อน เรอะ ดีแค่ไหนที่วันนี้นายใบ้ก็ฟื้นขึ้นมาแล้ว"

"ช่วยคน เขาไม่คิดเล็กคิดน้อยแบบแกนี่หรอกนะ" นายชดบ่นนางช้อย ก่อนจะรีบเอาเงินในกระเป๋าเสื้อที่เป็นธนบัตรจำนวนหนึ่งมายื่นให้นางช้อย พลางสำทับ "เอ้า เงินฝากให้คุณขวัญเธอด้วย" 

นางช้อยรับเงินจำนวนนั้นจากสามี โดยมีสายตาของนายใบ้มองอย่างสงสัย  แล้วนางช้อยจึงหันมามองชายหนุ่มคนเดียวอีกครั้ง

"ฝากดูมันหน่อยนะ ท่าทางจะดีขึ้นมากแล้ว  กับข้าวของแกอยู่ในตู้ หากินเอาเองก็แล้วกัน" แล้วก็รีบเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบนของตัวบ้านทันที

"ฟื้นแล้วนะเอ็ง นายใบ้" 

นายชดทักทายอย่างยิ้ม ๆ  ก่อนจะเดินตรงไปยังตู้กับข้าว เพื่อจัดการอาหารมื้อกลางวันให้ตัวเอง

โดยมีสายตาของชายหนุ่มมองตามหลังผู้สูงวัย พลางนึกในใจว่า ลุงชดท่าทางจะใจดีกว่าป้าช้อยอยู่มาก  อย่างนี้หากเขาลองหลอกชักถามอีกฝ่าย  เขาคงจะได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวหญิงสาวที่อยู่ชั้นบนของตัวบ้านได้มากขึ้นกระมัง 

ชายหนุ่มนึกในใจ พร้อมกับตักไข่ต้มและข้าวเข้าปากตาม

นายชดตักข้าวและกับแล้วก็เดินกลับมานั่งกับนายใบ้ด้วย จึงได้เห็นสายตาของนายใบ้ที่มองดูบ้านโล่ง ๆ มีห้องนอนหนึ่งห้อง  และห้องครัว แล้วตรงที่พวกตนนั่งกันนี้ก็เป็นที่โล่ง ๆ มีลมโกรกตลอด 

"เรือนนี้ เป็นเรือนของคนใช้" 

เขาเบือนสายตากลับมามองผู้สูงวัยกว่า  

"ที่นี่เคยเป็นเรือนคนใช้เก่ามาก่อน  เมื่อก่อนพวกเราจะนอนกันด้านบน ด้านล่างจะเป็นห้องครัว ห้องโถงโล่ง ๆ เพื่อไว้ทำกับข้าวหรือทำงานให้เจ้านายน่ะ แต่พอคุณขวัญต้องย้ายมาอยู่ที่นี่ ห้องหับข้างบนก็ถูกรื้อออกไป เพื่อนำมากั้นเป็นห้องนอนหนึ่งห้องตรงนั้น ของพวกข้า..." ว่าพลางชี้ไปยังห้องนอนที่ถูกไม้กระดานมาตีเป็นห้องอีกห้อง "แต่สามคืนมาแล้วที่ข้าต้องเอาที่นอน มุ้งมากางนอนที่โถงนี่ เพื่อดูแลแกตามคำสั่งคุณขวัญน่ะ นายใบ้"

เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย รับรู้ว่าหญิงสาวผู้นี้เป็นผู้มีพระคุณสำหรับเขาเหลือนเกิน  ซึ่งเขาจะไม่มีวันลืมเลือนและ ไม่มีวันดูดายหล่อนเป็นอันขาด แต่มันก็ติดตรงที่ว่า ตอนนี้เขาได้กลายมาเป็นนายใบ้ไปเสียอย่างนี้ จะช่วยเหลืออย่างไรก็เป็นเรื่องที่น่าลำบากอยู่ แล้วต้องค่อยกลับไปคิดภายหลังด้วย อีกประการเขารู้เรื่องราวของคนที่นี่น้อยมาก โดยเฉพาะหญิงสาวผู้งดงามทั้งหน้าตาและจิตใจคนนั้น 

และหากจู่ ๆ เขาพูดออกมาเอง เขาจะโดนคนที่นี่ตะเพิดออกไปทันทีเลยหรือเปล่า เพราะเขาไม่ได้เป็นนายใบ้... ชายหนุ่มลอบถอนใจเบา ๆ ที่พบว่า การได้เป็นนายใบ้ข้อดีก็มีอยู่อย่างคือ เขาสามารถรู้เรื่องราวภายในบ้านหลังนี้ โดยที่ไม่ต้องเอ่ยปากรบเร้าให้คนที่นี่พูดให้ฟัง อาจจะเป็นเพราะการเป็นใบ้นี่เองที่ทำให้คนเหล่านี้เกิดความวางใจไปแล้วว่า ทุกเรื่องที่ถ่ายทอดให้นายใบ้ผู้นี้รับทราบ จะไม่มีการนำไปพูดที่ใด อีกเป็นอันขาด

แต่ มันก็น่าอึดอัดไม่น้อย ที่ไม่สามารถพูดได้อย่างที่ใจต้องการอีก 

 ชายหนุ่มมองไปยังบ้านหลังใหญ่กว่าที่นี่หลังสีขาวหลังคาที่แดงนั้น แล้วชี้ให้ผู้อาวุโสดู

"บ้านหลังนั้นแหละ คุณรำพึง และคุณสกาวใจพี่สาวคุณขวัญอยู่ ส่วนคุณขวัญเธอต้องมาอยู่ที่นี่ร่วมกับพวกเรา"

เขาเงยหน้ามองชั้นบน  มารดาและพี่สาวอยู่บ้านหลังงาม แต่หล่อนกับต้องระเห็จมาอยู่ที่นี่ เรื่องราวเป็นอย่างไรล่ะ เขาทำแววตาสงสัยหนัก มองผู้สูงวัยกว่าอย่างไม่ละสายตา หมายว่าอีกฝ่ายจะรีบขยายเรื่องราวให้เขาได้รู้มากขึ้น ทว่า 

นายชดกลับก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อแล้วตัดบท "พอละ ข้าต้องรีบกิน แล้วจะได้ทำงานต่อ ...ส่วนเอ็งก็รีบ ๆ กินซะ ถ้ายังไม่หายไข้ก็นอน ๆ พักซะเถอะ" 

.

สงสัยมั้ยนางเอกทำงานอะไร  และสงสัยมั้ย ว่าทำไมต้องระเห็จมาอยู่กับคนใช้ ... หลายคนคงเดาอย่างนู้น อย่างนี้   ติดตามกันยาว ๆ ไปค่ะ ว่าจะใช่อย่างที่เดามั้ย

และจะทยอยลงเรื่อย ๆ นะคะ แน่นอนว่าลงให้ได้ทุกวันค่ะ มากบ้างน้อยบ้างไม่ว่ากันเนอะะะะะ …


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น