เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 54 คราดาราบอกลาคนรักชั่วนิรัน [จบที่10]

ชื่อตอน : ตอนที่ 54 คราดาราบอกลาคนรักชั่วนิรัน [จบที่10]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 201

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ย. 2562 23:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 54 คราดาราบอกลาคนรักชั่วนิรัน [จบที่10]
แบบอักษร

ตอนที่ 54 คราดาราบอกลาคนรักชั่วนิรัน 

กาลครั้งหนึ่งมีพ่อค้าหนุ่มนามว่า สเวน เขาหลงรักหญิงสาวคนขายดอกไม้นามว่า โคล และโคลมีคู่หมั้นนามว่า นิโค นิโคหลงรักโคลเช่นเดียวกับสเวน ดังนั้นชายหนุ่มทั้งสองมักทำศึกช่วงชิงหัวใจสาวงามบ่อยครั้ง พวกเขาต่างมองอีกฝ่ายเป็นศัตรูหัวใจซึ่งมิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้ เรื่องราวความรักท่ามกลางทุ้งพฤกษาจึงอุบัติ จากเรื่องราวที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้นจริงบนโลก นับจากวันแห่งสัญญารักสิ้นสุดความหวัง เรื่องราวนี้จบลงด้วยความโศกเศร้าตราตรึง กระนั้นต่อให้เรื่องราวจบเศร้าเพียงใด ก็ยังมีสาวน้อยนางหนึ่งพยายามสานต่อเรื่องราวนี้สุดชีวิต นางไม่อยากให้นิทานจบโดยที่สเวนและโคลแยกจากกัน สาวน้อยหวังให้ชายหญิงมีความสุข นางอยากให้พวกเขาเจอกันอีกครั้ง  แม้นกาลเวลาจักแยกพวกนางห่างกันไกล กระนั้นท้ายสุด…นางหวังให้พวกเขาเจอกันจริงๆนะ 

“ไม่เป็นไร” 

ณ ยุคปัจจุบัน ใกล้รั้วหินเรียงรายทอดยาวดุจปลาไหล ใบหญ้าเขียวขจี ดอกไลแลคสีน้ำเงิน สีม่วง สีฟ้าขยันเติบโตริมถนน เบื้องหน้าทางเข้าพื้นที่ตระกูลลิปตัน พวกเมรัยยืนปรับจังหวะใจให้สงบนิ่งมิสั่นไหวรุนแรง เมรัยเหม่อลอยอย่างคนป่วย ครั้นนางแว่วยินเสียงปลอบใจของวิญญาณหนุ่ม สเวนยืนยิ้มให้เมรัย บอกแล้วมิใช่หรือ เขาอ่านใจคนเก่ง เพียงมองตาก็รู้หมอผีน้อยคิดสิ่งใด เรื่องที่นางหวังคือความหวังของเขาเช่นกัน กระนั้น 

ไม่เป็นไร 

ชายหนุ่มหันกายเตรียมเผชิญความจริงที่รออยู่ เขายิ้มสู้ และกล่าวอย่างหนักแน่นสิบส่วน 

“ข้ากลับมาหานางแล้วมิใช่หรือ” 

แม้นนางมิอยู่บนโลกนี้แล้ว… 

อรุณทอเจิดจ้าขับให้วิญญาณหนุ่มส่องประกายออร่าวิบวับ เขาแบมือและก้าวเท้าอย่างมิหยุดยั้ง เขาตัดสินใจยอมรับความจริงอันโหดร้าย สเวนไม่โทษผู้ใด เขาดีใจนะที่เมรัยช่วยให้พาเขากลับบ้านอีกครั้ง แค่นั้นเพียงพอแล้ว เขามิปรารถนาให้เมรัยเศร้าเสียใจกับความจริงน่าผิดหวัง เขาอยากให้สาวน้อยยิ้มบ้าบอและหัวเราะดั่งเช่นวันวาน เขาชอบรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของนางมากกว่า เด็กๆซนน่ะดีแล้ว 

“มาเถอะเมรัย” 

น้ำเสียงอ่อนโยนดุจภรรยากล่อมหมอผีน้อยให้ก้าวไปพร้อมชายหนุ่ม ดวงดาวน้อยยิ้มพลางเอ่ยกระตุ้น นารีคว้ามือซ้าย เรไรคว้ามือขวา ทั้งสองช่วยกันจูงเมรัยให้กล้าเผชิญหน้าสิ่งที่เมรัยอยากก้าวข้ามมัน ความกลัว ความผิดหวัง ความผิดพลาด ชะตากรรมที่มิอาจแก้ไข พวกนารีอยากให้เมรัยรู้ว่าตอนจบเรื่องราวนี้เป็นเช่นไร บางทีมันอาจเจ็บปวดในชั่วขณะหนึ่ง กระนั้นหลังจากความเจ็บปวด อาจเป็นความหวังใหม่ก็ได้นะ 

“อืม” 

และแล้วพวกเมรัยติดตามสเวนไปยังสถานที่ที่ครั้งหนึ่งคนรักของสเวนเคยพักอาศัย ด้านในพื้นที่ของตระกูลลิปตันมีกระท่อมหนึ่งหลังตั้งโดดเดี่ยวบนเนินเขาในส่วนลึกของป่าบุษบา พวกเมรัยใช้เวลาเดินสักพักจึงจักถึงจุดหมายที่ราวจักเปรียบประหนึ่งบ้านแม่มดร้ายที่แอบสร้างไว้ในป่ามนตรา สเวนอมยิ้มเบิกบาน วิญญาณหนุ่มเดินอย่างเชื่องช้าราวกำลังระลึกเรื่องราวเกี่ยวกับป่าผืนนี้ เขารู้จักป่าบุษบา และรู้ทางไหนนำพวกเขาไปสู่กระท่อม 

สมัยแรกรักอ่อนหวาน สเวนกับโคลเคยตกลงกันว่าจักสร้างกระท่อมและอาศัยในป่าบุษบา ใช้ชีวิตอย่างสันโดษมิไกลมิใกล้เมืองฟาเวอร์ เหตุผลที่พวกเขาตกลงสร้างกระท่อมในบริเวณป่า เพราะโคลกล่าวว่ามีเนินสูงแห่งหนึ่งในส่วนลึก จุดนั้นเป็นบริเวณที่สวยงามมาก ไม่มีสัตว์ร้าย และห่างไปมิไกลมีน้ำตกให้เล่นน้ำด้วย ดอกไม้และสมุนไพรในป่าก็มีเยอะแยะ กระรอก กระแตมากมาย ล้วนชอบปีนป่ายต้นสนทั้งวัน โคลชอบธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และงดงามราวดินแดนเทพนิยาย นางปรารถนาให้บ้านพวกนางอยู่ที่นี้ 

“ผิดจากที่ข้าคิดนิดหน่อย” 

ดอกต้อยติ่งสีม่วงแพรวพราว ดอกคาร์เนชั่นสีชมพูหวานหอม และดอกมะลิสีขาวนวลผ่องใส บริเวณกระท่อมร้างมีมวลหมู่บุปผานานาชนิดๆปานทุ้งพฤกษาสวรรค์ แม้นยังมิมากมายดั่งตำนาน กระนั้นมันช่างสวยงามยิ่งนัก สเวนเป็นวิญญาณดังนั้นเขามิสามารถรับรู้กลิ่นหอมอบอวบที่พวกเมรัยรู้สึกหอมกรุ่นชื่นใจ วิญญาณหนุ่มหลับตาซ่อนความอาวรณ์ ยกมือขยุ้มอกเสื้อ เขาสูดหายใจทั้งที่ไม่จำเป็นด้วยซ้ำ ครั้นสเวนลืมตาเดินไปใกล้กระท่อมร้างบนเนินเขา 

เนินเขาใหญ่ที่มีรั้วหินโอบล้อมรอบดุจค่ายกล กระท่อมร้างสภาพพุพังเสียหายอย่างหนักแถบมิเหลือเค้าโครงความสมบูรณ์ พังพินาศอย่างน่าใจหาย กระนั้นบางสิ่งที่หลงเหลือไว้บ่งบอกว่าเมื่อก่อนกระท่อมหลังนี้เป็นเช่นไร มีหลังคา กำแพงห้อง ห้องนอน ห้องน้ำ และห้องรับแขก วิญญาณหนุ่มหมายอยากสำรวจกระท่อม กระนั้นสายตาเหลือบเห็นบางสิ่งก่อน 

เขาหยุดนิ่ง พลางมองป้ายหลุมศพ 

“..” 

เช่นนั้น..สินะ… 

พวกเมรัยมิอยากรบกวนเวลาส่วนตัวของสเวน กระนั้นพวกนางสนใจ อยากรู้สเวนจักทำเช่นไร เมรัย นารี เรไร สามสาวน้อย และท่านหญิงลิปตันยืนหลบแดดใต้เงาต้นหลิวใหญ่ พวกนางเฝ้าจับตามองสเวน วิญญาณหนุ่มด้วยความสงบดั่งผู้ชมไร้ตัวตน สเวนไม่ขับไล่พวกเมรัย จักว่ายามนี้เขามิสนใจสิ่งใดอีกแล้ว นอกจากเรื่องของเขาและหญิงสาวอันเป็นที่รัก 

ตอนนี้ เวลานี้ เขายืนต่อหน้าหลุมศพนาง 

ชั่วพริบตาที่ยาวนานราวนิรัน 

“ข้ากลับมาแล้ว” 

 

ยินดีต้อนรับกลับจ้า 

 

น้ำเสียงไพเราะของวิญญาณหนุ่มเอื้อนเอ่ยอย่างมิอาจซ่อนเร้นความคะนึง เขาเงยหน้ามองป้ายหลุมศพเก่า แผ่นอิฐสีเทาขาวมีร่องรอยกาลเพลาสลักไว้ รอยร้าว รอยแตก บ่งบอกว่ามันดำรงมานานเพียงใด หนึ่งปี สิบปี หนึ่งร้อยปี สองร้อยปี สามร้อยปี นานจนมิรู้ว่าจักบอกอย่างไร สเวนดีใจที่นางเฝ้ารอเขาอยู่ที่นี้ รอเขาเสมอ 

โคล… เจ้าช่างดื้อรั้นเหลือเกิน 

เรื่องจริงของนิทานคือตอนจบ.. โคลเลือกที่จักเฝ้ารอสเวน นางปฏิเสธความรักของนิโค และบอกชายหนุ่มว่านางมีคำสัญญาที่ต้องรักษา โคลเลือกที่รอสเวนที่เมืองฟาเวอร์ รอให้เขากลับบ้าน นางคือคนโง่งมที่หลงงมงายในความรักและความหวังที่เรียกว่ามิมีวันเป็นจริง นางเชื่อ.. เชื่อมั่นว่าสักวันสเวนจะกลับมาอย่างแน่นอน ไม่ว่าจักกี่เดือน กี่ปี กี่สิบ นางจักรอเขาเสมอ รอวันที่เขากลับมาหานาง วันที่นางและเขาได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง 

โคลเฝ้ารอสเวนตราบกระทั่งลมหายใจสุดท้าย 

และนั้นคือตอนจบที่แท้จริงของนิทาน หญิงสาวผู้หลงเชื่อมั่นในความหวัง…กระทั่งสุดท้ายนางก็สิ้นใจอย่างเดี่ยวดาย 

“ขอโทษที่ช้านะ…” 

ชายหนุ่มโน้มกาย คุกเข่าแนบพื้น มือจรดวางบนป้ายหลุมศพ ริมฝีปากราบเรียบแฝงความหนักอึ้งของชะตากรรมที่โคลแบกรับ สเวนรู้นางเศร้าเสียใจมากเพียงใด เขานึกภาพนางที่ทุกๆวันต้องมีชีวิตอย่างคาดหวังว่าสักวัน สักวัน สักวันหนึ่งความหวังจักเป็นจริง… กระนั้นมันไม่เคยเกิดขึ้น มิว่าวันที่ฝนหนัก วันที่แสงแดดร้อนแรง วันที่ใบเมเปิลร่วงหล่น วันที่หิมะโปรยปราย มิว่ายามใดที่นางเหม่อมองฟ้านภา นางเฝ้าถวิลหาชายหนุ่มผู้ที่รักอย่างหมดใจ ท่ามกลางความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเดี่ยวดายกัดกินนางกระทั่งวาระสุดท้าย หยาดน้ำตาและรอยยิ้มที่เผยแสดงอย่างสดใสกระทั่งจบลงอย่างไร้ความหมาย 

สเวนเสียใจ 

เขายอมรับว่าได้ทำสัญญา กระนั้นมันนานเหลือเกิน ช่วงเวลาที่คำสัญญาจักเป็นจริง เขาปล่อยให้นางรอนานเพียงนี้ วิญญาณหนุ่มกำหมัดกล่าวโทษตนเองด้วยเสียงแผ่วเบาทว่าเจ็บปวดฉีกขั้วหัวใจ ราวจักกระซิบขอร้องให้โคลยกโทษให้ กระนั้นความจริงเป็นเช่นไร ตอนนี้โคลตายแล้ว วิญญาณโดยส่วนมากโดนยมทูตอุ้มไปส่งนรกหลังจากเสียชีวิตไม่เกินหนึ่งปี ยามนี้วิญญาณโคลไม่อยู่แล้ว 

นางหายไปตลอดกาล 

 

“ขอบใจที่รอข้านะ…ข้าดีใจที่เจ้ารอข้า ตอนแรกข้าหวังอยากบอกลา…บอกให้เจ้าหาผู้ชายดีๆคนใหม่..” 

สเวนขำ ตอนแรกวิญญาณหนุ่มเตรียมคำบอกลาให้คนรัก เขาที่ชาตินี้มิอาจใช้ชีวิตร่วมสุขกับนาง เขาอยากให้นางมองหาคนที่ดีกว่า อยากให้นางใช้ชีวิตอย่างมีความสุข อยากให้โคลจดจำเรื่องของสเวนไว้ในใจก็พอ ขณะเดียวกันช่วยลืมเรื่องของเขาซะ เขาไม่ใคร่ให้นางยึดติดกับเขาเพียงคนเดียว… “อยากบอกเช่นนั้น แต่ความจริงข้าทนเห็นเจ้ายิ้มเวลาอยู่กับชายอื่นมิไหวหรอก” 

วิญญาณหนุ่มเกาแก้มหัวเราะแห้ง ขนาดนิโคที่เป็นคู่หมั้นโคล สเวนยังหึงแถบตาย แล้ววิญญาณหนุ่มจักกล้าพูดให้โคลรักคนอื่นได้อย่างไร ไม่มีทาง มันเลยกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างความเห็นแก่ตัวของสเวนและความรักที่อยากให้โคลมีความสุข เรื่องนี้ทำให้วิญญาณหนุ่มปวดหัว ฮาๆ ตอนยังมีชีวิตเขาเคยคิดเรื่องแบบนี้เช่นกัน กระนั้นเขายังหาคำตอบมิได้ 

“ทว่าข้าแน่ใจว่าอยากอยู่กับเจ้า อยากดูแล อยากอุ้มลูกของพวกเรา” 

สเวนอยากใช้ชีวิตร่วมกับโคลตราบวัยชรา อยากมีลูกสาว อยากอุ้มหลานสาว วิญญาณหนุ่มมิเคยคิดว่าตนเองจักตายเร็วเช่นนี้ และความตายของเขาก็ขีดให้เรื่องราวความรักระหว่างเขาและนางจบลงเช่นนี้ กลายเป็นการรอคอยที่ไร้ความหวัง ท้ายที่สุดนางก็กลายเป็นฝ่ายหายไป ก่อนที่เขาจักกลับมาหา.. 

เคยคิดเขาจักจากไปก่อนทุกคน… 

กระนั้นทุกคน..กลับจากไปก่อนสเวน… 

กลายเป็นวิญญาณหนุ่มกลับแล้วไม่เจอใคร…ทั้งครอบครัว ทั้งคนรัก… 

เขารู้สึกเหมือนว่า 

บ้าน 

ที่เขาโหยหานั้นช่างว่างเปล่าเหลือแสน… บ้านที่ไม่มีใครบอก ยินดีต้อนรับกลับ 

บ้าน… 

ลมฝนพัดไอพิรุณ ใบหลิวปลิดปลิว ก้านดอกมะลิสั่นโยกเยง วิญญาณหนุ่มยืนตระหง่านใต้แสงอาทิตย์สีทอง เขารับรู้ว่าธรรมชาติกำลังเรียกร้องเขา เสียงวิญญาณเริ่มปริแตกสลาย สะเก็ดแก้วที่ค่อยๆแยกจากร่างกายทอเรืองรองงดงามดุจปุยหิมะ สเวนเผยยิ้มจากหัวใจ หางคิ้วลู่ต่ำ ดวงตาหรี่ลง ฉับพลันเบิกกว้าง เรือนผมสาดสยายอย่างอ่อนโยนละมุนละไม เขาแปลกใจตนเองนัก ตอนแรกเขาสูญเสียความทรงจำเกือบหมด ลืมกระทั่งตนเองเป็นใคร สับสนด้านความคิด และความจริงสิ่งเดียวที่จำได้คือโคล คนรักของเขา เขาไม่รู้เหตุใด ร่างวิญญาณของเขาจึงกลายเป็นร่างกายเช่นนาง คงเพราะเขาจำได้แต่เรื่องของนาง เขาเลยกลายเป็นนาง ทั้งร่างวิญญาณ และ 

ชื่อเดียว 

ที่เขานึกออก 

ทว่าตอนนี้จำทุกอย่างได้แล้ว ทั้งคำสัญญาที่เขายังอยากรักษาและทำให้สำเร็จ 

วิญญาณผุดยิ้มสง่างาม และกล่าวด้วยความจริงใจ ด้วยถ้อยวาจาสั้นๆประหนึ่งคำบอกลา คำบอกรัก คำสารภาพแห่งความรู้สึกนับร้อยนับพันที่บรรจงเป็นคำๆเดียว 

. 

. 

. 

. 

 

ข้ารักเจ้านะ 

 

. 

. 

. 

. 

ตั้งแต่ที่รู้จักกัน และนับจากนี้ตลอดกาล… 

เคยครุ่นคิดสรรหาคำพูดมากมายเพื่อบรรยายความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้า กระนั้นคิดแล้วมีหลายอย่างที่อยากบอกให้เจ้ารู้ บอกว่าเจ้าเป็นคนหัวแข็ง ชอบใช้ความรุนแรง อยากบ่นเจ้าอ้วนเหมือนแมวขี้คร้าน อยากปรึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายในครอบครัว จำนวนเงินที่เจ้าใช้ซื้อเมล็ดดอกไม้มันมากเกินไปแล้ว อยากกอดเจ้า อยากนอนกับเจ้า ข้ามีเรื่องอีกมากอยากเล่าให้เจ้าฟัง แล้วข้าอยากฟังเรื่องของเจ้าด้วย อยากรู้นับจากนี้จักทำเช่นไร เจ้าเหงาหรือไม่ ถ้าข้ามิอยู่แล้ว เจ้าห้ามไปหอชายบำเรอนะ เรื่องเพื่อนบ้านเจ้าก็อย่าใจดีให้ของเขาเยอะเกิน ประเดี๋ยวเขามาขออีก คนเราต้องระมัดระวังและสร้างระยะห่างไว้บ้าง เพื่อให้ตนเองอยู่ได้อย่างสบาย เจ้ารู้ตัวใช่ไหมว่าเจ้าใจดีเหมือนนักบุญ หัดใจร้ายเหมือนนางมารบ้างสิ ให้เหมือนเวลาเจ้าใช้บัวรดน้ำฟาดหัว ตบตีข้าน่ะยิ่งดี 

“ฮาๆ” 

สเวนยิ้ม เขาปรารถนาอยากฟังเสียงนางอีกครั้ง และเขาอยากให้คำว่ารักดังไปยังหัวใจของนาง… 

“ข้ารักเจ้าเหมือนกัน” 

“…ข้ารู้ว่าเจ้าต้องตอบเช่นนั้น” 

วิญญาณหนุ่มแว่วยินเสียงคนรักตอบกลับ สุรเสียงของนางที่เขาจินตนาการช่างเหมือนจริงเหลือเกิน 

“นึกว่าจักขอแต่งานเสียอีก รู้งี้ไม่รอดีกว่า” 

. 

. 

. 

. 

“เอ๊” 

ราวกาลเวลาหยุดผงะ วิญญาณหนุ่มหันหลัง สายตาหันขวับมองคนข้างหลัง ที่ตรงนั้นเบื้องหลังเขามีหญิงสาว ไม่ใช่ วิญญาณสาวยืนมือไขว้หลัง นางมีร่างวิญญาณเฉกเช่นเดียวกับสเวน เรือนเกศายาวสยายจรดแผ่นหลัง ชุดกระโปรงมีลูกไม้ประดับประดา เรียบง่ายและเรียบร้อยดุจกุลสตรี นางมีใบหน้าสะคราญ และรอยยิ้มที่แอบแฝงความร้ายกาจประหนึ่งแม่มดน้อย ดวงตากลมใสราวลูกแก้วมีความสุขอบอวบ 

นาง 

“น่าผิดหวังสิ้นดี ข้าไปเกิดใหม่ล่ะ” 

โคลไม่ควรทนรอสเวนเลย อุสาเฝ้ารอตั้งนานเพื่อให้เขากลับมา และบอกเรื่องสำคัญ นางนึกว่าเขาจักขอแต่งงานเสียอีก เฮอะ ที่ไหนได้ก็แค่คำบอกรักที่ชวนใจสั่นแค่นั้นเอง… นางไม่อยากได้ยินหรอก… ไม่อยากเลย… 

เนื่องเพราะโคลเขินน่าแดง และสะบัดหลังคล้ายหลีกหนี สเวนให้ตื่นตระหนัก เขาหลงเหลือระยะห่างระหว่างชายหญิง ไม่สนว่านี้คือภาพลวงตาหรือมนตร์มาโฮมายาหรือไม่ วิญญาณหนุ่มโผล่สวมกอดวิญญาณสาว ฟุบ อ้อมแขนใหญ่เกี่ยวรัดหญิงรักไว้ภายในอย่างอุกอาจ เขาไม่สนว่าสิ่งที่ทำจักทำร้ายนางหรือไม่ วินาทีแห่งความฝัน สเวนอยากให้มันคือความจริง ไม่ใช่ความฝัน ไม่ใช่เรื่องโกหก 

สเวนกอดโคลด้วยอ้อมกอดที่ราวจักปกป้องนาง รักษา และเหนี่ยวรั้งนางไว้มิให้เดินหนี 

โคลยิ้มอ่อน หัวใจอ่อนยวบ “ให้รอตั้งนาน ตาบ้า..” 

“รัก..” 

“รู้แล้ว” 

“ขอโทษนะ” 

“ทีหลังอย่าให้ข้ารออีกนะ” 

“แค่ครั้งนี้เท่านั้น..” 

ฝ่ามือเรียวลูบหลังปลอบประโลมวิญญาณหนุ่ม วิญญาณสาวหัวใจพองโตแน่นอก นางดีใจเหลือเกินที่เลือกรอเขาจนถึงบัดนี้ รอโดยที่เชื่อมั่นว่าสักวันเขาจักกลับ หลังจากที่โคลอดทนรอทั้งชีวิต กระทั่งนางเสียชีวิต ยมทูตมาอุ้มนาง กระนั้นนางไม่ยอมไป นางขัดขืนและวิ่งหนี ยมทูตขี้เกียจไล่ตามนาง และเพราะแอบเห็นใจนางด้วย ท่านเลยมอบพรวิเศษให้ หลังจากนั้นยมทูตก็ปล่อยให้โคลรอคนรักเรื่อยมา 

เมื่อตายแล้วเป็นวิญญาณ โคลคล้ายหมดสิ้นอาลัย ยกเว้นเพียงเรื่องคำสัญญาของสเวน นี้คือเหตุผลเดียวที่นางยังคงล่องลอยบนโลก ทุกคืนที่นางเฝ้ารอคอย ณ ทุ้งพฤกษาป่าบุษบา กระทั่งนางอธิษฐานกับดวงดาวตก คำอธิษฐานที่นางขอกลายเป็นจริง เพราะในที่สุดเขาก็กลับมาหานาง โคลดีใจน้ำตาไหลหลั่ง สเวนมองโคลพลอยเขาร้องไห้ตาม 

ติ๋ง 

เรื่องที่หวังเป็นจริงแล้วนะ 

“…เมรัย” 

“อะไรหรือ” 

นารียืนมองสเวนและโคล พลางหันมองคนรักข้างไหล่ อุ้งมือขาวยื่นชายเสื้อเช็ดน้ำตาให้หมอผีน้อย เมรัยเบิกตากว้างพลางหันมองดวงดาวน้อยด้วยสีหน้าแข็งค้าง ฉับพลันเมรัยยกมือแตะแก้มตนเอง “อาเร๊ะ..” 

นี่ข้าร้องไห้…อีกแล้วหรือ 

“ทำไม..” 

“ดีใจมิใช่หรือ เรื่องที่เจ้าหวังเป็นจริงแล้วนะ” 

“รู้ตั้งแต่แรกแล้วหรือ” 

“…” 

นารียิ้มพราย “แค่บังเอิญ..กระมัง” 

เมรัยฟังแล้วพลันนิ่งเงียบ ดวงตาสีเพลิงจับจ้องดวงตาสีเขียวมรกต “..ช่างเถอะ” 

หมอผีน้อยถอนหายใจเบา นางไม่สนใจว่าดวงดาวน้อยแอบคิดอันใด ยามนี้นางขอมองภาพสเวนกอดโคลดีกว่า 

เมรัยเคยเชื่อมั่น เคยเลิกเชื่อ และยามนี้นางอยากเชื่อ หมอผีน้อยผิดหวังกับความรัก ความฝัน นางวิ่งหนีจากอดีต หลบหนีและปิดซ้อนความทรงจำ ดวงใจที่บอกช้ำไว้ในก้นบึ้งของกล่องแห่งความลับ พยายามไม่ให้ใครรับรู้ความเศร้าของนาง และนางไม่อยากส่งต่อความเศร้านี้ให้ใครรู้สึกเศร้ากับนาง เมรัยกลัวอดีต นางสูญเสียอะไรหลายๆอย่าง ความกล้าของนางก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่นางทำหล่นหาย กระนั้นตั้งแต่ได้พบนารี เรไร ได้รู้จักเรื่องราวมากมาย และความรู้สึกที่ครั้งหนึ่งนางลืมเลือนมัน 

ตอนนี้เมรัยรู้สึกว่าตนเองสามารเอื้อมมืออีกครั้ง.. นางสามารถคว้าความหวังเพื่อสะสางและทำสิ่งที่ควรทำ 

“อยากกลับบ้านไหมเมรัย” 

นารียังคงถามคำถามเดิมซ้ำๆ ดวงดาวน้อยชอบจิ้มบาดแผลหมอผีน้อย ดึงเมรัยเผชิญหน้าอดีตซ้ำซาก เมรัยไม่ชอบให้นารีถามเกี่ยวกับอดีต 

“อยากกลับ อืม อยากสร้างบ้านใหม่ด้วย” 

เมรัยหรี่ตาข่มนารี น้ำเสียงตอบกลับฟังเหมือนคนรำคาญเต็มทน หากดวงดาวน้อยยังเซ้าซี้ถามอีกล่ะก็ เจอดีแน่ 

“เช่นนั้นก็ดี” 

นารียกพัดปิดปาก เขม่นใส่เมรัย ดวงดาวน้อยเบือนหน้าหนี มุมปากยักยิ้ม หมอผีน้อยไม่เข้าใจเมียรักจริงๆให้ค้อนขวับอย่างเอือมระอา “ยัยดาวมฤตยู” 

และแล้วบทประพันธ์แห่งทุ้งพฤกษาสวรรค์ถึงกาลอวสาน สเวนจับมือโคล วิญญาณทั้งสองพบกันอีกครั้งและดูเหมือนพวกนางจักต้องไปยังสถานที่วิญญาณควรไปได้แล้ว ทว่าก่อนหน้าที่ทุกคนจักแยกจากลา สเวนเดินตรงมาหาพวกเมรัย หมอผีน้อยกอดอกหน้าแดงระเรื่อ มิรู้ทำไมนางปั้นหน้าบึ้งตึง สเวนเห็นพลันฉงนสงสัย กระนั้นเรื่องที่เขาอยากบอกย่อมสมควรกล่าว 

“ขอบใจนะ สาวน้อย” 

“ขอบคุณที่ทำให้พวกเราพบกันอีกครั้ง” 

คู่รักชายหญิงกล่าวขอบคุณพวกเมรัยด้วยบุญคุณที่ยากทดแทน กระนั้นหมอผีน้อยแสนหยิ่งยโส นางแบมืออย่างเฉยชา ท่าทางสบายๆ “เรื่องแค่นี้เอง” มันเป็นงานของหมอผีน้อยอยู่แล้ว ช่วยเหลือวิญญาณ ขับไล่ภูตร้าย แห่นางแมว แม้นไม่มีคำขอพรของดวงดาว กระนั้นหากเมรัยเจอสเวน หมอผีน้อยย่อมต้องช่วยเหลือแน่นอน “เมรัยเป็นเด็กดี เข้มแข็ง และกล้าหาญ ข้ารู้ว่าใช่” 

สเวนยิ้มเหมือนพี่ชายและบอกอย่างไม่ลังเล คำชมสายฟ้าแลบทำให้เมรัยเขินหนัก หน้าแดงเป็นก้นลิง นางตะลึงมิทันเตรียมใจรับคำชมที่นานๆทีจักมีครั้ง 

“ขอบคุณเจ้าด้วยนะโคล ลูกหลานของนิโค” 

“เท่านี้นิทานที่ข้าเคยปรารถนาให้จบด้วยรอยยิ้มก็จบด้วยรอยยิ้มจริงๆแล้วค่ะ” 

ท่านหฺญิงลิปตันเป็นลูกหลานของครอบครัวนิโคและครอบครัวสเวน ในช่วงเวลาหนึ่งหลังจากที่เกิดเรื่องสเวนและโคล ลูกหลานของสองครอบครัวได้เชื่อมวาสนากันกลายเป็นสายเลือดของโคลในวันนี้ นิโคที่โดนโคลปฏิเสธ ชายหนุ่มผู้นั้นแม้นไม่อาจเติมเต็มหัวใจหญิงสาว กระนั้นเขาหวังให้สเวนกลับมาหาโคลอีกครั้ง เขาอยากเห็นนางมีความสุข ดังนั้นเรื่องต่างๆที่เขาพอช่วยได้ เขาช่วยเหลือนางเต็มที่ ไม่ว่าจักยกที่ดินผืนนี้ให้โคลสร้างกระท่อม      หรือเรื่องส่งลูกสาวเขาไปเล่นกับโคลเพื่อคลายเหงา 

นิทานที่จบด้วยรอยยิ้ม ทุกๆคนมีความสุข 

ความสุขเล็กๆที่พลอยให้ผู้อื่นยิ้มไปด้วยช่างดีเหลือเกิน 

“ลาก่อน” 

“ลาก่อน” 

คนตายเอ่ยลาคนเป็น ท้องฟ้าสีครามสดใสมีก้อนเมฆรูปมันบด สายลมพัดกระทบแก้มให้เย็นสดชื่น แม่น้ำไหลริน ปลามัจฉากระโดดโผล่ผิวน้ำ หยดน้ำกระเซ็น วิญญาณหนุ่มจับมือวิญญาณสาวพากันเดินไปบนถนนที่ริมทางมีดอกไม้วิญญาณมากมายเบิกบานเชิดชูความรักที่หนักแน่นยากสลาย รองเท้าหนังเหยียบย่าง เท้าเปลือยเปล่าย่างกราย กระโปรงคลี่เปิดพลิ้วไหว เสื้อคลุมยาวพัดกระพือดุจม่านโรงละคร ในวาระสุดท้ายของพวกสเวน อีกครั้งที่ชายหนุ่มจากไป ทว่าครั้งนี้มิได้ไปเพียงลำพัก เขาและนางต่างเฝ้ารอซึ่งกันและกัน รออย่างเชื่อมั่นด้วยความหวังริบหรี่เยี่ยงแสงดวงดาวบนฟากฟ้ารัตติกาล ประหนึ่งเด็กน้อยไร้เดียงสาที่เฝ้าแหงนหน้าและพูดคุยกับดวงดาวทุกราตรี เฝ้าอธิษฐานและพยายามดิ้นรน หวังสักวันหนึ่งคำขอพรจักกลายเป็นจริง ไม่ว่าใครต้องมีสิ่งที่ต้องการ กระนั้นสำหรับบางคนกลับไร้ซึ่งโอกาสสรรสร้าง โลกนี้ไม่มีคำว่า เท่าเทียม ดังนั้นเรื่องบางเรื่องจึงต้องภาวนาเท่านั้น คนจน คนรวย คนป่วย คนแข็งแรง เด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ นักล่าฝัน คนจริงจัง หมา แมว ช้าง ม้าลาย มังกร ปักษา และปีศาจ ไม่ว่าใครก็ต่างร้องขอในสิ่งที่ตนเองไม่อาจเอื้อมคว้า 

สำหรับครั้งนี้ที่ดวงดาวเป็นใจยอมช่วยเหลือ เหตุเพราะอยากเห็นรอยยิ้มยามวิญญาณหนุ่มกับวิญญาณสาวเจอกัน 

ณ สถานที่ไม่มีใครเห็น เหล่าดวงดาวมองเห็นนะ… 

-คำขอที่สามสำเร็จลุล่วง คำขอจากสองวิญญาณผู้พลัดพราก ผู้ขอพรให้ได้กลับบ้านและกลับบ้าน- 

-mission complete- 

“ดีจัง” 

“เสร็จไปอีกหนึ่ง” 

“ยังเหลืออีกสามหรือ ง่า ชักอยากกลับบ้านไปกลิ้งแล้วสิ” 

สามสาวน้อยนั่งเล่นในป่าพงไพรกว้างไพรศาล ท่านหญิงลิปตันขอตัวกลับคฤหาสน์ไปก่อนแล้ว ทิ้งให้สามสาวน้อยผู้น่ารักน่าชังบิดขี้เกียจและนอนกลิ้งบนเนินหญ้าเขียวชอุ่ม เมรัยล้มเอนหลังกระแทงพื้นนุ่ม แหงนหน้ามองท้องเวหาสีน้ำเงิน หมู่เมฆขาวปรากฏรูปร่างจระเข้ หมี หัวใจ และนกอินทรี ดวงตาสีส้มเพลิงส่องสะท้อนภาพท้องฟ้าสวยงาม พลันจู่ๆนางโพล่ง “ข้าจักลดน้ำหนัก” “!!!!!” “!!!!” 

เรไรฟังแล้วหน้าซีดเผือก 

นารีอ้าปากค้าง ไม่เชื่อ 

“เพราะบุกบ้านพี่แคโรไลน์นั้นแหละ ข้าเลยกลายเป็นพะยูน ฮึ” 

ใช่นางอยากอวบเหมือนคุณแม่แคโรไลน์ซะหน่อย เมรัยอยากมีหน่มน้มและก้นใหญ่คุณแม่นาเดียมากกว่า 

แต่ถ้าให้นางอดอาหารก็ไม่ไหวนะ… 

“คำขอพรนี้…แม้แต่ดวงดาวก็ข่วยไม่ได้นะ” 

นารีวางสีหน้าประเมิน ไม่มีทาง เรไรครุ่นคิดพลางกล่าวจากใจจริง 

“ช ชอบให้เมรัยอ้วนมากกว่า” 

“แต่ข้าอยากให้เรไรอวบมากกว่า” 

วันเวลาแห่งความสงบสุขดำเนินเรื่อยมา และคล้ายจักสิ้นสุดแล้ว… 

“นารีต่อไป ไปที่ไหนรึ” 

“ลองระบุพิกัดแล้ว ปลายทางคือเมืองปราการ ซีเคร็ทออฟวอร์[ความลับแห่งกำแพง]” 

“…เมืองปิดตายนั้นนะรึ” 

บทประพันธ์แห่งวิญญาณล่วงเลยผ่าน คราก้าวสู่บทประพันธ์ใหม่ที่เปรียบประหนึ่งความรุนแรง อำนาจเงินตรา และห่ากระสุนโปรยปราย ภายใต้กำแพงแห่งความลับดำมืดที่สุดในแคว้นแมรี่ ปริศนาพี่น้องจอมโจร นักไวโอลินสาวที่กลิ้งผ่านมา และคำอธิษฐานชวนกระอักกระอ่วน งานนี้ จอมอาคม ฮ่องเต้จักรวาล และราชินีน้ำแข็งจักมีชีวิจรอดท่ามกลางสงครามกลางเมืองหรือไม่ หรือบางทีนี้จักเป็นจุดจบของหมอผีน้อยกันแน่… 

ปริศนาตัวเลขในดวงตาปักษาฤดูหนาว ปริศนาตัวตนผู้ก้าวข้ามยุคสมัย ปริศนาเจตนาแห่งดวงดารา ปริศนาผู้ไล่ล่า 

ทุกคำถามคือความลับ และทุกความลับ…อยู่หลังกำแพงนั้น 

“โอ้ สวรรค์ช่วยลูกช้างด้วย..” 

​-- 

ตำนานกล่าวขานลำนำมากมายที่ล้วนมีศัตรูแสนร้ายกาจ 

ปีศาจน่าเกลียดน่ากลัว สัตว์ประหลาดกระหายเลือด มารอวตารหยิ่งผยอง และเหล่าเผ่าแห่งความมืดที่สะบัดเคียวทำสงครามสู้เผ่าแห่งแสงสว่าง ด้วยเจตนาหมายยึดครองพิภพ ลบล้างเผ่าอื่น ปกครองสรรพชีวิตประหนึ่งพระเจ้าสูงสุด เผ่าแห่งแสงสว่างที่โดนรุกรานใช่ยอมศิโรราบ พวกเขาหยิบอาวุธและควบม้าอาชาพุ่งกระโจนสู่สนามรบเพื่อหวังต่อต้านและปกป้องสิ่งสำคัญ ทุกชีวิตมีเหตุที่จักสู้เพื่อบางสิ่ง และนั้นคือสิ่งสำคัญที่ตัดสินผลแพ้ชนะในสงครามไร้กฎเกณฑ์ 

บางคราวความมืดชนะแสงสว่าง 

บางคราวแสงสว่างชนะความมืด 

แต่สิ่งที่ไม่มีใครรู้และอยากรู้คือ… 

ความมืดชนะสงครามมากกว่าแสงสว่าง… และเพราะความมืดชนะเสมอ โลกยุคปัจจุบันจึงเต็มไปด้วยภัยร้ายและความหวังที่พร้อมอุบัติตลอดเวลา 

เพื่อปกป้องรักษา เพื่อประจันและเผชิญ เพื่อพิสูจน์ว่าธรรมย่อมชนะอธรรม 

แสงความหวังอาจมิใช่เปลวเพลิงสีส้มอ่อนอย่างที่ใครหลายคนรู้จัก เพราะท่ามกลางตำนานนับร้อยนับพันมีแสงแห่งความหวังมากมายที่เต็มเปี่ยมด้วยความมืดสลัวดุจหลุมดำ ความเกลียดชัง ความเคียงแค้น ความบ้าคลั่ง ความวิปลาส ผสมผสานกันก่อกำเนิดความตายไร้ขอบเขต เหล่าผู้บุกเบิกและผู้ทำลายล้างต่างๆล้วนมีเปลวเพลิงแห่งความหวังของพวกเขา และด้วยอำนาจแห่งความหวังทมิฬ… พวกเขาสามารถบดขยี้แสงสว่างได้ในชั่วพริบตา… 

ณ โบราณวิหาร กลุ่มนักสำรวจนามว่ารีโบรน ประกอบด้วยสมาชิกมากอาชีพอย่าง หัวหน้ากลุ่มคณะโจนาธาน ทหารรับจ้างที่ผันตัวมาเป็นนักผจญภัยระดับหก รองหัวหน้าคณะวีน่า นักสู้สาวผู้ชำนาญวิชาหอก และนักดาบอัจฉริยะดีวา นักธนูสาวอาธาน ส่วนสมาชิกคนสุดท้ายคือเมล จอมเวทตัวเล็กตัวน้อยเผ่าอมนุษย์ นิสัยเบิกบาน ซื่อบริสุทธิ์ กลุ่มนักสำรวจนี้มีองค์ประกอบสมาชิกในรูปแบบพื้นฐาน หน่วยหน้าสองคน หน่วยกลางสองคน และหน่วยหลังหนึ่ง เวลาสู้ต่างสนับสนุนกันและกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ พลังโจมตีสูง พลังปกป้องสูง 

“ทำไมราชสำนักไม่ส่งหน่วยสำรวจของเขามาทำงานนี้น้า” 

วีน่าพร่ำบ่นครวญขณะเดินป่า 

“ตอนนี้ฝั่งนั้นกำลังเตรียมแผนรับมือจ้าวแห่งการทำลายล้างนิครับ มีข่าวลือว่าเป้าหมายต่อไปของมันคือเมืองหลวงด้วย” 

นักดาบหนุ่มดีวา นิ้วแตะกรอบแว่นพลันตอบข้อสงสัย ราวว่าจู่ๆประวัติศาสตร์แห่งยุคหายนะเปิดม่านการแสดงอีกครั้ง นับแต่วันที่ดวงดาวตกร่วงหล่น 

ดวงดาวแห่งคำอธิษฐาน ผู้ใดได้ครอบครองก็จักสามารถขอพรได้หนึ่งข้อ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็สมหวัง ดังนั้นความวุ่นวายและการตอบล่าดวงดาวจักเริ่มขึ้นอย่างร้อนแรงปานไฟป่าที่ลามอย่างมิอาจหยุดยั้ง พวกเผ่าแห่งความมืดคงหมายตาดวงดาวตกเช่นกัน ถ้าพวกคนชั่วได้อำนาจแห่งดวงดาว แน่นอนว่าโลกย่อมไม่สงบสุข 

“อย่าเอ่ยชื่อจ้าวแห่งหายนะสิคะ” 

อย่าพูดชื่อง่ายๆเพราะมันจักเรียกเจ้าของชื่อมาหา เด็กสาวจอมเวทสั่นศีรษะกล่าวแนะนำระคนดุสองสหายผู้มีอายุมากกว่า เมลเป็นจอมเวทดังนั้นนางรู้เรื่องศาสตร์ลี้ลับมากกว่าคนธรรมดา ศาสตร์ลี้ลับมีข้อห้ามมากมาย หนึ่งในนั้นคือการใช้คำพูด เพราะคำพูดมีอำนาจมหาศาล เวลาพูดควรไตร่ตรองอย่างระมัดระวัง อย่ากล่าวเรื่องร้ายก่อนสู้ศึกสำคัญ มันเป็นลางร้าย 

“หัวโบราณจังนะ” 

ดีวาหยักยิ้มจองหอง พวกคนสมัยใหม่มิเชื่อเรื่องผีสางกันแล้ว เรื่องพวกนี้ไร้สาระยิ่งกว่าลมตดเสียอีก 

“อย่าห่วงน้าเมล ที่นี้มีมหาจอมเวทนะ!!!” 

“โธ่ ช่วยลืมๆมันด้วยค่ะ” 

เมลฝันอยากเป็นมหาจอมเวท ตอนนางเข้าร่วมกลุ่มในฐานะสมาชิกใหม่ นางยืนหลังตรงอย่างองอาจและประกาศเป้าหมายชีวิตอย่างขึงขังมิลังเลสักนิด คราวหลังจากนั้นรองหัวหน้ากลุ่มวีน่าก็ชอบแซว หยอกเมลทุกครั้งเวลาเจอคู่ต่อสู้หรือทำงาน นางชอบกล่าวยกย่องเมลว่า กลุ่มนี้มีมหาจอมเวทนะ พวกเจ้าสู้มิไหวหรอก 

“ฮึๆ” 

“คิกๆ” 

“ไม่สนพวกท่านแล้ว ฮึ” 

เด็กสาวโดนหยอกหนักให้งอนแก้มป่อง หากรู้ว่าจักลงเอยเช่นนี้ วันนั้นนางมิบอกความฝันให้พวกผู้ใหญ่รู้ดีกว่า เฮ้อ แรกๆนางมิอาย แต่พักๆหลังนางเริ่มเขินหนัก นักดาบ นักสู้ จอมเวทพูดจาหยอกล้อเสียงดังอย่างสนุกสนาม ลักษณะความสัมพันธ์ดังกล่าวบ่งบอกว่าพวกเขามีมิตรภาพเหนี่ยวแน่น เบื้องหลังเบิกบานร่าเริงปานจักไปทานมื้อเที่ยงกลางป่า ชมนกชมไม้ กระนั้นเบื้องหน้าช่างเงียบนัก แตกต่างโดยสิ้นเชิง หัวหน้ากลุ่มโจนาธานมิสนใจฟังคำพูดคนข้างหลังสักนิด ชายหนุ่มหรี่ตาแฝงความกังวล ฝ่ามือนักรบกำหมัดแน่น พลันเขาโพล่งเอ่ยเตือนสติเพื่อนๆ 

“อย่าประมาท ข้างหน้านี้มีบางอย่าง” 

“…” 

ทุกคนยุติการสนทนาอย่างพร้อมเพรียงเมื่อสิ้นสัญญาณให้ระวังภัยของหัวหน้า ป่าพงไพรสีเขียวกว้างขวาง ฟ้าข้างหน้ามีเมฆดำลอยปกคลุมดุจดั่งฟ้าวันประกาศสงครามพิชิตเมือง บรรยากาศรอบด้านเงียบงันอย่างพิศวงราวมิมีสัตว์ใดอาศัย โจนาธานหรี่ตาต่ำด้วยมีความเข้มขรึมวูบวาบ เขาสัมผัสว่าตั้งแต่เริ่มเข้าใกล้จุดหมายนั้นบรรยากาศของป่าเปลี่ยนแปลงประหนึ่งกำลังก้าวสู่สุสานแห่งความตาย ปราศจากสรรพเสียงใดซุบซิบ ยกเว้นเสียงกระแสลมพัดกลิ่นไม้ที่ฟังแล้วชวนสยองขวัญ น่าสะพรึงกลัว ราวมีวิญญาณร้ายแอบมองพวกเขา 

แต่ละคนจับอาวุธ ดีวาถือดาบ วีน่าถือหอก เมลกำไม้เท้า โจนาธานลอบส่งสายตาให้อาธานที่หลบซ่อนในป่าเตรียมตัวให้พร้อม 

“เตรียมอาวุธ พยายามมองรอบข้างให้ดี” 

ภารกิจคราวนี้มิใช่สู้สัตว์ประหลาดดั่งเช่นงานปกติ แต่คืองานสำรวจค้นหาสาเหตุของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่สิบวันก่อน ปกติงานสำรวจควรมีนักวิจัยและผู้ชำนาญติดกลุ่มด้วย กระนั้นภารกิจของพวกโจนาธานแท้จริงคืองานตรวจสอบพื้นที่ ค้นหาสิ่งผิดปกติที่อาจสร้างอันตรายต่อนักวิจัยก่อนที่ปล่อยให้พวกนักวิจัยเข้าสำรวจพื้นที่อีกที เช็ดว่าไม่มีสัตว์ประหลาด ปีศาจ หรือกลุ่มอำนาจมาโฮลึกลับที่พวกนั้นอาจเป็นสาเหตุของแผ่นดินไหว 

ในส่วนลึกมีหิมะตกโปรยปราย ผู้ที่พึ่งมาเยือนโบราณวิหารล้วนตกตะลึงด้วยความหวาดหวั่นจับเสียวสันหลัง ความหนาวเย็นแทงทะลุกระดูกดำ ต่างคนต่างระวังภัยประหนึ่งว่าจักมีปีศาจแห่งขุมนรกโผล่ได้ทุกเมื่อ “หิมะในฤดูฝน..”ดีวาเป็นคนช่างสังเกต และแม้เป็นคนอื่นที่ประสาทสัมผัสแย่ก็สามารถรู้ถึงความผิดปกติได้ด้วยตาเปล่า “หิมะมีมาโฮ” เมลยืนกุมไม้เท้าพลางเบิกตาเขม่นปุยหิมะสีขาวโพลน หิมะที่พวกนางเห็นมิใช่หิมะธรรมดา เพราะมันมีอณูพลังมาโฮแฝงเร้น ไอมาโฮบอบบางยากสังเกต กระนั้นเมลมองเห็นด้วยสัญชาตญาณพิเศษเผ่าอมนุษย์ 

เศษซากความพินาศสะท้อนสู่สายตากลุ่มนักสำรวจ พื้นพังยุบเป็นหลุมลึกราวมียักษ์เต้นระบำรอบกองไฟ แผ่นหินที่ว่าแข็งเท่ากำแพงปราสาทมีรอยร้าวและแตกเป็นเสี่ยงราวโดนค้อนยักษ์ฟาดทุบตี สภาพพื้นที่ราวถอดแบบจากสนามรบโบราณ ทุกจุดเปี่ยมด้วยกลิ่นไอพลังสีดำ และสุรเสียงที่แผ่วบางประหนึ่งลมหายใจยมทูต โจนาธานเงยหน้า เหลือบมองหาต้นตอสิ่งผิดสังเกต เขายกเท้าเหยียบแผ่นหินราบเรียบที่มีกองหิมะปกคลุม ลมหายใจพ่นเป็นไอขาวดุจควันเพลิง 

บนพื้นหิมะมีรอยรองเท้าหนัง แอ่งน้ำแข็งสีเงิน และแก้วกระจกแพรวพราว 

“ดีวากับเมลสำรวจฝั่งตะวันออก วีน่ามากับ…” 

“โจนาธานตรงนั้น” 

“..” 

มิทันสิ้นวาจาสั่งงาน วีน่าที่มีสายตาดีกว่าเพื่อน นางชี้นิ้วไปยังตำแหน่งใกล้ๆโขดหินสูง ครั้นสายตาทุกคนเพ่งมอง ณ บริเวณนั้นด้วยความฉงนสงสัย ปลายนิ้วเรียวชี้ให้พวกเขาสังเกตพินิจกองหิมะที่มีรูปทรงผิดแปลก กองหิมะที่สมควรสุมเป็นกองคล้ายเนินเขา กระนั้นที่ตรงนั้นไม่ใช่ รูปทรงของมันคล้ายปกคลุมบางสิ่ง รูปร่างละม้ายคล้ายคลึงสิ่งมีชีวิต มนุษย์? 

สรรพเสียงหนีหายตายจากโดยพลัน หัวใจจอมเวทเต้นระส่ำระส่ายด้วยความกลัวแปลกประหลาด หัวใจเยี่ยงเหล็กกล้าในอกโจนาธานพยายามส่งเสียงเตือนให้เขาอย่าก้าวเท้า หนีให้ไกล 

“เมลเจ้าสิ่งนั้นมีมาโฮหรือไม่” 

“…ม ไม่มีค่ะ” 

ดีวารู้เรื่องทุกชีวิตมีพลังมาโฮ และหากไร้ซึ่งพลังมาโฮแปลว่าสิ่งนั้นไม่มีชีวิต เป็นคนตาย “พวกเราควรถอย”ดีวาไม่ชอบสิ่งที่เขาไม่รู้จัก นักดาบหนุ่มรู้สึกว่าศพหรือคนตายที่ถูกหิมะกอบฝังอย่างปริศนา ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาควรแตะต้อง สัญชาตญาณที่ต่อสู้ฝากชีวิตไว้กับคมดาบบอกให้ดีวาถอยซะ “เจ้ากับวีน่า และเมลถอยไปไกลๆ” 

โจนาธานรู้ว่าสิ่งที่เขาจักทำอันตรายอย่างยิ่ง กระนั้นทุกงานมีความเสี่ยง เพียงแต่งานครั้งเสี่ยงมากกว่างานที่ผ่านๆมาเท่านั้น “อาธานคุ้มกันข้า” 

“รับทราบ” 

นักธนูสาวแอบซ่อนบนต้นไม้ นางเงื้อสายธนู เล็งเป้าหมายที่ศพปริศนา หากมีความเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย นางพร้อมยิงธนูใส่ทันที 

อากาศหนาวเหน็บราวฤดูหนาวร้อยปี ดีวามือกำด้ามดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสู้ วีน่าแกว่งหอก สายตาเหยี่ยวจับจ้องที่โจนาธานสลับศพปริศนา เมลรั้งท้ายกลุ่ม นางยืนในตำแหน่งที่เหมาะสมกับอาชีพ นางร่ายอาคมเตรียมใช้พลังมาโฮช่วยเหลือโจนาธาน ยามนี้คนทั้งกลุ่มรู้สึกหวั่นไหว หัวใจเต้นแรงระรัว ทว่าขณะเดียวกันลมหายใจก็นิ่งสงบดั่งผู้ชำนาญศึก 

ดีวาปรารถนาให้ศพปริศนาคือคนตายเท่านั้น 

.. 

โจนาธานขยับเท้าประชิดศพใต้กองหิมะ เมื่อเขาเข้าใกล้และพินิจดูอีกครา เขาพบว่าศพนี้เป็นสตรีและนางกำลังนั่งหลังพิงโขดหิน ศีรษะเอียงเอนไปด้านขวา สองแขนปล่อยทิ้งข้างลำตัว ท่วงท่านางคล้ายยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้ ความตาย และความสิ้นหวังที่เผชิญนาง โจนาธานมิรู้นางคือใคร ยิ่งมิรู้ใครกันที่กระทำอุกอาจต่อนางเช่นนี้ ชายหนุ่มก้มหน้าอย่างรอบคอบ มือขวาเตรียมชักดาบ มือซ้ายเอื้อมแตะหญิงสาว 

หิมะกองหนึ่งไหลตกพื้น ตุบ ทุกคนแอบสะดุ้งเฮือก กระนั้นยังใจเย็นมิแตกตื่น 

โจนาธานปัดเศษหิมะเปิดเผยใบหน้าสะคราญ ผิวขาวซีด ไม่มีเส้นเลือด ราวคนตายจริงๆ 

“นางตายแล้ว” 

เมื่อได้รับคำยืนยัน ดีวา วีน่า เมล อาธานล้วนวางใจ เมื่อครู่พวกเขาตื่นเต้นและกังวลยิ่งนัก หากว่าโจนาธานบอกว่าศพยังมีลมหายใจ… น่ากลัว 

“เอาล่ะ แยกย้ายกันสำรวจ” 

ฉึก 

สิ้นเสียงสั่งหัวหน้า ครั้นศีรษะผู้สั่งหลุดจากคอ ลอยกระเด็นไปตกกลิ้งกระดอนคลุกๆ ธาราเลือดสีแดงสดไหลพุ่งทะลักสาดโปรยปรายดุจสายฝนพร่ำ ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในพริบตา พวกเขาเห็นเพียงร่างกายโจนาธานถูกฟันขาดเป็นชิ้นๆ เนื้อ ตับไต แขน ขา อก อวัยวะเพศ เท้ามือ นิ้ว ทุกส่วนขาดกระจายเละตุ้มเปะปานเนื้อบดน่าสยดสยอง ดีวาคืนสติเขากำลังสะบัดหลังทว่าสายเกินไป แส้ใบมีดแก้วพุ่งตวัดฟันผ่ากายชายหนุ่มแยกเป็นสองท่อน เลือดแดงสาดสยายประหนึ่งหยดสีน้ำที่ระบายแต้มย่อมสีหิมะ “!!!!!” วีน่าไม่สนสิ่งใดนางตั้งหอกตรง เร่งมาโฮเพิ่มพลังป้องกัน ทว่าในพริบตาที่นางมั่นใจว่ารอดปลอดภัย มีดใบแก้วนับสิบพลันตวัดฟาดฟันเชือดเฉือนนางขาดกระจุยกระจายมิต่างจากตอนฆาตกรโรคจิตใช้มีดอีโตสับเหยื่อ ทว่าฝีมือสับ ตัด กรีดปักษานิลกาฬมีฝีไม้ลายมือสวยงาม ปราณี และวิจิตรกว่าโจรโรคจิตสมัครเล่นพันล้านเท่า 

ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว 

ทุกคนตายในพริบตาไม่มีโอกาสส่งเสียงกรีดร้องร้องขอชีวิต ท่ามกลางกองเลือดไหลนองท่วมทุ้งหิมะมนตรา หยดโลหิตโสโครกรินหลั่งผสมแอ่งน้ำแข็ง ปักษานิลกาฬพลันลุกยืนอย่างโซเซ นางเดินสะเปะสะปะปานคนบาดเจ็บสาหัส ใบมีดด้านหลังนางปรากฏเป็นแส้แก้วปานเถาวัลย์กุหลาบ แส้แก้วนับสิบเคลื่อนขยับปานประหนึ่งอสรพิษแห่งขุมนรกทมิฬ ไอสังหารปะทุรุนแรง แปรเปลี่ยนเป็นแรงกดันที่พร้อมบดขยี้ทุกชีวิตให้ขาดลมหายใจตาย 

หนี!!!!หนี!!!! 

เมลถูกความกลัวตายครอบงำ กระนั้นขานางไม่ขยับกระดิก แขนขาเด็กสาวสั่นเทิ้มด้วยความสะพรึงกลัวสุดชีวิต นางฉี่ราด กางเกงเปียกปอน ดวงตาเบิกกว้างเท่าไข่ห่าน สมองนางสั่งให้นางหนี หนีเท่านั้น อย่าเผชิญความตายสีดำทะมึน ความตายที่ค่อยๆคืบคลานเข้ามาและราวจักดูกกลืนพลังชีวิต 

“เมลวิ่ง!!!” 

อาธานดักซุ่มในป่า นางไม่ยอมปล่อยให้ความกลัวครอบงำในวินาทีชีวิต หญิงสาวตะโกนเรียกสติเด็กสาว ทว่านั้นคือประโยคสุดท้ายของนาง 

“..” 

ฟิ้ว-- 

แส้แก้วพุ่งเข้าป่าไล่ล่าเจ้าของเสียงพลันพวกมันแทงทะลุอก ผ่าร่างนักธนูสาวขาดกระจุย เนื้อลอยละลิ่วตกทั่วป่า เลือดแดงไหลระบายกิ่งไม้ดูสวยงามยิ่งนัก 

“…แม่จ้า” 

เมลไม่อยากตาย ทว่านางไม่คิดว่าตนเองจักรอดเช่นกัน เด็กสาวกอดไม้เท้าล้มฟุบแปะพื้นแข็งกระด้าง หัวใจนางเย็นเยียบ ผิวหน้าซีดขาวราวกระดาษ นางช้อนตามองปักษานิลกาฬด้วยความผวา อนาคตที่รอคือภาพความตายของเพื่อนพ้อง เมลหลั่งน้ำตาใบหูสุนัขลู่ตก ปักษานิลกาฬก้าวเท้าใกล้ระยะประชิดห่างกันแค่เอื้อมแขน มัจจุราชสาวกระดิกนิ้วพลันแส้แก้วพุ่งใส่เมลอย่างรวดเร็วปานสายอัสนีบาตร 

ปัก ปัก ปัก 

“…” 

พริบตาสิ้นลมหายใจ เมลตกใจสลบ นางยังไม่ตาย เพราะปักษานิลกาฬมิเจตนาฆ่าในตอนท้าย 

มัจจุราชเปลี่ยนใจเมื่อรู้อีกฝ่าย..ไม่ใช่มนุษย์ 

“เกือบแล้วสิ…ลูกหมาน้อย” 

ปักษานิลากาฬคลี่ยิ้มทรงเสน่ห์ ครั้นสะบัดแขนเสื้อ พลันแส้แก้วเหวี่ยงฟาดทำลายกำแพงหินเละเทะ นางอาลาวาดอย่างสตรีคุ้มคลั่ง แส้แก้วนับสิบกระหน่ำฟันฟาดทุบทำลายห้วงอากาศ ตีหินแตก ปักแทงกำแพง ตวัดผ่าก้อนหิมะ ด้วยความโรธแค้นแน่นอก ความเคียงแค้นปะทุเป็นพลังมาโฮแห่งความมืดสีดำทมิฬ ออร่าคลื่นพลังระเบิดเป็นเสาเปลวไฟเพลิงสูงเสียดฟ้า หมู่เมฆแตกเป็นวงกว้าง เหล่าสัตว์ป่าตื่นกลัว ฝูงนกแตกรัง แผ่นดินสั่นสะเทือนด้วยความอำนาจแห่งพลังมหาศาล!!!เกรียงไกรและยิ่งใหญ่เหนือปักษาสวรรค์ 

พลันพริบตาเสาไฟมาโฮแตกสลายแปรเปลี่ยนเป็นสะเก็ดสีม่วงแพรวพราว ปลิดปลิวไสวทั่วม่านฟ้า 

“เมรัย…ฮึ ฮาๆๆ” 

แววตาคู่นั้นที่นางจักจดจำชั่วชีวิต เนตรนัยน์ที่ภายนอกอ่อนแอปานคนป่วย ทว่าภายในกลับดำมืดยิ่งกว่าขุมนรก กั้นบึ้งหัวใจของมนุษย์ที่ปักษานิลกาฬเห็นในยามนั้นคือความมืดมิดแท้จริง ไม่มีแสงสว่าง ไม่ความหวังใด ไม่มีห่านอะไรเลย กระนั้นกลับแลน่าเกรงขามเยี่ยงดวงตาปักษาสวรรค์ ไม่ใช่สิ ดวงตาของเมรัยยิ่งกว่านั้นอีก “ฮาๆๆๆๆ” 

มิเคยมีใครทำนางบาดเจ็บเจียนตายเช่นนี้ ไม่มีใครกล้าหันคมเขี้ยวใส่นาง ปักษานิลกาฬเบื่อหน่ายชีวิตเต็มทน ชีวิตที่แสนเลวร้ายและไม่มีอะไรดี 

อยากฆ่า…จัง มนุษย์ที่รอดจากเงื้อมมือนาง..เมรัย 

“เมรัย!!!!!!!!!!ไม่ว่าเจ้าจักอยู่ที่ไหน ข้าจักหาให้เจอ ระวังตัวไว้เถอะ…คราวหน้าข้าจักฆ่าเจ้าให้ได้!!!” 

มนุษย์ผู้ไร้อำนาจมาโฮ ทว่าแท้จริงคือหายนะ ปักษานิลกาฬอยากฆ่าเมรัย ในเมื่อชีวิตมัจจุราชสาวมันน่าเบื่อขนาดนี้ นางจักตามล่าคนที่สร้างบาดแผลให้นาง นางอยากสู้กับอีกฝ่าย อยากชนะ และใช้แก้วกรีด ฉีกเนื้อเมรัยอย่างที่หมอผีน้อยทำไว้กับมัจจุราชสาว “ฮาๆ…”ชีวิตนางเริ่มเห็นความหมายแล้วสิ ปักษานิลกาฬฉีกยิ้มอำมหิต เมรัยต้องตาย… ตายด้วยน้ำมือนางเท่านั้น… 

มนุษย์แห่งยุคบรรพกาล…นางจักเป็นคนดับลมหายใจมันเอง… 

-- 

ค่ำเดือนกลมโตเปล่งรัศมีเรืองรอง ผ่องใสดุจหยดนมโค 

ละอองแสงจันทร์ขาวร่วงหล่นโปรยปรายเหนือพงไพรสีเงินพร่างพราว ส่องกระทบลำธารที่เลี้ยงคดเคี้ยวประหนึ่งหางวาฬ น้ำตกที่ผุดปรากฏเรียงรายมีหยาดน้ำแตกกระเซ็นสดใส โขดหิน ก้อนกรวด และตะไคร่น้ำสีเขียวมรกต สะพานขอนไม้ล้ม โพล่งกระรอกและรังนากตัวอวบอ้วน เหนือใบหญ้า ด้านบนกิ่งไม้ใหญ่มีรังนกสิบกว่าหลัง ภายในรังนอนที่แลอบอุ่นด้วยมีครอบครัวพ่อแม่นกนอนหลับปุ๋ย 

แว่วเสียงนกฮูกกรนเบาๆ และแสงดวงตาสีเหลืองส่องวูบวาบน่าสะพรึง 

ท่ามกลางเงาไม้สีดำดุจกระดูกยมทูต ท่ามกลางหมู่ภูตพรายนานาชนิด วิญญาณงูอนาคอนดาเลื้อยเลาะพงหญ้า ฝูงผีเสื้อแห่งปรโลกปีกสีแดงฉานคือตัวแทนตะเกียงไฟส่องนำทางวิญญาณเร่ร่อน และสิ่งที่ผิดแปลกจากพวกปกติย่อมมิอาจมองข้ามดวงวิญญาณปักษาที่โบยบินเหนือฟ้ารัตติกาล ปีกสกุณาสีแดงดุจเปลวไฟอัคคีสวรรค์ฉายความองอาจ ทระนง และโอหังดุจพญามัจจุราชผู้ประครองขุมนรก 

“เมรัยไปไหนแล้ว?” 

เสียงเรไรร้องแผ่วอย่างสาวน้อยหลงทางกลางป่าเขา ปักษาน้อยเดินป่าในชุดนอนลายพราง กระโปรงยาวจรดข้อเท้าและส่วนบนเป็นเกราะอกลักษณ์วาบหวิวมองแล้วชวนใจสั่นสะท้าน ยามนี้เรไรกำลังเดินสำรวจหาเมรัย หลังกลางดึกปักษาน้อยตื่นมาถ่ายเบา และพบว่าหมอผีน้อยมิอยู่ในกระโจม ปักษาน้อยสงสัยและมิอาจเก็บซ่อนความกังวล ว้าวุ่น นางสับสนว่าควรตามหาเมรัยหรือไม่ กระนั้นใช่เวลาคิดมินาน เรไรก็ได้รับคำตอบ 

นางแค่อยากรู้เมรัยไปไหนเท่านั้นเอง 

นั้นคือสาเหตุที่นางกำลังเดินท่ามกลางสิ่งมีชีวิตพิศวงโดยที่สาวน้อยมิรู้สึกตัวว่ามีภูตวิเศษกำลังจ้องจักจับนางเขมือบ 

ลมพัดพรูพร้อมความหนาวเหน็บสะกิดไหล่ เรไรมิเคยสัมผัสความหนาวเสียวสันหลังเช่นนี้ ความเย็นที่มิได้ก่อกำเนิดจากขุมพลังมาโฮและธรรมชาติ ประหนึ่งมีบางอย่างพุ่งผ่านร่างกายและแอบเทก้อนน้ำแข็งที่คอเสื้อ เรไรสะดุ้งขนลุกอย่างหวาดหวั่น ปักษาน้อยแสร้งตีสีหน้าขรึมระคนกระอักกระอ่วน นางเหลียวแลรอบด้านหวังให้ไม่เจอใครแอบซ่อนใต้ต้นไม้หรือบนยอดกิ่ง 

อย่ากลัวสิเรไร… 

ปักษาน้อยกระแอมพลางเตือนใจตนเองว่าแท้จริงมิมีผียืนใกล้ๆ แม้นความจริงจักมีวิญญาณปักษาเกาะหัวนางก็ตาม 

เรไรก้าวเท้าดุ่มๆนางครุ่นคิดเรื่องเมรัย ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่หมอผีน้อยชอบเดินเล่นยามวิกาล ตั้งแต่ตอนพบกันที่เมืองซินบาใช่หรือไม่ หลายคืนๆ ขณะที่ปล่อยนารีและเรไรนอนกอดกันปานฝาแผด ส่วนตัวหมอผีน้อยแอบหายเงียบไปอย่างไร้ร่องรอย ฝีเท้าเบาดุจอุ้งเท้าแมว ความเคลื่อนไหวแผ่วเบาไม่สร้างความผิดปกติหรือความรู้สึกให้พวกเรไรรู้เลยว่าหมอผีน้อยปีนลงเตียง 

หากเรไรมิปวดเบาอยากเข้าห้องน้ำกลางดึก ปักษาน้อยรับประกันเลยว่าตนไม่มีทางรู้แน่เรื่องเมรัยชอบเดินเล่น 

“ไม่ใช่ว่าโกรธซะหน่อย” 

ปักษาน้อยเบ้ปากบ่นครวญครางเสียงฟังเกรี้ยวกราด นางเข้าใจมันคือเรื่องส่วนตัวที่เมรัยไม่จำเป็นต้องรายงานหรือบอกพวกเรไรทุกครั้งเมื่อนางจักเดินเล่นยามวิกาล อย่างน้อยเมรัยก็เขียนจดหมายบอกล่วงหน้าแล้ว กระดาษสีขาวที่หมอผีน้อยเขียนด้วยลายมือไก่กาว่า เดินเล่น กระดาษแผ่นนั้นที่เขียนเสร็จ พับให้เล็ก และสอดเสียบไว้ในกางเกงเรไร ปักษาน้อยเขินหนักเมื่อรู้ว่าเมรัยชอบยุ่งกับส่วนนั้นเหลือเกิน “คนลามก” 

มีเสียงบ่น และจู่ๆแว่วเสียงเพลง 

“ใคร?” 

มีคนกำลังร้องเพลง เพลงที่เรไรมิรู้จักทว่านางคล้ายคุ้นเคยดั่งว่ารู้จักเพลงนี้ ปักษาน้อยหรี่ตาอย่างนักสืบน้อย นางสาวเท้าเร็วกว่าเดิม ย่องบนถนนที่ปูทางด้วยก้อนหินกลมทีละก้อน ทีละก้อน เรียงต่อกันดุจดั่งสะพานข้ามแม่น้ำที่รอบๆมีหญ้าและดอกติ่งต้อย เรไรกระโดดเตาะแตะและมาโผล่ที่เนินเขาเตี้ย นางเหลียวเห็นยอดวิหาร สิ่งปลูกสร้างขนาดมหึมามีลักษณะคล้ายวิหารปักษา 

เรไรขมวดคิ้วด้วยความฉงนสนเท่ห์ ปักษาน้อยลอบสังเกตด้านข้างและเงี่ยหูตั้งอกตั้งใจฟังเสียงเพลง น้ำเสียงบางเบาดุจเสียงกระซิบกระซาบทว่าชัดเจนทุกถ้อยคำ วาจา วจี และกลิ่นแห่งอารมณ์ปริศนา ปักษาน้อยจับต้นเสียงและพยายามย่องเงียบๆปานโจรร้ายหมายขโมยขนม นางเข้าใกล้ต้นเสียง พลันกระโจนหลบเข้าแอบในพงดอกมะลิ เด็ดกิ่งไม้ทำเป็นชุดอำพราง และคืบคลานประหนึ่งทหารหน่วยสืบข่าวลับที่กำลังแฝงตัวในค่ายทหารฝั่งศัตรู 

กระดืบๆ 

ทักษะอำพรางเรไรสูงสุดอย่างมากเนื่องด้วยนางมีพรสวรรค์ด้านนี้ 

“เมรัย?” 

ระยะห่างพอเหมาะ มิไกลมิใกล้ ระยะห่างที่สายตาเรไรสามารถส่องเห็นเป้าหมายชัดเจนมิพร่ามัว และเป็นระยะที่อีกฝ่ายมองมิไม่เห็นเรไร เพราะนางแอบซ่อนหลบอย่างกลมกลืน ปักษาน้อยทำตัวให้ยากสังเกต นางมิอยากโดนเมรัยจับได้ว่าตนเองกำลังแอบตรงนี้ 

อีกฟากฝั่งที่เรไรมองดู ดวงตาใสดุจแก้วสะท้อนภาพเสาหินเรียงรายในรูปแบบการจัดเรียงพิเศษ แลประหลาดดุจค่ายกล กระนั้นก็มีความสวยงามอย่างมิอาจปฏิเสธ ณ วิหารปักษาโบราณที่ไม่ทราบสร้างให้ปักษาตนใด เมรัยกำลังนั่งหันหลังให้เรไร แผ่นหลังที่ยืดตรงดุจภูผาไร้ซึ่งความอ่อนแอ อ่อนโยน และขี้คร้านดั่งพื้นเพนิสัยสันดานหมอผีน้อย เมรัยสวมอาภรณ์เต็มยศที่แน่นอนว่าไม่ใช่ชุดนอน เนื้อผ้าสีแดงดุจดอกกุหลาบ 

ใต้ดวงเดือนกลมเท่าไข่ดาว ดารานับร้อยทอแสงแพรวพราว หมอผีน้อยหย่อนก้นบนม้านั่งหิน และแหงนหน้าฉลโฉมความพิสมัยอันกว้างใหญ่ไพรศาล เรือนเกศาลอนยาวสีส้มดุจใบเมเปิลฤดูใบไม้ร่วงส่ายพลิ้วไหวครามีลมราตรีพัดสะกิดเบาๆ 

องคากลมมน พวงแก้มอวบอิ่มมีสีชมพูแต่งแต้มเสริมให้นางน่ารักน่าหยิกและงดงามราวพรายป่าผู้ดักรอเขมือบบุรุษเบญจเพส 

สุรเสียงที่เปล่งฟังไพเราะดุจเสียงราชินีนางเงือกขับโสภาบนโขดหินกลางท้องทะเลอันดา 

“เจ้านกน้อยหลงทาง หลงลืมทางกลับบ้านของตน ไม่มีใครช่วยนำทาง… นางไม่รู้ นางยังหวัง หวังบางสิ่งที่ยังค้างคา ในความฝันไร้แววตื่น ความฝันนั้นมีสีดำ ดำสนิทดุจก้นบึ้งหัวใจ นางคืบคลานต่อไป เรื่อยไป ไม่รู้วันเวลา ณ ยามนั้นนางภาวนา ขอมีใครสักคนโผล่มา ทว่าแล้วไม่มีใคร… 

เจ้านกน้อยอดทน คลานต่อไปเชื่อว่าสักวัน กระนั้นแล้วท่ามกลางความโศกเศร้าที่กระหน่ำซัดใส่ นางลืมเลือนเวลา ลืมทุกอย่าง หมดสิ้นอาลัย นางอยากยอมแพ้หรือไม่ ไม่แน่ใจ กระนั้นนางยัง… ฝืนต่อไป ฝืนต่อ ฝืนจนพัง ทั้งร่างกาย ทั้งหัวใจ ทั้งวิญญาณภายใน นางดื้อรั้นยิ่งนัก ท้ายที่สุดก็ล้มตาย อย่างเดี่ยวดาย..ในฝันสีดำ” 

-- 

“…นาง..ยังมีชีวิต” 

ตราบยังมีลมหายใจก็ยังมีวันพรุ่งนี้ 

เสียงขับร้องค่อยๆลดระดับแผ่วเบาลงกระทั่งเลือนหายท่ามกลางความว่างเปล่าไร้สิ่งใด จักความหมาย จักคุณค่า จักความฝัน หรือความหวัง ดั่งว่าตื่นมาแล้วหลงลืมว่าความหมายชีวิตของนางคืออะไร ช่วงเวลาที่ไม่มีสิ่งใดเหนี่ยวรั้งเลยนั้น… เมรัยรู้สึกว่ามันว่างเปล่าจริงๆนะ 

หมอผีน้อยก้มมองอุ้งมือตนเอง บางครั้งนางก็แปลกใจที่นางยังอยู่ตรงนี้ 

“ฮึๆ…” 

“หัวเราะอะไรหรือ” 

เมรัยคลี่ยิ้มอิ่มเอม พลันเหลียวมองเรไร “เปล่า ไม่มีอะไร แค่จู่ๆอยากหัวเราะน่ะ” 

สองสาวน้อยนั่งชมหมู่ดาราจักรบนฟากฟ้าสีน้ำเงิน ณ จุดหนึ่งบนพิภพที่มีทั้งคนรู้จักและไม่รู้จัก หนึ่งหมอผีน้อยผู้เงียบขรึม เจ้าสำราญ และลี้ลับดุจจอมอาคม หนึ่งปักษาน้อยผู้ปากมิตรงกับใจ หัวดื้อ และเย็นชาประหนึ่งดวงตาราชินีน้ำแข็ง ราวคำโกหกที่จู่ๆกลายจริงอย่างอัศจรรย์ เมรัยคิดเช่นนั้น อะไรๆก็ต่างเปลี่ยนอย่างเหลือเชื่อ สมัยก่อนนางไม่เคยคิดว่าจักมีสักวันที่ตนเองหลงรักสาวน้อยมากมายขนาดนี้ 

น่าชื่นใจจังเลยน้า… 

สีหน้าเบิกบานดุจยามรู้มิตรสหายแต่งงานมีผัวให้ข่มเหง แววตาสีเพลิงเรืองรองด้วยความลึกลับระคนทรงปัญญาดุจมารร้าย เมรัยขยับสะโพก เปิดพื้นที่ให้เรไรนั่งข้างๆ อุ้งมือมารร้ายตบม้านั่งแปะๆราวกำลังเชื้อเชิญสาวน้อยไร้เดียงสามานั่งพูดคุยเสวนา กล่อมแล้วอุ้มกลับบ้าน 

เมรัยปล่อยผมสยายทั่วแผ่นหลังดุจราชินีผู้ปล่อยวางงานราชกิจ ผ่อนคลายพลางนั่งดื่มด่ำแสงจันทร์นวลผ่อง หากมีดนตรีขับขาน สุราเลิศรส นางระบำสักฝูง นั้นจักเยี่ยมไปเลย ความรื่นเริง ความโออ่าหรูหรา แสงสีทองสดใสบาดตา กล่าวแล้วนั้นหาใช่สิ่งที่เมรัยปรารถนา ถ้าสามารถขอพรกับดวงดาวตกได้ สำหรับคืนนี้เมรัยคงขอเพียงให้ดวงดาวอย่าพึ่งลุกไปไหน ขอให้ดวงดาวลอยบนฟ้าเป็นเพื่อนนางเท่านั้นก็พอแล้ว 

“นอนมิหลับหรือ” 

“กลัวเจ้าโดนหมีจับกินต่างหาก เลย…มาดูว่ายังอยู่ดีหรือเปล่า” 

ปักษาน้อยสะบัดผมสีเงินครามสาดประกายระยับ นางนั่งลงข้างๆเมรัยและลอบสังเกตท่วงท่าหมอผีน้อยอย่างละเอียด ครามองเมรัยในยามนี้ปรากฏท่วงท่าผิดแปลกจากเค้าเดิม ดูมิเหมือนสาวน้อยปัญญานิ่มดั่งเช่นยามกลางวัน และยามแตกตื่น เมรัยที่เงียบงันดุจสุสาน รอยยิ้มที่ราวจักกักขังความพิศวงไว้ให้ผู้มองค้นหาว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไร แววตามีความเศร้าจางๆปกคลุม พวงแก้มเนื้อนวลเปล่งปลั่งด้วยสีชมพูโอรสราวคนเมามาย สุรเสียงที่ฟังแล้วชวนใจสาวๆเต้นตึกตัก ทั้งจังหวะเคลื่อนขยับเขยื้อนและโครงหน้าที่แฝงความงดงามประหนึ่งแม่เลี้ยงใจร้าย ช่างน่าหลงใหลและยากสบตา 

นัยน์เนตรที่ราวจักสะกดวิญญาณให้ตราตรึงและคุกเข่าศิโรราบ 

“เจ้าร้องเพลงเป็นด้วยหรือ” 

“ไม่เป็นจ้า” 

“…” เรไรคิ้วกระตุกกระดิกๆส่อเค้ามิพอใจ เมรัยเอนหลังพิงม้านั่งและไถลตัวแนบที่วางแขน ท่วงท่าที่พร้อมจักหลับตลอดเวลาช่างเหมือนชายเจ้าสำราญ ขี้คร้าน ไร้กระดูก ตัวอ่อนปวกเปียกปานตุ๊กตา เสื้อผ้าที่สวมปิดบังเนื้อหนังก็แอบเปิดเผยส่วนล่อแหลมหลายจุด หากเมรัยเป็นชายหนุ่มย่อมมองเห็นแผ่นอกกำยำ องอาจ ราบเรียบและหนักแน่นด้วยกล้ามเนื้อน่าขย้ำ กระนั้นเมรัยเป็นสตรีร้อยส่วน สิ่งที่เผยให้ชมอย่างมิคิดปกปิดย่อมเป็นทรวงอกโตๆที่เผยให้เห็นชัดเต็มตา มีเพียงส่วนยอดพรูเท่านั้นที่แอบซ่อนไว้ใต้สาปเสื้อบางๆ กระนั้นก็แอบผุดๆโผล่ๆประหนึ่งสาวน้อยขี้อายที่แอบหลบหลังม่าน รอโอกาสเหมาะแล้วกระโดดไปขโมยมันบด 

ส่วนใต้สะดื้อคือเรียวขางดงามดุจอัญมณี แต่ละส่วนอวบอิ่มมีเนื้อให้หยิกลูบไล้ ผิวสีขาวนมโคเปล่งประกายเมื่อมีแสงจันทร์กระทบ ช่างสวยงามดุจขานางฟ้าและน่าเลียประหนึ่งไอศกรีมรสมะลิลา เมรัยเปิดเผยเยอะแยะ ยกเว้นส่วนระหว่างขาที่มีกระโปรงปิดแอบไว้ 

หมอผีน้อยมิสวมรองเท้า นางเตะทิ้งเข้าป่าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ตอนนี้พวกลิงคงเอารองเท้าเมรัยไปสวมเล่นแล้วกระมัง ช่างมันเถอะ ค่อยให้นารีซื้อให้ใหม่ 

บรรยากาศรอบสรรพางค์กายเมรัยฉายความลึกลับดุจนครเมืองซีเคร็ทออฟวอร์ นางปลดปล่อยทุกอย่างราวว่าเบื่อหน่ายการแบกรับภาระเต็มทน ไม่มีการป้องกันอันตรายหรือเสแสร้ง ปล่อยใจให้ล่องลอยและเมาเสียสติอย่างไม่มีใครให้เกรงใจ 

สภาพนางน่าหลงใหลปานนางโลมกำลังโปรยเสน่ห์ให้หนุ่มๆอยากลิ้มรส เรไรกะพริบตาหลงชื่นชมเมรัยอย่างลืมตัว สำหรับปักษาน้อยที่ยังมิรู้จักโลกภายนอก นางมองเมรัยเหมือนว่าอีกฝ่ายชำนาญ และโชกโชนเรื่องพวกนี้ เรื่องที่ใครไม่รู้ แต่เมรัยรู้ 

“ไม่หนาวรึ” 

เรไรถามพลันก้มหน้าตัดสินล้มฟุบ โน้มแก้มแอบท่อนขาเมรัย ใช้พวงแก้มคลอเคลียเนื้อนุ่มนิ่มให้รู้สึกเคลิบเคลิ้ม สบาย และสุขใจยิ่งนัก 

“ความหนาวไหนเลยมีค่าให้ข้าแยแสมัน” 

เจ้าเป็นลูกหมาหรือไร เมรัยเลิกคิ้วเรียวงาม และคลี่ยิ้มกรุ่มกริ่ม ยกเท้าเปลือยเหยียบหัวเรไรอย่างโอหัง “จะเหยียบทำไมย่ะ” 

“ทดสอบว่าเจ้าจักโกรธหรือเปล่า” 

เมรัยตอบน่าตาย เรไรแค่บ่นและแย่งเขี้ยว แต่ถ้าเป็นนารี ปานนี้ดวงดาวน้อยคงยกเท้าและประทับไว้บนหน้าเมรัยเรียบร้อย 

“เด็กดีจังน้า..เรไรเนี่ย” 

“พวกเจ้านั้นแหละ ทำตัวเหมือนผู้ใหญ่…ไม่เหนื่อยรึ” 

“ฮาๆ” 

นางช่างยอกย้อนเก่งเสียจริง ปากหนอ… 

“เพราะข้าไม่ใช่เด็กอีกแล้ว ย่อมต้องมองสิ่งต่างๆในมุมมองของผู้มีประสบการณ์ แท้จริงข้าอยากเป็นเด็กตลอดไปด้วยซ้ำ ทว่าเรื่องนี้รู้แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้ ข้าจึงต้องปรับตัวให้สามารถอยู่ได้ปลอดภัยและมีความสุข อะไรที่เปลี่ยนแปลง ควบคุมไม่ได้ก็ปล่อยวาง ส่วนสิ่งที่คิดว่าทำได้ก็พยายามทำอย่างเต็มที่โดยหวังไม่ให้รู้สึกเสียใจทีหลัง… เรไรคิดว่าดีหรือไม่” 

เพราะนางไม่ใช่มนุษย์คนเดียวบนโลกที่มีมนุษย์เป็นพันล้าน การแข่งขัน การดิ้นรน แพ้ชนะ รอดและตาย โลกที่ต่างคนต่างแย่งชิงและพยายามสู้สุดชีวิตเพื่อวันพรุ่งนี้ สำหรับเมรัย นางเป็นเพียงผู้อ่อนแอที่ล้มเหลวและล้มเลิกเท่านั้น 

“อือ ดี เมรัยอยากอะไรก็ทำเถอะ” 

เรไรขอแค่คนใกล้ชิดมีความสุขก็พอ เรื่องยากๆเอาไว้คิดตอนที่ควรคิด “เจ้านี่มันสัตว์เลี้ยงชัดๆเจ้านายสั่งกระโดดเหว เจ้าจักโดดใช่หรือไม่”เมรัยเบ้ปากใช้ขาอวบหนีบศีรษะเรไรอย่างหมั้นไส้ ปักษาน้อยโดนรวบหัวให้เจ็บอึดอัด นางมุ่ยปาก หลับตา พยายามขัดขืน ปากพร่ำอธิบาย “ข้าไม่สนหรอกว่าใครจะเป็นยังไง ถ้าเอาแต่คิดถึงเรื่องคนอื่น แล้วตนเองรู้สึกแย่ข้าไม่คิดหรอก เสียเวลา” 

เพี๊ยะ!!! 

เรไรดิ้นคลุกๆหนีขาแม่หมู พลั่งหัวหลุด นางค้อนขวับให้หนึ่งทีพร้อมสะบัดมือตบน่องขาเมรัยดังสนั่นเสียวยันบั้นเอว เมรัยร้องซี้ ท่าทางอยากกระโดดเตะก้านคอเมียรัก เหยียบย่ำให้รู้สำนึกว่าอย่าต่อต้านสามี กระนั้นเมรัยไม่ทำ หมอผีน้อยเชิดคางเบือนหน้าหนี “เพราะข้ารักเมรัยเลยตามใจ เหตุผลเท่านี้ยังไม่พอหรือ” 

ความคิดของเรไรแบ่งแยกชัดเจนว่านางควรปฏิบัติตัวอย่างไร เวลาอยู่กับใคร ปักษาน้อยเย็นชากับเพื่อนฝูง คนรอบข้าง ยกเว้นคนแก่และเด็กเล็ก นางให้ความเคารพนักปราชญ์และยกย่องวีรสตรี นางแอบวาดหวังว่าสักวันจักมีคนรักที่หล่อเหลา กระนั้นความรักของนางโดนเจ้าสองตัวแสบขโมยไปเสียนี้ เรไรระอาและขำตนเอง เมื่อรู้ว่าหัวใจนางมีความสุขมากเพียงใดเมื่อได้เคียงข้าง บุกฝ่าฟัน และใช้ชีวิตกับพวกเมรัย 

ขอแค่นารี เมรัยมีความสุข เรไรย่อมสบายใจ 

“..เจ้าลาออกไปเป็นทาสได้นะ” 

“อยากตายนักใช่ไหม!!” 

โขดหินสูงต่ำจัดวางเรียงราย ตรงกลางมีม้านั่งหิน และเบื้องหน้าม้านั่งมีสระน้ำประกอบพิธีกรรม สระน้ำมีน้ำใสเต็มสระ ผิวน้ำส่องแสงแพรวพราว “เจ้ามิมีปัญญาดับลมหายใจข้าหรอก แม่สาวน้อยตูดใหญ่” ไม่กี่วันก่อนเมรัยรู้แล้วว่าน้ำนมแคโรไลน์เริ่มเล่นงานเรไร ปักษาน้อยดื่มนมหนักมาก ทานข้าวก็เยอะ หากหวัดแล้วข้าวที่นางทานมากกว่าเมรัยด้วยซ้ำ ดังนั้นน้ำหนักเรไรจึงเริ่มเพิ่มพูนประหนึ่งดอกไม้ตูมๆที่เริ่มส่งกลิ่นหอมล่อน้ำลายคุณหมี 

หนึบ 

“อ๊าย” 

เมรัยกระชากแขนเรไรมาสวมกอดอย่างแนบแน่น สองสาวน้อยกอดกัน สี่ขาเกี่ยวรัดพัน เมรัยโน้มจมูกคลอเคลียเรไร คางซุกคอ ใช้เส้นผมนุ่มถูไถอย่างอุกอาจ เรไรตัวอ่อนยวบ ปล่อยร่างกายอ่อนปวกเปียกจมเนินอกเมรัยอย่างสมยอม เมรัยยกมือลูบไล้แผ่นหลังและก้นเรไรเบาๆ “เป็นแม่หนูน้อยน่ารับประทานจัง” เมรัยกระซิบเป่าหูด้วยลมหายใจร้อนระอุเล้าโลมให้สติเรไรละลาย 

“ลามก” 

ในหัวเจ้าคิดแต่เรื่องใต้สะดือ.. 

“นี่ เจ้าชอบข้าตรงไหนหรือ” 

เมรัยสงสัยมาตลอดว่าส่วนไหนของตนทำให้เรไรลุ่มหลงและยอมถวายตัวเช่นนี้ รูปร่างน่าฟัด? ใบหน้าสะสวย? หรือความฉลาดประหนึ่งครูสอนเด็กอนุบาลของเมรัยน้า หมอผีน้อยยิ้มซุกซน วันนี้ขอถามให้ชัดเลย นางมีอะไรพิเศษ 

“ชอบ…” 

เรไรเงยหน้า ช้อนตาจ้องตาดุจมณีดาราของเมรัย หมอผีน้อยเลิกคิ้วเย้ายวน นางรอฟัง ปักษาน้อยมีคำตอบในใจ ทว่ามิอยากพูดให้เมรัยรู้ เรไรแสร้งปากดื้อ นางอยากบอกว่า เมรัยตัวเหม็นและไม่มีอะไรดีเลย กระนั้นเรไรกลับสับสนและไม่มั่นใจที่จักตอบอย่างที่นางทำเป็นประจำ นางเป็นคนปากไม่ตรงกับใจ ตลอดเวลามักทำให้คนอื่นเข้าใจผิด 

เรไรไม่อยากให้เมรัยเข้าใจผิดเหมือนคนอื่น แม้นางมารร้ายผู้นี้จักสามารถมองทะลุหน้ากากของเรไรทะลุปรุโปร่ง 

“เพราะเจ้าชอบทำหน้าเหมือนลูกหมาถูกทิ้ง เห็นแล้วรู้สึกอยากลูบหัว” 

“ไม่จริงน่า” 

เมรัยอึ้ง เรไรแก้มแดงระเรื่อ ปักษาน้อยหลบตา 

“เจ้าเหงาเวลาอยู่คนเดียว…ข้าเหงาเช่นกัน พอคิดว่าเจ้าจักเข้าใจข้า ข้าเลยชอบเจ้าเท่านั้นแหละ!!” 

??? 

เมรัยนี้มีเครื่องหมายคำถามผุดเหนือหัว อ่อ นางใช้สมองประมวลผลหลายวินาทีจึงเข้าใจความหมายสิ่งที่เรไรบอก เรไรเป็นคนขี้เหงา ดังนั้นพอเจอเมรัยที่เป็นคนขี้เหงาเหมือนกัน เลยรู้สึกเข้ากันได้ “แล้วเจ้ายอมรับหรือ” เมรัยไม่สนว่าตนเองจักรักคนกี่คน กระนั้นเรไรคิดเช่นไร 

คำถามนี้สร้างความแปลกใจให้เรไรมิน้อย กระนั้นนางตกใจกับคำตอบของตนเองมากกว่า 

“เพราะพวกเจ้ายอมรับข้าไม่ใช่หรือ…” 

เรไรไม่รู้เรื่องของเมรัยและนารี หมอผีน้อยและดวงดาวน้อยราวกับว่าเป็นตัวละครนอกกระดาษที่วาดไว้ข้างๆกระดาษ ปักษาน้อยที่ยังเยาว์วัยจึงรู้สึกกังวลว่าจักเข้ากับทั้งสองมิได้ กระนั้นนารียื่นมือให้เรไร ปลอบประโลมและยอมรับเรไร เมรัยก็ไม่ปฏิเสธ ไม่สิ ต้องบอกว่าหมอผีน้อยยังไม่เข้าใจมันเลยหรือเปล่า? 

“รู้หรือไม่…เจ้ายังกลัวที่จะรักนะ” 

มันเหมือนมีกำแพงที่เมรัยมิอยากก้าวข้าม ความรักที่แตกต่างและมีเพียงความเจ็บปวด 

“…” 

เรไรพูดกับเมรัยตรงๆ “รู้เจอเรื่องแย่ๆมามาก ดังนั้นจึงรู้สึกกลัวทุกๆอย่างรอบตัว เจ้าไม่มีความกล้า…ไม่กล้ารักใคร” 

“ไม่ใช่…” 

“เจ้ากลัวจะสูญเสียอีกครั้งใช่รึเปล่า!!!” 

 

ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งสอง เมรัยจุกปากมิกล้าเอ่ยวาจาใด เรไรเขม่น ครั้นดวงตาหลุบตาอย่างหงอยเหงา “เมรัยเคยเจ็บปวดเพราะมัน…เพราะไม่อยากเจ็บอีก เมรัยเลยไม่พยายามมองหามัน” 

“แต่ข้า..”มิยอมให้เมรัยพูด ปักษาน้อยยกนิ้วแตะปากหมอผีน้อย เรไรส่ายหน้าและยิ้มจากหัวใจ 

เมรัยรักนารีกับเรไรนะ… อย่าบอกเลยว่านั้นไม่ใช่ความรัก… นี่คือสิ่งที่เมรัยอยากบอก กระนั้นเรไรรู้แล้ว 

“เพราะเจ้ารักพวกข้าจริงๆข้าและนารีดีใจมาก..ตั้งแต่เจอกันอีกครั้งตอนเมืองซินบา อ้อมกอดเจ้าอบอุ่นมาก…”เรไรซาบซึ้ง เมรัยเริ่มเปลี่ยนเป็นคนเข้มแข็งหรือควรบอกว่าเริ่มกลับไปเป็นเมรัยอีกครั้งกันนะ 

เมรัยไม่เคยคิดมีความรัก ตั้งแต่สมัยก่อนกระทั่งปัจจุบัน นางชอบเพ้อฝันและทุ่มเท มุ่งสู่เส้นทางแห่งความฝันอย่างจริงจัง ยอมสละเวลาและเพื่อนฝูงเพื่อไล่ตามแสงความหวัง ความฝันที่ยังไม่มีวันเป็นจริง นางพยายามคว้ามันอย่างสุดชีวิต กระนั้นเมรัยเคยมีความรัก และความรักของนางพังทลายลง..อย่างโศกเศร้า เมรัยไม่มีวันเชื่อมหัวใจที่แตกสลายของนาง นางปล่อยให้หัวใจเป็นเศษซากเช่นนั้น และหลับตา หันหน้ามองความฝัน ละทิ้งความรักไว้เบื้องหลัง และสัญญากับตนเองจักไม่สนใจมันอีก… 

ทว่าตอนที่เมรัยอยากเริ่มชีวิตใหม่ ยามที่นางละทิ้งความฝัน และเริ่มสังเกตสิ่งอื่นรอบตัว นางปรารถนาอยากมีความรักอีกครั้ง นางคิดถึงความรักของคุณแม่ และอยากรู้สึกรักใครสักคน และแล้วเมรัยก็พบกับนารี เรไร สองสาวน้อยที่วาสนาพัดมาส่งให้เมรัย บอกว่าโอกาสของเมรัยมาแล้ว ครั้งนี้เมรัยจะยอมรักหรือมองข้ามมัน 

เมรัยคิดว่าเป็นแค่เพื่อนร่วมทางก็พอ ทว่าหัวใจนางปรารถนาให้มีใครอยู่ข้างๆ ความใคร่นั้นแรงกล้าและยากต่อต้าน 

เป็นเหตุให้เมรัยเริ่มรักนารีและเรไร 

แม้เป็นความรักเล็กๆที่ยังคลุมเครือ กระนั้นมันคือความรักอย่างแน่นอน 

“ชอบเมรัย และชอบนารี แต่จริงๆข้าชอบนารีมากกว่า” 

ด้านนิสัยนารีดูเป็นผู้ใหญ่และผู้นำมากกว่า ส่วนชอบส่วนไหนของเมรัยน่ะหรือ เรไรสูดหาย ไหนๆก็พูดเรื่องนี้แล้ว “เจ้าจูบเก่ง ดากใหญ่ด้วย…เวลาหนุนตักก็สบายหัว เวลาโดนเจ้ากดทับก็…รู้สึกดี” 

นี่นางสารภาพอะไรเนี่ย!!!!!!!!!!! 

“ก ก็อย่างที่บอกนั้นแหละ!!!ใช่ข้าชอบทุกอย่างของเจ้านะ” 

“อุ๊บ..”เมรัยปิดปากแอบหัวร่อ ไม่ชอบทุกอย่างของข้าสินะ งั้นหรือ เช่นนั้นหรือ เฮ.. 

ไม่ว่าความจริงเมรัยจักยังหวาดกลัว ไม่ว่าความจริงนางจักยังหลีกเลี่ยงความรัก กระนั้นเมรัยอยากรักนารี เรไร ความรักของเมรัยมีความหมายว่านางอยากปกป้อง ดูแล เอาใจใส่ และจับมือเคียงข้างกันกระทั่งมีลูกมีหลานให้อุ้ม เมรัยสูญเสียครอบครัว ความฝัน ความรัก กระนั้นนางอยากสร้างมันขึ้นมาใหม่ บ้านของนาง ครอบครัวของนาง เมรัยอาจยังไม่บอกพวกเรไรว่านางยังเชื่อในความฝัน กระนั้นตอนนี้มันไม่สำคัญหรอก เพราะนางมีความรักค้ำจุนหัวใจอยู่นี่นา ความรักนี่ดีจังนะ แม้นในอดีตมันจักฆ่านางให้ตายทั้งเป็น กระนั้นตอนนี้มันกลับช่วยให้นางยังอยากมีชีวิตเพื่อวันพรุ่งนี้ 

“รัก..พวกเจ้าจัง” 

“พวกข้าอุสาให้หัวใจแล้ว…เมรัยอย่าหายไปไหนนะ” 

อีกหนึ่งเหตุผลที่เรไรอยากจับมือเมรัย…นั่นคือความรู้สึกแปลกประหลาด ความรู้สึกที่เหมือนว่า…สักวันหนึ่งพวกนางจักตื่นจากความฝัน 

เมรัยเคยสัญญากับนารี ว่าหากมีสักวันที่นางหายไป…ไม่ต้องตามหา 

“จะมีเพียงพวกเจ้าและน้องสาวข้าเท่านั้นที่สามารถรั้งข้าไว้” 

เพราะเรไรและนารีคือคนรัก และเพราะโซฟีคือน้องสาวเมรัย 

เมรัยขยับเอาหน้าผากชนหน้าผากเรไร ครั้นทั้งคู่แลกจูบอย่างแผ่วเบา ละมุนละม่อม อ่อนโยน และนุ่มนวล 

“ตัวร้อนจัง” 

“อือ..ร้อนรุ่ม” 

“อุหว้า..หื่นจัง” 

เรไรช้อนตาลูกแมวเหมียวอยากเล่น ดวงตาสีน้ำเงินสอแววหยาดเยิ้มดุจน้ำหวาน เมรัยยิ้มกว้างแก้มบาน อุ้งมือเลื่อนมาขย้ำเนินอกเรไร “ขนาดเหมาะมือ” “อ๊ะ” พรมนิ้วลูบไล้เล่นยอดพรูให้แข็งชูชัน เมรัยเป็นฝ่ายเสียสละให้แผ่นหลังวางแนบแผ่นหินแข็งกระด้างและเย็นเยือก นางมักแบกรับอะไรเช่นนี้ตลอด เพื่อรักษาและประครองเมียรัก “ถ้าอ้อนเหมือนนางทาส ข้าจักยอมช่วยก็ได้นะ” 

อ้อนวอนเสียงหวานๆให้พี่สาวฟังสิ หนู 

“ช่วยข้าด้วย” 

โปรดช่วยให้ข้าสุขสม 

โปรดย่ำยี ทารุณ ด่าทอเสียดสี 

“ทุกทาง..” 

เรไรก้มหน้างุดน่าตบน่าตี เมรัยยิ้มจองหอง มือประครองปลายคางเรไร “นางร่านเอ้ย” 

ดวงดาวตกพุ่งข้ามสองสาวน้อยที่กำลังปลดเปลื้องอาภรณ์และร่วมเสพสุวาสอย่างร้อนแรง ภายใต้สายตาแม่ลูกนกฮูกเอียงคอ แม่ฮูกใช้ปีกชี้และสั่งสอนว่ามนุษย์แสดงความรักกันอย่างไร ลูกฮูกตั้งใจฟังศึกษาเพื่อหวังสักวันจักทำบ้าง สายน้ำบนสระพิธีกรรมเปล่งแสงระยิบระยับ ลมเย็นพัดพรูเป็นระยะขับให้สองสาวน้อยเสียวเป็นพักๆ ท่ามกลางภูตพรายสีรุ้ง แดง ฟ้า เหลือง เขียว ม่วง เสียงครางขับขานดุจเสียงนางบำเรอที่อบอวลด้วยความรักใต้หมอน 

เวลายังไหลเรื่อยๆ สิ้นสุดความคิดถึง สานต่อด้วยความรักที่ค่อยๆเติบโตอย่างมิมีสิ่งใดขวางกั้น ไม่ว่าใครจักขัดขวาง สักวันเมรัยจักรู้ว่าความรักนั้นมีพลังเกินกว่าความฝัน และนางจักยิ้มอีกครั้ง 

ยิ้มอย่างไม่มีความเศร้าใดแอบแฝง ยิ้มสู้และเดินไปพร้อมกับพวกเรไร… ท่ามกลางความฝันสีดำ…ครั้งนี้มันจักมีแสงดาว แสงปักษานำทาง…อย่างแน่นอน 

-- 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น