only_offgun

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : SF : At this moment 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.7k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ธ.ค. 2561 13:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SF : At this moment 3
แบบอักษร

กิจกรรมค่ายอาสาของชมรมโฟโต้ ถือเป็นกิจกรรมที่สืบต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า วัตถุประสงค์ก็คงเหมือนๆกับค่ายอาสาทั่วไปคือสร้างความสัมพันธ์อันดีของรุ่นพี่รุ่นน้อง รวมถึงเพื่อนๆรุ่นเดียวกันของคนในชมรม พร้อมกับการทำประโยชน์ให้กับชุมชน แน่นอน ขึ้นชื่อว่าชมรมโฟโต้ ก็ต้องมีการถ่ายภาพ กิจกรรมที่ต่อเนื่องมาจากค่ายอาสา จึงหนีไม่พ้นการประกวดภาพถ่าย โดยทุกคนจะต้องเลือกภาพเพียงภาพเดียวที่ได้จากการเข้าค่ายในครั้งนี้ เพื่อส่งเข้าประกวด โดยแต่ละปีจะมีหัวข้อการประกวดแตกต่างกันออกไป ซึ่งหัวข้อในปีนี้คือ


‘ At this moment ’


.


.


.


“ตะวัน เพื่อนคุณน่ะ เมื่อไหร่จะมา นี่จะถึงเวลาเดินทางแล้วนะ”


“เอ่อ ผมขออีกสิบนาทีนะครับอาจารย์ ผมกำลังโทรตามอยู่”


“ผมให้อีกแค่ห้านาที ถ้ายังไม่มาก็ตามไปเองแล้วกัน”


“ครับๆ”


สองมือรีบต่อสายหาไอ้เพื่อนตัวดีที่ได้ชื่อว่าเป็นคนสุดท้ายของบัส สัญญากับตัวเองในใจว่าถ้ามันโผล่หัวมาเมื่อไหร่จะใช้ฝ่ามือตัวเองนี่แหละประเคนลงหัวมันซักป๊าบ โทษฐานที่ทำให้ประธานชมรมอย่างเขาต้องยืนให้อาจารย์ด่ารับหน้าแทนมันอยู่แบบนี้


“โหล มึงอยู่ไหนไอ้สัดออฟ เค้ารอมึงคนเดียวเลยแล้วเนี่ย”


‘กูจอดรถแล้วๆ กำลังเดินไปที่บัส’


“เร็วๆเลยมึง กูโดนอาจารย์สวดยับแล้วแม่ง”


‘เออ กูจะถึงรถแล้วห่า ค่อยบ่น แค่นี้’


สายตัดไปในทันทีที่มันพูดจบ เงยหน้ามองก็เจอไอ้เพื่อนเวรวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา แขนนึงสะพายเป้ อีกข้างก็สะพายกีต้าร์คู่ใจของมันมาด้วย คิดแล้วอดหมันไส้ไอ้เพื่อนรักคนนี้ของตัวเองไม่ได้ คนเหี้ยไร สูง ขาว ตี๋ การเรียนดี กีฬาเด่น เล่นดนตรีได้แทบทุกอย่าง แล้วยังเสือกร้องเพลงเพราะอีก แม่งจะเพอร์เฟคแทนคนทั้งโลกหรือไงวะ


“มองห่าไรประธาน มาช่วยกูเก็บของดิ้”


นั่นแหละ ไม่ว่าจะหงุดหงิดมันมากแค่ไหน ก็แพ้ความเอาแต่ใจของแม่งอยู่ดี สุดท้ายก็ต้องเดินเข้าไปช่วยมันเก็บกระเป๋าลงใต้ท้องรถ แล้วดันหลังให้มันรีบๆเดินขึ้นไปหาที่นั่งจะได้ออกเดินทางกันเสียที


“เราไปนั่งชั้นบนได้ป่ะ”


“อาจารย์กับน้องนั่งเต็มแล้วว่ะ”


“ให้อาจารย์มานั่งข้างล่างดิ แล้วเราไปนั่งข้างบน”


“โอโห มาช้ายังเสือกเอาแต่ใจอีก นั่งไปอย่าเรื่องมาก”


“ไรอ่ะ แล้วดูแลน้องๆชั้นบนอ่ะ”


“ก็อาจารย์ไงไอ้เวร แล้วอีกอย่างนะ บัสนี้มีแต่เด็กม.ปลาย ไม่มีเด็กอนุบาลติดมาซักคน เป็นห่าอะไรถึงต้องไปดูแลขนาดนั้นวะ หรือมึงอยากไปนั่งกับใคร”


“อะไร๊ กูก็แค่เป็นห่วงน้องๆป่ะ นั่งข้างล่างก็นั่งข้างล่างสิ บ่นไรยาวยืด โว๊ะ”


ตะวันได้แต่ส่ายหน้าหน่ายๆกับความปากแข็งของไอ้ตี๋ตรงหน้า สองเพื่อนซี๊เลือกที่นั่งด้านในสุดซึ่งมีลักษณะคล้ายโซฟาตัวยาวสองตัวหันหน้าเข้าหากัน คั่นกลางด้วยโต๊ะที่เหมือนจะออกแบบไว้ให้เล่นไพ่ระหว่างเดินทางนั่นแหละ


ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาทีที่รถเริ่มเคลื่อนตัว ความเงียบก็เข้าปกคลุมบัสทั้งคันเพราะทุกคนพร้อมใจกันเอนตัวนอน ด้วยความเพลียเนื่องจากปีนี้ทางชมรมเลือกจัดค่ายที่ภูกระดึงซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางค่อยข้างนาน ทุกคนจึงต้องตื่นตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่เพื่อมาให้ทันเวลานัด


กายสูงเหยียดตัวยาวยึดโซฟาฝั่งหนึ่งไปคนเดียว ขณะที่โซฟาอีกฝั่งก็ถูกครอบครองโดยประธานชมรมเช่นกัน เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่รถหยุดนิ่งอยู่ในปั๊ม เสียงประกาศของอาจารย์บอกให้ลงไปเข้าห้องน้ำ ทำธุระได้เป็นเวลาสิบห้านาทีก่อนที่ทุกคนจะค่อยๆทะยอยลงจากรถ และนั่นก็ทำให้จุมพลได้เห็นเด็กตัวเล็กปากแดงที่แอบมองเขาตั้งแต่ลงบันได ก่อนจะวิ่งหน้าแดงลงจากรถไปเมื่อเขาแกล้งส่งยิ้มหวานไปให้อย่างตั้งใจ



...ตั้งใจให้กระรอกเขินนั่นแหละ


.


.


.




“กันมึงอย่าวิ่ง เดี๋ยวก็ได้วูบหรอกห่า”


“กูไม่เป็นไรแล้ว”


“แหม เมื่อกี๊เมารถจะเป็นจะตาย เจอผู้ชายยิ้มให้หน่อยนี่วิ่งปร๋อเลยนะ”


“อะไร กูแค่รีบเหอะ อาจารย์ให้เวลาแค่สิบห้านาทีไง”


“จ้าาา รีบจนหน้าแดงเลยเนอะ”


สองมือถูกส่งไปยืดแก้มคนข้างตัวด้วยความหมันไส้ เมื่อกี๊เขาเป็นห่วงมันแทบแย่เพราะไอ้ตัวเล็กเล่นเมารถจนหน้าซีดปากซีด พอรถจอดก็คิดเอาไว้ว่าจะพาไปอ้วกแล้วซื้อยาให้กิน อะไรได้ แค่เจอผู้ชายยิ้มให้ทีเดียวแก้มนี่แดงปลั่งดูสุขภาพดีขึ้นมาทันตาเห็น


“สัด ปล่อยแก้มกู พี~ปล่อยยย”


“ฮ่าๆๆ อ้วนสัด แก้มย้วยเชียว”


“ปล่อยไอ้เหี้ย จะไปเข้าห้องน้ำ ฉี่จะราดแล้วเนี่ยย”


“เออๆ ไม่แกล้งละ เดี๋ยวกูไปซื้อยาให้ เจอกันที่รถนะ”


“อือ เอาหนมด้วยนะ”


“ค่าาาา”


“เดี๋ยวกูถีบ”


พีรวัสหัวเราะร่าก่อนจะเดินไปอีกทางที่เป็นฝั่งเซเว่น ปล่อยให้ไอ้เพื่อนตัวดีเข้าห้องน้ำไป ยกยิ้มอย่างมีเลสนัยเมื่อหางตาบังเอิญเห็นรุ่นพี่คนที่อยู่ในบทสนทนาตั้งแต่แรก ตั้งใจเดินตามเพื่อนรักของเขาเข้าห้องน้ำไปติดๆ


...อย่าเขินตายในห้องน้ำนะมึง



หลังจากทำธุระคนตัวเล็กก็มายืนล้างมือส่องกระจกเพื่อให้มั่นใจว่าตัวเองยังดูดีอยู่ จะว่าเขาเจ้าสำอางก็ได้ แต่มันติดเป็นนิสัยเสียแล้วกับการต้องคอยสำรวจให้ตัวเองดูดีอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะทริปนี้...ทริปที่มีพี่ออฟ


“ไงเรา ได้ยินว่าเมารถหรอ”


“ห้ะ..อ๊ะ...อ้าว พี่ออฟ”


พวกแก้มขาวขึ้นสีแดงเรื่ออีกครั้งเมื่อน้ำเสียงนุ่มทุ้มมาพร้อมกับฝ่ามืออุ่นๆที่วางแหมะอยู่บนหัว ใบหน้าหวานก้มงุดๆปล่อยให้พี่ลูบหัวเบาๆอยู่อย่างนั้น สมองหยุดประมวลผลไปชั่วขณะ ความอบอุ่นจากฝ่ามือและรอยยิ้มของคนตรงหน้าทำเอากระรอกตัวน้อยหูอื้อตาลายได้ยินแค่เสียงหัวใจเต้นตุ้บตุ้บจนกลัวว่าคนตรงหน้าจะได้ยินไปด้วย ออฟยิ้มให้กับท่าทีของคนตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยถามซ้ำเมื่ออีกคนไม่ยอมตอบคำถามของตนเสียที


“ว่าไงครับ เมารถหรอเรา”


“อะ...เอ่อ...ก็นิดหน่อยครับ”


“ถ้าไม่ไหว ลงมานั่งชั้นล่างกับพี่ได้นะ”


“ห้ะ”


“ก็ชั้นบทรถมันเหวี่ยง นั่งด้านล่างเราจะได้ไม่เวียนหัวไง”


“อ่า‍...ครับ”


กันนึกอยากทำโทษความหัวช้าของตัวเอง จริงๆแล้วนี่เป็นเวลาที่ดีที่จะได้ชวนพี่ออฟคุย ทำความรู้จักกันให้มากกว่านี้ แต่เพราะชอบ...ชอบเค้ามากเกินไป ในเวลานี้จึงทำได้เพียงยกมือสั่นๆขึ้นมากุมใจตัวเองที่บีบตัวแรงจนปวดไปหมดทั้งอก


...มึงจะตายตอนนี้ไม่ได้นะไอ้กัน


“งั้นไปขึ้นรถกัน”


“ครับ...เฮ้ย”


กันสะดุ้งสุดตัวเมื่อฝ่ามือหนาเอื้อมมาจับมือตนแบบไม่ทันตั้งตัว สัมผัสที่ทำเอาร่างกายแข็งเกร็งก้าวขาไม่ออกจนคนพี่ต้องหันมาเอ่ยเร่ง เขาจึงจำต้องสูดหายใจเข้าลึกๆเรียกสติกลับมา แล้วเดินตามหลังพี่ไป ทุกจังหวะก้าวเดินกลายเป็นภาพสโลว์ในความคิด ตากลมหลุบมองฝ่ามือที่สอดประสานกันไล่ขึ้นไปก็เจอแผ่นหลังกว้างที่ตัวเองมักเอาไปนอนฝันอยู่บ่อยๆ จะว่าไปนี่มันก็เหมือนฝันเลยแฮะ ได้จับมือกับพี่ออฟแบบนี้


...รถบัสแม่งไปจอดที่ภูกระดึงเลยไม่ได้หรอวะ


“แหมมมมมม จับมือกันมาเชียวนะคร้าบบ”


“ก็น้องมันป่วย ให้เดินคนเดียวเดี๋ยวเป็นลมขึ้นมาทำไงอ่ะ”


ตะวันส่ายหน้าให้เพื่อนเพื่อบอกกลายๆว่าเหตุผลมึงง่อยมากไอ้ตี๋ แต่จำต้องละความสนใจไปหาคนป่วยที่ยืนก้มหน้าชิดอกซ่อนใบหน้าแดงๆอยู่ด้านหลังของคนที่ยังเนียนไม่ยอมปล่อยมือน้องเสียที


“น้องกันไม่สบายหรอครับ”


“เอ่อ กันแค่เมารถครับพี่เต เดี๋ยวกินยาก็หายแล้ว”


“ก็บอกแล้วไงว่าให้มานั่งข้างล่างกับพี่”


“เออ อันนี้พี่เห็นด้วย นั่งด้านบนยิ่งเวียนหัวใหญ่เลย”


“คือกัน…”


คือกันเขินไงโว้ยย อยู่กับพี่ออฟแค่ห้านาที ใจยังเต้นจนแทบจะหลุดออกจากอกขนาดนี้ ขืนให้นั่งด้วยกันคงมีชีวิตอยู่ไม่ทันได้ถึงเลย เพราะหัวใจคงวายตายก่อนแน่เลย


ขณะที่น้องเอาแต่อ้ำอึ้งในหัวตีกันไม่หยุดว่าควรตอบรับหรือปฏิเสธคำพูดของพี่ดี อยู่ๆรถก็เคลื่อนตัวออกทำเอาคนตัวเล็กเซถอยหลังและนั่นทำให้ร่างสูงดึงแขนน้องเอาไว้ตามสัณชาติญาณ สุดท้ายตะวันจึงได้เห็นภาพที่ใบหน้าหวานๆฝังอยู่บนอกเพื่อนรักของตน โดยมีไอ้พระเอกจอมฉวยโอกาส กอดน้องไว้แนบอกแบบเนียนๆ


...ไอ้ห่า มึงไม่เนียนตั้งแต่ดึงน้องมาซบอกแล้วไอ้คูกิมิยะ กูจะฟ้องแม่มึง!


แน่นอนว่าตอนนี้คนโดนกอดไม่เหลือสติใดๆอีกแล้ว กันไม่แน่ใจว่าตอนนี้ตัวเองตายไปรึยัง รู้แค่ว่าถ้าตายตอนนี้ก็คงคุ้มแล้วกับการได้อยู่ในอ้อมกอดของคนที่ทำได้แค่มองมาตลอดสามปี มือเย็นเฉียบ กายแข็งทื่อ ไม่ได้รับรู้ถึงการส่งซิกกันไปมาของสองเพื่อนซี๊ ที่คนนึงกำลังขับไล่เพื่อนอย่างเอาเป็นเอาตายให้มันไปนั่งด้านบน กับอีกคนที่ลอยหน้าลอยตาแกล้งเพื่อนอยู่อย่างนั้น


“งานคู่วิชาพระพุทธกูยอมทำคนเดียวก็ได้อะ”


“หึ ดีลครับ...งั้นน้องกันนั่งด้านล่างกับไอ้ออฟนะ นั่งด้านบนเดี๋ยวจะเมารถอีก”


เอ่ยพร้อมกับยอมเดินขึ้นไปนั่งแทนที่น้องแต่โดยดี ออฟลอบยกนิ้วโป้งให้เพื่อนซี๊ ขณะที่เตเลือกส่งนิ้วกลางให้มันไป


...หมั่นไส้ไอ้สิงโตเจ้าเล่ห์


“เป็นอะไรรึเปล่าเรา นิ่งเลย”


“ห้ะ...อ่อ เปล่าครับ”


คนที่พึ่งหาเสียงตัวเองเจอเอ่ยตอบไปเสียงสั่นๆ ก่อนจะรีบผละออกจากอกพี่อย่างรวดเร็ว ออฟยิ้มขำกับท่าทางที่เหมือนกระรอกตื่นตูมตรงหน้า อดไม่ได้ที่จะส่งมือไปขยี้หัวกลมๆอย่างเอ็นดู ก่อนจะดันหลังน้องให้ไปนั่งที่โซฟาตัวเดียวกับตน


“พี่ออฟ เดี๋ยวกันไปนั่งอีกตัวก็ได้ครับ พี่จะได้นั่งสบายๆ”


“หืม นั่งด้วยกันนี่แหละ ถ้ากันเป็นอะไรพี่จะได้ดูแลทันไง”


“กันไม่ได้เป็นอะไรมากซะหน่อย”


ปากอิ่มบ่นงุบงิ้บพอให้คนขี้แกล้งเอ็นดูเล่น ออฟยอมย้ายตัวเองไปนั่งโซฟาฝั่งตรงข้าม แต่ก็ยังไม่วายแอบเห็นสีหน้าเสียดายของเด็กตรงหน้าแว๊บหนึ่ง


...เป็นกระรอกที่เก็บอาการไม่เก่งเลยแฮะ


“ยังเวียนหัวอยู่มั้ย”


“นิดหน่อยครับ ไม่เยอะเท่าเมื่อเช้า”


“อืม นอนมั้ย จะได้ไม่เวียนหัว”


กันพยักหน้ารับพร้อมส่งยิ้มให้พี่ ท่าทีสบายๆแบบเป็นกันเองของคนตรงหน้า ทำให้ความประหม่าหายไปจนหมด มือเล็กหยิบเอาหูฟังขึ้นมาเสียบเข้ากับโทรศัพท์ แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นอีกคนที่กำลังมองทุกการกระทำของตนอยู่อย่างนั้น


“เอ่อ...พี่ออฟ ฟังเพลงมั้ยครับ”


รู้...รู้ว่ามันเป็นคำถามที่โง่มากจนนึกอยากจะตีหัวทึบๆของตัวเอง โง่หรือไงนะถึงถามออกไปแบบนั้น ถ้าเค้าอยากฟังเค้าก็คงหยิบเครื่องตัวเองออกมาฟังแล้วสิไอ้กันเอ้ยย ไอ้โง่ ไอ้หัวช้า ไอ้…


“เอาสิ ขอฟังด้วยคนนะ”


เหมือนโลกหยุดหมุนไปแล้วในตอนที่มือหนาเอื้อมมาหยิบสายหูฟังข้างหนึ่งไปจากมือ กายสูงเปลี่ยนมานั่งท้าวคางลงบนโต๊ะ ดวงตาเรียวรีจ้องตรงมาที่เขาอย่างตั้งใจ ไหนยังรอยยิ้มอุ่นๆที่ส่งมาบีบหัวใจเขาเล่นอีก


...กันจะตายแล้วนะพี่ออฟ


“พะ...พี่ออฟจะฟังเพลงอะไรครับ”


“อืม...เอาเพลงที่เราฟังบ่อยที่สุดก็ได้ พี่อยากรู้ว่าเราชอบเพลงอะไร”


อีกครั้ง ที่พี่ออฟทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนความฝัน ฝันว่าจะได้ฟังเพลงโปรด กับคุณ...คนโปรด


เชื่อเราทุกคนจะต้องมีใครคนหนึ่งที่เป็นคำว่า ‘เธอ’ ในทุกๆบทเพลงที่ฟัง ใครคนนั้นที่เป็นเหตุผลของการฟังเพลงเดิมซ้ำๆ เพราะมันทำให้เราเห็นภาพของเค้าชัดเจนขึ้นในความคิด แล้วมันจะดีแค่ไหนถ้า ‘เธอ’ ในเนื้อเพลงทุกเพลงของเรามานั่งอยู่ตรงหน้า ฟังเพลงรักเพลงเดียวกัน...ฟังไปพร้อมๆกัน



มอง มองเธอมาแสนนาน

ฉันไม่กล้าต้องคอยหลบตาเธอเสมอ




ใช่ หลบตา ตอนนี้เขาเองก็กำลังเสหลบดวงตาเรียวรีที่ยังคงจ้องมาแบบไม่วางตา ไม่รู้ว่าพี่มองทำไม บ้าหรอ ใครจะไปกล้าถามกันล่ะ ก็ทำได้แค่ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแก้เก้อ ได้แต่หวังว่าดวงตาคู่นั้น คงไม่เห็นรอยยิ้มเขินๆของเขาหรอกนะ



กลัวว่าวันหนึ่งถ้าเธอรู้ว่าฉัน

ปิดบังความจริงอะไรเอาไว้




...ความลับที่ฉันซ่อนไว้ไม่เคยบอกใคร จะอดใจไม่ไหว




“จะยิ้มก็ยิ้มสิ พี่ไม่ล้อหรอก”


“ฮื่ออ”


ออฟหลุดขำออกมาเมื่อคนตรงหน้าฟุบลงกับโต๊ะเพราะเก็บอาการเขินไม่ไหวอีกต่อไป ใบหูแดงๆที่โผล่ออกมาให้เห็นทำให้พอเดาออกว่าในตอนนี้ปากอิ่มคงยอมปล่อยให้รอยยิ้มเขินๆได้ระบายอยู่เต็มใบหน้า ซึ่งมันไม่ต่างอะไรกับเขาเลยซักนิด



ยิ่งฉันใกล้เธอเท่าไหร่ ยิ่งอยากจะเผยใจ

เมื่อสบสายตาก็ยิ่งหวั่นไหว




“เงยหน้าหน่อย”


“ไม่”


“เขินพี่หรอ”


“กันเปล่า”


“แต่พี่เขินเรานะ”



มันยากเหลือเกิน จะเก็บซ่อนความรักเอาไว้




“หึหึ ยอมเงยหน้าแล้ว”


“พี่ออฟอย่าแกล้ง”


“พี่ไม่ได้แกล้ง”


“...”


“พี่พูดจริง”



และความลับในใจของเธอ มีฉันอยู่บ้างไหม…



ตากลมจ้องลึกเข้าไปในแววตาแสนอบอุ่นที่อีกคนส่งมาให้ กันไม่รู้ ไม่รู้เลยว่าควรจะตีความมันว่าอะไร รู้แค่ว่าตอนนี้สมองโง่ๆอย่างเขากำลังเข้าข้างตัวเองอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง หากเอ่ยถาม บรรยากาศอุ่นๆตรงหน้าจะหายไปรึเปล่า แต่หากไม่ถาม เขาก็คงเป็นคนโง่ ที่ทิ้งโอกาสดีๆนี้ไปอย่างเปล่าประโยชน์


เพราะงั้น...



“โปรดบอกความในใจ”


“...”


“ให้ฉันรู้ทีนะเธอ”



ไม่รู้สิ ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่ออฟจะเข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามสื่อไปรึเปล่า แต่อย่างน้อยการตัดสินใจร้องเนื้อเพลงท่อนสุดท้ายออกไปแบบนี้ ก็พอจะทำให้คนฟังฟุบหน้าลงบนโต๊ะได้เหมือนกันแหละนะ


เห็นโง่ๆแบบนี้อ่ะ


ยกนี้อรรถพันธ์ชนะน็อคนะเว้ย!

























แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น