เจ้าโง่_

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2 : เมื่อผมเข้าหอ(ใน)วันแรก

ชื่อตอน : บทที่ 2 : เมื่อผมเข้าหอ(ใน)วันแรก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 890

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ย. 2561 21:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 : เมื่อผมเข้าหอ(ใน)วันแรก
แบบอักษร

บทที่ 2

เมื่อผมเข้าหอ(ใน)วันแรก

“แกไม่สบายเหรอปุณย์” 

“…”

“ปุณย์”

“…”

หมับ

แรงสัมผัสจากฝ่ามือบางเรียกสติผมกลับมา ตั้งแต่โดนพี่ศรปฏิเสธไปตอนนั้น ผมก็เผลอเหม่อลอยไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ เฮ้อ! ทั้งๆที่รู้ว่าพี่เขาปฏิเสธเพราะว่าเข้าใจเราผิด แต่ทำไมถึงรู้สึกเจ็บแปลกๆในใจก็ไม่รู้ แค่ตั้งใจจะไปบอกว่าชอบการยิงธนูของพี่เขาแล้วโดนปฏิเสธมายังรู้สึกเจ็บขนาดนี้ แล้วถ้าบอกเขาว่าเราชอบพี่เขาจริงๆขึ้นมาจะเจ็บขนาดไหนนะ   แต่ก็ช่างเถอะ ที่เรามาที่นี่ก็ไม่ได้หวังอะไรแบบนั้นอยู่แล้วนี่ เราเองก็คงจะไม่บอกความรู้สึกนั้นกับพี่ศรอยู่แล้ว แต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาแล้วต่อไปคิดว่าพี่ศรคงจะไม่ยอมคุยกับเราอีกแล้วแน่ๆ

เฮ้อ!  ตอนนี้พยายามมองไปรอบๆก็ไม่เห็นพี่ศรอยู่แถวๆลานที่ทำกิจกรรมเลย พี่เขาคงจะเกลียดเราจนไม่อยากเห็นหน้าไปแล้วจริงๆ

“ปุณย์แกเป็นอะไรหรือเปล่าเห็นเงียบๆไปตั้งแต่ตอนพักเที่ยงแล้วot”  เป็นเจนที่ถามผมขึ้น

“เปล่าหรอกเจน แค่เหนื่อยๆน่ะ”  ผมตอบบ่ายเบี่ยง

“แกไหวไหม ไม่สบายหรือเปล่า ให้เราบอกพี่เขาให้ไหม” พอพูดจบเจนที่เหมือนจะมีความเร็วในการเคลื่อนตัวเร็วกว่าแสงก็ยกมือขึ้นโบกเรียกพี่สตาฟที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดซะแล้ว ผมเองไม่ทันจะได้ทักท้วงหรือห้ามอะไรก็เลยต้องปล่อยให้เลยตามเลย

“มีอะไรหรือเปล่าคะน้อง”

“คือพี่คะ เพื่อนหนูเหมือนจะไม่สบาย” เจนพูดพร้อมชี้นิ้วมาทางผมที่ทำหน้าเจื่อนๆ ยิ้มแห้งๆอย่างทำตัวไม่ถูกอยู่ตอนนี้

“น้องไม่สบายตรงไหนคะ”  ไวกว่าเจนก็น่าจะเป็นพี่สตาฟนี่แหละครับ เพราะตอนนี้พี่เขาไม่ได้แค่พูดอย่างเดียวแต่เริ่มใช้มือแตะหน้าผากแล้วยังสัมผัสตามตัวผมเหมือนจะวัดอุณหภูมิ แต่เหมือนพี่แกจะออกอาการมากไปหน่อย ตอนนี้คนที่นั่งข้างๆเลยเริ่มหันมาสนใจผมกันหลายคนแล้ว

“เอ่อ…ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ แค่เพลียๆนิดหน่อยแต่ยังไหวอยู่ครับ”

“น้องไหวแน่นะคะ”

“ครับ ไหวครับ”

“ถ้าไม่ไหวให้รีบแจ้งพี่เลยนะคะ”

“ได้ครับ  ขอบคุณนะครับ”

หลังจากพยายามอธิบายจนพี่สตาฟยอมปล่อยให้ผมนั่งร่วมกิจกรรมในแถวต่อ ผมก็ต้องมานั่งอธิบายให้เพื่อนเจนของผมเข้าใจอีกว่าผมไม่ได้ป่วยหรือเป็นอะไร ซึ่งกว่าเจนจะเข้าใจก็เล่นเอาผมเหนื่อยจนอยากจะป่วยขึ้นมาจริงๆอยู่เหมือนกัน ก็เข้าใจว่าเพื่อนๆคงจะเป็นห่วงผมจริงๆ แต่อารมณ์เซงๆแบบนี้ทางที่ดีปล่อยให้ผมหง่อยไปแบบนี้สักพักเดี๋ยวก็คงดีขึ้นเอง

กิจกรรมวันแรกพบในภาคบ่ายดำเนินไปอย่างสุดแสนจะไร้สีสันสำหรับผม ตอนนี้ผมเหมือนคนที่วิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว เชื่อแล้วที่คนเขาบอกว่าหัวใจเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย พอเจ็บที่หัวใจขึ้นมาร่างกายมันก็เหมือนจะหยุดทำงานไปทั้งหมดเลย เพราะแบบนี้เลยทำให้กิจกรรมภาคบ่ายสำหรับผมโคตรจะไม่มีสีสันอะไรเลย  พี่ๆเขาให้ทำอะไรผมก็ทำตามอย่างขอไปที สมองตอนนี้แทบจะประมวลผลคำพูดของพวกพี่สตาฟไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้เจนช่วยทวนคำพูดของพี่สตาฟให้ฟังผมก็คงจะไม่ได้ยินอะไรเลยเพราะสมองเหมือนจะไม่ทำงานเอาซะเลย

“แกเหม่ออีกแล้วนะปุณย์ ถามจริงเหอะแกเป็นอะไรเปล่าเนี่ย”

ผมไม่ได้ตอบอะไร ทำได้แค่หันไปส่ายหน้าเบาๆเป็นเชิงปฏิเสธเท่านั้น ก็บอกแล้วไงว่าแค่ทิ้งให้นั่งหง่อยแบบนี้สักพักก็คงดีขึ้นเองแหละ

“สวัสดีครับน้องๆปีหนึ่งทุกคน”

“…”   แต่ในขณะที่ผมกำลังหง่อยเหมือนหมาป่วยอยู่นั้น เสียงหนึ่งที่ดังขึ้นเรียกโสตประสาททั้งหมดของร่างกายผมกลับมาทำงานอีกครั้ง

สะ…เสียงนั้น เสียงที่ปลุกความทรงจำของผมเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนขึ้นมา ความทรงจำที่ทำให้ผมต้องหันไปมองผู้ชายที่ดูเหมือนจะเป็นรุ่นพี่คนที่เป็นเจ้าของเสียงนั้น

“เชี่ย!”  ใช่จริงๆด้วย  คนนั้น คนที่เจอบนรถป็อปตอนแรก คนที่ผมบอกว่าเป็นโรคจิต ว่าแต่…อยู่ดีๆมาโผล่ที่นี่ได้ยังวะ แถมยังเป็นรุ่นพี่คณะอีก โอ้ย! ตายๆไอ้ปุณย์ ไม่รู้เขาจะเป็นโรคจิตจริงหรือเปล่า แต่เท่าที่จำได้นอกจากเราจะด่าเขาว่าโรคจิตแล้วเรายังทำร้ายร่างกายเขาอีกต่างหาก ไม่ว่าเขาจะเป็นโรคจิตจริงๆหรือไม่ได้เป็น แต่งานนี้ผมมีลางสังหรณ์แปลกยังไงไม่รู้ รู้แค่ว่ามึงซวยแล้วไอ้ปุณย์เอ้ย!

“พี่ชื่อแทนนะครับ อยู่ปีสอง”  พอพี่โรคจิต เอ้ย! พี่แทนเขาพูดจบเสียงกรี๊ดของสาวๆก็ดังขึ้นจนผมต้องยกมือขึ้นปิดหู  พอเงยหน้ามองพี่เขาดีๆพี่เขาก็หน้าตาดีจริงๆแหละ รูปร่างก็ดีแบบนักกีฬา ผิวสีแทนนิดๆ ก็ถือว่าดูดีอ่ะ ขนาดผมนั่งอยู่ห่างจากพี่เขาตั้งไกลยังจับออร่าความหล่อของพี่แกได้เลย ไม่แปลกหรอกที่สาวๆจะกรี๊ดกะนขนาดนี้

แต่ถึงยังไงถ้าเทียบกับพี่ศรละก็…ยังไงก็สู้พี่ศรไม่ได้อยู่แล้ว

พูดถึงพี่ศรขึ้นมาผมก็เผลอยิ้มกับตัวเองจนต้องแอบหันมองข้างๆว่ามีใครเห็นหรือเปล่า แต่ยิ้มได้ไม่ทันไรผมก็ต้องหุบยิ้มกลับมาเศร้าเหมือนเดิมอีกแล้ว อย่าลืมสิวะไอ้ปุณย์ว่ามึงพึ่งไปทำอะไรไว้ พี่เขาคงเกลียดขี้หน้าเราไปแล้วมั้ง หรือว่าเราจะไปขอโทษแล้วอธิบายให้พี่เขาเข้าใจดีนะ แต่จะเริ่มยังไงดีล่ะในเมื่อตอนนี้พี่เขาอยู่ไหนยังไม่รู้เลย

“โอ้ยยิ่งคิดยิ่งปวดหัวโว้ยยย!”

                “ปุณย์แกเป็นอะไร อยู่ดีๆตะโกนทำไม”

                “เอ่อ…” ไม่ทันจะได้ตอบคำถามของเจนเลย ตอนนี้มองไปรอบๆสายตาของทุกคนเหมือนจะหันมามองผมเป็นสายตาเดียวกันหมดแล้ว ตอนนี้ผมเริ่มจะทำตัวไม่ถูกขึ้นมาจริงๆแล้วนะ

                “น้องกลุ่มนั้นมีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ”  ดูเหมือนความวิบัติของจริงกำลังจะมาเยือนผมแล้ว ตอนนี้พี่แทนคนที่ผมพยายามหลบหน้าอยู่ดันหันมาสนใจจุดที่ผมนั่งอยู่ซะแล้วสิ พี่เขาไม่ได้ถามเปล่าด้วยแต่ดูเหมือนกำลังเดินมาทางผมแล้ว

                เอาไงดีวะไอ้ปุณย์?  ถ้าพี่เขาเห็นหน้าเราเขาก็ต้องจำเราได้แน่ๆ

                “น้องเองเหรอที่เป็นคนตะโกนเมื่อกี้ เป็นอะไรหรือเปล่า”  ชัดเลย เสียงถามดังขึ้นใกล้ๆแค่นี้เอง ถึงตอนนี้ผมจะเอาแต่ก้มหน้าเพราะกลัวพี่เขาจะจำหน้าได้ แต่เสียงชัดเจนขนาดนี้ไม่บอกก็รู้ว่าพี่เขาคงจะนั่งย่อตัวลงข้างๆผมแล้วแน่ๆ

                “พี่ถามทำไมไม่ตอบละ?” 

                “เอ่อ..คือผมไม่ได้เป็นอะไรครับ”  ผมตอบออกไปทั้งที่ยังก้มหน้าหลุบมองต่ำอย่างหลบสายตาพี่แทนอยู่แบบนั้น  ฮือๆ…อย่าดุสิวะไอ้พี่บ้า แค่นี้ก็ทำตัวไม่ถูกแล้วนะ

                “ไม่มีอะไรแล้วทำไมต้องตะโกนออกมาเสียงดังแบบนั้นล่ะแถมยังเอาแต่ก้มหน้าอยู่แบบนี้ด้วย ทำไม? กิจกรรมไม่สนุกเหรอ”

                “ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ สนุกครับสนุก”

“สนุกแล้วเอาแต่ก้มหน้าทำไมวะ ไหนเงยหน้าขึ้นมาดูสิ”  ไม่ว่าเปล่าพี่แทนแกมือไวชะมัด พูดไม่ทันขาดคำพี่แทนก็ยื่นมือจะมาจับหน้าผมแล้ว ดีนะที่ผมรู้ตัวเลยปัดมือพี่เขาออกทัน

                “เฮ้ย! ไอ้น้องนี่ทำตัวแปลกๆนะ”  เอาไงดี? เอาไงดี?  พี่แทนต้องสงสัยเราแล้วแน่เลย ตอนนี้ยังรู้สึกได้เลยว่าพี่มันกำลังจ้องผมไม่วางสายตาอยู่แน่ๆ

                ทันใดนั้นเอง เอาวะ!

                “ปุณย์แกจะทำอะไร” เสียงเจสสิก้าร้องโว้ยวายขึ้นมาทันที นั้นก็เพราะสิ่งที่ผมตัดสินใจทำต่อจากนั้นคือการหยิบเอาขวดแป้งใบเล็กในกระเป๋าของเจสสิกาที่ผมหันไปเห็นเข้าพอดี หยิบขวดแป้งขึ้นมาได้ ผมรีบเทแป้งลงบนฝ่ามือแล้วละเลงทาที่หน้าของตัวเองอย่างไม่ยั้งมือ

                ใช้แป้งปิดบังใบหน้าไว้นี่แหละเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ผมคิดได้ตอนนี้แล้ว

                “เอ่อ…ไอ้น้อง มึง…มึงทำอะไรเนี่ย” พี่แทนดูจะตกใจกับสิ่งที่ผมตัดสินใจทำลงไปไม่น้อย ผมรู้ว่ามันเป็นการตัดสินใจทำอะไรที่บ้ามากๆ เพราะแน่นอนไม่ใช่แค่พี่แทนที่ทำหน้าตกใจปนกลัวผมแบบนั้น ตอนนี้ทุกคนก็มองผมด้วยสายตาแบบนั้นหมดเลย

“ผม…ผมเป็นผื่นนะครับ รู้สึกคันๆที่หน้าก็เลยเอาแป้งมาทา ตอนนี้ดีขึ้นแล้วครับ”

“มึงไหวเปล่า” พี่แทนถามผมอย่างไม่เชื่อสายตา “ไปหาหมอไหม”

“ไม่ครับ ผมดีขึ้นแล้ว สักพักก็คงหาย”

“มึงนี่…คุ้นๆหน้านะ เราเคยเจอกันมาก่อนปะ” ฉิบหายแล้วไอ้ปุณย์ ลงทุนทำขนาดนี้พี่แทนมันยังจำได้อีกเหรอวะ

“ไม่นะครับ ผมไม่เคยเจอพี่ที่ไหนมาก่อนเลย” ผมยิ้มแห้งๆปฏิเสธ พี่แทนมองผมด้วยสายตาสงสัยอยู่สักพักก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงยอมรับว่าเราคงไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนจริงๆ ซึ่งนั้นก็ทำให้ผมโล่งใจมาก

“แล้วเรื่องหน้ามึงนี่ ไม่ไปหาหมอแน่นะมึง”

“ครับ”

“เออๆ ถ้าไม่ไหวก็บอกนะ”

“อืม ครับ”  ผมพยักหน้ารับ  พี่แทนมองผมด้วยสายตาสงสัยต่ออีกก่อนจะลุกขึ้นเดินกลับไปที่ด้านหน้าของแถวเพื่อนำน้องๆปีหนึ่งแบบพวกผมทำกิจกรรมต่อ

เฮ้อ! โคตรโล่งเลย  นึกว่าจะโดนจับได้ซะแล้ว ถ้าพี่มันจำผมได้มีหวังโดนพี่มันเตะก้นแน่ๆ เล่นไปว่าเขาว่าเป็นโรคจิตซะขนาดนั้น

“แกทำอะไรของแกน่ะปุณย์”  พอเหตุการณ์กลับมาเป็นปกติแล้ว เจนที่นั่งอยู่ถัดจากผมไปก็สะกิดไหล่ถามทันที

“ใช่ๆ ดูสิเนี่ย แกเล่นทาแป้งฉันซะหมดขวดเลย” เจสสิก้าบ่นเสริม

“ขอโทษๆ ไว้เดี๋ยวเราจะซื้อให้ใหม่นะ” พอพูดออกไปแบบนั้นเจสสิก้าที่กำลังทำท่าจะบ่นผมชุดใหญ่ก็ดูเงียบลงไปถนัดตา เหลือแต่เจนนี่แหละที่ยังมองผมอย่างเอาเป็นเอาตาย

“แกยังไม่ตอบฉันเลยนะปุณย์ ว่าตกลงแกทำอะไรของแก” 

“ก็อย่างที่เราบอกพี่แทนไง คือเรา…รู้สึกเหมือนผื่นจะขึ้นก็เลยเอาแป้งมาทาไม่ให้มันคันน่ะ”

“แต่แกไม่จำเป็นต้องทาแป้งซะหนาขนาดนี้ก็ได้มั้ง หรือว่าแกเป็นหนัก ไปหาหมอไหม”

“ไม่ต้องๆ ไม่ต้องไปหรอก เดี๋ยวก็คงดีขึ้น”

หลังจากนั้นกิจกรรมรับน้องตลอดเวลาที่เหลือก็เป็นช่วงเวลาที่แสนอึดอัดของผมไปตลอดทั้งวัน นั้นก็เพราะพี่แทนแกเล่นเป็นพี่ปีสองที่มานำน้องๆทำกิจกรรมตลอดเวลาที่เหลือ ซึ่งก็หมายความว่าผมไม่สามารถไปล้างหน้าเอาแป้งที่ผมละเลงทาหน้าตัวเองจนหนาเป็นผนังบ้านออกได้เลย ตอนแรกคิดว่าพี่แกคงอยู่ไม่นานแล้วค่อยแอบไปล้างออกก็ได้ แต่เอาเข้าจริงๆพี่แกไม่รู้ไปเอาพลังงานมาจากไหนเยอะแยะ พาพวกผมทั้งร้องทั้งเต้นอยู่หลายชั่วโมงก็ไม่เห็นเปลี่ยนเป็นพี่คนใหม่สักที หลายๆคนมองมาที่หน้าผมที่มันเต็มไปด้วยแป้งจนเขาเลิกมองเพราะคงจะชินไปแล้ว ขนาดเจนที่คะยั้นคะยอให้ผมไปล้างหน้าตั้งหลายครั้งยังหยุดความพยายามหลังจากบอกผมหลายครั้งแล้วผมไม่ยอมไปสักที

                จนตอนนี้เป็นเวลาเกือบๆจะห้าโมงเย็นแล้ว ผมตัดสินใจแน่วแน่แล้วนะว่าจะต้องไปล้างหน้าให้ได้ พี่แทนจะเห็นหรือจำผมได้หรือเปล่าผมก็ไม่สนใจแล้ว ปล่อยให้หน้าขาวเหมือนเล่นงิ้วแบบนี้เอาเข้าจริงๆมันก็อึดอัดชะมัด เพราะฉะนั้นผมจะไม่ทนอีกต่อไป ถ้าพี่แทนจะเอาเรื่องผมก็คงต้องสู้ ก็ตอนนั้นพี่เขาทำตัวเหมือนโรคจิตจริงๆนี่น่า

                “เอาละครับน้องๆ ขอบคุณน้องๆสำหรับกิจกรรมวันนี้มากนะครับ น้องๆทุกคนเก่งมากเลย ปรบมือให้ตัวเองด้วยครับ”  พี่แทนว่าจบทุกคนที่นั่งอยู่ก็ตบมือขึ้นมาพร้อมกันรวมถึงผมด้วย

“อย่างที่ทุกคนรู้นะครับว่าน้องๆปีหนึ่งทุกคน คณะเราบังคับอยู่หอในนะ แต่ไม่ต้องห่วงนะพี่รับรองเลยว่าถึงจะเป็นหอในก็อยู่สบายไม่แพ้หอข้างนอกเลย แถมนอกจากน้องๆจะมีเพื่อนๆรูมเมทแล้วยังมีพี่รูมเมทด้วยอีกห้องละหนึ่งคน”         ได้ยินพี่แทนพูดแบบนั้นผมเห็นหลายๆคนแอบทำหน้าตาเซงๆ บางคนไม่ใช่แค่เซงธรรมดานะแต่เป็นเซงแบบเบื่อโลกมากๆด้วย ก็เข้าใจว่าเรื่องอยู่หอในไม่ใช่ว่าทุกคนจะชอบ หลายๆคนก็ชอบความเป็นส่วนตัว ผมเองยังชอบเลย ถ้าอยู่หอในก็คงจะไม่เป็นส่วนตัวเอามากๆ มีเมทร่วมห้องสองคน รวมตัวเราเองก็สามคนเข้าไปแล้ว นี่ยังมีพี่ปีสองที่มาเป็นพี่เมทดูแลเราอีกคนนึงอีก แค่คิดก็อึดอัดชะมัด แต่ในเมื่อมันเป็นกฎของคณะที่ว่าปีหนึ่งต้องอยู่หอไหนก็ต้องทำตามจะทำยังไงได้ละนอกจาก…ทำใจ

พอๆพวกพี่ๆแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับการเข้าหอในเสร็จแล้ว ปีหนึ่งอย่างพวกผมก็ถูกปล่อยให้เป็นอิสระครึ่งชั่วโมงก่อนจะเรียกรวมแถวอีกครั้ง ผมเองก็ไม่รอช้ารีบแยกตัวออกมาเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าทันที แต่พอมาถึงปรากฏว่าด้วยจำนวนคนที่มันเยอะมากทำให้ห้องน้ำตอนนี้เต็มจนต้องต่อแถวกันแล้ว ขืนยืนรออยู่แบบนี้มีหวังหมดเวลาพักก็ไม่ได้เข้าห้องน้ำแน่เลย แต่ถ้าชั้นหนึ่งมีห้องน้ำตามปกติแล้วอาคารแบบนี้ก็ต้องมีห้องน้ำทุกชั้นสิ แต่บันไดก็อยู่ใกล้ๆแค่นี้เองทำไมไม่เห็นมีใครขึ้นไปเลย หรือว่าเขาห้าม? ไม่หรอกมั้ง ถ้าห้ามก็ต้องมีป้ายบอกหรืออะไรมากั้นไว้สิ งั้นถ้าลองขึ้นไปชั้นสองดูอาจจะได้เข้าห้องน้ำเร็วก็ได้

แล้วผมก็ขึ้นมาที่ชั้นสองจริงๆ บรรยากาศรอบๆตัวตอนนี้เงียบจนวังเวงจนแอบหลอนอยู่เหมือนกันนะ แต่ก็ช่างเถอะตอนนี้ขอแค่รีบล้างหน้าแล้วรีบไปก็พอ ซึ่งมันก็เป็นอย่างที่ผมคิดไว้เป๊ะเลย ขึ้นบันไดมาที่ชั้นสอง ห้องน้ำก็อยู่ตำแหน่งเดียวกับชั้นหนึ่งเลย ถ้างั้นรีบเข้าไปล้างไอ้เจ้าแป้งหนาๆที่หน้าออกก่อนดีกว่า

“อ้า! สดชื่นจังเลย รู้สึงโล่งๆสบายหน้าขึ้นเยอะเลยแฮะ”  ผมพูดกับตัวเองในกระจก พอได้ล้างคราบแป้งหนาๆออกแล้วรู้สึกสบายขึ้นจริงๆ นี่คงจะเป็นยิ้มแรกของผมหลังจากที่ไปบอกชอบพี่ศรมาเมื่อตอนกลางวัน คิดๆแล้วก็โมโห ผมไม่ได้บอกชอบแบบนั้นสักหน่อย ก็แค่จะบอกว่าชอบที่พี่เขายิงธนูมากแค่นั้น ทำไมไม่ฟังกันบ้างเลย

“ไอ้พี่บ้า!”  ผมร้องตะโกนดังลั่นด้วยความโมโห “ผมไม่ยอมพี่ง่ายๆหรอก กว่าผมจะมาเรียนที่นี่ได้ผมต้องพยายามขนาดไหน ผมไม่มีทางจะมายอมแพ้พี่เพราะเรื่องแค่นี้หรอก พี่เจอผมแน่!” ประโยคสุดท้ายผมร้องตะโกนออกมาเสียงดังจนต้องยกมือขึ้นปิดปากกลัวว่าใครจะมาได้ยินเข้า แต่มองไปทางห้องน้ำประตูทุกบานเปิดไว้แสดงว่าไม่มีคนอยู่ในนี้เลย

“เป็นอะไรวะแหกปากซะดังเลย”

“เชี่ย!”   เสียงที่ดังมาพร้อมกับแรงสะกิดทำให้ผมตกใจจนแทบสิ้นสติ หันไปตามเสียงที่ดังมาจากด้านหน้าประตูทางเข้าห้องน้ำ ภาพที่เห็นนั้นทำให้ผมแทบสิ้นสติยิ่งกว่าอีก

“พะ…พี่แทน”

“เออ ก็กูไง ว่าแต่ปีหนึ่งแบบมึงขึ้นมาทำอะไรข้างบนนี่ เขาไม่ให้ปีหนึ่งขึ้นมานะมึงไม่รู้เหรอ”  ไม่รู้ครับ  ไม่รู้เลยจริงๆ  ซวยแล้วไงไอ้ปุณย์ ว่าแล้วทำไมไม่มีใครขึ้นมาเลย

“คือผม…”  แก้ตัวยังไงดีวะเนี่ย สายตาพี่แทนที่มองมาก็โคตรกดดันชะมัด “งั้น…ผมลงไปข้างล่างก่อนนะครับ”

หมับ! 

ผมกำลังจะเดินเลี่ยงออกไปแต่แรงจับที่ข้อมือทำให้ผมต้องเงยหน้ามอง

“ยังไม่ได้คิดบัญชีเลยจะหนีไปไหน”

“คะ…คิดบัญชีเหรอครับ”

“ก็ใช่ไง คิดบัญชีเรื่องที่มึงทำกับกูไว้ไง”

“แต่ผมยังไม่ได้ทำอะไรให้พี่เลยนะครับ” หรือว่าพี่แทนมันจะรู้แล้วหรือเปล่าวะ ไม่ๆ ไม่ได้ไอ้ปุณย์ มึงต้องยืนกระต่ายขาเดียวเข้าไว้

“ผะ…ผมไม่เห็นรู้เรื่องเลยว่าพี่พูดถึงอะไร”  นิ่งไว้ไอ้ปุณย์นิ่งไว้ เสียงอย่าสั่นสิวะ

“ไม่รู้เรื่องแล้วมึงหลบสายตากูทำไม”

“ผม..ผม…”

“กูจำมึงได้ตั้งแต่ตอนมึงทาแป้งแล้ว มึงเป็นคนที่หาว่ากูเป็นโรคจิตเมื่อเช้าใช่ไหม มาหาว่ากูเป็นโรคจิตยังไม่พอแล้วยังมาเตะลูกชายกูอีก”  ว่าจบพี่แทนมันก็ก้มลงมองตรงเป้าตัวเอง แล้วผมจะไปมองตามสายตาพี่มันทำไมเนี่ย

“ผมขอโทษครับผมไม่รู้จริงๆ ก็ตอนนั้นพี่จะมาลวนลามผมก่อนนี่” 

“กูลวนลามอะไร กูหลับมึงเข้าใจไหม กูยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย ตื่นขึ้นมาก็เห็นมึงโวยวาย พอจะเข้าไปช่วยดันทำร้ายร่างกายกูอีก”

“ก็…ใครจะไปรู้เล่า” ผมพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ก็จริงนี่ครับ ใครเจอแบบนั้นก็ต้องคิดว่าพี่มันเป็นโรคจิตทั้งนั้น “แล้วพี่รู้อยู่แล้วทำไมถึงไม่บอกผม ทำไมถึงยังทำเป็นจำไม่ได้ รู้ไหมว่าผมต้องทาแป้งให้หน้าขาวขนาดนั้นมันน่า   อายขนาดไหน” ผมถามต่ออย่างหัวเสีย พี่แทนมันรู้อยู่แล้วยังจะมาทำเนียนให้ผมต้องอายคนอื่นทั้งวันอีก

“กูจะไปรู้เหรอ ก็เห็นมึงทาของมึงเองกูก็แค่ตามน้ำไปสนุกๆ แต่มันก็ตลกดีนะ กูแอบดูมึงทั้งวันว่าจะล้างออกไหม ทำไม มึงกลัวกูจำได้ขนาดนั้นเลยไง”

“พี่รู้อยู่แล้วจะมาถามทำไม ไม่รู้แหละผมถือว่าผมขอโทษพี่ไปแล้วนะ พี่จะมาเอาเรื่องผมไม่ได้”  พูดเสร็จแล้วผมแกะมือไอ้พี่แทนที่จับข้อมือผมอยู่ออก มองค้อนพี่มันไปทีนึงก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำมา

“เดี๋ยว”

“พี่มีอะไรอีก เราไม่มีอะไรติดค้างกันแล้วนะ”

“มึงพูดเองเออเองของมึงคนเดียว กูยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ ใครบอกว่ากูจะยกโทษให้มึงกัน”

“แล้วพี่จะให้ผมทำยังไง”

“วันนี้ความผิดมึงเยอะนะ ทั้งเรื่องเมื่อเช้าที่มึงหาว่ากูเป็นโรคจิตแถมยังทำร้ายร่างกายกูด้วย แล้วก็เรื่องที่มึงแอบขึ้นมาเข้าห้องน้ำข้างบนนี่อีก”

“เฮ้ย! แค่เข้าห้องน้ำก็ผิดด้วยเหรอพี่”

“ผิดสิก็กูบอกว่าผิดก็ต้องผิด”

“แล้วพี่จะให้ผมทำยังไง”

“อืม…นั้นสินะทำยังไงดี ไหนๆเราก็มาเจอกันในห้องน้ำแล้ว วันนี้ที่มึงทำร้ายร่างกายกูมันก็ยังระบมอยู่เลย งั้นมึง…”

“…”

“มึงช่วยถอดกางเกงให้กูหน่อยได้ไหม”  ไอ้พี่แทนมันยื่นหน้าเข้ามากระซิบใกล้ๆหูผม  ขนลุกชะมัดเลย

“พะ…พี่จะบ้าเหรอ”  ผมถามออกไปเสียงสั่นเพราะสายตาของพี่มันดูร้ายกาจมาก

“ไม่บ้าหรอก มึงจะไม่รับผิดชอบกับสิ่งที่ทำหน่อยเหรอ ไหนลองถอดกางเกงให้กูหน่อยสิ ไม่ต้องอายหรอกน่า ไม่มีใครมาเห็นหรอก”   พี่แทนมันค่อยๆจับมือผมทั้งสองข้างดึงลงต่ำลง ต่ำลงเรื่อยๆจนใกล้จะถึงตรงนั้นของพี่มันแล้ว

“ไม่!  ไอ้พี่แทน ไอ้โรคจิต!”  ก่อนที่มือผมจะเข้าใกล้ไอ้จุดๆนั้นไปมากกว่านี้ ผมรวบรวมความกล้าของตัวเองออกแรงดึงข้อมือตัวเองออกมาและผลักหน้าออกของไอ้พี่แทนไปเต็มแรง  ไม่รู้พี่มันแกล้งหรือเอาจริง แต่ที่แน่ๆผมไม่มีทางทำแบบนั้นเด็ดขาด พอหลุดจากเหตุการณ์น่ากลัวมาได้ผมรีบวิ่งกลับลงมาที่ชั้นล่างอย่างไม่คิดชีวิตเลย เผลอทำหน้าตาตื่นจนเพื่อนๆถามว่าเป็นอะไร แต่เรื่องแบบนี้ใครจะไปกล้าบอกกันเล่า ผมได้แต่บอกว่าไม่เป็นอะไรทั้งที่จริงแล้วผมทั้งกลัวและตกใจมาก ไอ้พีแทน ไอ้พี่บ้า!

เป็นโชคดีของผมมากที่พอหลุดพ้นจากเหตุการณ์บนห้องน้ำชั้นสองมาแล้วผมก็ไม่เห็นหน้าที่แทนอีกเลย ซึ่งนั้นมันก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว แต่ไอ้เรื่องน่าอายที่พี่แทนมันจะให้ผมทำให้มันยังหลอนติดอยู่ในหัวผมไม่หาย ผมยังไม่เคยทำอะไรแบบนั้นกับใครเลยนะเว้ย อยู่ดีๆจะมาให้ถอดกางเกงให้ได้ไง

มาถึงตอนนี้อารมณ์ตกใจปนกลัวของผมถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นแทนแล้ว ตื่นเต้นที่ว่าคือตอนนี้ถึงเวลาที่พวกผมจะต้องเข้าหอในแล้ว ผมเองทั้งตื่นเต้นทั้งประหม่า ไม่รู้จะได้เจอรูมเมทแบบไหนกันนะ จะเข้ากันได้หรือเปล่าแล้วที่สำคัญก็เรื่องพี่เมทนี่แหละ ไม่รู้จะเจอคนแบบไหน ถ้าได้เจอคนที่นิสัยเข้ากันไม่ได้คงต้องอึดอัดน่าดู

“น้องๆดูรายชื่อที่บอร์ดหน้าหอนะว่าใครอยู่ห้องไหน แล้วก็เดี๋ยวขึ้นไปที่ห้องเลยตอนนี้พี่เมทของเราไปรอกันที่ห้องแล้วนะ”   ได้ยินพี่ปีสองที่นำพวกผมมาบอกแบบนั้น ทุกคนก็กรูกันเข้าไปดูรายชื่อของตัวเองบนกระดาษหลายใบที่แปะอยู่ที่หน้าหอใน

“ห้อง502” พอเห็นชื่อตัวเองแล้วผมก็เดินขึ้นบันไดเดินไปยังห้องที่ตัวเองมีรายชื่ออยู่ทันที เซงชะมัดเลย ตึกมีห้าชั้นผมก็แจ็คพอตได้อยู่ชั้นห้าเลย เรื่องขึ้นลิฟต์น่ะหยุดคิดไปได้เลย คนเยอะแบบนี้บันไดคงจะดีที่สุดแล้ว

เดินกันอยู่นานจนรู้สึกเหนื่อย ตอนนี้เป็นเวลาเกือบๆหกโมงเย็นแล้วทำให้แสงสว่างบนท้องฟ้าเริ่มลดหายลง พอมาถึงหน้าห้องพักของตัวเอง กำลังจะยกมือขึ้นเคาะประตูแต่ก็ต้องชะงักไปเพราะเห็นประตูเปิดแง้มค้างไว้อยู่แล้ว แสงไฟจากด้านในทำให้รู้ว่ามีตอนนี้มีคนอยู่ในห้องแน่ๆ

“ขอโทษนะครับ” ผมเอ่ยพร้อมค่อยๆดันประตูตัวเองเข้าไปในห้อง พอเข้ามาด้านในก็พบเข้ากับร่างของใครอีกคนที่อายุเท่ากันแน่นอนเพราะเขายังมีป้ายชื่อของปีหนึ่งห้อยคออยู่เลย มองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นมีใครอยู่ในห้องเลย ไหนว่าพี่เมทมารออยู่แล้วไง

“ไม่มีใครอยู่หรอก” ใครอีกคนที่อยู่ในห้องมาก่อนแล้วพูดขึ้น ผมพยักหน้ารับเบาๆก่อนที่จะตั้งใจฟังในสิ่งที่เขากำลังพูดต่อ “ซิ่วหนีไปหมดแล้ว”

“หา…?”

“ก็คนอื่นๆไง ไม่ต้องมองหาหรอกซิ่วหนีกันไปหมดแล้ว นี่ก็มาถึงแล้วรีบจัดของเลย ตอนแรกก็ไม่รู้เหมือนกันดีที่พี่เขามาบอกก่อนเลยต้องมาเก็บของใส่กระเป๋าเหมือนเดิมเลยเนี่ย”  ผมก็ได้แต่ฟังใครอีกคนบ่นอย่างไม่เข้าใจ  ใคร อะไรยังไง ใครซิ่วเหรอ

“แล้วเราต้องไปอยู่ที่ไหนเหรอ”

“ไม่รู้สิ คงต้องแยกกันมั้ง เพราะเขาไม่ให้เราอยู่กันเองต้องมีพี่เมทอยู่ด้วย เห็นพี่เขาว่าจะให้เราไปอยู่ตามห้องที่คนเหลือๆอ่ะ” พูดจบใครอีกคนก็หยิบกระเป๋าขึ้นสะพายหลังอีกมือดึงกระเป๋าลากเดินออกจากห้องไปเลย ทิ้งให้ผมมองตามตาละห้อยเพราะยังไม่ค่อยเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเลย

“เดี๋ยวๆนาย เดี๋ยวก่อนสิที่ว่าพี่เขาบอก  พี่ไหนเหรอ?”  พอตั้งสติได้ผมเลยร้องเรียกใครอีกคนที่ดูเหมือนจะเดินไปไกลซะแล้ว

“กูเอง”

เชี่ย!  พะ…พี่แทนอีกแล้ว ไม่ทันได้สังเกตเลยว่าประตูห้องน้ำปิดอยู่ จนเสียงใครคนหนึ่งตอบขึ้นมาผมถึงได้หันไปเจอเข้าว่ามันคือไอ้พี่แทนอีกแล้วที่พึ่งออกมาจากห้องน้ำ

“พี่อย่าเข้ามานะ”  ผมก้าวเท้าถอยหลัง ยกมือขึ้นตั้งการ์ดป้องกันตัวทันทีเมื่อเห็นว่าไอ้พี่แทนมันกำลังเดินออกจากห้องน้ำแล้วกำลังเดินมาหาผม

“ตัวแค่นี้ทำเป็นเก่งนะมึง” แต่นอกจากพี่แทนจะไม่ได้กลัวผมแล้วพี่มันยังเอามือมายีหัวผมจนยุ่งซะอีก

“ก็พี่ชอบทำตัว…”

“โรคจิตว่างั้น”

“อืม” ผมพยักหน้ารับ

“เรื่องในห้องน้ำกูแค่แกล้งมึงเล่น กูไม่ใช่โรคจิตหรอก ถ้ากูจะโรคจิตกูก็ไปทำกับผู้หญิงดีกว่าไม่มาทำกับผู้ชายแบบมึงหรอกโอเคยัง”

“…”  ไม่รู้แหละ สายตาพี่มันไม่น่าไว้ใจ

“แต่จะว่าไป…” ไอ้พี่แทนมันเริ่มส่งสายตาเจ้าเล่ห์เดินเข้ามาใกล้ผมอีกแล้ว “มึงนี่ดูไปดูมาก็น่ารักไม่ใช่เล่นนะ ตัวเล็กๆ หน้าตาก็น่ารัก ผิวก็ขาว ก็น่าจะพอ…”

“อย่านะพี่แทน ผมร้องให้คนช่วยจริงๆนะพี่”  ผมออกแรงดันหน้าอกของไอ้พี่แทนที่เริ่มจะขยับเข้ามาใกล้ๆเรื่อยๆ ก็ไหนบอกไม่โรคจิตไงเล่า

“กูไม่แกล้งมึงแล้วก็ได้ ว่าแต่มึงอยู่ห้องนี้เหรอ?”

“ครับ”

“เออ มาวันแรกก็ซวยเลยนะมึง”

“ยังไงเหรอครับ”

“ห้องนี้ปิด ไม่ให้ใครอยู่ พี่เมทมึงมันซิ่วหนีไปแล้ว ส่วนรูมเมทมึงก็ไม่มารายงานตัว สงสัยไปเรียนที่อื่นแล้วมั้ง”

“…” เป็นงั้นไป แล้วแบบนี้ผมต้องไปอยู่ที่ไหนกันละเนี่ย

“ไอ้คนเมื่อกี้กูก็ไล่ไปอยู่ชั้นสามแล้ว นั้นก็ว่างที่นึง ส่วนมึงอยู่ชั้นนี้แหละแต่อยู่ห้องสิบห้านะริมสุดโน้นเลย” ผมมองตามทางที่พี่แทนมันชี้นิ้วไป ห้องที่ว่าอยู่สุดทางเดินอีกฝั่งหนึ่งของตึกเลย

“มึงตายแน่”

“ตะ…ตายเหรอครับ”

“ก็ใช่ไง ห้องนั้นก็เด็กมาขอกูย้ายหนีหมด มึงไม่มีห้องอยู่ก็ดี กูจับให้อยู่ห้องนั้นแม่งเลย แก้แค้นที่มึงด่ากูโรคจิตด้วยไง”

“…”

“กูล้อเล่น ไม่ต้องทำหน้ากลัวขนาดนั้นหรอก ไอ้พี่เมทที่อยู่ห้องนั้นจริงๆมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอก มันอาจจะแปลกๆอยู่บ้าง แต่ก็น่าจะเข้ากับมึงได้นะ จะว่าไปมึงเองก็แปลกๆเหมือนมันนั้นแหละ”

“ไม่เห็นจะแปลกเลย”  ผมยู่หน้าใส่ไอ้พี่แทนไปทีนึง แปลกที่ไหนตัวเองนั้นแหละแปลกกว่าเขาอีก

“ไปได้แล้วอย่ามัวแต่พูดมาก ตามกูมากูจะพาไปเข้าห้องเชือด เอ้ย! พาไปส่งที่ห้องพักมึง” 

ว่าแล้วไอ้พี่แทนก็วาดวงแขนลงบนไหล่ผมเต็มๆแรง คนอะไรวะแรงเยอะยังกับยักษ์ ผมต้องทนรับน้ำหนักจากวงแขนของพี่มันจนคอแทบหักกว่าจะเดินมาถึงหน้าห้องที่ดูเหมือนจะต้องเป็นห้องพักของผมไปตลอดปีการศึกษานี้

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

ไอ้พี่แทนเริ่มเคาะประตูทันทีที่มาถึง แต่ทว่ากลับได้รับเพียงความเงียบงันตอบกลับมา

“เอ่อ…คือ” ผมทำท่าจะพูดแต่ไอ้พี่แทนไม่ได้สนใจผมเลย เอาแต่มุ่งมั่นเคาะประตูห้องต่อไป 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

“เงียบขนาดนี้อาจจะไม่มีคนอยู่ก็ได้มั้งพี่แทน”

เอียด…  แต่พูดได้ไม่ทันจบประโยคประตูไม่บานใหญ่ตรงหน้าก็ถูกเปิดออก  ภาพที่ผมเห็นทำให้หัวใจผมเต้นเร็วและรัวจนมันแทบจะหลุดออกมา

“พะ…พี่ศร”  ผมพูดเสียงแผ่วเบาเพราะยังตั้งสติไม่ได้กับภาพที่เห็น คนที่เปิดประตูออกมา คนที่อยู่ในห้องนี้คือ พี่ศร!

“นี่มึงสองคนรู้จักกันเหรอวะ”

“…”

“เฮ้ยไอ้เด็กเด๋อ กูถามว่ามึงสองคนรู้จักกันเหรอ”

“หะ…ห๊ะ อะ…อะไรนะครับ”

“กูถามว่ามึงสองคนรู้จักกันเหรอ”

“เอ่อ…คือ…”  ตอบยังไงดีวะไอ้ปุณย์  ทั้งสายตาพี่ศรแล้วก็สายตาพี่แทนที่มองมามันโคตรจะกดดันผมเลย แล้วจะให้ผมบอกว่ายังไงดีละ พี่ศรนะผมรู้จักพี่เขาแต่พี่เขาจะรู้จักผมหรือเปล่านี่แหละปัญหา

“มึงรู้จักน้องเขาเหรอไอ้ศร”  เหมือนพี่แทนจะไม่อยากรอฟังคำตอบจากผมแล้วพี่แกเลยหันไปถามพี่ศรแทน

“ไม่อะ” 

เชี่ย…โคตรเจ็บเลย แต่จะทำยังไงได้ละไอ้ปุณย์ พี่เขาคงยังโกรธเราอยู่แน่ๆ จะว่าไปพี่เขาก็ไม่รู้จักเราจริงๆนั้นแหละ

“ไม่รู้จักก็รู้จักกันไว้ซะ เด็กนี้จะมาเป็นน้องเมทของมึง”  หะ…หา อะไรนะ  มัวแต่อึ้งที่เจอพี่ศรจนลืมคิดไป นี่ผมจะต้องมาอยู่ห้องเดียวกับพี่เขาเหรอ ไม่นะ ไม่! ถึงแม้ผมจะมาที่นี่เพื่อเจอพี่เขาก็จริง แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องมาอยู่ห้องเดียวกันแบบนี้สักหน่อย มันเร็วเกินไปไอ้ปุณย์ตั้งตัวไม่ทัน

“กูไม่อยากมีน้องเมท” พี่ศรพูดด้วยใบหน้านิ่งเฉยอย่างที่เขาชอบทำ

“ประเด็นไม่ใช่มึงจะอยากมีหรือไม่อยากมี แต่เด็กนี่จะต้องมาอยู่กับมึง”

“แล้วทำไมต้องมาอยู่กับกูด้วย”

“อ้าวไอ้นี่ ก็ห้องอื่นมันเต็มมึงจะให้ทำยังไง แล้วมึงจะมีปัญหาอะไรกับแค่ให้เด็กคนหนึ่งมาอยู่ด้วยวะ มึงคงยังไม่ลืมหรอกนะว่าที่นี่หอใน หรือจะให้กูบอกอาจารย์”

“…”  เจอพี่แทนพูดแบบนั้นพี่ศรก็นิ่งเงียบไปไม่พูดอะไรต่อ สิ่งที่พี่ศรเลือกทำต่อจากนั้นคือการส่งสายตากดดันมาทางผมแทน และแน่นอนผมก็ทำได้เพียงก้มหน้าหลุบตามองต่ำหลบสายตาพี่เขาเท่านั้น

เฮ้อ! เรามันก็ดีแต่มาทำให้พี่ศรรำคาญใจอยู่ตลอดสินะ

“อย่าให้มันมาวุ่นวายกับกูแล้วกัน”  พี่ศรพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินกลับเขาห้องไป ทิ้งให้ผมมองตามตาละห้อยอยู่ที่เดิม

“อะไรของมันวะ คิดว่าตัวเองหล่อมากนักหรือไง” พี่แทนด่าพี่ศรตามหลัง “มึงอย่าไปสนใจมันเลย มันก็เป็นแบบนี้แหละ แต่ถ้ามึงอยู่กับมันไปนานๆเดี๋ยวมึงก็รู้ว่ามันเป็นคนดี”

“ครับ” ผมพยักหน้ารับทั้งๆที่ไม่รู้ว่าอนาคตของตัวเองจะเป็นยังไง

“ถ้าไม่ไหวจริงๆก็บอกกูได้ แต่กูขอร้องให้มึงทนๆมันหน่อยแล้วกัน น้องเมทมันสามคนมาห้องไม่ถึงชั่วโมงก็ขอกูย้ายห้องหนีไปหมดเลย ปวดหัวฉิบหายเลยเนี่ย มึงก็ทนๆมันหน่อยแล้วกัน”

หลังจากส่งผมที่หน้าห้องเสร็จแล้วพี่แทนพูดกำชับผมไม่ให้ขอย้ายห้องอยู่หลายครั้งกว่าจะยอมแยกตัวออกไป ตอนนี้ผมยังยืนอยู่หน้าห้องเหมือนเดิมไม่ได้ขยับไปไหน ในใจตอนนี้ทั้งกลัวทั้งตื่นเต้นจนอธิบายไม่ถูก คิดถูกหรือคิดผิดนะที่เรามาที่นี่เนี่ย บางทีก็เหมือนมาเพื่อทำให้พี่เขาเกลียดขี้หน้าตัวเองแท้ๆเลย แต่ไม่สิเราอุตส่าห์พยายามตั้งมากมายกว่าจะได้มายืนอยู่จุดนี้ กว่าจะได้มาหาพี่ศรที่นี่ได้ ตอนนี้เราได้เจอพี่เขาแล้วนะแล้วก็ยังไม่ได้เห็นพี่เขายิงธนูด้วยตาตัวเองสักครั้งเลย ดังนั้นเราจะมายอมแพ้ตอนนี้ไม่ได้

ใช่! มึงจะยอมแพ้ตอนนี้ไม่ได้ไอ้ปุณย์ ถ้าพี่เขาเข้าใจผิด เราต้องอธิบายเรื่องที่พี่เขาเข้าใจผิดให้พี่เขาฟังสิถึงจะถูก ไม่ใช่มาเอาแต่กลัวแบบนี้

เมื่อคิดได้แบบนั้นผมไม่รอช้าผมกระชับกระเป๋าสะพายใบเดียวที่ผมสะพายติดตัวมาด้วยก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าเข้ามาในห้องที่อยู่ตรงหน้า ห้องที่ผมจะต้องมาใช้ชีวิตอยู่ตลอดปีการศึกษานี้ ห้องของผมกับพี่ศร

“เอ่อคือ…เตียงนี้ของผมสินะครับ”  ผมเอ่ยถามออกไปทั้งๆที่ก็รู้อยู่แล้วว่าคงไม่มีคำตอบอะไรตอบกลับมา แต่นั้นก็เป็นอะไรที่ผมคิดไว้อยู่แล้ว ผมเลยเลือกวางกระเป๋าของตัวเองลงบนเตียงอยู่ใกล้ตัวที่สุด

ลืมบอกไปนะครับว่าห้องทั้งหมดในหอนี้เป็นห้องที่ถูกออกแบบมาสำหรับอยู่อาศัยกันสี่คน ปีหนึ่งสามคน ปีสองที่เป็นพี่เมทอีกหนึ่งคน ทำให้ในห้องมีของที่ออกแบบมาสำหรับสี่คนทั้งนั้นเลยไม่ว่าจะเป็นเตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะคอม โต๊ะอ่านหนังสือ ทั้งหมดมีอย่างละสี่ชุดทั้งนั้นเลย พี่ศรคงจะนอนอยู่เตียงด้านในสุดเพราะเห็นมีของใช้ส่วนตัวของพี่แกวางอยู่ ผมเลยเลือกที่จะจับจองเตียงที่อยู่ริมสุดอีกด้านเป็นเตียงของผมแทน มีเตียงว่างๆสองเตียงกั้นกลางไว้ แต่ขนาดห้องกว้างขนาดนี้ผมยังรู้สึกอึดอัดชะมัดเลย ก็พี่ศรเล่นเงียบเอาแต่นั่งก้มหน้าอ่านหนังสือที่โต๊ะไม่สนใจผมเลย ผมต้องรีบขอโทษพี่เขาที่ทำให้เข้าใจผิดเรื่องที่ผมบอกชอบ บรรยากาศชวนอึดอัดแบบนี้จะได้หายไปสักที

“เอ่อ…พี่ศรครับ”

“…”  เงียบ ไม่มีแม้การตอบรับ ไม่มีแม้แต่จะหันหน้ามามองผมเลย พี่ศรยังคงนั่งเงียบก้มหน้าอ่านหนังสือต่อไป

“คือว่าเรื่องที่ผม…บอกชอบพี่ จริงๆแล้วมันไม่ใช่อย่างที่พี่เข้าใจนะครับ ผมไม่ได้ชอบพี่แบบนั้น เอ่อคือ…ผมชอบพี่เพราะการยิงธนูต่างหาก ผมเห็นพี่ยิงธนูในทีวีแล้วทำให้ผมรู้สึกชอบพี่มาก ผมเห็นแววตาและสีหน้าที่มุ่งมั่นของพี่ตอนนั้นมันทำให้ผมมีกำลังใจและรับรู้ได้ว่าคนเราถ้ามีความตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยากแค่ไหนเราก็ทำมันให้เป็นจริงๆได้ขอแต่มีความตั้งใจและความพยายาม ผมก็เลยมาเรียนที่นี่เพื่อจะได้เห็นพี่ยิงธนูด้วยตาตัวเองสักครั้งก็แค่นั้น ไม่มีอะไรจริงๆนะครับ”

พูดออกไปจนหมด พี่ศรนิ่งเงียบไปสักพักก่อนที่พี่เขาจะค่อยๆหันมาทางผม

“งั้นมึงก็มาเสียเที่ยวแล้วละ มึงกลับไปเหอะ ซิ่วออกไปตอนนี้ยังทัน”

“หา…พี่หมายความว่ายังไงเหรอครับ”

“หมายความว่ากูเลิกเล่นแล้ว กูเลิกยิงธนูแล้ว ถ้ามึงจะมาเพื่อเห็นกูยิงธนูก็กลับไปเหอะเพราะมึงคงไม่มีวันนั้น”

“…”  เหมือนโดนฟ้าผ่าลงมากลางตัวอย่างไงอย่างงั้นเลย ตอนนี้ผมรู้สึกชาไปหมดทั้งตัวเลย มะ…หมายความว่ายังไงที่ว่าเลิกแล้ว พี่ศรเลิกยิงธนูแล้วงั้นเหรอ แถมพี่เขายังพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เรียบเฉยมากๆ พูดจบก็หันกลับไปอ่านหนังสือต่อไม่ได้สนใจผมที่ยืนอ้าปากค้างอยู่เลย

หมับ!

พอเริ่มประมวลผลได้สิ่งแรกที่ผมทำคือการพุ่งเข้าไปแย่งหนังสือที่พี่ศรกำลังอ่านอยู่มาไว้กับตัวเพื่อดึงความสนใจให้พี่เขาหันมามอง

“พี่จะเลิกยิงธนูไม่ได้นะครับ ผมอุตส่าห์…ผมอุตส่าห์พยายามทุกอย่าง ผมทั้งเข้าชมรมวิ่งแข่ง ทั้งพยายามตั้งเยอะตั้งแยะกว่าจะมาเรียนที่นี่ได้ ทั้งหมดก็เพื่อมาดูพี่ยิงธนูด้วยตาตัวเองสักครั้ง ทำไมพี่ถึงมาบอกว่าพี่เลิกแล้ว พี่เลิกได้ยังไง พี่จะเลิกไม่ได้นะครับ มันเป็นสิ่งที่พี่ชอบไม่ใช่เหรอ” 

“กูบอกว่าเลิกก็คือเลิก กูจะเลิกไม่เลิกไม่เกี่ยวกับมึงมั้ง ทำไม กูจะเลิกยิงธนูแล้วต้องให้มึงอนุญาตด้วยหรือไง”

“เอ่อ…ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ ผมขอโทษ ผมแค่คิดว่ายิงธนูคือกีฬาที่พี่ชอบ ผมคิดว่าพี่จะรักและทุ่มเทให้กับมันไปตลอด”

“มึงไม่ต้องมาทำตัวรู้ดีไปกว่ากูหรอก กูบอกว่าจะเลิกก็คือเลิกไม่ต้องให้มึงมายุ่งหรอก กูรู้ว่ากูต้องทำยังไง คิดว่าชีวิตกูจะเป็นยังไงคงไม่เกี่ยวอะไรกับมึงมั้ง”

“คือผม…”

หมับ!

ไม่ทันได้พูดอะไรออกไป หนังสือเล่มเดิมถูกกระชากจากมือผมกลับไปสู่เจ้าของเดิมของมันอีกครั้ง หลังจากนั้นพี่ศรก็เดินออกจากห้องไปแถมยังปิดประตูดังปั้งจนผมแอบสะดุ้งเพราะตกใจ

เฮ้อ! ไอ้ปุณย์นะไอ้ปุณย์ ทั้งๆที่คิดว่าจะมาขอโทษพี่เขาแท้ๆ แต่กลับทำให้ทุกอย่างมันแย่ลงกว่าเดิมซะอีก แล้วเรื่องที่พึ่งเกิดขึ้นเมื่อกี้มันก็ดูรุนแรงมากด้วย ตอนแรกจากที่ไม่ชอบขี้หน้าตอนนี้พี่เขาคงเกลียดเราไปแล้วมั้ง

โอ้ยไอ้ปุณย์เอ้ย!  ทำยังไงดีวะเนี่ย!





____________________________________

ถ้ามีคำผิดขอโทษด้วยจริงๆนะครับ  งานไฟไหม้มากๆ  

 #รักตรงเป้า

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}