AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 19 พูดคุย (บังคับ) หาแนวร่วม

ชื่อตอน : ตอนที่ 19 พูดคุย (บังคับ) หาแนวร่วม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 103

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.ย. 2561 14:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 19 พูดคุย (บังคับ) หาแนวร่วม
แบบอักษร

ตอนที่ 19 พูดคุย (บังคับ) หาแนวร่วม

เสียงฝีเท้าของผู้หญิงคนหนึ่งเดินมองหาอะไรบางอย่างด้วยความไม่พอใจ เธอเดินมาหลายวันแล้วก็ยังไม่เจอสิ่งที่ต้องการ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สามารถหาเบาะแสใดๆ ได้

“ท่านฟรานซ์ขอรับ ท่านเดินหาพวกเขามาหลายวันแล้วนะขอรับ ข้าว่าไปขอให้จักรพรรดิของอาณาจักรนี้ช่วยหาให้เถอะ จะได้หาตัวพวกเขาเจอเร็วๆ” เสียงขององครักษ์ประจำตัวคนหนึ่งพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงที่ดูเหนื่อยล้า

เพราะตลอดสองสามวันมานี้ฟรานซ์เอาแต่เดินหากลุ่มของไผ่แทบจะตลอดเวลาไม่มีเวลาไปสนใจสภาพของนักผจญภัย และเหล่าผู้คนรอบข้างแม้แต่น้อย

เขตที่ฟรานซ์อยู่เป็นเขต 6 เขตที่เกือบเข้าสู่เขตสูงสุดของอาณาจักร หรือก็คือ มันเป็นเขตที่เป็นอำนาจสูงสุดของเฒ่าเวทมนตร์ที่จะส่งเธอมาแล้ว แตกต่างจากกลุ่มของไผ่ที่มาโผล่ตรงเขต 3 เธอจึงพลาดในการเจอพวกเขาไป

แต่ถึงอย่างนั้น

“ฉันจะไม่ขอให้ใครช่วย จะตามหาจนกว่าจะพบ” เสียงของฟรานซ์ตอบกลับไปอย่างเย็นชา เธอเดินนำองครักษ์ไปตามหากลุ่มของไผ่ต่อโดยไม่มีความเห็นใครทำให้เธอเบี่ยงเบนความตั้งใจได้

**.................................

**พระราชวังเฟราด้า จักรพรรดิเฟลเลี่ยม

ท่านังอันทรงสง่าแผ่แรงกดดันของผู้มีอำนาจออกมา เหล่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทั้ง1 คนต่างยืนอยู่ล้อมรอบ เนื่องจากการตายของ 1 อัศวิน จักรพรรดิจึงแต่งตั้งคนใหม่ขึ้นมาแทน

ตอนนี้เป็นการนัดประชุมของเฟลเลี่ยมเพื่อฟังการรายงานของมารีนที่พึ่งกลับมาจากการสังเกตสงคราม เธอเป็นคนเดียวที่มาช้าที่สุด และใช้เวลานานกว่าคนอื่นถึง 2 วัน และเป็นคนเดียวที่รู้บทสรุปของสงครามว่า นักผจญภัยจากเดเรนซ์ 6 คนชนะทหาร 1 แสนได้ยังไง

“แด่องค์จักรพรรดิ สงครามครั้งนี้นักผจญภัยจากเดเรนซ์สามารถเอาชนะทหาร 1 แสนนายได้ แต่ข้าไม่สามารถบอกได้ว่าเขาชนะได้โดยวิธีไหน เพราะถึงบอกไปก็คงไม่มีผู้ใดเชื่อในสิ่งที่ข้าพูดเป็นแน่” มารีนตอบในท่าคุกเข่าทำความเคารพสูงสุด จักรพรรดิเฟลเลี่ยมคิ้วขมวด

“จงพูดออกมาให้หมดว่าเกิดอะไรขึ้น!!” เสียงของเฟลเลี่ยมกล่าวอย่างดุดันและทรงอำนาจ

“พวกเขาออกสู้แค่เพียง 3 คน สังหารทหารนับแสนจนสิ้นซาก ภายในเวลาแค่พริบตา การต่อสู้ใช้ดาบที่มีรูปร่างแปลกประหลาดเป็นอาวุธ ดาบนั่นสามารถสร้างพายุกวาดล้างทหารนับหมื่นในพริบตา ความคมที่สามารถตัดเกราะเหล็กกล้าได้อย่างง่ายดาย ข้าไม่อาจมองเห็นการเคลื่อนไหวของเขาได้ เห็นแต่ร่างทหารเกราะที่ขาดครึ่งกระจายไปเป็นเส้นทางเท่านั้น เพียงแค่พริบตา ทหารนับแสนต่างพ่ายแพ้ราบคาบ ที่ข้าเห็นก็มีเพียงเท่านี้” มารีนรายงานสั้นๆ เธอไม่ได้บอกว่าแท้จริงแล้วทหาร 1 แสนถูกคนคนเดียวสังหาร

เฟลเลี่ยมถึงกับขมวดคิ้วถมึงทึงด้วยความไม่เชื่อ เพราะลำพังแค่คนสามคนไม่มีวันที่จะทำสิ่งที่เหนือกฎเกณฑ์แบบนี้ได้แน่ แต่ด้วยสถานะอัศวิน เธอไม่มีวันโกหกจักรพรรดิเช่นเขา ทว่าการที่จะทำใจเชื่อมันย่อมลำบากแน่นอน ว่าคน 3 คนจะจัดการทหาร 1 แสนได้ พวกนั้นต้องมีวิธีการและลูกเล่น หรือไม่ก็ของวิเศษจากทวยเทพแน่นอน

การพิสูจน์เฟลเลี่ยมได้ส่งทหารไปสำรวจพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ผลที่รายงานมาก็คือหลุม บ่อ กองเลือด เศษเนื้อนับไม่ถ้วนที่กระจัดกระจายทั่วพื้นที่ สิ่งนั้นนับเป็นการยืนยันว่านักผจญภัยจากเดเรนซ์สามารถทำได้จริง

“เอาล่ะ ข้าแค่อยากฟังจากปากเจ้าก็เท่านั้น ....องครักษ์ร่างสัญญายกพื้นที่เขต 1 ถึงเขต 4 โดยมีชื่อครอบครองตามที่พวกเขาได้บอกไว้ สัญญานั้นเป็นสัญญาให้เขาเป็นผู้ครอบครองได้เพียงเขต 1 ถึงเขต 3 เท่านั้น ส่วนเขต 4 ยังมีร่างสัญญาครอบครองของชาวบ้านและเหล่าขุนนางอยู่ จึงยกให้เขาเป็นผู้ปกครองแทน เจ้าทำเสร็จหรือยัง” องค์จักรพรรดิพูดด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ องครักษ์เดินออกมาคุกเข่าอย่างนอบน้อม

“ข้าแด่องค์จักรพรรดิ ร่างสัญญาทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว ข้าเตรียมการสำหรับการนำไปมอบให้พวกเขา รอเพียงคำสั่งยืนยันจากพระองค์เท่านั้น” องครักษ์ตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม เขายังคงก้มหน้าอยู่ไม่ยอมเงยหน้ามาเผชิญ

“ดี งั้นรีบไปพบพวกเขา จัดการสัญญาให้มันเรียบร้อย และเจ้าจงเรียกพวกเขามาพบข้าอีกครั้ง ข้าต้องการคุยเรื่องสำคัญ!! รีบไปซะ” เสียงอันทรงอำนาจของเฟลเลี่ยมพูดด้วยท่าทีหยิ่งผยอง แม้นจะรู้ว่าพวกเขาสามารถจัดการทหารนับแสนได้

แต่หากไม่ได้อยู่ต่อหน้ากลุ่มของไผ่แล้วกลับไม่มีความกลัวแม้แต่น้อย นั่นเพราะไม่ได้เห็นกับตา ไม่ได้เจอกับตัว ไม่ได้สัมผัสกับความหวาดกลัวอย่างมารีน จึงไม่อาจจะเข้าใจความรู้สึกเหล่านั้นได้

**........................................

**บรรยากาศยามเช้าต่างครึกครื้นไปด้วยผู้เหลือรอดที่มารับขนมปังคนละ 3 ก้อน ขนาดก้อนหนึ่งยาวประมาณศอก นับว่าเพียงก้อนเดียวก็สามารถยังท้องให้อิ่มได้

ส่วนเรื่องของน้ำนั้นนานะจัดการเดิมที่ลานน้ำพุ เป็นน้ำที่สะอาดสามารถกินได้ และตักเก็บไว้กินในภายหลังก็ยังได้ แม้จะมีของกินแต่บรรยากาศก็ไม่ได้มีความสุขมากนัก

เพราะบัดนี้พวกเขาเหล่านั้นไม่มีที่ไป และไม่รู้จะทำอะไรต่อ ได้แต่อยู่รอความหวังลมๆ แล้งๆ ไปวันๆ เท่านั้น จะเป็นจะตายก็ขึ้นอยู่กับอนาคตในเบื้องหน้า

โนบุกับแพตตี้แจกจ่ายขนมปังโดยไม่ลืมกำชับให้ผู้เหลือรอดอยู่รอหัวหน้าของเขาก่อน ซึ่งพวกเขาก็ให้ความร่วมมือโดยดี เมื่อแจกคนสุดท้ายเสร็จจู่ๆ แรงกดดันที่ทำให้ทุกคนต้องทรุดลงกับพื้นถูกแผ่ออกมาจากข้างใน เสียงฝีเท้าที่จงใจเหยียบลงพื้นอย่างหนักแน่นของไผ่ค่อยๆ กระชากเสียงหัวใจให้เต้นแรงขึ้นในแต่ละฝีก้าว

ตึก ตึก ตึก

เมื่อเสียงเท้าหยุดลง กลับไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นมามองเขาแม้แต่คนเดียว แรงกดดันมหาศาลยังคงถูกปล่อยต่อไป เสียงพูดอันทรงอำนาจทำให้พวกเขารู้สึกว่ากำลังเผชิญหน้ากับจักรพรรดิ

“ไร้ความสำคัญ ไร้คนสนใจ มีชีวิตอยู่แล้วจมกับความแค้น ความโศกเศร้า ความหวาดกลัว สิ่งเหล่านี้แม้มีเต็มอกก็ไม่ช่วยอะไร ทุกคนต่อสู้ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นหรือตาย พยายามตะเกียกตะกายรักษาตนเองให้มีชีวิตรอดเพื่อเป้าหมายบางอย่าง แต่ไม่ว่าจะมีเป้าหมายเพื่ออะไรก็ตาม สิ่งที่อยู่เบื้องลึกในจิตใจล้วนต้องการมีความสุขกันทั้งสิ้น ทุกคนต้องการความสุข ทุกคนต้องการความปลอดภัย ทุกคนต้องการให้ตัวเองเป็นคนสำคัญ

ชีวิตที่ดิ้นรนต่อสู้จนรอดมาถึงวันนี้ ต้องอดทนอดกลั้น ข่มความเจ็บปวด ต่อสู้กับความหิว บางครั้งก็ถูกสัญชาตญาณดิบแย่งชิงสติจนต้อง ขโมย... ฆ่า ...ทำหลากหลายวิธีเพื่อรักษาชีวิต รักษาคนที่ตนรัก หลายคนต้องเสียสละศักดิ์ศรีของตน เสียสละแม้กระทั่งความสุขสบายในชีวิต เพื่อทำให้คนสำคัญมีความสุข เพื่อทำให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป และตั้งความหวังไว้สูงส่งว่า อนาคตของเขาจะต้องดีกว่า…..การคิดแบบนี้มันเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง...

แต่ว่า!!! ..... มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เหรอ ก็ในเมื่อตอนนี้ทุกคนต้องเจอความเจ็บปวดอันแสนสาหัสกับสงคราม คำว่าสงคราม.... แน่นอนมันไม่ได้มอบความสุข มันไม่ได้สร้างสันติภาพให้ใคร โดยเฉพาะคนที่ถูกเรียกว่าขยะอย่างพวกเจ้า ขยะที่ไม่มีสิทธิ์แม้กระทั่งจะใช้ชีวิตของตัวเองให้ได้อย่างที่ฝัน ขยะที่ไม่มีแม้กระทั่งการตัดสินใจจะทำสิ่งที่ตนต้องการ ...แม้สำหรับบางคนก็ถูกความเห็นแก่ตัวเข้าครอบงำทำให้คิดจะทำสิ่งดีๆ ที่ถูกต้องสมควรในสังคมไม่ได้ คนประเภทนี้เป็นขยะที่ยิ่งกว่าขยะ เป็นของอันตรายที่ไม่ควรให้อยู่ข้างตัว

ข้าพูดมาถึงตอนนี้แล้ว...จงตั้งใจฟังในคำที่ข้าบอก ....เพราะมันจะเปลี่ยนชีวิตอันไร้ค่าของพวกเจ้าให้ดีขึ้น มันจะเป็นดั่งแสงสว่างที่ส่องประกายท่ามกลางความมืดมิด .....ให้ทิ้งตัวตนทั้งหมดออกไปซะ แล้วเริ่มสร้างชีวิตใหม่ ตอนนี้พวกเจ้าทุกคนไม่ใช่เศษขยะอีกต่อไปแล้ว ....... หากคิดว่าชีวิตของตนเองไร้ค่า ก็จงทำตามที่เราบอกแล้วหาค่าของตัวตนให้เจอซะ

สถานที่เราอยู่กันในตอนนี้ไม่มีพวกขุนนาง ไม่มีเหล่านักผจญภัย ไม่มีแม้กระทั่งเหล่าทหารคอยดูแลรักษาความปลอดภัยและกฎสังคม นั่นเพราะไม่มีใครจะมาให้ความสนใจเราอีกแล้ว รู้ดีกันอยู่แล้วใช่ไหม ว่าสำหรับพวกเขาแล้ว ทุกคนก็เหมือนสิ่งไร้ค่า แต่ว่า...

ตอนนี้ข้ายืนอยู่ตรงนี้แล้ว และจะเป็นคนเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งอย่าง จะสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีพอต่อการใช้ชีวิต พวกข้านั้นทำได้ แต่ว่าจะให้ทำกันด้วยคนเพียงหกคนมันคงไม่ไหว เพราะฉะนั้น จึงมาขอความร่วมมือจากทุกคนไงล่ะ หากตกลงช่วย แน่นอนความเป็นอยู่จะไม่ได้เป็นอย่างนี้อีกต่อไป อาจจะเหนื่อยกันสักหน่อย แต่เมื่อทุกอย่างลงตัวมันก็คุ้มค่า เวลาพักผ่อนสำหรับช่วง 1 เดือนแรกอาจไม่มากพอแต่หลังจากนั้นแล้ว จะไม่มีใครอยู่ในสภาพดังที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ...

และถ้าหากจักรพรรดิของพวกเจ้ารักษาสัญญาที่ให้ไว้กับข้าจริงล่ะก็ เขต 1 ถึงเขต 4 จะอยู่ในการครอบครองของข้า เราจะไม่ขึ้นตรงต่อจักรพรรดิ พวกมันไม่สามารถสั่งการหรือบีบบังคับพวกเจ้าได้อีกต่อไป ชีวิตของพวกเจ้า เจ้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตัดสินใจ

...เอาล่ะ ใครตกลงจะร่วมมือกับข้าให้ก้าวไปรวมกันทางด้านขวามือ ใครไม่ตกลงให้ก้าวไปด้านซ้ายมือ สิ่งที่ข้าพูดไม่ได้เป็นการร้องขอความสมัครใจ แต่เป็นการกระทำกึ่งบังคับ

เพราะสำหรับใครที่ไม่ตกลงจะร่วมมือกับข้า คนเหล่านั้นจะไม่มีโอกาสได้อยู่ที่แห่งนี้อีกต่อไป ต้องย้ายไปที่อื่น ไปตายเอาดาบหน้านั่นแหละ เพราะมันผู้ใดไม่ทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมแล้ว มันผู้นั้นก็ไม่สามารถจะอยู่ร่วมกันได้ นี่ไม่ใช่ความเมตตา..จงจำไว้!! ” เสียงพูดอันทรงอำนาจของไผ่เอ่ยออกมา มีหลายคนที่คล้อยตาม

แต่ว่าคำพูดเหล่านี้ไม่ได้มีความเมตตาใดๆ แม้แต่น้อย นั่นเพราะผู้เหลือรอด วันๆ พวกเขาไม่สามารถจะทำอะไรได้ แต่หาอาหาร กับใช้อาหารเก่าประทังชีวิตเท่านั้น ความเป็นอยู่ไม่ได้สุขสบาย จะทำไร่ทำนาก็ไม่มีสิ่งเอื้ออำนวยที่ดีพอ ผลผลิตจึงไม่เกิดขึ้น อีกอย่าง เขต 3 นั้นส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนและเหล่าร้านค้า จึงไม่ค่อยมีพื้นที่สำหรับทำการเกษตร ยิ่งเหล่าพ่อค้านักขายทั้งหลายต่างย้ายไปอยู่ที่อื่นกันหมดแล้ว จะเหลืออะไรอยู่ที่นี่อีกล่ะ

และอีกไม่นานที่นี่ก็จะกลายเป็นพื้นที่รกร้างไปโดยปริยาย ทันทีที่ไผ่พูดจบก็มีผู้เหลือรอดร่วม 900 คนเดินออกมาอยู่ฝั่งขวา อีก 200 กว่าคนยังคงลังเลในการตัดสินใจอยู่ และมีจำนวน 20 กว่าคนที่เดินไปด้านซ้ายมือ นั่นหมายถึงไม่ตกลงที่จะเข้าร่วม

“พวกข้ามีศักดิ์ศรีเป็นของตัวเอง ไม่ขอเข้าร่วมกับเจ้า อย่างที่บอก ว่าชีวิตข้า ข้าตัดสินใจเองได้ เพราะฉะนั้นจะไม่เข้าร่วมเด็ดขาด ใครกันจะไปยอมให้ถูกใช้งานกันล่ะ ชีวิตมันก็ต้องการความสุขสบายกันทั้งนั้น หรือเจ้าจะเถียง” เสียงของชายร่างสูงคนหนึ่งพูดขึ้น เขาคือหัวหน้ากลุ่มของแก๊งนักเลงที่มักจะเที่ยวรีดไถของกินจากเด็กเล็กและชาวบ้านผู้อ่อนแอ หลายคนรู้จักกลุ่มนี้

“ใช่ ...เจ้าพูดถูก ทุกคนต้องการความสุขสบาย แต่ก็ใช่ว่าจะอยู่เฉยๆ แล้วเสพความสบายนั้น ไม่ทำงาน ไม่หาอาหาร แล้วจะเอาอะไรกิน ......รีดไถคนอื่นอย่างที่พวกเจ้าทำกันงั้นหรือ นั่นยังเรียกว่าสุขสบายของเจ้าใช่ไหม อีกอย่าง แค่พวกเจ้าออกไปรีดไถเอาของกิน นั่นก็หมายถึงการหาอาหารแล้ว แต่เป็นวิธีลัดโดยการแย่งชิง พวกเจ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่เข้าร่วม ก็อย่างที่ข้าบอก ชีวิตเจ้า เจ้าตัดสินเอง” เสียงของไผ่ดังขึ้น เป็นเสียงที่เรียบนิ่งจนขนลุก

“พวกข้าจะไม่เข้าร่วม อีกอย่างถิ่นนี้ก็เป็นของข้า ข้ามีสิทธิ์ที่จะอยู่ที่นี่ เจ้าไม่สามารถไล่พวกข้าออกไปได้ แล้วไอ้ที่ว่าจะกลายเป็นผู้ปกครองอะไรนั่น ข้าไม่เชื่อที่เจ้าพูดหรอก” เขายังคงเถียงต่อด้วยความหยิ่งทะนง

“ถิ่นของเจ้า ไหนล่ะขอดูใบครอบครองหน่อยสิ เจ้ามีมันไหม” เสียงเรียบนิ่งของไผ่เอ่ยต่อ ชายคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง

“ที่นี่เป็นถิ่นของข้า ใครๆ ก็รู้ทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องยืนยันหรอก พวกเจ้าต่างหากล่ะที่มารุกรานที่ของพวกข้า” เสียงพูดเหมือนตนเองกำชัยเอ่ยออกมาจากปากของชายคนนั้น ไผ่ดีดนิ้วเปลาะหนึ่งพลันใบสัญญาที่เป็นกรรมสิทธิ์ในการครอบครองพื้นที่ก็โผล่ออกมายาวเหยียด และลอยเหนือพื้นดินด้วยเวทมนตร์

“นี่เป็นที่ของข้า เจ้าต่างหากล่ะที่ไม่มีสิทธิ์ในที่นี้ หลักฐานมันยืนยันชัดเจน ...เถียงไม่ออกใช่ไหมล่ะ ....ที่จริงข้าจะกำจัดพวกเจ้าในทันทีเลยก็ได้ แต่หากทำแบบนั้นเกรงว่าจะเป็นการบังคับข่มขู่คนอื่นมากเกินไป แต่ว่า สำหรับใครที่ไม่ได้เข้าร่วมแล้ว ข้าจะงดแจกขนมปังและรวมถึงอาหารทุกอย่างนับแต่นี้เป็นต้นไป เพราะอาหารมีไว้สำหรับคนที่ทำงานเท่านั้น ใครที่อยู่เฉยๆ จะไม่ได้รับ ยกเว้นเสียจากจะมีคนมอบให้ แต่หากมันผู้ใดกล้าแย่งอาหารจากคนอื่น ชีวิตมันจะจบสิ้นตรงนั้น ร่างกายจะถูกเอาไปทำเป็นปุ๋ยเพื่อให้ประโยชน์แก่ผืนแผ่นดิน สำหรับที่พัก ผู้ใดที่เข้าร่วมสามารถเลือกพักในพื้นที่ครอบครองของข้าได้เลย แต่สำหรับใครที่ไม่เข้าร่วม จะเข้าพักในพื้นที่ของข้าไม่ได้ ที่ของพวกเขานั้นย่อมเป็นถนน ที่สาธารณะ หรือถัดจากที่นี่ไปอีก 8 กิโล ซึ่งเป็นที่ที่ ข้าไม่ได้ครอบครองนั่นแหละ การตัดสินใจมีเพียงตอนนี้เท่านั้น รีบๆ เสียสิ” ไผ่พูดกดดันอย่างมากเรียกว่าเป็นการข่มขู่และบังคับ

แม้จะบอกว่าไม่บังคับก็ตาม เพราะสำหรับเขาแล้ว ใครที่ไม่ทำอะไรเลย (ยกเว้นคนป่วย หรืออยู่เฉยๆ อยากสบายๆ) โดยที่มีคนมาประเคนทุกอย่างให้ มันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำในสถานการณ์แบบนี้ แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีค่าสำหรับไผ่ แม้เขาจะบอกว่าชีวิตของตนนั้นมีค่า แล้วอย่างไรหรือ จะให้บอกต่อหน้าคนที่พรากคุณค่าของชีวิตผู้อื่นนับไม่ถ้วนอย่างไผ่นี่นะ มันคงเป็นไปไม่ได้

เมื่อจบคำผู้ที่กำลังลังเลอยู่ต่างรีบเดินไปอยู่ฝั่งขวามือทันที ส่วนผู้ที่อยู่ฝั่งซ้ายแน่นอนว่าคือกลุ่มเดิม และพวกเขาก็ไม่คิดจะเปลี่ยนใจ

“หึ อย่างพวกแกจะทำอะไรพวกข้าได้” เสียงของชายคนนั้นสบถแล้วเดินกร่างออกไปจากพื้นที่ แต่ถึงอย่างนั้นพวกมันคงไม่คิดว่า ไผ่จะทำอย่างที่พูดจริงๆ

..................................********

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น