akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ภาค 3 : บทที่ 49

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.9k

ความคิดเห็น : 67

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ย. 2561 20:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 3 : บทที่ 49
แบบอักษร

49

                สิ่งที่น่ากลัวในชีวิต  บางครั้งก็ไม่ใช่การโกหกหลอกลวง แต่คือการยอมรับความจริง  วายุพูดอะไรไม่ออกเมื่อคนที่เปิดประตูเข้ามาคือบิดาของเขา  

                “คุณพ่อ…”

                ทุกคำพูดเหมือนจะหายไปในลำคอ  วายุรู้สึกทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดว่าวินัยจะมาอยู่ตรงหน้าเขาแบบนี้

                “น้องเป็นยังไงบ้าง”

                คนที่ถามคำถามนี้กับเขาคือเชน  บิดาของเขามากับเชน  เขาตวัดสายตามองเชน เขาไม่อยากให้เชนมายุ่งกับเรื่องนี้

                “ทำไมลูกถึงไม่บอกพ่อ  ว่าลูกโดนทำร้าย”

                “คุณพ่อรู้ได้ยังไงครับว่าผมอยู่ที่นี่”

                “พ่อรู้ได้ยังไงมันไม่สำคัญหรอก  แต่ลูกรู้ไหมว่าพ่อเป็นห่วงลูกมาก”

                วินัยเดินเข้าไปหาลูกชาย  ไทกะเองก็ตกใจไม่แพ้วายุ เพราะไม่คิดว่าบิดาของวายุจะรู้เรื่องเร็วขนาดนี้

                “เจ็บมากหรือเปล่าวายุ”      

                เชนเข้ามาถามน้องชาย  วายุทำนิ่งไม่ตอบ  เขาหันไปสนใจผู้เป็นพ่อแทน

                “ผมขอโทษครับ ที่ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับคุณพ่อ ผมกลัวคุณพ่อจะเป็นห่วง”

                “ยิ่งลูกทำแบบนี้  พ่อก็ยิ่งเป็นห่วง”

                ความห่วงใยส่งตรงมาถึงลูกชาย  วายุสวมกอดบิดา พร่ำขอโทษด้วยความรู้สึกผิด ทั้งๆที่เขาคิดไว้แล้วว่าจะจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง แต่ในเมื่อตอนนี้เรื่องถึงหูบิดาแล้ว เขาก็ต้องบอกความจริง

                “ใครกันที่ทำกับลูกแบบนี้”

                วินัยไม่รู้เหมือนกันว่าเขามีศัตรูที่ไหน และไม่รู้ถึงเหตุจูงใจที่คนร้ายเข้ามาทำร้ายลูกชายของเขาเช่นกัน

                “ผมเองก็ไม่รู้ครับ”

                วายุไม่อาจจะบอกออกไปได้เลยว่าเขากำลังสงสัยจิตตา  ตอนนี้เชนผู้เป็นลูกชายของจิตตาก็อยู่ที่นี่ด้วย

                “แล้วหมออนุญาตให้กลับได้เมื่อไหร่ครับ”

                “พรุ่งนี้”

                เขาจำใจต้องตอบ เพราะวินัยเองก็อยากจะรู้เช่นกัน วินัยหันไปคุยกับไทกะ

                “เป็นอะไรมากหรือเปล่า”

                เพราะวายุบอกว่าไทกะคอยช่วยเขา อีกฝ่ายเลยได้รับบาดเจ็บสาหัสแบบนี้

                “ผมดีขึ้นมากแล้วครับ”

                ร่างกายของเขาฟื้นตัวเร็วกว่ามนุษย์ทั่วไป อีกไม่กี่วันก็เดินทางกลับบ้านได้แล้ว  วินัยรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณกับอีกฝ่าย            

                “ถ้ามีอะไรให้ลุงช่วยเหลือ บอกลุงได้ทุกเมื่อเลยนะ”

                “ครับ”

                “เรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการรักษา ลุงจะออกให้เอง”

                ไทกะรู้ว่าวินัยกำลังคิดมาก แม้เขาจะไม่ได้อยากให้วินัยมาออกค่ารักษาให้ แต่ถ้านั่นเป็นวิธีที่ทำให้วินัยสบายใจมากขึ้น เขาก็จะไม่ปฏิเสธ

                “ขอบคุณมากครับคุณลุง”

                เด็กหนุ่มยกมือไหว้ อย่างน้อยเขาก็ดีใจที่วินัยเอ็นดูเขา  ไทกะระบายยิ้ม หันไปมองวายุที่กำลังเครียดกับสิ่งที่เกิดขึ้น

                “เดี๋ยวพ่อต้องกลับแล้ว”

                หลังจากที่อยู่คุยกับลูกชายอีกสักพักหนึ่ง  วินัยก็เอ่ยขึ้น  วายุเองก็ไม่ได้รั้งบิดาเอาไว้ เพราะเขารู้ว่าบิดาเองก็มีงานที่ต้องกลับไปทำ

                “อย่าหักโหมงานมากนะครับคุณพ่อ”

                ถึงแม้จะอาการดีขึ้นมากแล้วก็ตาม แต่วายุก็ไม่สบายใจ  วินัยตบไหล่วายุเบาๆ ก่อนจะเอ่ย

                “วันนี้มีประชุมที่บริษัท  พ่อต้องรีบไป ลูกก็ดูแลตัวเองด้วย”

                “ครับ”

                เมื่อร่ำลากันเสร็จแล้ว ทั้งวินัยและเชนก็เดินออกจากห้อง วายุถอนหายใจเฮือกใหญ่  สีหน้าไม่สู้ดีนัก

                “อย่าคิดมากไปเลย  อะไรมันจะเกิด มันก็ต้องเกิด”

                “นายก็พูดได้สิ”

                เขาเครียดจนจะบ้าตายอยู่แล้ว  เขากลัวว่าอาการบิดาจะกำเริบ จึงพยายามเก็บซ่อนเอาไว้ แต่ก็ไม่รู้ว่าบิดาเขาไปรู้จากใคร  คนที่น่าสงสัยที่สุดก็คงจะเป็นครอบครัวของไทกะ แต่วายุก็เลือกที่จะไม่โทษครอบครัวอีกฝ่าย              

                “สงบสติอารมณ์หน่อยสิ”

                เด็กหนุ่มกล่าวขึ้นเสียงเรียบ  วายุถอนหายใจอีกครั้งแล้วนั่งลงข้างๆกับไทกะ  เขาสบตากับอีกฝ่าย

                “เมื่อไหร่มันจะจบล่ะ”

                “ก็ต่อเมื่อเรารู้ตัวคนบงการ”

                “มันก็แค่การสันนิษฐานเท่านั้นเอง”

                “นายไม่ต้องห่วงหรอก ฉันคุยกับอาพอลแล้ว เขาจะช่วยสืบให้”

                “อาพอลของนายนี่…ดูพึ่งพาได้จริงๆเลยนะ แล้วนายก็ดูไว้วางใจเขามากด้วย”

                วายุระบายยิ้ม เริ่มผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง ในขณะที่ไทกะหรี่ตามองอย่างไม่ค่อยไว้ใจสักเท่าไหร่นัก

                “พูดแบบนี้…อย่าบอกนะว่านายตกหลุมรักอาพอล  ฉันจะบอกอะไรให้นะ เขามีลูกมีเมียแล้ว  ถ้านายคิด  คือนายผิดศีล!”

                ไทกะกล่าวด้วยสีหน้าที่จริงจัง ราวกับว่าเป็นการสอบปากคำ หรือเป็นผู้พิพากษาในชั้นศาลเสียอย่างนั้น

                “บ้าน่า   ฉันจะไปคิดอะไรแบบนั้นได้ยังไง”

                “ก็ดูเหมือนนายจะชอบคนที่พึ่งพาได้ไม่ใช่เหรอ”

                แววตาชื่นชมจากใบหน้าของวายุ  ไทกะยังจำได้ติดตา  วายุอมยิ้ม เขามองชายหนุ่มที่หน้าเครียด

                “นายเองก็พึ่งพาได้นี่นา…แถมเป็นที่พึ่งให้ฉันตั้งหลายครั้งไม่ใช่เหรอ”

                ประโยคนั้นทำให้คนที่ทำหน้าเครียดค่อยๆมีรอยยิ้มมาแต้มบนใบหน้า วายุแกล้งมองไปทางอื่น

                “ขอจูบได้ไหม”

                อยู่ๆ ไทกะก็กระซิบถามข้างๆใบหู  ใจของวายุเต้นรัวขึ้นมา

                “ถามอะไร อื้อ…”

                เขากำลังจะหันมาคุยด้วย แต่ไทกะก็รั้งใบหน้าเขามาจูบเสียแล้ว  กว่าจะปล่อยออกก็แทบจะลืมหายใจกันเลยทีเดียว

                “โทษที…ฉันนึกว่านายหันมาให้ฉันจูบ”

                รอยยิ้มกรุ้มกริ่มนั้นทำให้วายุอยากจะตีเข้าที่อกของไทกะเสียจริง แต่ติดที่ว่าเจ้าตัวยังบาดเจ็บ เขาเลยติดโทษกับอีกฝ่ายเอาไว้ก่อน

-------+++++-------

                ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับโทระนั้นเป็นคำถามที่เกิดขึ้นอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า  น้ำนอนมองใบหน้าที่นอนหลับสนิทของโทระ

                …ทั้งที่ตอนนอนเหมือนเด็กไม่มีพิษสงแท้ๆ…

                แต่ตอนที่ลืมตาตื่นกลับไม่ต่างจากปีศาจที่ชอบทำร้ายจิตใจเขา  น้ำเลื่อนมือไปสัมผัสแก้มของโทระ  ไล้นิ้วต่ำลงมาที่ริมฝีปาก

                เขาชอบมองหน้ารุ่นพี่ตอนที่หลับแบบนี้ โทระเป็นคนนอนขี้เซา  แถมยังชอบกอดก่ายอีกด้วย  ร่างของเขาโดนโทระรั้งเข้าไปกอดแน่นขึ้น  ขายาวนั้นก็วางเกยบนตัวเขาราวกับเป็นหมอนข้างเข้าไปทุกที

                “ผม…ควรทำยังไงดี”

                น้ำเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง  เมื่อคืนเขาคงสลบไปโดยที่ไม่รู้ตัว  พอรู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ในอ้อมกอดของโทระเสียแล้ว  แถมยังได้สวมชุดนอนใหม่อีกต่างหาก  รุ่นพี่คงเป็นคนทำให้เขาทุกอย่าง

                ทั้งๆที่ทำตัวใจร้ายขนาดนั้น แต่ก็ยังมีน้ำใจมาดูแลเขาอีก แล้วแบบนี้จะให้เขาเกลียดลงได้ยังไงกัน  แต่ถึงไม่ได้เกลียด แต่หัวใจมันก็รู้สึกเจ็บกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เขายอมรับว่ามีความสุขที่ได้อยู่ข้างๆคนที่ตัวเองรัก แต่ทว่ามันก็ทุกข์ในขณะเดียวกัน ที่อยู่โดยไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ในตอนนี้คืออะไร หรือว่ามันจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่

                น้ำกลัวเหลือเกินว่าเขาจะถลำลึกลงไปมากกว่านี้ ถ้าเขารักโทระมากกว่านี้ ในอนาคตหากเขาโดนอีกฝ่ายทิ้งอย่างไม่ใยดี  พวกเขาจะกลับมาเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องและเจอหน้าโทระได้เหมือนเดิมจริงๆหรือ

                เขารู้สึกได้เลยว่าตัวเองก็กำลังเห็นแก่ตัว เขาเป็นของโทระแล้ว  แต่เขาก็อยากให้โทระเป็นของเขาเหมือนกัน  เขาไม่อยากให้มันจบเพียงแค่ความสัมพันธ์ทางกาย แต่เขาอยากจะได้รับการยอมรับมากกว่านั้น

                แม้จะรู้ว่าสิ่งที่คิดและปรารถนานั้นช่างเกินตัวและไกลจากความเป็นจริง แต่น้ำก็หวังอยู่ลึกๆว่า สิ่งที่เขาต้องการมันจะเป็นจริงสักวัน

                “ผม…รักรุ่นพี่ครับ”

                เด็กหนุ่มก้มลงมากดหอมแก้มของโทระ ก่อนจะค่อยๆจับร่างกายโทระให้ออกห่าง เพื่อที่จะได้ลุกไปอาบน้ำ

                หลังเจ้าเด็กตัวน้อยลุกหายไปพักหนึ่ง  เปลือกตาทั้งคู่ของโทระก็ค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขาได้ยินที่น้ำพูดทุกอย่าง

                “รัก…งั้นเหรอ”

                เจ้าตัวพึมพำเบาๆ ก่อนจะพลิกตัวนอนหงาย แขนแกร่งก่ายหน้าผากของตัวเอง ทำไมเขาจะต้องมาได้ยินอะไรแบบนี้ในตอนเช้าด้วย

                แค่เรื่องเมื่อวานก็ทำให้คิดไม่ตกแล้ว แต่เรื่องวันนี้ก็ยังแทรกเข้ามาอีก  ชายหนุ่มจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ

-------+++++-------

                “คิดอะไรอยู่เหรอ”

                วินัยที่นั่งอยู่ข้างๆลูกเลี้ยงถามขึ้น เชนที่กำลังเหม่อออกไปด้านนอกไม่ทันได้ฟังคำถามนั้น

                “เชน”

                “ครับ”

                พอโดนเรียกชื่อถึงได้สติรู้ตัวขึ้นมา  เชนหันมายิ้มเจื่อนๆให้กับวินัย รู้สึกผิดที่เขาทำตัวเสียมารยาทแบบนี้

                “ลุงเห็นเราเหม่อตั้งแต่ขึ้นรถแล้วนะ”

                “ขอโทษครับ”

                “ลุงก็แค่เป็นห่วง  คิดอะไรอยู่เหรอ”

                “ผมกำลังคิดถึงเรื่องวายุน่ะครับ”

                “อืม…ลุงเองก็คิดเหมือนกัน”

                เชนเหลือบตามองวินัย เขาเองก็อยากจะรู้ว่าวินัยกำลังคิดอะไรอยู่ อยากรู้ว่าอีกฝ่ายคิดเหมือนที่เขากำลังคิดหรือไม่

                “คุณลุงคิดอะไรเหรอครับ”

                เขาถามออกไปอย่างกล้าๆกลัวๆ

                “ลุงกำลังคิดว่าใครกันนะ ที่มันกล้ามาทำร้ายวายุ”

                “แล้วคุณลุงสงสัยใครไหมครับ”

                คนถามแทบจะกลั้นหายใจ เพราะตอนนี้ในหัวของเขากำลังมีชื่อของใครคนหนึ่งผุดขึ้นมา แต่ถึงกระนั้นเชนก็พยายามห้ามตัวเองไม่ให้คิดกับคนคนนั้นในแง่ร้ายเพราะมันคงจะเป็นบาปหนาเลยทีเดียว ถ้าเขาคิดแบบนั้น

                “ลุงเองก็ไม่รู้ว่าควรจะสงสัยใคร”

                วินัยตอบความจริง เขาไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนทำร้ายลูกชายเขา  ถ้าเป็นคู่ค้าในเชิงธุรกิจก็ไม่น่าจะทำกันถึงขนาดนี้ ในการทำงานแน่นอนว่าย่อมมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ทุกคนก็ต้องเล่นตามกติกา และถึงจะมาทำร้ายวายุ ทุกอย่างมันก็ไม่ได้เปลี่ยนไปสักเท่าไหร่อยู่ดีในเชิงการทำงาน ดังนั้น วินัยจึงคิดว่าน่าจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องงานของเขา เพราะเขาเองก็ไม่ได้ไปสร้างศัตรูถึงขั้นขนาดอีกฝ่ายจะออกมาล้างแค้นกับครอบครัวเขาขนาดนี้

                “แล้วเชนละ  สงสัยใครบ้างไหม”

                เขาหันมาถามความคิดของลูกเลี้ยง  เชนนิ่งไปพักหนึ่ง เขาจะกล้าบอกได้อย่างไรว่ากำลังสงสัยมารดาตัวเอง

                “ผมก็ไม่ทราบครับ ผมเพิ่งกลับมาไทยไม่นาน เลยไม่รู้ว่าวายุ  มีปัญหากับใครที่ไหนหรือเปล่า”

                “นั่นสินะ  เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ก็ยิ่งใจร้อนอยู่ด้วย”

                วินัยสันนิษฐานไปเรื่อย เขาคิดว่าบางทีอาจจะเป็นจากปัญหาที่เกิดจากคู่อริของลูกชาย แต่จากที่สอบถาม วายุก็บอกว่าเขาไม่ได้มีปัญหากับใครที่ไหน

                “ผมว่าคุณลุงอย่าเพิ่งคิดมากเลยนะครับ  อีกอย่างวายุเองก็แจ้งตำรวจแล้วด้วย”

                ชายหนุ่มบอกไปตามที่คิด แม้ในใจจะสุดแสนกังวลว่าตำรวจที่สืบคดี  จะสืบค้นไปเจอความจริงแล้วพบว่าคนบงการคือมารดาของเขา

                …เชนได้แต่ภาวนาไม่ให้คนคนนั้นคือมารดา…

                “สีหน้าเราดูไม่ดีเลยนะ”

                เพราะเอาแต่คิดไม่ตก  จึงเผลอแสดงสีหน้าออกมาอย่างชัดเจน

                “มาบอกให้ลุงไม่ต้องคิดมาก แต่เชนคิดมากกว่าลุงอีกนะ”

                ไม่ใช่ว่าวินัยไม่เป็นห่วงลูก แต่เขาก็รู้ว่าถ้าเขาเครียดมากเกินไปจนเป็นอะไรไปอีก วายุเองก็จะเสียใจ เขาไม่อยากให้ลูกชายเสียใจเพราะว่าเขาล้มป่วยอีกแล้ว ดังนั้น ตอนนี้วินัยจึงพยายามทำตัวเองให้เข้มแข็งทั้งกายทั้งใจ

                เรื่องคนร้ายที่ตามฆ่าวายุ  เขาก็ให้คนไปเริ่มสืบ และเพิ่มบอดีการ์ดให้ไปคุ้มกันลูกชายของเขาจนกว่าจะตามจับคนร้ายได้

                “ผมคงทำให้คุณลุงเป็นกังวลสินะครับ”

                “อืม…ลุงเข้าใจว่าเชนเป็นห่วงน้อง แต่ไม่ต้องเครียดไปหรอก  ลุงส่งบอดีการ์ดไปดูแลวายุแล้ว”

                “ครับ”

                พอได้ยินแบบนั้น เชนก็พอจะสบายใจขึ้นมาบ้าง เพราะเขาเองก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์สุดเศร้าอย่างที่ต้องมีคนเสียชีวิตเพราะโดนฆ่าแบบนั้น

                “เดี๋ยวจอดส่งฉันที่บริษัท แล้วก็กลับได้เลยนะ”

                วินัยออกคำสั่งกับคนขับรถ  ไม่นานนักรถยนต์ก็มาจอดที่บริษัท  เชนกล่าวลากับคุณลุง  จากนั้นคนขับรถจึงขับรถไปส่งเชนที่บ้าน

                “เฮ้อ”

                เรื่องที่รับรู้วันนี้ทำให้เขาเครียดมากพอสมควร เพราะไม่คิดว่าวายุจะโดนคนลอบทำร้ายขนาดนี้ 

                เขาเคยได้ยินมารดาคุยโทรศัพท์กับใครก็ไม่รู้  ได้ยินแค่ว่าให้ไปจัดการให้สำเร็จ  แต่น้ำเสียงนั้นน่ากลัวจนเขาแปลกใจ เขาจึงเผลอไปสงสัยมารดา ทั้งที่ความจริงแล้วเรื่องที่คุยอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับวายุเลยก็เป็นได้

                “คุณแม่ล่ะ”

                เชนถามแม่บ้านเมื่อเดินเข้ามาในบ้านแล้ว พวกเธอตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเห็นคุณผู้หญิงเดินขึ้นไปในห้อง

                หลังจากที่ได้รับคำตอบ เชนจึงขึ้นไปยังชั้นบน แต่ก่อนจะไปเขาเลือกที่จะทำสิ่งที่ไม่ควรทำ

                …ความสงสัย  มักจะนำพาไปสู่การหาคำตอบ

                ไม่ว่าคำตอบนั้นจะเป็นอย่างไร  เขาก็ต้องรู้ให้ได้

                เชนขอกุญแจสำรองมาจากแม่บ้าน  ซึ่งกุญแจที่เขาขอก็คือกุญแจห้องนอนของมารดา

                เขาไขกุญแจเข้าไปอย่างระมัดระวัง  เสียงที่คุ้นเคยของมารดาเข้าสู่โสตประสาทของเขาอย่างชัดเจน

                “ให้ตายสิ มัวแต่ทำอะไรอยู่ห๊ะ ถึงเพิ่งจะรับสายฉัน! ทำไมถึงไม่บอกฉันว่ามันโดนทำร้ายจนเข้าโรงพยาบาล แล้วคนของพวกแกไปไหนกัน”

                คิ้วทั้งสองของเชนขมวดเข้าหากันทันที ไม่คิดเลยว่าจะได้ยินประโยคที่มีสถานการณ์คล้ายกับเหตุการณ์ของวายุแบบนี้

                “ต่อจากนี้มันคงจะระวังตัวมากขึ้น อะไรนะ! ทำงานไม่สำเร็จ แล้วยังจะมีหน้ามาขอเบิกเงินเพิ่มอีกเหรอ!  ถ้าอยากได้เงินนัก พวกแกก็ไปจัดการมันให้เรียบร้อยสิ!”

                “พอเถอะครับคุณแม่”

                เสียงราบเรียบของลูกชายทำให้จิตตาที่กำลังโทรศัพท์ต้องหยุดชะงัก มือทั้งสองที่ถือโทรศัพท์แนบหูค่อยๆลดต่ำลง

                “เชน…”

                เธอหมุนกายหันมาก็พบว่าลูกชายกำลังเดินเข้ามาในห้อง  ชายหนุ่มกดล็อกห้อง เขาหลับตาลงช้าๆเหมือนกำลังพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกต่างๆมากมาย

                “ไม่ใช่นะลูก…”

                “ผมเคยคิดว่ามันไม่ใช่ครับ”

                “เชน…”

                จิตตาเรียกลูกชายด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเจ็บปวดเพราะสายตาที่ผิดหวังมองเธออยู่

                “คุณแม่เป็นคนทำใช่ไหมครับ”เชนกลั้นใจถาม

                “แม่ไม่ได้ทำ…เชนเชื่อแม่นะ”จิตตาพยายามขอร้องลูกชาย

                “ผมก็อยากให้มันเป็นแบบนั้น  แต่บางครั้ง สิ่งที่อยากให้เป็น…กับความจริง  มันก็อาจจะไม่เหมือนกัน”

                “แม่บอกไม่ได้ทำ  ทำไมเชนไม่เชื่อแม่ล่ะลูก”เธอพยายามโน้มน้าว

                “แล้วคุณแม่กำลังคิดว่าผมพูดเรื่องอะไรอยู่ครับ  คุณแม่ถึงบอกไม่ได้ทำ”

                “เชนกำลังคิดว่าแม่…เป็นคนส่งคนไปทำร้ายวายุใช่ไหม”

                จิตตามองลูกชาย  เธอเป็นคนจัดการทุกอย่าง แต่เธอไม่อยากให้ลูกของเธอรับรู้เรื่องนี้  เธอจึงจำเป็นต้องโกหก

                “ทำไมคุณแม่ถึงคิดว่าเป็นเรื่องนี้ล่ะครับ”

                เหมือนมีก้อนบางอย่างติดอยู่ที่ลำคอ จนจิตตาพูดไม่ออก  เชนพ่นลมหายใจผ่านริมฝีปากอย่างทรมาน เขาพยายามเงยหน้าขึ้น เพราะเริ่มรู้สึกว่าดวงตามันร้อนผ่าวขึ้นมา

                “คุณแม่เป็นคนทำจริงๆด้วยสินะครับ…”เขาสบสายตากับมารดา

                “เชน…ฟังแม่ก่อนนะ”จิตตาพยายามจะอธิบาย

                “ทำไมล่ะครับ…”

                เชนเดินเข้าไปใกล้มารดามากขึ้น เขาสบตากับผู้ให้กำเนิด รู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่มารดาได้ทำลงไป

                “แม่ทำทุกอย่างก็เพื่อลูก  แม่ทำเพื่อลูก”

                “ทำเพื่อผม…”

                เชนรู้สึกเหมือนร่างกายตัวเองมันไม่มีแรงแม้แต่จะยืน น้ำตาของเขาค่อยๆไหลอาบแก้ม

                “คุณแม่ก็รู้ว่าผมอยากมีน้องชายมาตลอด…”

                “เชน…”

                “เขาเป็นน้องชายผมนะครับ”

                ถึงแม้จะไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน แต่เชนก็จำได้ดี วันแรกที่มารดาแต่งงานใหม่ และเขาได้มีน้องชายนั้นมีความสุขมากขนาดไหน

                “วายุเขาเป็นน้องชายผม…”

                ชายหนุ่มเริ่มสะอื้นออกมา จิตตาเองก็ร้องไห้ออกมาเช่นกัน เชนมองหน้ามารดาทั้งน้ำตาด้วยความรู้สึกผิดหวังและเจ็บปวด  ริมฝีปากสวยขยับช้าๆด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

                “ทั้งที่ก็รู้ว่าเขาเป็นน้องชายผม…แล้วทำไม…ทำไมคุณแม่ถึงยังทำเรื่องแบบนั้นได้ล่ะครับ….”

 100%

สั่งซื้อเล่มนิยาย สามีผมเป็นเสือ หรือเรื่องอื่นๆของอากิได้ที่ เพจเฟส Akikoneko17 Akikoneko17

หรื่อทางเมลล์ [email protected]

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}