หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

จุดเริ่มต้นของทั้งคู่เริ่มต้นขึ้นด้วยความ 'เสน่หา' แล้วเเขาจะทำอย่างไร หากต้องการให้เธอมาเป็น 'ยาใจ' ของเขาแต่เพียงผู้เดียว

ตอนที่ 27 ถูกวางแผน

ชื่อตอน : ตอนที่ 27 ถูกวางแผน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.1k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ย. 2561 14:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 27 ถูกวางแผน
แบบอักษร


หรงหลิงยุ่งมาก เขายุ่งจนเมื่อหลินเมิ่งตื่นมาก็ไม่เห็นเขาแล้ว แต่ว่าหรงหลิงก็ได้ทิ้งโน้ตไว้ให้เธอที่หัวเตียง เธอหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดู ก็เห็นลายมือหวัดๆ ของเขาที่เต็มไปด้วยพลังและความดุดัน

“อย่าลืมทายาที่แผลบนข้อมือ วันละ 3 ครั้ง หลอดยาวางอยู่บนหัวเตียง

ดูเหมือนเธอจะชอบกินของหวานเมื่อคืนนี้ จะสั่งให้ห้องอาหารของโรงแรมทำให้เธออีกก็ได้

ถ้าหากว่าเบื่อ ไปดูหนังที่ห้องโฮมเธียเตอร์ได้ อยากดูอะไร พนักงานจะหาให้ หรือไม่ก็ลองหาในอินเตอร์เน็ต

คืนนี้ฉันจะกลับมากินมื้อเย็นด้วย คิดไว้ดีๆ ว่าอยากกินอะไร”

นี่เขาให้เธอเป็นคนตัดสินใจเหรอ!

หลินเมิ่งถือกระดาษที่มีทั้งการออกคำสั่งและความนุ่มนวลไว้ในมือ แอบหัวเราะเสียงเบาออกมาด้วยท่าทางเงอะงะ ความอับอายเมื่อคืนนี้ได้หายวับไปจนหมดแล้ว

ตอนประมาณสิบโมง มีคนนำดอกไม้มาส่งให้เธอ บอกว่าเป็นดอกไม้ของหรงหลิง

เธอรับกระถางดอกไม้กระถางเล็กๆ นั้นมาด้วยความแปลกใจ เมื่อมองดูดอกไม้ที่ขาวราวกับหิมะ และลำต้นที่เขียวราวกับหยกแล้วก็ถามตามไปด้วยความสงสัยว่า “นี่เรียกว่าอะไรเหรอคะ?”

พนักงานบริกรหญิงที่มาบริการที่ห้อง President Suite โดยเฉพาะนั้น ตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้ม “ลิลลี่ป่าค่ะ เป็นดอกไม้ที่บริสุทธิ์ เหมาะกับคุณมากเลยนะคะ”

หลินเมิ่งถูกชมจนใบหน้าสวยนั้นแดงขึ้นด้วยความเขินอายน้อยๆ หลังจากส่งพนักงานหญิงออกไป พร้อมกับปิดประตูลงแล้ว เธอก็รีบเดินเร็วๆ จนดูราวกับเหาะไปที่โต๊ะชาด้านข้าง พยายามตั้งใจจ้องมองกระถางดอกไม้ที่เรียกว่าลิลลี่ป่า ใบสีเขียวอวบอ้วนที่น่าดึงดูด ห่อหุ้มดอกไม้ดอกเล็กที่อยู่บนลำต้นอย่างนุ่มนวลราวกับฟักดาบ คอยทำหน้าที่คุ้มกันอยู่เงียบๆ

หลินเมิ่งนับได้ว่าบนต้นไม้นี้มีดอกไม้ดอกเล็กอยู่ทั้งหมดมากกว่าแปดดอก แต่ละดอกดูราวกับหญิงสาวเขินอายที่ปกคลุมด้วยชุดเจ้าสาวสีขาว ก้มหน้าลงราวกับรอความรักจากผู้ชายของเธอ ดอกไม้สีขาวโน้มลงด้านล่างจนดูราวกับระฆังใบเล็ก และกระดิ่งลม ดูสวยงามเป็นพิเศษ สีขาวสว่างนั้นทำให้ดูราวกับชิ้นหยกที่สวยงามแปลกตา

หลินเมิ่งไม่กล้าที่จะยื่นมือออกไปแตะต้อง เธอกลัวว่าหากไม่ระวังแล้วจะทำให้ดอกไม้รูปทรงระฆังแขวนดอกเล็กนี้ร่วงลง เธอยกมุมปากยิ้มขึ้นด้วยความดีใจ ขยับเข้าไปใกล้ดอกไม้เหล่านั้นเล็กน้อย ค่อยๆ สูดลมหายใจ กลิ่นหอมบางๆ ที่ส่งมานั้นทำให้คนพึงพอใจ สดชื่นและบริสุทธิ์ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกชอบจริงๆ แต่ว่านี่ยังอยู่ในกระถางอยู่เลย จะปลูกได้หรือเปล่านะ? เจ้าลิลลี่ป่านี่คงไม่ตายง่ายๆ เหมือนกับดอกกุหลาบขาวช่อนั้นที่ถูกโยนทิ้งไปหรอกใช่ไหม?

“ฮะๆ......”

นี่เขาคงกำลังชดเชยให้เธอสินะ!

แต่ไม่ว่าอย่างไร เมื่อคืนนี้เขาก็โยนดอกกุหลาบขาวของเธอทิ้ง!

ที่พื้นปูด้วยพรมผืนหรูและมีระดับ ดังนั้นหลินเมิ่งจึงนอนลงกับพื้น เท้าคาง จ้องมองต้นลิลลี่ป่าด้วยความสนใจ มองไปมองมาก็กินเวลาไปชั่วโมงกว่า จนถึงเวลาอาหารกลางวัน

เสียงกริ่งดังเข้ามาอีกครั้ง เธอลุกขึ้นมาแล้ววิ่งไปที่ประตู เมื่อมองผ่านเครื่องตอบรับที่ติดตั้งไว้ที่หน้าประตูแล้วก็อึ้งไปสักพัก ที่เธอเห็นนั้นเป็นเด็กผู้หญิงที่ดูราวกับเจ้าหญิงคนเมื่อวาน รู้สึกว่าเธอจะชื่อเหอหย่า!

เธอกดที่ปุ่มตอบรับ

“สวัสดีค่ะ” ที่นอกประตูมีเสียงใสน่ารักของเหอหย่าดังเข้ามา “ฉันมาหาพี่หรงหลิง”

“เขาไม่อยู่ค่ะ”

เหอหย่าขมวดคิ้ว ส่งเสียง “อ้อ” ออกมาเสียงหนึ่ง แล้วพูดขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เป็นการสั่งว่า “ให้ฉันเข้าไป!”

เธอเป็นเพื่อนกับหรงหลิง หลินเมิ่งจึงไม่คิดอยากที่จะมีปัญหาด้วย จึงรีบเปิดประตูให้เหอหย่าเข้ามาด้านใน

เหอหย่าเดินวนในห้องอย่างไม่เกรงใจ ราวกับว่าเธอกำลังเดินชมการตกแต่งภายในห้อง President Suite ห้องนี้ หลินเมิ่งยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน และไม่รู้ว่าควรจะพูดคุยกับเธออย่างไรดี เธอคิด ยกมุมปากขึ้นยิ้มแล้วถามว่า “คุณหิวน้ำไหมคะ? ฉันจะไปเอาน้ำผลไม้มาให้”

“ไม่ต้อง!” น้ำเสียงของเหอหย่าเย็นชา ถ้อยคำปฏิเสธของเธอก็มีแต่ความเรียบเย็น

“ห้องนี้ไม่เลวเลยนี่!” เธอวิจารณ์ออกมาเช่นนี้ราวกับเป็นผู้เชี่ยวชาญ หลังจากนั้นดวงตาคมสวยราวเมล็ดอัลมอนต์ก็มองจ้องไปที่หลินเมิ่งด้วยประกายคมกริบ ใบหน้าก็ให้ความรู้สึกเหมือนกับผู้สูงศักดิ์มองผู้ต่ำศักดิ์อย่างเป็นธรรมชาติ

“ได้ยินมาว่าเธอเป็นเด็กซื่อจง[1]?”

หลินเมิ่งอึ้งไปสักพัก พยักหน้าลงเล็กน้อย เธอก็เป็นเด็กนักเรียนซื่อจงของเมือง J จริงๆ แต่กลับคิดไม่ถึงว่าเด็กผู้หญิงที่เพิ่งจะพบหน้ากับเมื่อว่าจะรู้เรื่องนี้ด้วย

ดวงตาของเหอหย่าวาบประกาย ทันใดก็ถอนสายตากลับมา ยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย เปลี่ยนสีหน้าราวกับงิ้วเปลี่ยนหน้ากากของเสฉวน บนใบหน้าปรากฏเป็นความสนิทสนมขึ้นมา

“ที่แท้เธอก็เป็นเด็กซื่อจงจริงๆ ด้วย!”

ราวกับคำว่า “ซื่อจง” เป็นคำที่วิเศษอย่างไรอย่างนั้น สามารถลดระยะห่างของเธอและหลินเมิ่งให้เข้าหากันได้

“ก่อนหน้านี้พี่หรงหลิงก็เคยเป็นนักเรียนซื่อจงเหมือนกัน พวกเธอสองคนนี่เป็นพรหมลิขิตจริงๆ เลย ฮิๆ......”

เมื่อเหอหย่าพูดเล่นหัวเราะกับเธอแบบนี้ หลินเมิ่งก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง บนใบหน้าปรากฏความเขินอายอยู่จางๆ  โรงเรียนเก่า โรงเรียนเก่า มาจากโรงเรียนเดียวกัน เป็นเด็กนักเรียนของโรงเรียนนนี้เหมือนกัน ต้องรู้ว่าเมื่ออีกฝ่ายนั้นเป็นเด็กนักเรียนที่มากจากโรงเรียนเดียวกับตัวเอง ก็มักจะสนิทกันอย่างไม่รู้ตัว อาจจะเป็นเพราะว่ามาจาก “แม่เดียวกัน” พอได้ยินว่าหรงหลิงเคยเรียนโรงเรียนเดียวกันกับตัวเองนั้น หลินเมิ่งก็รู้สึกหวานล้ำอย่างที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจ รู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้เขาอีกนิดอย่างงงๆ แล้ว

“ผ่านมาหลายปีขนาดนี้แล้ว ซื่อจงคงเปลี่ยนไปเยอะแล้วสินะ......” ราวกับว่าเหอหย่าเพียงพึมพำออกมาอย่างไม่ใส่ใจเท่านั้น แต่หลินเมิ่งที่ได้ยินก็รีบตอบออกไปทันทีว่า “อือ เปลี่ยนไปเยอะเลยค่ะ ช่วงหลายปีมานี้มีตึกใหม่สร้างขึ้นเยอะเลย”

“ใช่ไหมล่ะ?” เหอหย่าพึมพำขึ้นอีกครั้ง ความคิดราวกับล่องลอยออกไปไกล ดวงตาที่มองหลินเมิ่งอยู่นั้นก็ราวกับมองผ่านไปที่อื่น

“คุณเคยไปที่นั่นมาก่อนไหมคะ?” หลินเมิ่งถามขึ้นอย่างสงสัย

สายตาของเหอหย่าวาบประกายขึ้นแวบหนึ่ง ยิ้มออกมาเล็กน้อย แต่กลับไม่ตอบคำถาม แต่พูดขึ้นทันทีว่า “ฉันต้องไปก่อนแล้ว!”

พอพูดแล้วก็ไม่สนใจปฏิกิริยาตอบกลับของหลินเมิ่ง เพียงแต่เดินออกไปเท่านั้น หลินเมิ่งจึงรีบร้อนตามไปส่งเธอที่ประตู เหอหย่าก็พูดขึ้นมาอย่างทันทีว่า “เวลาก็ผ่านไปแล้ว ก็ควรกลับไปเยี่ยมโรงเรียนสักหน่อยนะ”

เสียงนั้นเบามาก ราวกับเป็นเสียงกระซิบที่ริมฝีปาก แต่หลินเมิ่งกลับได้ยิน ยังไม่ทันที่หลินเมิ่งจะถามว่าคำพูดนี้หมายความว่าอะไร เหอหย่าก็ได้ปิดประตู จากไปเสียแล้ว เหลือเพียงหลินเมิ่งที่นอนหมอบอยู่ที่พื้นพรม จ้องมองดูสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อย่างลิลลี่ป่าอยู่ตรงนั้นด้วยจิตใจล่องลอย

ตอนเย็นหรงหลิงก็กลับมาตามที่บอกไว้ เขาพาหลินเมิ่งออกไปกินเสี่ยวหลงเปาอีกมื้อหนึ่ง หลินเมิ่งชอบเสี่ยวหลงเปาของโรงแรมอวี้จิ่นมาก ตั้งแต่ที่ได้กินครั้งแรกเธอก็จดจำได้ไม่ลืมตั้งแต่ครั้งนั้น วันนี้ก็ได้กินอีกครั้งหนึ่ง เช่นนี้เธอก็ดูเหมือนกับเด็กสาวที่มารำลึกความหลังแล้ว

เมื่อกัดเสี่ยวหลงเปาคำสุดท้าย หลินเมิ่งก็ลังเลแล้วลังเลอีก คิดแล้วคิดอีก จนในที่สุดหรงหลิงก็หยิบทิชชู่เปียกขึ้นมาเช็ดมือให้เธออีกครั้ง ทำให้คนที่มีความคิดลังเลอยู่ในสมองพูดออกมา

“คุณ...อยากไปดูโรงเรียนของฉันไหมคะ?”

กะทันหันเกินไปจนทำให้หรงหลิงต้องเหลือบสายตาขึ้นมอง หลินเมิ่งรีบยิ้มออกมาทันที มองเขาอย่างมีความสุข “ฉันก็เป็นนักเรียนของซื่อจงเหมือนกันนะคะ เมื่อเทียบกับหลายปีที่แล้ว โรงเรียนก็เปลี่ยนไปมากเลยค่ะ”

หรงหลิงหรี่ตาลงเล็กน้อย ภายใต้สายตาที่เปล่งประกายของหลินเมิ่งนั้น เขาก็เงียบไปนาน แล้วถึง....จะพยักหน้าลง ทำให้ใบหน้าของหลินเมิ่งปรากฏรอยยิ้มกว้างขึ้นมาในทันที จริงๆ ด้วย พูดออกมาอย่างนี้เธอถึงจะนับได้ว่าเป็นไกด์ขึ้นมาได้หน่อย

ครั้งนี้หรงหลิงขับรถไปเอง หลินเมิ่งนั่งลงตรงที่นั่งข้างคนขับ ตอนนี้เวลาเลยสองทุ่มมาแล้ว ผ่านช่วงเวลาที่การจราจรหนาแน่นมาแล้ว ทำให้บนถนนมีรถไม่เยอะมากเท่าไหร่ รถพอร์ชคันสีดำที่เร็วแรงพุ่งตัวไปบนถนนด้วยความเร็วอีกทั้งสง่างามราวกับเสือดาว เพียงไม่นานก็มาถึงโรงเรียนของหลินเมิ่ง......โรงเรียนมัธยมตี้ซื่อ

“ฉะ...ฉันไม่ลงจากรถได้ไหมคะ?” ถึงแม้หรงหลิงจะจอดรถไว้ที่ด้านนอกโรงเรียน แต่เธอก็กลัวว่าถ้าตัวเองลงจากรถไปแล้วจะเจอกับเพื่อนนักเรียนเข้า ตอนนี้เป็นเวลาที่เด็กมัธยมปลายกำลังทบทวนบทเรียนด้วยตัวเองตอนค่ำ ไม่แน่ว่าอาจจะมีเด็กนักเรียนคนไหนออกมาหาซื้อของกินตอนนี้ก็ได้

หรงหลิงไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ก็ไม่ได้ขยับ นี่ราวกับเป็นการยินยอมแล้ว

หลินเมิ่งรู้สึกอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก พอได้เห็นโรงเรียนที่คุ้นเคย ในใจก็เกิดความรู้สึกอบอุ่น ภายในโรงเรียนเปิดไฟข้างทางเอาไว้ ในแต่ละตึกเรียนยังคงมีเด็กนักเรียนและอาจารย์หลงเหลืออยู่ ทำให้ไฟส่วนใหญ่นั้นยังคงส่องสว่าง ความมืดมิดยามค่ำคืนไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการมองเห็นตึกเรียนแต่ละชั้นแต่อย่างใด กลับกันนั้นยังสามารถทำให้มองเห็นความสวยงามของตึกในแต่ละมุมได้อย่างชัดเจน ท่ามกลางแสงไฟสลัวรางนั้นเกิดเป็นความอ่อนโยนขึ้นมา จนทำให้คนรู้สึกอบอุ่นมากขึ้นไปอีก

หลินเมิ่งไม่ได้ใส่ใจความเงียบของหรงหลิงเท่าไหร่นัก อีกอย่างในฐานะเพื่อนร่วมสถาบันก็ทำให้ทั้งร่างของเธอลอยล่องขึ้นไปอีก แก้มทั้งสองแดงขึ้นเล็กน้อย พูดอธิบายการสร้างโรงเรียนให้หรงหลิงฟังอย่างกระตือรือร้น เสียงเจื้อยแจ้วดังไปมาอย่างที่เธอไม่ค่อยเป็นนัก น้ำเสียงเรียบเรื่อยฟังสบายๆ แต่แฝงด้วยความจริงจังดูราวกับเป็นการพยายามอธิบายของรักของหวงของตัวเองให้กับเพื่อนที่เพิ่งรู้จักฟัง ราวกับเด็กหญิงตัวน้อยที่วาดหวังให้เพื่อนรู้สึกประทับใจ

หรงหลิงฟังไป หัวคิ้วก็ขมวดเล็กน้อย แสงไฟจากภายนอกสาดส่องเข้ามาภายในตัวรถ ทาบทับลงบนใบหน้าที่งดงามของเขา ทำให้ใบหน้าคมคายของเขาอึมครึมไม่ชัดเจน หลินเมิ่งไม่ได้สังเกต เพียงแต่พูดอธิบายด้วยความรู้สึกยินดี

“คุณมองเห็นตึกเจ็ดชั้นนั่นไหมคะ นั่นเป็นตึกที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่เมื่อปีที่แล้ว เป็นตึกที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษสำหรับเด็กม.หกเลยนะ ปกติแล้วไม่ค่อยให้เด็กม.สี่ ม.ห้าอย่างพวกเราเข้าไปใกล้หรอกค่ะ ดูเหมือนจะเป็นเพราะว่ากลัวจะไปรบกวนการสอบเข้าของพวกเขา......”

……

“ตึกหลังนั้นที่ด้านบนมีเป็นมุมเหล็กก็เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ค่ะ อืม...ดูเหมือนจะเป็นสองสามปีที่แล้วมั้งคะ นั่นเป็นห้องสมุด ได้ยินมาว่าตอนที่เพิ่งสร้างนั้นมีหนังสือไม่พอ ดังนั้นทางโรงเรียนก็เลยขอให้นักเรียนเอาหนังสือที่ไม่ใช้แล้วมาบริจาค ตอนนั้นมีคนเอามาบริจาคเยอะมากเลยนะคะ หลังจากนั้นการบริจาคหนังสือก็กลายเป็นธรรมเนียมของโรงเรียนไปแล้วค่ะ อือ รอพวกเราเรียนจบม.สี่แล้ว ก็คงต้องบริจาคหนังสืออีกครั้งแล้ว......”

......

“มองเห็นตึกที่สูงที่สุดนั่นหรือเปล่าคะ มีตั้งสิบสามชั้นเลยนะ เป็นตึกเดียวในโรงเรียนของพวกเราที่มีลิฟต์เลยค่ะ นั่นเป็นตึกสันทนาการ มีทั้งสระว่ายน้ำ สนามบาสเกตบอลในร่ม สนามวอลเลย์บอล......แต่ว่า ไม่ค่อยเปิดให้นักเรียนใช้หรอกค่ะ กลับเป็นเด็กศิลป์ที่ได้เข้าไปบ่อยๆ ในนั้นมีห้องที่สร้างขึ้นเพื่อเด็กศิลปะโดยเฉพาะเยอะมากๆ เลยนะคะ อย่างเช่นมีชั้นหนึ่งเป็นห้องเปียโนโดยเฉพาะทั้งชั้นเลย ฉันเคยไปครั้งหนึ่ง ในนั้นใหญ่มาก มีเปียโนไว้หลายหลังเลย อ๊ะ หรงหลิง คุณรู้ไหมคะว่าโรงเรียนของเราโดดเด่นเรื่องอะไรที่สุด?”

เธอยิ้มตาหยี หันใบหน้าที่เดิมที่มองไปยังแสงไฟข้างนอกกลับมามองหรงหลิง ท่ามกลางความมืดนั้น ใบหน้าด้านข้างของเขาเผยให้ความไร้อารมณ์ ไม่มีท่าทีที่ดูสบายๆ เหมือนก่อนหน้าเลย ชัดเจนว่าความร่าเริงของเธอนั้นไม่ได้ส่งผลต่อเขาเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ทำให้คิ้วของเขาผูกกันแน่นมากขึ้น สันกรามที่ขบกันแน่นทำให้รู้ว่าเขากำลังหมดความอดทน นี่ทำให้รอยยิ้มบนริมฝีปากของเธอนั้นค่อยๆ เลือนหายไป

เธอรู้สึกราวกับว่าเธอกำลังทำอะไรผิด

“คะ...คุณไม่อยากฟังหรือเปล่าคะ?”

เขาเงียบไม่พูดอะไร เป็นความเงียบแบบที่หลินเมิ่งไม่เคยคาดเดาได้ ความเงียบที่ทำให้เธอยากที่จะรับมือ กระอักกระอ่วน และไม่รู้จะทำอย่างไร

เธอก้มหน้าลงต่ำ ความตื่นเต้นดีใจเมื่อสักครู่นี้ราวกับกระโจนหายไปด้วยความอายอย่างไรอย่างนั้น หายไปด้วยความรวดเร็ว เธอเหยียดริมฝีปาก ยกยิ้มรับความโดดเดี่ยวนั่น เริ่มพูดต่อด้วยเสียงเบา เพราะเมื่อพูดแล้วเธอก็จำเป็นต้องพูดให้จบ

“สิ่งที่โรงเรียนของเราโดดเด่นที่สุดก็คือเปียโนค่ะ ในทุกๆ ปีจะมีนักเรียนที่โดดเด่นได้ไปที่เมืองเวียนนา คุณ...อาจจะรู้อยู่แล้ว”

ชื่อเสียงทางด้านเปียโนของซื่อจงนั้นมีมานานมาก เพราะว่าหรงหลิงเคยเป็นนักเรียนของโรงเรียนนี้มาก่อน แน่นอนว่าเขาต้องรู้เรื่องนี้ หลินเมิ่งรู้สึกว่าคำถามของเธอเมื่อครู่นี้นั้นโง่มาก ความรู้สึกที่อยากจะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเขาอย่างที่ไม่ทันได้คิดนั้นมันโง่มากจริงๆ!

เสียงของเธอเบามาก แต่กลับเต็มไปด้วยพลังทำลายล้าง เพียงพริบตาก็ทำให้ร่างของหรงหลิงแข็งทื่อขึ้นมาทันที ราวกับคำพูดของหลินหมิ่งนั้นกำลังทิ่มแทงเข้าที่ร่างของเขา จนในที่สุดก็ทำให้เขายากที่จะรับไหว เขาขยับเกียร์ เหยียบเข้าที่คันเร่งเล็กน้อย ค่อยๆ กลับรถ แล้วรถก็พลันพุ่งทะยานออกไปราวกับลูกธนู หลินเมิ่งที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ยังดีที่ยังคาดเข็มขัดนิรภัยไว้ ไม่อย่างนั้นร่างของเธอคงกระแทกเข้ากับประตูรถแล้ว

การกระทำของเขาค่อนข้างกะทันหัน และก็รุนแรง เธอไม่เข้าใจว่าเธอทำให้เขาโกรธเพราะอะไรกันแน่ ถึงได้ทำให้ปฏิกิริยาของเขารุนแรงขนาดนี้ รอจนนั่งได้อย่างมั่นคง ใจกลับมาเป็นปกติแล้ว ถึงได้หันหน้าไปมองเขา หลังจากนั้นใจที่เต้นระส่ำก็หยุดลง แสงไฟตามข้างทางที่เลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็ทำให้ใบหน้าของหรงหลิงสว่างขึ้น ในที่สุดเธอก็ได้มองเห็นความมืดครึ้มบนใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน

ชัดเจนว่าเขากำลังโกรธ และก็โกรธมากด้วย มันไม่เหมือนกับความโกรธที่เขาระเบิดออกมาเมื่อวาน ตอนนี้ความโกรธของเขานั้นถูกกดเอาไว้ ซ่อนเอาในมุมหนึ่งในร่างของเขาไม่แสดงออกมา ดังนั้นจึงทำให้ลมหายใจของเขาถี่กระชั้น แม้กระทั่งใบหน้าที่งดงามนั้นก็ยังเผยให้ถึงความเยียบเย็น

หลินเมิ่งเงียบ ในความเงียบนั้นเธอกระวนกระวาย ตัวสั่นไปด้วยความกลัว เขาในตอนนี้น่ากลัวกว่าตอนที่ต่อยเกาซีเป็นสิบเท่า เธอนึกไม่ออกจริงๆ ว่า หากเธอเผลอทำให้โกรธขึ้นมาอีกครั้ง จะมีสิ่งไหนที่มาดับความโกรธนี้ได้อีก

[1]*ซื่อจง ย่อมาจาก ตี้ซื่อจงเสว่ (第四中学) คำว่าตี้ซื่อ แปลว่าอันดับสี่ ส่วนคำว่าจงเสว่ หมายถึงโรงเรียนมัธยม

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น