เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ชื่อตอน : 53.2 สเวน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 114

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ย. 2561 23:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
53.2 สเวน
แบบอักษร

​          ใบไม้สีน้ำเงินร่วงหล่นโปรยโปรยไสว

          กิ่งไม้สีทองนวลสั่นระริกยามลมพัดแตะสะกิด

          ข้างใต้ต้นไม้ใหญ่มีดอกมาร์กาเร็ตสีม่วงเจือฟ้าเบ่งบานแสดงความจริงใจ

          เรือนผมสีน้ำตาลราวดินพสุธาสั้นปะบ่าแสดงถึงความมุ่งมั่นและคล่องแคล่ว ดวงตาสองข้างมีสีน้ำตาลเข้มแฝงซึ่งความฉลาดเฉลียว ซื่อตรง และอ่อนไหว องคาคมสัน บนใบหน้ามีอวัยวะจัดเรียงได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ จมูก ปาก หู ตา แก้ม ให้หล่อเหล่าระดับชาวบ้านชาวนา ด้วยปกติชายหนุ่มเป็นคนชอบยิ้มกรุ่มกริ่มและหัวเราะเสียงดังประหนึ่งภูตขโมยน้ำหวาน กลิ่นไอที่รายล้อมรอบตัวเขาจึงแผ่ประกายความอ่อนโยนละมุนละไมดุจนักเล่านิทาน เขาสูงกว่าพวกเมรัย กระนั้นไม่นับจัดเป็นประเภทสูงโปร่งกว่าคนธรรมดา เสื้อผ้าอาภรณ์แต่งกายเรียบร้อยเสมือนพ่อค้าผู้เปี่ยมด้วยมารยาทและพร้อมบริการลูกค้าตลอดยามมิว่ายามนั้นไฟจักไหม้ร้านขายยา หรือกำแพงเมืองจักแตกทลาย

          “ใช่ ข้าชื่อสเวน”

          วิญญาณหนุ่มหลุบตาด้วยท่วงท่ายอมรับอย่างไร้แววปฏิเสธ เมื่อเขารู้แล้วว่าตนเองเป็นใคร เหตุใดต้องปฏิเสธด้วยเล่า

          ภายในห้องใจกลางบ้านร้าง หมอผีน้อยกอดอกแอบถอนหายใจ นางสะบัดหลังและเดินสวนไหล่สเวน ขณะจักปล่อยให้วิญญาณหนุ่มไว้เพียงลำพัก นางพลั่งเอ่ยเตือนสิ่งที่นางค้นเจอ “เหมือนในกล่องนั้นจักเป็นของครอบครัวเจ้านะ”

“..”

           สเวนก้มหน้าปล่อยให้เมรัยจากลา ภาพเบื้องหลังคือเมรัยจูงมือนารีและเรไร ส่วนภาพเบื้องหน้านั้น วิญญาณหนุ่มลืมตาช้าๆพลางรองเท้าหนังยกและเหยียบย่ำก้าวสู่บ้านของเขา…

          “ข้ากลับมาแล้ว

          ท่ามกลางความเงียบงันประหนึ่งแดนมายามีสุรเสียงหลากอารมณ์เปล่งกังวานอย่างแผ่วเบาเยี่ยงลมฝน ด้วยความรู้สึกยากอธิบาย ด้านในหัวใจชายหนุ่มอัดแน่นด้วยแรงปรารถนา เขาหวังพบครอบครัว คุณพ่อ คุณแม่ พี่ชายน้องสาว เขาเฝ้ารอคอยวันที่ได้กลับมาที่นี้อีกครั้ง กาลเวลาเนิ่นนานหลายร้อยปีประหนึ่งหลายหมื่นปี สเวนอยากยิ้ม เขาคลี่ยิ้มและยืนตระหง่านใต้แสงอาทิตย์ที่ส่องกระทบใบหน้าทรงภูมิและดวงตาทรงปัญญา ประกายแสงสีทอแพรวพราว งดงามราวภาพวาดแห่งปักษาสวรรค์

          สิ่งใดควรเอ่ย ชายหนุ่มครุ่นคิดตลอดการเดินทาง เขามีคำบอกเล่ามากมายอยากบอก อยากสารภาพ กระนั้นยามยืนอยู่ตรงนี้ ทุกคำที่คิดไว้กลับเลือนหายอันตรธาน สมองว่างเปล่าราวอ่างน้ำใส ไม่มีสิ่งใด เพียงแต่อยากยืนเฉยๆ ปล่อยให้บรรยากาศหนาวบ้าง ร้อนบ้างอ้อมกอดเขาไว้ ให้เขารู้ว่าตนเองทำได้แล้ว

          ราวว่าเวลาไหลย้อนกลับสู่วันวาน สเวนยิ้มมองภาพอดีตที่ค่อยๆปรากฏรอบด้าน โต๊ะข้างแขนที่เคยใช้เป็นโต๊ะกินข้าว งานเลี้ยงวันเกิดและงานฉลองวันปีใหม่ พี่น้องที่จูงมือเขาขอให้ช่วยสอนหนังสือและสอนวิชาตัวเลข คุณพ่อที่ชวนเขาตัดฟืน คุณแม่ที่คอยบ่นเรื่องมารยาท ความทรงจำต่างๆที่ผุดปรากฏในแต่ละช่วงชีวิตของเขา ตั้งแต่วัยเด็กกระทั่งวันที่เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่

          จากเด็กน้อยผู้พึ่งพิงผู้อื่น กลายเป็นผู้ที่ให้ผู้อื่นพึ่งพิง

          มีหลายสิ่งที่สเวนเสียใจและเสียดายไม่มีโอกาสได้ทำ นั้นคือเขาอยากกลับบ้าน…กลับมาที่นี้ในตอนที่ครอบครัวเขายังอยู่…

          “…”

          บางสิ่งมิอาจแก้ไข ให้ต้องยอมรับเท่านั้น สเวนเผยยิ้มแห่งความสุข แม้นมันแอบแฝงซึ่งความเศร้าบางๆดุจสายหมอก เขาสัญญาจักดูแลพ่อแม่เมื่อพวกท่านแก่ชรา กระนั้นเรื่องนี้คงต้องพึ่งพาวาสนา ขอให้สิ่งที่เขาไม่อาจทำในชาตินี้ หวังชาติหน้าจักมีโอกาสรับใช้ดูแลพวกท่าน สเวนเป็นคนไม่เชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด กระนั้นเขาเริ่มเชื่อเมื่อรู้ว่าวิญญาณมีจริง หากวิญญาณมีจริง ดังนั้นเรื่องเกิดใหม่คงมีกระมัง ชายหนุ่มแผ่วหัวเราะ สีหน้าเขาทอประกายสดใสเยี่ยงดอกทานตะวัน

           เรื่องราวของสเวนคือเรื่องจริงที่บันทึกไว้ในตำรานิทานพื้นบ้าน เรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังของพ่อค้าหนุ่มและหญิงสาวคนขายดอกไม้ สเวนไม่คิดเลยว่าตนเองจะกลายเป็นตัวละครในนิทาน แถมนิทานเรื่องนั้นยังใช้เป็นบทเรียนสอนลูกหลานอีกด้วย ตกใจเหมือนกันแฮะ ชายหนุ่มส่ายหน้าและเงยหน้ามองภาพแขวนผนัง ในบ้านเขามีภาพแขวนผนังมิกี่รูป ส่วนใหญ่ถูกขายหมดแล้ว กระนั้นภาพทุ้งดอกไม้และแม่น้ำที่เขามองดูขณะนี้ คือภาพแขวนเพียงชิ้นเดียวที่ยังไม่ถูกขาย อาจเพราะว่ามันไม่มีราคากระมัง

          มันเป็นภาพที่เขาและน้องสาวช่วยกันวาด

          น่าคิดถึงจังนะ…

          สเวนก้าวไปใกล้ๆภาพวาดพลันวางมือลูบชื่อผู้วาดที่มุมขวาข้างล่าง เขายิ้มอย่างมิอาจหักห้ามใจ เวลาที่ระลึกอดีตทีไร เขามักเผยยิ้มน้อยๆไม่ว่านึกเรื่องน่าอาย เรื่องน่าตกใจ หรือเรื่องรักๆ เขายิ้มเพราะว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในยามนั้นมีมีความรู้สึกมากมาย ซึ่งพอคิดย้อนกลับไปแล้ว เขาอดยิ้มมิได้เลย ทำไมตนเองในยามนั้นทำแบบนั้นนะ ทำไมเศร้ามากนะ ทำไมต้องคิดมากขนาดนั้นด้วย ทั้งที่มันก็ไม่ควรคิดมากอย่างนั้นแท้ๆ ฮาๆ

           สเวนรู้ว่าตนเองทำดีที่สุดแล้ว… ทุกๆเรื่องเขาทุ่มเทให้ลงมือทำอย่างเต็มที่ ทำอย่างไม่นึกเสียใจ

          “ข้าเจรจาสำเร็จ อยากบอกว่าอีกไม่นานเราจักรวยแล้ว…”

          สเวนวาดแผนอนาคตให้ครอบครัวอยู่อย่างเป็นสุขไม่ขาดแคลนเงินทอง เขาทำงานหาเงินช่วยคุณพ่อคุณแม่ดูแลครอบครัว เขาเป็นลูกผู้ชายตัวจริงเสียงจริง เขาไม่กลัวหมี ไม่กลัวฝน เขาสู้กับทุกคนอย่างกล้าหาญ และเผชิญหน้าอุปสรรคด้วยรอยยิ้มและความเชื่อมั่น โชคดีเขาฉลาดและรักการเรียนรู้ เขาปรับตัวเก่ง เวลาที่อะไรไม่เป็นดั่งใจก็โทษพระเจ้าไว้ก่อน ท่านเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดนินะ ชะตากรรมเลวร้ายต่างๆที่ชายหนุ่มอยากควบคุม แต่ควบคุมไม่ได้ พอพลาดแล้วก็ตะโกนโทษพระเจ้าก่อนเลย ฮาๆ แล้วค่อยโทษตนเอง ถัดจากนั้นก็เรียนรู้จากความผิดพลาด แลปรับปรุงตัว

          เขาเก่ง เป็นคนเก่งที่พยายามอย่างหนักเพื่ออนาคตที่ดียิ่งขึ้น

          ขยันทำงาน เอาใจคนรัก ว่างๆนั่งดื่มกับเพื่อน

          สเวนเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า แม้นตายไป เขาก็ไม่มีอะไรให้เสียใจมากนักกระมัง

          แม้นเรื่องเล็กๆจะบอกไม่เป็นไร แต่เรื่องครอบครัว เขาปล่อยว่างมิลง เขาอยากกล่าวลาทุกคนด้วยรอยยิ้ม

          บอกขอบคุณที่ดูแลเขาทั้งแต่ยังเล็ก ขอบคุณที่ทำให้เขาเกิดมา และขอโทษที่เขาไม่ได้อยู่ส่งครอบครัวในวันที่เขาควรอยู่

          “ขอบคุณ…”

          ชายหนุ่มยกมือปิดตาขวา เขามั่นใจว่าตนเองเป็นคนเข้มแข็งแท้ๆ ทำไมถึงยังอยากร้องไห้นะ ทำไม… ในอกมันเจ็บและสั่นขนาดนี้

          อยากกลับบ้าน…

          อยากกลับ…

          อยากกลับจริงๆ…

          “กลับมาแล้ว…”

          คำหวังที่ริบหรี่ดุจแสงเทียน...คำฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง.. ท่ามกลางทุ้งดอกไม้ที่ไม่มีใครรู้จัก แม้นพระเจ้า ยมทูตก็ไม่มีทางหาเจอ ชายหนุ่มเฝ้ารอวันที่จักกลับคืนถิ่นฐานบ้านเกิด เขาลืมเลือนทุกอย่าง กระนั้นสิ่งที่ยังยึดเขาเอาไว้บนโลกนี้คือคำอธิษฐาน คำภาวนา คำขอร้อง และคำอ้อนวอนต่อใครสักคน ใครก็ได้ที่รู้จักเขา ใครก็ได้ที่รู้ว่าเขาอยู่ที่นั้น

          ชายหนุ่มเคยสิ้นหวังจนหัวใจแตกสลาย หัวใจเขาแตกสลายพร้อมความทรงจำทั้งหมดที่เลือนหายไป.. กระนั้นเขาเอื้อมมือไขว้คว้า คว้าดวงดาวที่ส่องประกายไม่เคยดับแสงสว่าง

          ‘ขอให้ข้าได้กลับบ้านอีกสักครั้ง’

          หากมีใครได้ยินเสียงข้า…โปรดช่วยข้าที…

          “และหลังจากวันที่ดาวตกร่วงหล่น พวกนางก็มา…”

          สเวนบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากพวกเมรัยช่วยเหลือเขาให้ครอบครัวฟัง แม้สเวนรู้ว่าในบ้านหลังนี้ไม่มีใครเหลือแล้ว กระนั้นเขาเชื่อว่าเสียงของเขาต้องส่งไปถึงแน่ ชายหนุ่มเอ่ยน้ำเสียงสนุกสนาม ร่าเริง ไพเราะ เขาพูดคุยเรื่องๆต่างอย่างไม่มีความเศร้าเสียใจสักนิด เขารู้ว่าพ่อแม่อยากเห็นลูกชายมีความสุข ฉะนั้นเขาจะมีความสุข จริงๆเขามีความสุข ดีใจมากด้วย

          เวลาล่วงเลย สเวนหันมองกล่องที่เมรัยบอก กล่องเหล็กสีดำทะมึนวางบนโต๊ะ วิญญาณหนุ่มเดินไปเปิดกล่องอย่างอัศจรรย์ เขาพบว่าด้านในมีกองกระดาษ ที่พอเพ่งพินิจจักพบว่ามันคือสมุดบันทึก และกองจดหมาย วิญญาณหนุ่มตะลึง พลางค่อยๆแกะซองจดหมาย จดหมายที่เขียนถึงเขา..

          ฝ่ามือบุรุษแกะผนึก และโน้มตัว จรดสายตาอ่านตัวหนังสือมากมาย

          “บ้าเอ้ย…”

          ชายหนุ่มเสียงสั่นเทิ้มด้วยความยินดีท่วมอก เขาไม่นึกไม่ฝันว่าจักมีคนเขียนจดหมายถึงเขา แม้นมิรู้ว่าเป็นหรือตาย “ยัยน้องบ้า..” ชายหนุ่มดุด้วยรักลึกซึ้ง เขารู้ว่าน้องสาวตัวแสบชอบแกล้งเขามากเพียงใด นางเอาแต่ใจ ดื้อรั้นและไม่ยอมฟังใคร กระนั้นนางรักเขาที่สุด นางเสียใจมากที่เขาไม่กลับบ้าน ไม่ได้เอาของขวัญวันเกิดมาให้นางทั้งที่สัญญาเอาไว้ นางเขียนจดหมาย เล่าเรื่องต่างๆนับแต่สเวนหายสาบสูญ นางรอคอยพี่ชายแสนดี ครอบครัวเขาทุกคนก็รอเขาเช่นกัน

          ทุกตัวอักษรปรากฏเป็นเส้นแสง สีทอง สีแดง สีน้ำเงินคราม ทุกความรู้สึกอัดแน่นในบรรทัดบังเกิดเป็นเรื่องราวที่วิญญาณหนุ่มอมยิ้มทุกครั้งที่อ่าน

          วันที่คุณพ่อเสียชีวิต

          หลังจากนั้นคุณแม่ก็จากไป

          พี่ชายแต่งงาน

          น้องสาวแต่งงาน

          และกระทั่งวาระสุดท้ายของน้องสาว…

          “ฝากให้ลูกหลานรอข้าด้วยหรือ ยัยตัวแสบเอ้ย” ลำบากลูกหลานเหลนอีก สเวนคอตกรู้สึกตนเองสร้างปัญหาและมอบภาระหนักอึ้งให้ลูกหลานเหลือเกิน ทว่าเป็นเพราะน้องสาว เขาจึงค้นพบปาฏิหาริย์ เรื่องราวที่เกือบจักไม่พบปลายทางจุดจบ ท้ายสุดยังมีแสงแห่งความหวังลุกไสว “ขอบใจนะ”

          ชายหนุ่มจูบจดหมายเบาๆกล่าวขอบคุณความหวังดีและความรักที่มีให้

          เขาเปิดจดหมายฉบับอื่น และนั่งอ่านเพียงลำพัก

          นานๆทีก็แววเสียงหัวเราะ บางคราวก็เสียงพึมพำ กระนั้นช่วงเวลานี้มีเพียงสเวนท่านั้นที่รู้ว่ามันมีค่าเหนือสิ่งอื่นใด

          ความสุขเมื่อได้กลับบ้าน….ในที่สุดเขาก็รู้ว่ามันเป็นเช่นไร

--

ภายนอกบ้านร้าง หมอผีน้อยตัวอวบอ้วนยืนกอดรัดปักษาน้อย ซุกไซ้ปลายคางบนหัวไหล่และคอเรไรอย่างแนบชิด พวงแก้มนุ่มแปะแก้มนิ่มสีชมพูระเรื่อ ไอเย็นปะทะไอร้อนผ่าวส่งผลให้เรไรตัวร้อนระอุ เหงื่อไหลริน อุ้งมือเมรัยลูบไล้หน้าท้อง พุงผิวพรรณราบเรียบดุจแก้วเจียระไน อ้อมแขนโอบรัดเอวบางประหนึ่งอสรพิษ นางเล้าโลมสร้างแรงกระตุ้นปักษาน้อยจนอีกฝ่ายต้องข่มกลั้นมิให้ส่งเสียงร้องครวญครางเยี่ยงลูกแมว เมรัยเป่าหู กัด แลบลิ้นเลียอย่างกระหาย “หยุดนะ”

“ขอดมอีกนิด”

“ยัยโรคจิต!!”

ผัวะ!!!

เมื่อความโกรธ ความอายพุ่งทะลุขีดจำกัด เรไรหลับตาพลันผลักเมรัย พร้อมเหวี่ยงฝ่ามือน้ำแข็งตบหน้าหมอผีน้อยพลิกคว่ำ “เอาไปร้อยคะแนน!!”ขณะนารีสนทนากับโคล ครั้นเห็นเรไรเล่นงานเมรัยสำเร็จ ดวงดาวน้อยหันขวับทำหน้าที่กรรมการประกาศแต้มให้ผลงานปักษาน้อย “ส่งกาวให้ข้า…” เมรัยโดนตบหัวทิ่ม ตัวล้มโครมใส่กำแพงไม้อย่างสภาพอเนจอนาถ นางต้องการสมุนไพรใบเขียว ไม่ๆ นางต้องการความช่วยเหลือโดนด่วน

กระนั้นต่อให้สภาพนางน่าสลดใจเยี่ยงใด เละเทะปานใด พวกนารีไม่คิดจักช่วย หรือแยแส

เรไรร้อง ฮึ พลันวิ่งไปหลบหลังนารี ดวงดาวน้อยคลี่พัดปิดบังรอยยิ้มหฤโหด

“เจ้าพวกกบฏ..”

เมรัยร้องเสียงแหบพร่าเนื่องเจ็บก้นสาหัส นางต่อว่าพวกเรไรที่ทำตัวเหมือนทาสรวมพลังกันขัดขืนเจ้านาย เจ้านายขอให้ช่วย พวกนางยังยืนหน้าระรื่นหัวเราะคิกคักๆอีก ท่าทางเยาะเย้ยขนาดนี้ ไม่ช่วยกันรุมกระทืบข้าเลยล่ะ!!

“ฮึๆ”

แววเสียงหัวร่อหญิงสาว สตรีภรรยาเจ้าเมืองนามว่า โคล ยืนขบขันพฤติกรรมซนๆของพวกเมรัย วันนี้เหตุใดหน่อจึงมีเรื่องสนุกถึงเพียงนี้ หญิงสาวไม่นึกเลยว่าจักมีวันที่ชายหนุ่มในตำนาน นิทานรักพื้นบ้านอย่างสเวนจะกลับมายังเมืองฟาเวอร์จริงๆ คิดว่าเป็นเรื่องหลอกเด็กและบนเรียนสั่งสอนลูกหลานเสียอีก นางยอมรับว่าตกใจมาก

เรื่องราวความรักระหว่าง สเวน โคล และนิโค ล่วงเลยผ่านมาแล้วนับร้อยปี

หญิงสาวผู้นั่นเป็นต้นแบบและความหมายของชื่อโคล โคลที่อยู่ตรงนี้ก็ได้รับสืบทอดชื่อนี้มาจากบรรพบุรุษ บางทีอาจมีไว้เพื่อวันนี้กระมัง

หญิงสาวผู้เฝ้ารอคอย… ความรักของนางนั้น…

“ว่าไง พ่อหนุ่มสเวน กล่าวลาเรียบร้อยแล้วหรือ”

วิญญาณหนุ่มเดินออกจากบ้านร้างพร้อมรอยยิ้มชวนอบอุ่นใจ เขาพยักหน้าให้พวกเมรัย และกล่าวสิ่งที่อยากทำเป็นครั้งสุดท้าย

ยามนี้ฟ้าแจ่มใสไร้เมฆฝนปกคลุม วิญญาณหนุ่มสบตาเมรัยและเอ่ย

“ปล่อยให้นางรอนานแล้วสิ”

“…นั้นสินะ”

เมรัยรู้ สเวนรู้ ทั้งสองต่างรู้ว่าสิ่งที่ยังทำไม่สำเร็จ สักวัน…ต้องทำให้สำเร็จ

“พี่สาวนำทางด้วยเจ้าค่ะ”

“ได้สิจ๊ะ”

แสงตะวันทอเรืองรอง วิญญาณปักษากระพือปีกโผบินสู่ฟากฟ้าไกล ขนปีกสีเพลิงสลัดเป็นสะเก็ดอัคคีสีแดงฉานดุจดั่งโลหิต ดอกไลแลคริมทางโบกพลิ้ว โขดหินเรียงรายเต็มสองข้างทาง คราพวกเมรัยมุ่งหน้าสู่สถานที่สุดท้ายแห่งบทประพันธ์—

--

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น