only_offgun

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : SF : At this moment 4

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.9k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ธ.ค. 2561 13:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SF : At this moment 4
แบบอักษร

“พี่เค้าชอบมึง”


คริสเอ่ยสรุปเรื่องสั้นที่โคตรยาวจากปากเพื่อน ที่เอาแต่เล่าโมเม้นบนรถบัสระหว่างมันกับพี่ออฟไม่ยอมหยุดปาก สองคนช่วยกันกางเต้นท์จนเสร็จแต่ไอ้ตัวดีก็ยังย้ำคิดย้ำพูดเหมือนยังเอาตัวเองออกจากเหตุการณ์นั้นไม่ได้


“บ้าา พี่เค้ายังไม่ได้บอกซะหน่อย”


“มึงอย่ามาตอแหลน้องกัน ใจมึงก็คิดงั้น ท่าทีเค้าชัดจะตายห่า อยู่กับกูไม่ต้องแอ๊บโง่หรอก”


“เกลียดมึง”


“ฮ่าๆๆ”


สนามหญ้าหน้าโรงเรียนที่บัดนี้ถูกใช้เป็นลานกางเตนท์ของทุกคนในค่าย เนื่องจากเป็นโรงเรียนที่อยู่บนดอยสูง ฉากด้านหน้าจึงเป็นเหมือนจุดชมวิวชั้นดี ได้มองเห็นพื้นดินด้านล่างจนสุดลูกหูลูกตา สวยงามไม่แพ้ด้าหลังที่เป็นหุบเขาหลายๆลูกวางสลับกัน ปลายยอดเขามีเมฆหมอกปกคลุมอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะในช่วงเย็นที่อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลงเรื่อยๆเช่นนี้ อาคารเรียนที่พวกเขาต้องมาบูรณะปรับปรุงก็ตั้งอยู่ติดตีนเขา ถูกโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติจนกันอดนึกอิจฉาเด็กๆเหล่านี้ไม่ได้ ที่ได้นั่งเรียนในบรรยากาศหลักล้านแบบนี้ทุกวัน



“ทุกคน มารวมกันตรงนี้ก่อนครับ พี่จะชี้แจงกิจกรรมของคืนนี้แล้วก็แบ่งงานสำหรับวันพรุ่งนี้”


เสียงเรียกของพี่เตดังขึ้นเรียกความสนใจจากทุกคน ก่อนจะค่อยๆทะยอยกันออกมาจากเต้นท์เดินไปตรงจุดที่พี่เตยืนอยู่ เสียงพูดแจกแจงงานของประธานชมรมตรงหน้าไม่ได้เข้าหูกันเลยซักนิด เพราะเขากำลังใช้สมาธิทั้งหมดไปกับการกวาดสายตาหารุ่นพี่คนโปรดของตัวเอง ทั้งชะเง้อ ทั้งเขย่ง แต่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของพี่ออฟ


...ไปไหนของเค้านะ



“มึงอยู่นิ่งๆดิ้น้องกัน”


“พี มึงเห็นพี่ออฟป่ะ”


“กูก็อยู่กับมึงตลอดเนี่ย จะไปเห็นได้ไงวะ”



คริสส่ายหน้าอย่างระอากับท่าทางเหมือนหมาหาเจ้าของของเพื่อน ก่อนจะหันกลับไปตั้งใจฟังประธานชมรมแจกแจงงานต่อ คงต้องฟังให้ไอ้เตี้ยข้างๆด้วย เพราะจิตใจมันคงวิ่งหาผู้ชายทั่วเขาไปแล้วตอนนี้



.



.



.



“แม่ง ทำไมกูต้องอยู่ฝ่ายสวัสฯด้วยอ่ะ มันเป็นหน้าที่ของผู้หญิงป่ะวะ”



“บ่นห่าไรนักหนา งานสบายจะตายไม่ต้องมาแบกสีแบกอิฐแบบกูเนี่ย”



“ไม่รู้แหละ กูจะไปคุยกับพี่เต กูจะอยู่ฝ่ายเดียวกับมึง” พูดจบก็ลากมือเพื่อนเดินจ้ำอ้าวไปหาประธานค่าย หมายจะเข้าไปโวยวายใส่อีกคนเต็มที่ เขาออกจะแมนขนาดนี้ จะให้ไปเสิร์ฟข้าวเสิร์ฟน้ำเนี่ยนะ กันไม่ยอมหรอก ฮึ่ย!



“อ้าว น้องกัน”



“อะ...อ้าว พี่ออฟ…”



พีรวัสเบะปากมองบนใส่เสียงสองของคนที่หายหัวร้อนกะทันหัน มือเล็กที่กำมือเขาไว้เริ่มชื้นเหงื่อและมันสั่นจนคริสรู้สึกได้ ไอ้ตัวเล็กนี่ไม่เคยชินกับการเจอพี่ออฟของมันเสียที นี่ขนาดปล่อยให้นั่งอยู่บนรถด้วยกันมาเกือบสองร้อยกิโลแล้วนะ



“จะไปไหนกันหรอ”



“อ๋อ...เอ่อ เปล่าครับ คือกันแค่…”



“มันจะมาขอเปลี่ยนฝ่ายอ่ะพี่ เมื่อกี๊นี่หัวร้อนใหญ่เลยตอนรู้ว่าต้องอยู่สวัสฯ” ตอบออกไปโดยไม่สนใจไอ้คนข้างๆที่ดึงแขนตนแรงๆเหมือนจะห้ามไม่ให้พูด แต่เขาไม่สนใจหรอก “แต่อยู่ดีๆก็หายหงุดหงิดเฉย สงสัยเพราะเจอคนที่ชอ...อุ๊ป”



ฝ่ามือเล็กยกขึ้นมาปิดปากเพื่อนที่เริ่มจะพูดมากเกินกว่าเหตุ ใบหน้าแดงๆหันไปส่งสายตาดุๆให้เพื่อนซึ่งมันส่อพิรุธชัดเจนจนคนมองยกยิ้มมุมปาก สายตาล้อเลียนจากคนทั้งคู่ทำให้คนขี้เขินตัดสินใจเดินหนี แต่กลับโดนมือใหญ่คว้าแขนเอาไว้ทัน



“เดี๋ยวดิ” กันก้มมองข้อมือตัวเองที่ถูกฝ่ามือใหญ่กำไว้จนรอบ ยิ่งไล่สายตาขึ้นมองหัวใจก็ยิ่งเต้นไม่เป็นส่ำและสติที่เหลือก็หายไปทันทีที่เงยขึ้นไปสบตากับดวงตาเรียวรีคู่นั้น



“อยากเปลี่ยนฝ่ายหรอ” กันพยักหน้าตอบน้อยๆพอๆกับสติที่เหลืออยู่น้อยเต็มที



...ถ้าพี่ออฟยังไม่ปล่อยมือภายในห้านาทีนี้ กันจะตายแล้วนะ



“จริงๆพี่เป็นคนบอกไอ้เตเองแหละ ว่าให้เราอยู่สวัสฯ”



“อ้าว”



“แต่ถ้าเราไม่โอเค...” // “กันโอเคครับ!” เสียงใสตะโกนขัดขึ้นมาทันทีอย่างลืมตัว ทำไงได้ล่ะ พอรู้ว่าพี่ออฟเป็นคนเลือกฝ่ายให้ ฝ่ายสวัสฯก็ดูน่าอยู่ขึ้นมากะทันหัน



ใครบอกว่างานผู้หญิง โถ่ แบกน้ำแบกข้าวงานหนักจะตายไป ไม่เห็นจะแย่ตรงไหนเลย เนอะ!



“ไม่รู้แหละ กูจะไปคุยกับพี่เต กูจะอยู่ฝ่ายเดียวกับมึง~” ร่างเล็กหันไปส่งสายตาจิกกัดให้เพื่อนที่ทำเสียงล้อเลียนคำพูดตน แต่ไอ้เพื่อนตัวดีกลับลอยหน้าลอยตากลับมาแบบโคตรน่าเตะ



“สรุปว่าเราไม่เปลี่ยนฝ่ายแล้วเนอะ”



“ครับ”



“ดีแล้ว...พี่ไม่อยากให้เราเหนื่อย”



เอาล่ะ สติหนึ่งเปอร์เซ็นต์ที่เหลือติดตัวอยู่ตอนนี้หลุดหายไปจากร่างเป็นที่เรียบร้อย ไม่รู้แล้วว่าตัวเองกำลังทำหน้าแบบไหน รู้แค่ว่ามันคงตลกเพราะเห็นพี่ออฟหลุดขำออกมา สุดท้ายพีคงทนอนาถกับสภาพตาลอยๆของเพื่อนไม่ไหว จึงลากร่างไร้สติของเขากลับมาจนถึงเตนท์ได้อย่างปลอดภัย



“อะไรก็ได้ อย่าตายก็พอ กูกลัวผี” เอ่ยเหน็บเพื่อนสนิทที่ดูเหมือนอาการทางจิตยังไม่ค่อยสู้ดีนัก เพราะมันยังหันมายิ้มตาเยิ้มรับคำด่าของเขา



“มึงว่าพี่เค้าชอบกูป่ะวะ”



“ก็บอกแล้วไงว่าเค้าชอบมึง”



“แต่อย่างพี่ออฟเนี่ยะนะจะมาชอบกู แถมกูเป็นผู้ชายอีก”



“โอเค งั้นเค้าไม่ได้ชอบมึง”



“แล้วคำพูดเมื่อกี๊คือไรวะ”



“เค้าหยอดมึงไง”



“หยอดทำไมวะ เขินอ่ะ...เหมือนโดนจีบเลย”



“ก็เค้าจีบมึง”



“บ้า อย่างพี่ออฟ...”



“พี่ทำไมหรอ?”



เสียงของผู้มาใหม่ทำเอาสองเพื่อนซี้สะดุ้งสุดตัว โดยเฉพาะคนตัวเล็กที่รีบเอามือตะครุบปากเพื่อนทั้งที่คริสยังไม่ได้คิดจะตอบอะไรออกไปด้วยซ้ำ



...เนียนมากระรอกเอ้ย ดูไม่ออกเลยนะเนี่ยว่าเรานินทาพี่อยู่



“ปะ...เปล่าครับ พี่ออฟมีอะไรรึเปล่า”



“คิดถึงเด็กแถวนี้เฉยๆ” ออฟยกยิ้มเมื่อใบหน้าซีดเผือดเมื่อกี๊กลับมามีริ้วแดงๆปรากฏขึ้นบนแก้มอีกครั้ง ฟันขาวขบริมฝีปากล่างตัวเองอย่างประหม่า พลางหลบสายตาของเขาเป็นพัลวัล



...น่ารักชิบหาย




“เขินไรมึง พี่เค้าอาจจะหมายถึงกูก็ได้” ตาใสตวัดมองเพื่อนจนออฟเกือบหลุดขำ แต่ด้วยอยากแกล้งเด็กขี้เขินจึงพยักหน้าเออ ออตามน้ำไป ก่อนจะได้รับค้อนวงโตจากเด็กตากลมที่นั่งหน้างอเพราะโดนแกล้งจนอยากเดินเข้าไปหยิกแก้มย้วยๆนั่นซักที



“งั้นก็คุยกันไปเลย กันไปแล้ว”



“โห จะไปแล้วหรอ ตอนแรกพี่ว่าจะชวนไปซื้อของในหมู่บ้านซะหน่อย” ขาเรียวที่เตรียมก้าวหนีหยุดกึ้กทันทีที่พี่พูดจบ ตัวเล็กหันขวับมามองคนชวนตาเป็นประกาย ชนิดที่คริสปักใจเชื่อเลยว่าตอนนี้เพื่อนของตัวเองกลายร่างเป็นชิสุหูตั้งหางกระดิกรอเจ้าของชวนออกไปวิ่งเล่น “ไป กันไป!!”



ใบหน้าหวานเปื้อนยิ้มพยักหน้าขึ้นลงเร็วอย่างน่าเอ็นดู ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากระรอกตรงหน้าอยากไปกับเขามากแค่ไหน อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบหัวกลมๆนั่นขณะที่เจ้าตัวเล็กเริ่มก้มหน้างุดๆให้เขาลูบหัวอยู่อย่างนั้น



“ฮัลโหล คริสอยู่นี่จ้า มีใครเห็นคริสมั้ยเอ่ยย” เสียงที่ดังมาจากในเต้นท์ทำให้การสร้างโลกส่วนตัวของคนทั้งคู่หยุดลงแค่นั้น เหลือไว้เพียงร่างเล็กที่ยืนกัดริมฝีปากซ่อนรอยยิ้ม กับคนตัวโตที่ได้แต่เกาท้ายทอยแก้เก้อมองฟ้ามองดินกลบเกลื่อนไปเรื่อย



“เอ่อ...สรุป กันไปกับพี่เนอะ”



“อื้อ กันไปๆๆ”



“กัน รักนวล!” พีรวัสทำเสียงดุเย้าแหย่เพื่อนแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือรอยยิ้มหวานเชื่อมของคนที่ค่อยๆเดินเข้ามาใกล้เต้นท์พลางโน้มตัวลงมาก่อนจะ



‘ไม่-เสือก-ดิ’



ปากแดงขยับเป็นคำช้าๆชัดๆแล้วส่งยิ้มหวานปิดท้าย ...ไม่พอ มือเล็กรูดซิปเต้นท์จนปิดสนิทก่อนจะหันกลับไปหารุ่นพี่คนโปรดแล้วออกเดินไปพร้อมกัน ปล่อยให้เพื่อนรักตะโกนโวยวายตามหลังอยู่อย่างนั้น



.



.



.




ออฟมองคนข้างตัวที่ยังคงหัวเราะคิกคักไม่หยุดด้วยความสะใจที่ได้แกล้งเพื่อน แก้มใสปรากฎเป็นรอยบุ๋มชัดเจนยามเมื่ออีกคนยิ้มกว้างๆออกมาเช่นนี้ เขาคงมองหน้าน้องนานเกินไปจนคนโดนมองค่อยๆหันกลับมาหาทั้งที่ยังมีรอยยิ้มเปื้อนอยู่เต็มหน้า รอยยิ้มค้างถูกเปลี่ยนเป็นยิ้มเขินๆเมื่อรู้ว่าตัวเองโดนอีกคนมองอยู่จริงๆ สุดท้ายก็ต้องเบือนหน้าหนีเมื่อพี่ไม่มีทีท่าว่าจะละสายตาจากหน้าตนเลย



“ที่ตามมาเนี่ยะ รู้แล้วหรอจะพาไปไหน”



“ไปซื้อของไง”



“หึ พี่โกหก” ออฟยิ้มให้กับใบหน้าเหวอๆของน้องก่อนจะก้มลงกระซิบเสียงเบา “จะพาไปขาย”



“ฮื่อ ไม่ต้องมาหลอกกันเลย”



“เอ้า นี่พูดจริงๆ” เสียงกลั้วหัวเราะเอ่ยตอบเมื่อคนตัวเล็กผลักตนออกห่าง พลางเดินต่อไปไม่สนใจคำขู่แม้แต่น้อย “เนี่ย หมู่บ้านนติดชายแดน เดินไปอีกนิดก็ถึงลาวแล้ว”



“ไม่มีใครเค้าซื้อกันหรอก”



“อืมม ก็จริง ตัวก็มีอยู่แค่เนี้ยะ ขายไปคงไม่ได้ราคาเท่าไหร่”



กันหันมองคนข้างตัวที่แกล้งทำทีเหมือนกำลังประเมินราคาตัวเองอยู่อย่างนั้น อยู่ดีๆมือใหญ่ก็คว้าไหล่ของเขาไว้ทำให้ต้องหยุดเดินกันทั้งคู่ ร่างเล็กโดนพี่จับหมุนตัวไปมาพลิกซ้ายพลิกขวาจนเวียนหัวไปหมด



“พี่ออฟกันไม่เล่นแล้ววว” กระรอกเริ่มร้องท้วงเมื่อพี่ยังแกล้งไม่หยุด ออฟหัวเราะชอบใจเมื่อแกล้งคนตรงหน้าจนหน้างอ มือหนาลูบหัวน้องช้าๆ



“ฮ่าๆๆ โอ๋ๆ ไม่แกล้งแล้ว” คนตัวโตเอ่ยพลางลดระดับใบหน้าลงมาจนเสมอกันกับเด็กหน้างอ “ไหนยิ้มก่อนเร็ว” มือใหญ่จับแก้มน้องยืดออกจนคนตัวเล็กร้องท้วงเบาๆ แต่สุดท้ายก็หลุดขำออกมาทั้งคู่



“ห้ามเอากันไปขายนะ”



“ฮ่าๆๆ นี่กลัวจริงป่ะเนี่ย”



“กลัวดิ ใครจะไปรู้วะ” เสียงแผ่วตรงประโยคหลังที่เหมือนคนตัวเล็กบ่นพึมพัมกับตัวเองแต่คนข้างๆกลับได้ยินมันอย่างชัดเจน ออฟยกมือขึ้นขยี้หัวกลมๆอย่างหมันเขี้ยว กันช้อนมองคนตัวสูงข้างๆที่มองตนอยู่ก่อนแล้ว จังหวะการเดินทำให้ไหล่บางกระทบเข้ากับแผ่นอกหนา และนั่นจึงทำให้รู้ว่าเวลานี้พวกเขากำลังใกล้ชิดกันในระดับที่อันตราย



...อันตรายต่อหัวใจเขานี่แหละ



สองเท้าก้าวเดินไปพร้อมกันช้าๆ สายตาจ้องมองไปยังท้องฟ้าเบื้องหน้าที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีส้ม บอกให้รู้ว่านี่เป็นแสงสุดท้ายของวัน เงาสีดำทอดยาวลงบนพื้นเห็นเพียงสองร่างที่เดินอยู่เคียงข้างกัน แต่คงไม่ชัดเจนพอที่จะทำให้มองเห็นฝ่ามือข้างหนึ่งที่ค่อยๆกอบกุมมือเล็กของคนข้างตัวไว้อย่างหลวมๆ แต่กลับอบอุ่นยิ่งกว่าแสงอาทิตย์ที่อาบไล้ร่างกายในเวลานี้ แรงกระชับที่ฝ่ามือทำเอาคนตัวสูงหลุดยิ้ม พร้อมกันกับคนตัวเล็กข้างกาย รอยยิ้มเปื้อนอยู่เต็มหน้าของคนทั้งคู่ หันไปกันคนละทิศละทาง ยิ้มให้ลมให้ฟ้าอยู่อย่างนั้น



กันเสตามองข้างทางด้วยไม่รู้จะทำอย่างไรกับสัมผัสอุ่นๆตรงฝ่ามือที่อีกคนมอบให้ มือเล็กเผลอบีบมือพี่เมื่อเสียงทุ้มดังขึ้นชิดใบหูอย่างไม่ทันตั้งตัว เผลอหันกลับไปตามสัณชาตญาณและไม่ได้เตรียมใจรับมือกับปลายจมูกโด่งที่เฉี่ยวพวงแก้มของตนไปเพียงนิดเดียว



“พี่ไม่เอาเราไปขายหรอกหน่า”



ไม่ได้เตรียมใจรับมือกับสายตาที่สอดประสานกันในระยะใกล้ๆเช่นนี้



รวมถึงเสียงทุ้มที่เอ่ยคำพูดที่ทำเอาหัวใจแทบหยุดเต้น...



“น่ารักขนาดนี้ จะปล่อยให้เป็นของคนอื่นได้ไง”




“...”



“พี่เสียดายแย่เลย”














แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น