Sameejaejung (สามีแจจุง)

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและคอมเมนท์ให้นะคะ จุ๊บๆ

พ่ายรักครั้งที่ 5 ทอดสะพาน

ชื่อตอน : พ่ายรักครั้งที่ 5 ทอดสะพาน

คำค้น : HEART , Trap , หัวใจพ่ายรัก , วาโย , Yaoi , Sameejaejung

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 67

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.ย. 2561 21:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พ่ายรักครั้งที่ 5 ทอดสะพาน
แบบอักษร


Part 5# Wayo ทอดสะพาน

“วาครับ นัดกินเลี้ยงต้อนรับน้องฝึกงานสงสัยจะได้ยกเลิกแล้วล่ะ” ไอ้พี่โซ่เดินกลับมาที่โต๊ะด้วยท่าทางเคร่งเครียด หลังจากเข้าไปประชุมตั้งแต่เที่ยงครึ่งแต่พึ่งกลับออกมาตอนเกือบจะบ่าย 3

“มีงานเข้าหรอครับพี่โซ่” งานเข้าที่ว่าผมไม่ได้หมายถึงมีงานเข้ามา แต่ผมหมายถึงมีเรื่องซวยเพราะงานมีปัญหาต่างหาก

“อืม คืนนี้แผนกเรากับฝ่ายขายคงต้องโต้รุ่งกันแน่ๆ” ไอ้พี่โซ่ทำหน้าปลง

“งี้พวกพี่ก็คงเหนื่อยกันน่าดูเลยสิครับ” แต่ยังไม่ทันที่ไอ้พี่โซ่จะได้ตอบอะไร พี่ผู้หญิงที่นั่งอยู่โต๊ะตรงหน้าซึ่งวัยใกล้จะขึ้นคานเต็มทีก็ได้พูดขึ้นซะก่อน

“ก็เหนื่อยแค่กายแหละจ้า ส่วนใจน่ะไม่เหนื่อยเลยเพราะมีน้องโซ่คอยฮีล” ไม่พูดเปล่าพี่แกยังส่งจูบมาให้ไอ้พี่โซ่อีกต่างหาก ไอ้พี่มันถึงจะไม่ได้ตอบอะไรแต่ก็ยิ้มรับ ผมล่ะเบื่อความฮอตปรอทแตกของไอ้พี่มันจริงจริ้งงงง

“จริงสิครับพี่โซ่ แล้วผมต้องอยู่ช่วยงานด้วยรึเปล่า”

“ไม่ต้องๆ วากลับบ้านตามเวลาปกติได้เลย”

“อ๋อ ถ้างั้นผมขอโทรไปบอกพี่ก่อนนะครับ” ไอ้พี่โซ่พยักหน้า ผมเลยเดินเข้าไปในครัวเพื่อโทรหาพี่ธาม เพราะถ้าหากโทรที่โต๊ะกลัวว่าจะเป็นการรบกวนพวกพี่คนอื่นๆ

ผมรอสายไม่นานพี่ธามก็กดรับสาย

[“ว่าไงครับวา”]

“พี่ธามยุ่งอยู่มั้ยครับ ว่างคุยกับผมรึเปล่า”

[“คุยได้ ไม่ยุ่งครับ วามีอะไรรึเปล่า”]

“คือวันนี้งานเลี้ยงล่มน่ะครับ ผมเลยกะจะถามว่าพี่ธามมารับผมเวลาเดิมได้รึเปล่า” ตามแผนเดิมคือพี่ภูจะเป็นคนไปรับผมที่ร้านอาหารหลังกินเสร็จ แต่พอต้องเปลี่ยนแผนเพราะงานล่มผมเลยลองโทรถามพี่ธามก่อน

[“จริงๆ เย็นนี้พี่มีนัดกับไอ้เชน แต่ไม่เป็นไร ไปส่งวาก่อนเดี๋ยวพี่ค่อยตามมันไปที่ร้านก็ได้”] ตอนแรกที่ได้ยินว่าพี่ธามมีนัดผมก็กะจะบอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวผมให้พี่ภูมารับแทน แต่พอได้ยินชื่อพี่เชนเท่านั้นแหละผมก็เลยเปลี่ยนใจ

“พี่ธามกับพี่เชนจะไปไหนกันหรอครับ”

[“ก็ร้านนั่งฟังเพลงชิลๆ นั่นแหละ” คงจะเป็นร้านกึ่งผับกึ่งเรสเตอรองที่สองสามวันนี้เช็คอินทุกวันล่ะมั้ง หลังจากส่งผมที่บ้านพี่ธามคงจะเลยไปที่ร้านนั้นเลย

“ผมขอไปด้วยได้ปะครับ ไหนๆ วันนี้ผมก็ว่าง”

[“หา? วาจะไปด้วย?”] น้ำเสียงของพี่ธามดูแปลกใจสุดๆ

ก็แหงสิ ปกติผมไม่ค่อยชอบเข้าไปในร้านจำพวกนี้ มันเสียงดัง วุ่นวาย มีแต่กลิ่นเหล้ากับกลิ่นบุหรี่ซึ่งผมไม่ชอบ แต่ทั้งที่ไม่ชอบผมกลับขอไปด้วย นั่นก็เป็นเพราะผมไม่ค่อยอยากให้พี่ธามอยู่กับพี่เชนสักเท่าไหร่

บอกตามตรงว่าผมไม่ค่อยชอบเพื่อนพี่ธามคนนี้ ไม่รู้สิ คือพี่แกก็ไม่เคยทำอะไรไม่ดีกับผมหรอก แต่แบบว่า...ผมไม่ค่อยถูกชะตาอะนะ อาจจะเพราะเชน (Chain) มีความหมายว่าโซ่ล่ะมั้ง อีกอย่างบรรยากาศรอบตัวพี่แกก็ดูอันตราย อารมณ์คล้ายๆ พี่เพลิงแต่อันตรายกว่านั้นเยอะ ผมรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจเลยไม่อยากให้พี่ธามไปสุงสิงด้วย เอาตรงๆ คือผมกลัวว่าพี่แกจะทำให้พี่ธามดีแตกนั่นแหละ

ถึงแม้พวกพี่เขาจะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียน แล้วพี่ธามที่เป็นคนดียังไงก็ยังดีคงเส้นคงวา แต่ก็อย่างที่บอกว่าสองสามวันนี้พี่แกพาพี่ธามเข้าแต่ร้านแบบนั้น โอเค อาจจะเป็นเพราะพี่ธามกลุ้มเรื่องผมหรือเครียดจากงาน แต่การเข้าร้านแบบนั้นติดกันทุกวันผมคิดว่ามันไม่โอเค

“ผมไปไม่ได้หรอครับ”

[“เปล่าครับเปล่า วาไปได้อยู่แล้ว พี่แค่แปลกใจเฉยๆ”]

“แล้วพี่เชนโอเครึเปล่าครับ”

[“ถามอะไรอย่างนั้น มันก็ต้องโอเคอยู่แล้วสิ”] แล้วพี่ธามก็ถามโชว์ซะเลยเมื่อเห็นผมไม่มั่นใจ [“ไอ้เชน คืนนี้เดี๋ยววาไปกับเราด้วยนะ...(อ๋อ ได้สิ ไม่มีปัญหา)...ได้ยินแล้วใช่มั้ยครับวา”]

“ครับพี่ธาม แล้วเจอกันตอนเย็น”

[“โอเคครับ”] แล้วผมก็กดวางสาย จากนั้นก็กลับไปที่โต๊ะแล้วถามไอ้พี่โซ่กับพี่คนอื่นๆ ว่ามีงานอะไรให้ช่วยมั้ย ตอนนี้แผลที่เท้าของผมทุเลาลงมากแล้วเลยเดินร่อนได้ทั่ว วิ่งไปแผนกนู้นแผนกนี้ได้สบาย

“น้องวามาช่วยพี่เขียนนี่หน่อยดิ” พี่ฟลุคกวักมือเรียกผมหยอยๆ ผมที่ตอนนี้ว่างๆ ไม่มีอะไรทำเลยเดินเข้าไปหา แต่เห็นมิ้งที่นั่งไขว่ห้างเล่นโทรศัพท์อยู่ใกล้ๆ ก็เลยอดที่จะสงสัยไม่ได้

“มิ้งก็ว่างนี่พี่ ไม่บอกให้ช่วยเขียนล่ะครับ” ผมแอบกระซิบ

“ก็วันก่อนน่ะสิ พี่ขอให้ช่วยกรอกข้อมูลลงเอ็กซ์เซลไม่กี่แผ่นก็เอาไปฟ้องผอ.แผนกว่าพี่ใช้งานหนัก” พี่ฟลุคทำหน้าเซ็งสุดอะไรสุด ผมเลยแอบหัวเราะเบาๆ

“มิ้งเป็นลูกผอ.หรอพี่”

“เปล่า เป็นหลาน แต่รักมากกกก” ตรงคำว่ามากถ้าหากไม่ติดว่ามิ้งนั่งอยู่ใกล้ๆ คงจะลากยาวอ้อมจักรวาลแล้วล่ะมั้ง

“โอเคๆ ผมเข้าใจแล้วพี่” ผมหัวเราะส่งท้าย ก่อนจะลากเก้าอี้มานั่งข้างพี่ฟลุคแล้วกรอกข้อมูลลงเอกสารตรงหน้า ผมใช้เวลาไม่นานก็กรอกเสร็จเรียบร้อยเลยเดินกลับโต๊ะเอาไปให้ไอ้พี่โซ่

“พี่ฟลุคฝากมาครับ”

“ขอบใจมาก นี่ลายมือวาหรอครับ หัวกลมๆ โตๆ น่ารักเชียว” คำชมของไอ้พี่โซ่ทำให้ผมถึงกับชะงัก เพราะ ถ้าจำไม่ผิดเมื่อ 7 ปีก่อนผมก็โดนชมแบบนี้เหมือนกัน

หรือว่าไอ้พี่มันจะจำผมได้?

แต่คิดไปคิดมาก็คงไม่หรอก ตอนนี้ผมเปลี่ยนไปอย่างกับคนละคน ไอ้พี่โซ่ก็คงจะแค่หม้อไปตามประสา หรือถ้าจะเอาตรงกว่านั้นก็ตามสันดานนั่นแหละ

“ผมว่าพี่โซ่ก็พูดเกินไป ลายมือของผมธรรมดาจะตาย”

“ธรรมดาที่ไหนน่ารักขนาดนี้ น่ารักเหมือนกับคนเขียนนั่นแหละ” พูดเฉยๆ ก็ได้ ไม่ต้องเอาหน้ามาใกล้ผมก็ได้มั้งแหม่ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ จะแกล้งทำเป็นเขินให้ก็แล้วกัน

“พี่โซ่อ่า...” ผมแกล้งทำเป็นอายม้วน แม้ว่าในใจอยากจะบึนปากกลอกตาใส่สุดๆ มุกนี้ใช้มาตั้ง 7 ปีแล้วไม่คิดจะเปลี่ยนบ้างเลยรึไงเพ่!

แล้วหลังจากนั้นไม่นานก็ถึงเวลาเลิกงาน ปกติไอ้พี่โซ่จะลงไปอยู่เป็นเพื่อนผมรอพี่ธามมารับข้างล่าง แต่วันนี้เนื่องจากมีงานเข้าผมเลยบอกว่าไม่ต้อง ผมบอกลาพวกพี่ๆ ทุกคนแล้วเดินลงไปข้างล่าง ซึ่งไม่นานรถของพี่ธามก็มาจอดอยู่ตรงหน้าผม

“รอนานมั้ยครับวา”

“ไม่ครับ แล้วพี่เชนล่ะพี่” ผมถามโดยที่ภาวนาให้พี่ธามตอบว่ากลับบ้านไปแล้วอะไรประมาณนี้ แต่สิ่งที่ได้ยินกลับตรงข้ามกับที่ผมหวังเอาไว้

“มันไปรอที่ร้านแล้ว”

“ชิ” ผมแอบจิ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์ ก็ไม่รู้ว่าพี่ธามจะได้ยินรึเปล่า แต่ผมทำเสียงเบาๆ พี่เขาคงไม่ได้ยินหรอกมั้ง อีกอย่างถ้าได้ยินก็คงจะถามผมแล้ว ไม่น่าชวนคุยเรื่องอื่นระหว่างขับรถไปถึงร้านแบบนี้หรอก

“ไงวา ไม่เจอกันตั้งนานสบายดีมั้ย” พี่เชนที่นั่งอยู่ตรงโซฟาถามผมโดยยกยิ้มที่มุมปาก ดวงตาคมกริบและเรียวยาวราวกับจิ้งจอก บอกตรงๆ ว่าดูเจ้าเล่ห์ไม่น่าไว้ใจโคตรๆ!

“สวัสดีครับพี่เชน ผมสบายดี แล้วพี่ล่ะครับ” ผมพูดในขณะที่นั่งลงตรงโซฟาด้านหน้าพี่แก ส่วนพี่ธามก็นั่งลงข้างๆ ผมอีกที

“ก็เรื่อยๆ ล่ะนะ แล้วนี่วาหิวรึยัง สั่งได้เต็มที่เลยวันนี้พี่เป็นเจ้ามือเอง”

“หูย จะดีหรอครับ แต่ละอย่างแพงๆ ทั้งนั้น” มือที่กำลังจับเมนูสั่นไปหมดแล้ว ถ้าได้จ่ายเองมีหวังล้มละลายแน่ๆ

“สั่งไปเถอะ ร้านนี้ของที่บ้านพี่เอง”

“อ้อ งั้นผมไม่เกรงใจแล้วนะครับ” รวยเวอร์วังจริงจริ้งพ่อคุณ นอกจากที่บ้านจะเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทที่พี่ธามทำงานอยู่ ที่บ้านก็ยังจะเป็นเจ้าของร้านนี้อีกด้วยหรอเนี่ย ถึงว่าทำไมพี่ธามถึงได้มาร้านนี้ติดๆ กันหลายวันขนาดนั้น

ผมสั่งอาหารไป 4 – 5 อย่าง คือคิดว่าน่าจะพอดีกับผู้ชาย 3 คนไง แต่ไปๆ มาๆ ส่วนใหญ่คนที่กินกลับมีแต่ผม เพราะพี่ธามจะเน้นจิบเบียร์ คุยกับผม แล้วก็ฟังเพลง ส่วนพี่เชนก็เน้นให้สาวๆ สองคนที่เรียกมานั่งด้วยเอาใจ นี่ก็ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ได้เรียกมาให้พี่ธามด้วยรึเปล่า แต่ผมก็ไม่คิดจะถามหรอกนะ เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันเพราะงั้นผมไม่ก้าวก่ายอยู่แล้ว

ตลอด 2 ชั่วโมงผมแทบไม่รู้สึกสนุกเลย มันน่าเบื่อ กร่อยๆ แล้วก็อึดอัดกับบรรยากาศแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ คือพี่ธามไม่ใช่คนช่างพูดอยู่แล้ว ปกติเวลาไปไหนมาไหนด้วยกันคนที่เป็นฝ่ายชวนคุยเลยจะเป็นผม แต่วันนี้ผมกลับชวนคุยไม่ค่อยออก ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นเพราะสองสามวันนี้พี่ธามดูแปลกไปหรอก แต่เป็นเพราะผมไม่ค่อยชอบสายตาที่พี่เชนมองมาที่ผมต่างหาก

ถามว่าเป็นสายตาที่คุกคาม คิดมิดีมิร้าย หรือว่าเป็นสายตาที่หวังอยากจะได้ตัวผมก็ไม่ใช่ ผมไม่รู้จะอธิบายยังไงเพราะผมอ่านใจพี่เชนไม่ออก แต่ที่แน่ๆ เรื่องที่ผมดูออกก็คือพี่แกไม่ได้รู้สึกชอบหรือเอ็นดูผมหรอก บางทีอาจจะไม่ค่อยชอบผมเหมือนที่ผมไม่ค่อยชอบพี่แกก็เป็นได้

เกือบ 3 ทุ่มผมกับพี่ธามก็ออกมาจากร้าน ส่วนพี่เชนยังไม่กลับคงจะนั่งต่ออีกนาน ก่อนจะออกมาผมก็ถามพี่ธามนะว่าจะนั่งต่อมั้ย ผมเป็นคนขอมาด้วยเองเพราะงั้นผมกลับตอนไหนก็ได้ แต่พี่ธามไม่อยากให้ผมกลับบ้านดึกเลยยืนยันจะกลับเวลานี้

“ทำไมช่วงนี้พี่ธามถึงได้ไปดื่มกับพี่เชนทุกวันเลยล่ะครับ” ผมถามในขณะที่นั่งอยู่บนรถ ถนนค่อนข้างโล่งแบบนี้ไม่เกิน 20 นาทีผมน่าจะถึงบ้าน

“ก็...งานมันค่อนข้างเครียดน่ะ” พี่ธามจะรู้ตัวมั้ยเนี่ยว่าตัวเองเป็นคนที่โกหกไม่เก่งเอาซะเลย

“แน่ใจนะครับว่าเครียดเรื่องงานไม่ใช่เรื่องผม?” เนี่ย เห็นมั้ย ทักแค่นี้ก็ถึงกับขับรถผิดจังหวะซะแล้ว

“คือ...เฮ้ออออ พี่ยอมรับก็ได้ว่าพี่ค่อนข้างกังวลเรื่องวา เห็นพี่ดูเหมือนใจเย็นแต่จริงๆ แล้วพี่ก็ร้อนใจ พี่กลัวว่าวาจะกลับไปรักโซ่ใหม่ ไอ้เชนมันเลยชวนพี่ไปผ่อนคลายแล้วก็ให้คำปรึกษาพี่น่ะ” สาบานเลยว่านี่เป็นประโยคที่ยาวที่สุดของพี่ธามเลยล่ะตั้งแต่ที่รู้จักกันมา

“ผมขอโทษนะครับที่ทำให้พี่ธามเป็นกังวล”

“ไม่ต้องขอโทษหรอกวา พี่รู้ดีว่าสถานะของเราตอนนี้มันก็แค่พี่น้อง ความจริงแล้วพี่ไม่มีสิทธิ์หึงหรือไม่พอใจด้วยซ้ำ”

“พี่ธาม...” เจียมตัวไปแล้วพี่ พูดอะไรไม่ออกเลยสิผม แต่บอกตามตรงว่าถ้าหากพี่เขาห้ามอย่างจริงจังเรื่องที่ผมจะแก้แค้นไอ้พี่โซ่ ผมก็คงไม่ทำ หรือแม้กระทั่งเรื่องคบกันที่พี่เขารอมาตลอด ถ้าหากใช้ลูกไม้หลอกล่อหรือแอบบังคับกลายๆ ผมก็อาจจะยอมไปแล้วก็ได้

พี่ธามตามใจผมมากเกินไปจนเคยตัว ถ้าหากดุหรือขัดใจผมบ้างก็คงจะดี คือไม่ใช่ว่าการตามใจผมมันไม่ดีนะ แต่บางทีก็ต้องมีลิมิตบ้าง ผมเป็นคนค่อนข้างเอาแต่ใจเลยอยากได้แฟนที่คอยควบคุมความประพฤติของผมนิดนึง

“จริงสิครับพี่ธาม ผมว่าจะคุยกับพี่เรื่องพี่เชนนานแล้ว”

“ทำไมหรอครับ หรือว่ามันทำอะไรไม่ดีกับวา”

“เปล่าหรอกครับ แต่ผมอยากให้พี่อยู่ห่างๆ พี่เชนเอาไว้หน่อย แบบว่า...ผมรู้สึกว่าพี่เขาดูร้ายๆ ดูอันตรายยังไงก็ไม่รู้” พี่เพลิงที่ว่าร้าย เจอพี่เชนเข้าไปนี่ดูธรรมดาเลยล่ะ

“อันตราย?”

“คือ...ผมอธิบายไม่ถูกน่ะพี่ธาม แต่เอาเป็นว่าพี่อย่าเข้าใกล้พี่เชนมาก รักษาระยะห่างนิดนึง แล้วก็เพลาๆ เรื่องดื่มเรื่องเที่ยวกับพี่เชนด้วยนะครับ” ผมก็อุตส่าห์เตือนด้วยความเป็นห่วงอย่างจริงจัง แต่ไหงพี่ธามกลับยิ้มกว้างจนหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ซะงั้น

“ที่ผมพูดมันมีอะไรน่าขำหรอครับพี่ธาม” ผมถามเพราะงงจริงจัง แต่พี่ธามก็ยังไม่ตอบอะไร อีกนิดนึงจะถึงบ้านผมอยู่แล้วเลยขับรถต่อไปก่อนแล้วจึงจอดที่หน้าบ้าน

“ที่วาพูดมันไม่มีอะไรน่าขำหรอกครับ แต่พี่แค่ดีใจ”

“ดีใจ? เรื่องอะไรครับพี่ธาม” งงในงงสิผม

“ก็ดีใจที่วาหึงพี่น่ะสิ” พี่ธามพูดยิ้มๆ อย่างเก็บอาการไม่อยู่ นี่ขนาดเป็นตอนกลางคืนผมยังรู้เลยว่าหน้าของพี่เขาแดงระเรื่อและมีความสุขมากแค่ไหน

“หา? ผมเนี่ยนะหึงพี่?” ผมชี้มือเข้าหาตัวเอง ว้อททททท?

“แค่รู้ว่าวาหึงพี่ พี่ก็ดีใจแล้ว” ดูเหมือนว่าพี่ธามจะแฮปปี้ดีใจเวอร์จนไม่ฟังที่ผมพูดแล้ว แต่ก็เอาเถอะ เห็นพี่เขามีความสุขแบบนี้ผมก็ไม่อยากขัด

หึงก็หึงวะ เอาที่สบายใจเลยครัชพี่ธาม!

................................................
................................
................

หลังจากนั้นพี่ธามก็กลับมาเป็นคนเดิม เพิ่มเติมคือมีออร่าความสุขกระจายอยู่รอบตัว ไม่มีอาการท้อแท้ สิ้นหวัง และพยายามทำตัวห่างเหินเหมือนกับช่วง 3 – 4 วันที่ผ่านมา ก็นะ...พี่เขาคงจะคิดว่าผมหึงจริงๆ นั่นแหละ แต่ก็เอาเถอะผมขี้เกียจจะเถียงแล้ว เถียงไปก็โดนพี่เขาหาว่าซึน

ส่วนไอ้พี่โซ่ รายนั้นน่ะก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เคยสร้างภาพเป็นเทวดายังไงก็ยังคงสร้างภาพเป็นเทวดาอย่างนั้น ส่วนเรื่องหม้อผมก็เหมือนกัน มีโอกาสเมื่อไหร่ไอ้พี่มันก็จะหม้อผมตลอด ส่วนผมก็จะเขินให้พอเป็นพิธี แล้วก็จะแกล้งอ่อยไอ้พี่มันบ้าง

ถามว่าผมจะเลิกแผนการนี้เมื่อไหร่?

ไม่รู้สิ แต่ก็คงจะเป็นตอนที่ไอ้พี่โซ่หลงผมมากและรักผมปานจะขาดใจล่ะมั้ง นี่มันก็พึ่งจะอาทิตย์กว่าๆ เท่านั้น ถึงไอ้พี่มันจะถูกใจผมแต่ก็คงเป็นแค่ชอบยังไม่ได้รัก อีกอย่างผมก็ไม่แน่ใจว่านอกจากผมไอ้พี่มันยังได้คิดแบบนี้กับคนอื่นอีกรึเปล่า ก็เล่นโปรยเสน่ห์ ยิ้มหวาน และใจดีกับคนอื่นไปทั่ว ถ้าผมหักอกไอ้พี่มันตอนนี้แล้วผมจะสะใจได้ยังไง ให้อย่างมากไอ้พี่มันก็คงจะเฮิร์ทแค่วันสองวัน เผลอๆ อาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรด้วยซ้ำล่ะมั้งผมว่า

บางทีงานเลี้ยงต้อนรับน้องฝึกงานในวันนี้ ซึ่งก็คือวันศุกร์สัปดาห์ที่สองของการฝึกงาน ผมว่าผมคงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่ออ่อยไอ้พี่โซ่แล้วล่ะ แต่ก่อนอื่น ผมต้องจัดการยัยตัวน่ารำคาญที่จ้องจะงาบไอ้พี่มันซะก่อน

“นี่ๆ จำเรื่องที่เราให้วาไปถามพี่โซ่ได้ปะ” มิ้งกวักมือเรียกผมให้เดินไปหาในครัว โดยก่อนที่จะถามก็มองซ้ายมองขวาว่ามีใครอยู่แถวนี้รึเปล่า

“เราก็นึกว่ามิ้งจะลืมเรื่องนี้ไปแล้วซะอีก” นี่มันก็ผ่านมาอาทิตย์กว่าๆ แล้วตั้งแต่ที่มิ้งให้ผมไปถาม

“จะลืมได้ยังไงกันเล่า นี่เราก็รอให้วามารายงาน แต่วาก็ไม่ยอมพูดถึงสักที” เออแน่ะ มองค้อนผมซะงั้นแม่คุณ

“ขอโทษแล้วกัน เรานึกว่ามิ้งไม่สนใจแล้วเลยไม่ได้บอกน่ะ”

“เออๆๆ เรื่องนั้นช่างมัน ว่าแต่วาไปถามมาแล้วใช่มั้ยว่าพี่โซ่มีแฟนรึยัง แต่เราคิดว่าก็น่าจะยังนะ ถามใครก็มีแต่คนบอกว่าน่าจะยัง ขนาดพี่ฟลุคก็ยังพูดแบบนี้เลย” ความมั่นใจแบบนั้นทำเอาผมอดที่จะหมั่นไส้นิดๆ (แต่จริงๆ คือมาก) ไม่ได้

“งั้นเราเสียใจด้วยนะมิ้ง พี่โซ่บอกว่ามีแฟนแล้ว”

“หา! ไม่จริง! วาโกหก!” เออ กูโกหก

“เราเปล่าสักหน่อย พี่โซ่มีแฟนแล้วจริงๆ ตอนนี้ก็อยู่กินด้วยกันที่คอนโด” ผมตอบด้วยหน้าตาจริงจัง เพียงเท่านั้นยัยมิ้งก็แทบจะเชื่อสนิทใจแล้ว

“ระ...เรื่องจริงหรอเนี่ย”

“จริงสิ แต่ถ้ามิ้งไม่เชื่อจะไปถามพี่โซ่เองก็ได้นะ” พนันได้เลยว่าคนอย่างมิ้งไม่กล้าถามหรอก

“ไม่ล่ะ จะถามทำไมให้เสียเวลา” นั่นไง กะแล้วเชียวว่ามิ้งต้องพูดแบบนี้ แต่ที่ผมคาดไม่ถึงน่ะก็คือ... “แต่มีแฟนแล้วยังไง มีได้ก็เลิกได้ เราจะแย่งมาให้ดู!” อู้หู! แรงเกินไปแล้วแม่คุณเอ๊ยยยยย!

“เราว่าไม่ดีมั้งมิ้ง บาปกรรมนะนั่น”

“แล้วไงใครแคร์” มิ้งยักไหล่ไม่แคร์อย่างปากว่า “เดี๋ยวเราโทรบอกเพื่อนเอาชุดมาให้ดีกว่า จะเอาให้แซ่บจนพี่โซ่กับคนทั้งร้านต้องมองมาที่เราเลย” มิ้งพูดจบก็สะบัดบ็อบใส่ผมแล้วเดินออกจากครัวไป ส่วนผมก็ได้แต่อึ้งเพราะยัยนี่แรงเกินเบอร์กว่าที่คิดเอาไว้มาก

แต่ก็ใช่ว่าผมจะยอมยกไอ้พี่โซ่ให้หรอกนะ ไอ้พี่มันเป็นเหยื่อของผม ไว้ผมแก้แค้นได้เมื่อไหร่ยัยมิ้งจะเอาไปปู้ยี่ปู้ยำที่ไหนก็เชิญ!

ผมเดินออกจากครัวหลังมิ้งไม่นาน ตอนนี้เป็นช่วงเย็นๆ อยู่แล้วพวกพี่ๆ เลยไม่มีอะไรให้ผมทำ ก็นะ...คงไม่มีบริษัทไหนคาดหวังอะไรมากกับเด็กฝึกงาน แถมยังพึ่งจะฝึกได้ไม่ถึง 2 อาทิตย์เลยด้วยซ้ำ

จนกระทั่ง 6 โมงเย็นพี่แต่ละคนก็ลุกขึ้นจากโต๊ะ ส่วนใหญ่ก็จะไปกินเลี้ยงต้อนรับน้องฝึกงานกันนั่นแหละเพราะได้ลงขันกันแล้ว พี่แต่ละคนที่จะไปก็แทบจะทั้งแผนกไม่ได้มีแต่พี่เลี้ยงเท่านั้น รวมจากทั้ง 5 แผนกก็เกินครึ่งร้อยเลยจองแบบเหมาร้านเอาไว้เลย

ร้านที่พวกผมจะไปก็เป็นร้านปิ้งย่างสไตล์เกาหลีที่อยู่ไม่ไกลบริษัทมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะเดินไปได้ ต้องนั่งรถไปกันอยู่ดี ด้วยเหตุนี้คนที่ไม่มีรถอย่างผม มิ้ง และพี่ผู้หญิงในแผนกอีก 2 คนเลยต้องมานั่งรถไปกับไอ้พี่โซ่ แต่ยังไม่ทันจะได้ตกลงเลยว่าใครจะนั่งข้างหน้า ปรากฏว่ามิ้งที่เปลี่ยนชุดเป็นเดรสสีแดงแหวกข้างสุดแซ่บก็เข้าไปนั่งเรียบร้อยแล้ว

“ยัยนี่มันงูพิษคิดจะงาบหนุ่มดอกไม้ของบริษัท พี่ฝากน้องวากันซีนนางทีนะ” พี่จ๋าที่นั่งอยู่ฝั่งขวาของผมแอบกระซิบที่ข้างหู

“ใช่ๆ พี่ก็ฝากน้องวาด้วย ดู๊ดูท่าคุณเธอนั่ง พี่ล่ะกลัวใจน้องโซ่จริงจริ้ง” พี่หญิงที่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายของผมเสริม ส่วนท่านั่งของมิ้งนี่ก็นะ ไขว่ห้างจนข้างที่ชุดผ่าแหวกขึ้นไปแทบจะเห็นกางเกงในอยู่แล้ว นี่ถ้าไอ้พี่โซ่มันเสียสมาธิจนรถชนไม่ก็พลิกคว่ำนะ ต่อให้ตายเป็นผีผมก็จะไปบีบคอยัยนี่ถึงนรกเลยคอยดู!

เมื่อไปถึงร้านพี่ๆ แต่ละคนก็เริ่มจับจองโต๊ะกัน แต่ละโต๊ะจะนั่งได้สูงสุด 6 คน ในร้านมีทั้งหมด 15 โต๊ะเลยสามารถกระจายกันนั่งได้อย่างสบาย แต่โต๊ะผมกว่าจะลงตัวได้ก็แทบตายเหมือนกัน ก็พวกพี่สาวแต่ละคนนี่สิอยากจะนั่งโต๊ะเดียวกันกับไอ้พี่โซ่ทั้งนั้น กว่าจะตกลงกันได้ก็แทบจะเกิดเหตุฆาตกรรมกันกลางร้าน

“ผมลืมบอกไป ใครที่นั่งโต๊ะนี้จะไม่ได้กินกุ้งกันนะครับ”

“อ้าว! ทำไมล่ะน้องโซ่!”

“คือน้องวาแพ้กุ้งน่ะครับ” เท่านั้นแหละพี่สาวแต่ละคนก็ยกธงขาวขอยอมแพ้ จะเหลือก็แค่สาวมั่นเบอร์แรงอย่างมิ้ง พี่สาว 2 คนอย่างพี่จ๋ากับพี่หญิงที่ต้องการกันซีน แล้วก็พี่ฟลุคที่ไม่กินกุ้งอยู่แล้วเพราะขี้เกียจแกะ รวมเป็น 6 คนพอดี๊พอดี

แต่หลังจากที่แบ่งโต๊ะกันได้ปัญหาใหม่ก็ตามมา เพราะแต่ละคน (ยกเว้นพี่ฟลุค) อยากจะนั่งข้างไอ้พี่โซ่ทั้งนั้น ความหล่อของไอ้พี่มันนี่ช่างเป็นบาปจริงจริ้งงงงงงง

“มิ้งไม่สนหรอกนะคะว่าใครจะนั่งตรงไหน แต่ข้างๆ พี่โซ่ 1 ที่ต้องเป็นของมิ้งค่ะ” ยัยมิ้งพูดจบก็สะบัดบ็อบใส่พวกผม จากนั้นก็เดินสวยๆ ไปนั่งข้างไอ้พี่โซ่ที่อยู่ตรงโต๊ะกับพี่ฟลุค ส่วนพี่จ๋ากับพี่หญิงก็ได้แต่มองตาปริบๆ สติมาอีกทีก็ตอนที่มิ้งนั่งข้างไอ้พี่โซ่เรียบร้อย

“นางร้ายอะแกร!” พี่จ๋าบึนปากใส่

“ถ้าไม่ติดว่าเป็นหลานผอ.นี่ตบแล้วคร่า!” พี่หญิงมองอย่างเกรี้ยวกราด

“ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ ส่วนเรื่องที่นั่งพี่จ๋ากับพี่หญิงตกลงกันตามสบายเลย เดี๋ยวผมจะไปนั่งข้างพี่ฟลุคเอง” ถึงแม้ตอนแรกผมกะว่าจะอ่อยไอ้พี่โซ่ที่งานนี้สักหน่อย แต่ดูจากสถานการณ์แล้วเอาไว้ก่อนดีกว่า ผมไม่อยากสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น

แต่ถึงจะคิดอย่างนั้นพี่จ๋ากับพี่หญิงกลับถึงตัวผมเอาไว้ไม่ให้ไปไหน

“ไม่ได้ค่ะน้องวา น้องวาต้องไปนั่งข้างน้องโซ่”

“หา?”

“ไม่ต้องหาแล้ว ไปนั่งค่ะ กันซีนยัยน้องมิ้งให้พวกพี่ด้วย!” แล้วพี่จ๋ากับพี่หญิงก็ดันผมไปนั่งตรงที่ว่างอีกข้างของไอ้พี่โซ่ ผมถึงแม้จะยังงงๆ แต่ก็ยอมนั่งลงแต่โดยดี ส่วนพี่จ๋ากับพี่หญิงก็ไปนั่งข้างพี่ฟลุค แล้วหลังจากนั้นพวกเราทั้ง 6 คนก็เริ่มต้นสั่งอาหาร

บรรยากาศการนั่งกินแรกๆ ก็ดูจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เพราะมีสายตาจำนวน 6 ข้างเขม่นกันอยู่ จนกระทั่งพี่ฟลุคเริ่มชวนคุยโดยมีผมเป็นลูกคู่บรรยากาศถึงเริ่มดีขึ้น รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของแต่ละคนก็เลยเริ่มมา แต่เมื่อมิ้งออดอ้อนออเซาะไอ้พี่โซ่บรรยากาศก็จะกลับไปเป็นมาคุเหมือนเดิม พี่ฟลุคกับผมเลยต้องเริ่มเอนเตอร์เทนกันอีกครั้ง ซึ่งวัฏจักรนี้ก็วนลูปไปเรื่อยๆ แบบไม่มีสิ้นสุด

“พี่โซ่รู้มั้ยครับว่า ก่อนหน้านี้สาวๆ จะตบกันตายเพราะพี่เลยเนี่ย” ผมกระซิบข้างหูของไอ้พี่โซ่ แน่นอนว่าผมทำแบบนี้ไม่มีสาวๆ คนไหนเขม่น

แต่ขอโทษนะครับสาวๆ คนที่คิดว่าปลอดภัยไม่เป็นไร แต่ความจริงแล้วอันตรายที่สุดนะครัช!

“แล้ววาไม่เข้าร่วมวงด้วยหรอครับ” ไอ้พี่บ้านี่ นอกจากไม่มีแก้ตัวสักนิด แล้วยังแอบทอดสะพานมาให้ผมอีกด้วยนะแหม่

“พี่โซ่อยากให้ผมร่วมวงว่างั้น?” ทอดมาทอดกลับไม่โกงพูดเลย

“ถ้าพี่บอกว่าใช่แล้ววาจะเข้าร่วมวงด้วยรึเปล่า” ไอ้พี่บ้านี่ก็ทอดไม่เลิก

“ผมไม่พูดเรื่องนี้กับพี่โซ่แล้ว” ผมแกล้งเขินพอเป็นพิธีแล้วหันไปย่างเนื้อลงบนตะแกรงต่อ แต่พอนึกออกว่าก่อนหน้าไอ้พี่โซ่พูดถึงเรื่องที่ผมแพ้กุ้ง ผมเลยอดที่จะหันไปถามไอ้พี่มันด้วยความสงสัยไม่ได้

“พี่โซ่รู้ได้ยังไงครับว่าผมแพ้กุ้ง”

“วาเขียนลงในประวัติอยู่ไม่ใช่หรอ”

“ก็...ครับ” ผมจำได้ว่าผมเขียนลงไปจริงๆ นั่นแหละ แต่ก็ไม่ยักรู้ว่าไอ้พี่โซ่จะหยิบมาอ่านและจำได้ด้วย ดูจากท่าทางไอ้พี่มันก็ไม่ได้ออกพิรุธแต่อย่างใด ผมคงจะคิดมากไปนั่นแหละว่าไอ้พี่มันจำผมได้ เพราะถ้าจำได้ก็ต้องบอกแล้ว ไม่มีเหตุผลที่ต้องทำเป็นไม่รู้จักสักหน่อย

“เดี๋ยวผมขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับทุกคน” ผมพูดขึ้นเมื่อนั่งกินได้ชั่วโมงกว่า จากนั้นก็ลุกไปเข้าห้องน้ำแล้วก็ล้างหน้าที่มีแต่ควันและคราบมันสักหน่อย เมื่อเสร็จแล้วผมก็เดินออกมา แต่ว่าผมก็ต้องกลับเข้าไปใหม่เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังออกมาจากห้องน้ำหญิงที่อยู่ข้างๆ

 “บอกแม่ด้วยว่าคืนนี้พี่ไม่กลับ จะนอนหอเพื่อน...ไม่ต้องถามมากได้มะ เซ้าซี้อยู่ได้ แค่นี้แหละรำคาญ!” ใช่แล้ว เจ้าของเสียงก็คือมิ้งเอง

หลังจากจบบทสนทนาผมก็กะว่าจะเดินออกไป เพราะคืนนี้มิ้งจะนอนที่ไหนก็ไม่เกี่ยวกับผม แต่พอได้ยินมิ้งพูดกับใครอีกคนหลังจากที่โทรหาอีกสาย ผมก็ชักจะเปลี่ยนใจ

“มึง ถ้าแม่หรือน้องโทรหาบอกว่าคืนนี้กูไปนอนด้วยนะ...หึหึ กูก็จะไปนอนกับผู้น่ะสิ...ก็พี่โซ่ พี่ที่ฝึกงานที่กูเคยเล่าให้ฟังไง...ใช่ คนนั้นแหละมึง...” พอได้ยินแบบนี้ผมก็ถึงกับอึ้ง นี่ยัยมิ้งอ่อยไอ้พี่โซ่ได้สำเร็จแล้วหรอเนี่ย!

หนอย...ผมกัดฟันกรอดและกำหมัดแน่น คนที่แรงตัวแม่อย่างมิ้งผมไม่แปลกใจเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่คิดว่าไอ้พี่โซ่แม่มก็จะไวไฟเหมือนกัน

ให้ตายสิ! เจ็บใจชะมัด! แผนการของผมพังไม่เป็นท่าแล้วตอนนี้!

แต่ก่อนที่ผมจะออกไปจากห้องน้ำด้วยความฮึดฮัด ผมก็ได้ยินประโยคถัดมาของมิ้งเข้าซะก่อน...

“ยัง...มึงคิดว่าถ้าชวนตรงๆ แล้วพี่โซ่จะยอมนอนกับกูรึไง นี่กูอ่อยจนไม่รู้จะอ่อยยังไงแล้วเนี่ย...กูมีแผน...ก็แกล้งเมาแล้วให้พี่โซ่ไปส่งน่ะสิ!...ถ้าส่งบ้านแล้วกูจะได้กินมั้ยล่ะอีนี่ กูก็จะอ่อยจนพี่โซ่เลี้ยวรถเข้าโรงแรมน่ะสิยะ! แค่นี้แหละเสียเวลา เติมหน้าเติมปากให้สวยเป๊ะปังดีกว่า บาย!” แล้วมิ้งก็วางสายไป ส่วนผมจากที่เคยหน้าบึ้งก็เปลี่ยนเป็นแสยะยิ้มพลางขอบคุณมิ้งในใจ

แผนที่เธอคิดจะใช้ เราขอยืมใช้ก่อนก็แล้วกันนะมิ้ง!

เมื่อคิดได้แบบนั้นผมก็เดินกลับไปที่โต๊ะ ผมเริ่มแผนการทันทีก่อนที่มิ้งจะกลับมา โดยการแกล้งหยิบแก้วผิดจากน้ำเปล่าของตัวเองเป็นแก้วโซจูของพี่จ๋า นี่ขนาดว่าพี่แกกินแบบใส่น้ำแข็งและผสมน้ำเปล่าแล้วนะ ผมยังรู้สึกถึงความขมแล้วก็แสบคอสุดๆ

ที่เขาว่ากันว่าโซจูมันคือเหล้าขาวดีๆ นี่เองสงสัยท่าจะจริง!

“น้องวา! นั่นโซจูพี่!” พี่จ๋าพูดอย่างตกใจเมื่อเห็นผมยกแก้วขึ้นดื่มไปแล้วเกือบครึ่ง คนอื่นๆ ที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกันเลยรีบหันมามองผมเป็นสายตาเดียว

“เอ๊ะ?” ผมยกแก้วออกจากปากด้วยท่าทางมึนๆ งงๆ ไอ้พี่โซ่เลยรีบดึงแก้วออกมาแล้วหันมาถามผมด้วยความเป็นห่วง

“วาโอเคมั้ยครับ”

“...” ผมไม่ตอบอะไรเอาแต่จ้องเข้าไปในดวงตาของไอ้พี่โซ่อย่างเดียวเท่านั้น

“วา...วาครับ...วาได้ยินพี่มั้ย” แน่นอนว่าผมได้ยิน และผมก็รับรู้ถึงแรงเขย่านิดนึงจากมือของไอ้พี่โซ่ที่จับตรงไหล่ แต่ผมก็ไม่ตอบอะไรแล้วแสร้งทำเป็นตาปรือ ตัวโงนเงน จากนั้นก็เอียงตัวซบลงไปที่ไหล่ของไอ้พี่โซ่ซะเลย

“วา!”

“น้องวา!” ไอ้พี่โซ่กับพวกพี่คนอื่นๆ ร้องเรียกผม แต่ผมก็แกล้งทำเป็นไม่รู้สึกตัวซบไหล่ของไอ้พี่มันไปแบบนั้น

“นั่นวาเป็นอะไรไปคะพี่โซ่” มาแล้วหรอยัยมิ้ง

“คงจะเมาโซจูน่ะ คออ่อนขนาดนี้แล้วยังป้ำๆ เป๋อๆ หยิบแก้วผิดอีกนะเรา” ประโยคหลังไอ้พี่โซ่แอบบ่นให้ผม แล้วยังไม่พอ ยังมีการบีบจมูกผมเบาๆ อีกด้วยนะ ถ้าไม่ติดว่าแกล้งเมาอยู่จะกัดให้นิ้วขาดแม่มเลย!

“เอาไงดีน้องโซ่ ท่าทางน้องวาจะหลับยาวเลยนะเนี่ย”

“นั่นสิพี่หญิง...กูว่ามึงพาน้องวาไปส่งบ้านก่อนดีกว่ามั้ย”

“ไม่ดีค่ะพี่ฟลุค! พี่โซ่ยังกินไม่อิ่มเลย ปล่อยวานอนไปเถอะค่ะบางทีสักพักอาจจะตื่น” ดูท่าทางคนอื่นก็เป็นห่วงผมกันหมด มีแต่ยัยมิ้งนี่แหละดูจะตรงกันข้าม แต่ก็เอาเถอะ ผมก็ไม่ได้หวังอะไรกับยัยนี่อยู่แล้ว

“นั่งกินมาเกือบ 2 ชั่วโมงแล้วทำไมพี่จะไม่อิ่มล่ะครับมิ้ง...เอางี้แล้วกันนะครับทุกคน เดี๋ยวผมจะไปส่งวาที่บ้านแล้วก็จะเลยกลับเลย”

“แต่พี่โซ่...” มิ้งที่ดูเหมือนว่าจะไม่พอใจมากตั้งท่าจะแย้ง แต่พี่จ๋าที่อยากกันซีนมิ้งอยู่แล้วเลยรีบพูดขัดขึ้นทันที

“เอาตามนั้นเลยจ้ะน้องโซ่! มาค่ะ เดี๋ยวพี่จะช่วยถือของน้องวาตามไปส่ง”

“เดี๋ยวกูจะช่วยมึงพยุงน้องวา” อันนี้พี่ฟลุคพูด แต่ยังไม่ทันที่จะได้สัมผัสโดนตัวผม ไอ้พี่โซ่ก็เบรคเอาไว้ซะก่อน

“ไม่ต้อง มึงไปเปิดประตูรถรอกูเลย นี่กุญแจ”

“โอเคๆ” แล้วพี่ฟลุคก็คงจะเดินออกจากร้านไปเปิดประตูรถรอ ส่วนไอ้พี่โซ่ก็ค่อยๆ พยุงผมขึ้นแล้วพาเดินไปที่รถ ผมมองไม่เห็นหรอกว่าตอนนี้พี่ๆ ที่ร้านดูแตกตื่นกันมั้ย แต่ฟังจากเสียงก็คงไม่เท่าไหร่ พี่สาวส่วนใหญ่แค่เสียดายที่ไอ้พี่โซ่ต้องกลับก่อนแค่นั้นเอง

ไม่กี่นาทีต่อมาผมก็นอนอยู่บนรถเรียบร้อย พี่ฟลุคกับไอ้พี่โซ่คุยกันส่งท้ายนิดหน่อย ก่อนที่ไอ้พี่มันจะเข้าไปนั่งประจำที่คนขับแล้วก็ออกรถไปเลย

ตอนนี้ถ้าไม่ติดว่าแกล้งหลับล่ะก็ ผมคงจะลุกขึ้นมาหัวเราะด้วยความสะใจไปแล้วที่ทำแผนของมิ้งแตกได้ เสียดายที่ผมไม่เห็นสีหน้าของมิ้ง แต่ก็นะ ผมพอจะจินตนาการออกอยู่นั่นล่ะว่าแม่คุณจะหงุดหงิดหัวเสียขนาดไหน สะใจเป็นบ้า!

แต่เอ...จะว่าไปผมก็ลืมคิดไปซะสนิทเลยว่าหลังจากนี้จะทำยังไงต่อ ตอนนั้นผมก็มัวแต่คิดเรื่องพังแผนมิ้ง แต่ช่างมันเถอะ ในเมื่อไม่รู้จะทำยังไงก็ให้ไอ้พี่โซ่ไปส่งผมที่บ้านก็แล้วกัน

แต่เดี๋ยวนะ...ไอ้พี่มันรู้จักบ้านผมงั้นหรอ?

อืม...แต่ก็คงรู้จักล่ะมั้ง อาจจะจำได้จากประวัติที่ผมเขียนไว้ก็ได้ เห็นมั้ย ตอนนี้รถของไอ้พี่มันได้เลี้ยวเข้าไปในบ้านของผมแล้วก็จอดเป็นที่เรียบร้อย

หืม? เลี้ยวเข้าไปในบ้าน?

ผมว่าไม่น่าใช่นะ พวกพี่ๆ ของผมจะเปิดบ้านรอทั้งที่ผมยังไม่โทรบอกได้ยังไง ซึ่งขณะที่ผมกำลังสงสัยและลังเลอยู่ว่าจะลืมตาขึ้นมาดูดีมั้ย ไอ้พี่โซ่มันก็หัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วพูดขึ้นมาว่า...

“อยากรู้ใช่มั้ยครับว่าที่นี่คือที่ไหน ถ้าอยากรู้พี่จะบอกให้ก็ได้...คอนโดพี่เองครับวา”

!!!

2BC


​ฮัลโหลววว สวัสดีค่าทุกคน Trap หัวใจพ่ายรักตอนที่ 5 ก็จบลงไปแล้วค่า มาลุ้นกันว่าตอนหน้าน้องวาจะรอดจากพี่โซ่มั้ย ดูท่าทางพี่แกจะรู้อยู่แล้วนะเนี่ยว่าน้องแกล้งเมา >///< ​ เอาจริงๆตอนนี้มันไม่ยาวขนาดนี้ เค้าตั้งใจจะจบตอนที่วารู้แผนของมิ้ง แต่ไหนๆเค้าก็ผิดนัดไปหนึ่งวัน เพราะงั้นเลยจัดให้แบบยาวๆเลยค่า ว่าแต่...หลังจบตอนนี้หลายๆคนยังจะเปลี่ยนข้างพระเอกอีกรึเปล่าน้า? ระหว่างโซ่กับธามใครดูมีราศีพระเอกมากกว่ากัน? ​แต่ว่ากันตามตรงมันก็ชัดเจนมาตั้งแต่แรกแล้วล่ะนะ อิอิ ส่วนตอนหน้าเจอกันวันเสาร์นะคะ กำพระให้แน่นๆและมาเอาใจช่วยน้องวา (หรือพี่โซ่) กันด้วยนะคะ บ๊ายบายยยย ​ (19 ก.ย. 61)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น