หอหมื่นอักษร

จุดเริ่มต้นของทั้งคู่เริ่มต้นขึ้นด้วยความ 'เสน่หา' แล้วเเขาจะทำอย่างไร หากต้องการให้เธอมาเป็น 'ยาใจ' ของเขาแต่เพียงผู้เดียว

ตอนที่ 19 นั่งกระเช้า

ชื่อตอน : ตอนที่ 19 นั่งกระเช้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.1k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ย. 2561 16:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 19 นั่งกระเช้า
แบบอักษร

บนยอดเขานั้น พวกของเฝิงถานกำลังนั่งพักกันอยู่

“เฮ้ย ดูสิ นั่นมันหรงหลิงคนนั้นนี่!”

“สุดยอดเลย เขาดีกับแฟนสาวของเขามากๆ เลยนะเนี่ย คิดไม่ถึงว่าจะแบกเธอขึ้นหลังด้วย!”

ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ไม่เกิดความอิจฉาริษยา

เฝิงถานเมื่อเห็นแล้วก็รู้สึกอึ้ง หน้าตาบิดเบี้ยวโดยที่ไม่รู้ตัว อยู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าถูกภาพฉากนี้บาดตาเข้าเสียแล้ว

หรงหลิงวางหลินเมิ่งลงเบาๆ แล้วจูงมือของเธอเดินไปซื้อบัตรนั่งกระเช้า วันนี้คนไม่เยอะมากเท่าไหร่ ทำให้พอซื้อบัตรแล้วจึงมีที่นั่ง หรงหลิงจึงลากหลินเมิ่งขึ้นตรงไปขึ้นกระเช้า

กระเช้านั้นเริ่มโรยตัวจากจุดสูงสุดของภูเขาจุยเยวี่ยลงไปที่ด้านล่างเขา นั่งต่อเนื่องประมาณครึ่งชั่วโมง ก็สามารถชื่นชมวิวของหลานหูได้ทั้งหมด

กระเช้าแบบนี้เป็นลักษณะแบบเปิด และก็เป็นแบบโปร่ง ที่นั่งสร้างขึ้นจากเหล็กหลายเส้นประกอบเข้าด้วยกัน ด้านหน้ามีราวจับ และที่เหยียบเป็นเหล็ก หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือดูมีความอันตรายอยู่บ้าง ถ้าหากเป็นคนที่ไม่กล้าแล้ว ส่วนใหญ่แล้วก็จะไม่เลือกที่เป็นแบบนั่ง และหลินเมิ่งเองก็ขี้ขลาด แต่ว่าในตัวเธอนั้นมีความขัดแย้งอยู่บ้าง เธอนั้นกลัวการนั่งเคเบิ้ลคาร์มากๆ ทั้งๆ ที่เธออยากจะสัมผัสความรู้สึกยามที่อยู่กลางอากาศ แต่เธอก็ยังรู้สึกกลัวและกังวลอยู่ดี!

เรื่องนี้ คนฉลาดอย่างหรงหลิงก็สามารถรับรู้ได้ภายในเวลาไม่นาน

ท่านั่งของหลินเมิ่งนั้นดูก็รู้แล้วว่าเธอกำลังเกร็ง หลังยืดตรง ไม่สามารถที่จะผ่อนคลายได้ มือเรียวเล็กนั้นเกาะที่ราวจับไว้แน่น สิ่งที่สามารถมองเห็นได้ก็คือมือเล็กขาวอมชมพูที่ตอนนี้กลับซีดขาว แต่สิ่งที่ซีดมากกว่านั้นก็คือใบหน้า ดูท่าทางแล้วเธอน่าจะกลัวมาก ดวงตาทั้งสองข้างไม่กล้าที่มองลงไปข้างล่าง กลับหรี่ลงครึ่งหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถควบคุมไม่ให้แอบมองไปข้างล่างได้ น่าทึ่งมากๆ...ทั้งๆ ที่กลัวขนาดนั้น แต่ก็ยังยืนยันที่จะนั่งกระเช้าให้ได้อีก!

อยู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าเธอที่เป็นแบบนี้นั้นน่ารัก

ดังนั้นเขาจึงยื่นมือออกไปกอดเอวของเธอไว้

“อ๊ะ...” เธอส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจราวกับเห็นผี รู้สึกตกใจจนขวัญหาย ทำให้คนที่อยากนั่งกระเช้าด้านหลังตกใจจนชะงักฝีเท้า พลางมองเธออย่างแปลกใจและตกใจ อยากจะดูว่าข้างหน้าเกิดเรื่องอันตรายอะไรหรือเปล่า!

หรงหลิงอดไม่ไหวจนต้องยิ้มออกมา รู้สึกว่าปฏิกิริยาตอบสนองของเธอนั้นมันช่างน่ารักจริงๆ ผู้ชายคนนี้ช่างชั่วร้าย ชอบจะเห็นคนอื่นมีความทุกข์!

หลินเมิ่งร้องออกมาเบาๆ ตามมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ “คะ...คุณคิดจะทำอะไรคะ!?”

มือเล็กจับเข้าที่ราวจับอย่างแน่นหนา กลัวว่าตัวเองจะตกลงไปจากที่สูงอย่างนี้ เมื่อคิดสภาพที่ต้องตกลงไปเละเป็นชิ้นๆ แล้ว ฟันก็อดที่สั่นจนกระทบกันกึกๆ ไม่ได้

แขนของเขาออกแรงดึงเอวของเธอเข้ามาหาตัวเองน้อยๆ เขาทนเห็นเธอมีท่าทางราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูคู่แค้นต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ

“กอดฉันไว้!”

“มะ...ไม่เอา” เสียงของเธอสั่น แต่กลับยังพูดปฏิเสธ “ดะ เดี๋ยว...ตกลงไปค่ะ!”

เธอรู้สึกกลัวจนริมฝีปากแทบไม่มีสีเลือด

เขาส่ายหัว ออกแรงที่มืออีกครั้งเพื่อดึงร่างของเธอเข้ามาไว้ในอ้อมกอด ทีแรกเธอก็พยายามที่จะอดทนทำเป็นไม่กลัว ไม่ต้องพูดถึงมือทั้งสองข้างที่จับยึดเอาไว้แน่นเลย แม้กระทั่งแขนของเธอก็สั่นไม่น้อย ดูไปแล้วร่างเล็กๆ ที่ยืดตรงนั่นก็ดูราวกับเสือกระดาษ ที่เพียงแค่ชนก็คงล้มแล้ว ดังนั้นในตอนที่เธอเปล่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจนั้น เธอก็ได้เข้าสู่อ้อมกอดของเขาเรียบร้อยแล้ว สัญชาตญาณในการรักษาชีวิตทำให้เธอยื่นแขนทั้งสองออกมากอดร่างที่แข็งแรงราวกับต้นไม่ใหญ่เอาไว้แน่นๆ

หรงหลิงยืนยิ้มนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น “นี่โอเคแล้วเหรอ” เขามีความสุขกับท่าทางการกอดที่ราวกับใกล้จะตายแล้วของเธออย่างสบายใจ เธอกอดเขาแน่นเสียจนราวกับว่าในโลกใบนี้ คนเดียวที่เธอจะสามารถพึ่งพาได้ก็มีแค่เขา

หลินเมิ่งรู้สึกตกใจแทบแย่ เธอกอดเขาไว้ ร่างสั่นเทิ้มอยู่ในอ้อมกอดของเขา ขนตางอนยาวเหนือดวงตารียาวคู่นั้นสั่นไหวไปมา ในดวงตาสุกใสเคลือบไปด้วยชั้นน้ำจางๆ

เขากอดเธอไว้ แล้ววางคางของตัวเองลงบนศีรษะของเธอเบาๆ ราวกับปลอบใจ พร้อมกระซิบด้วยความนุ่มนวลว่า “ไม่ต้องกลัว ฉันไม่ปล่อยให้เธอตกลงไปหรอก เอาชีวิตของฉันเป็นประกันเลย”

แค่เหล็กเส้นเล็กๆ เส้นเดียวยังเอาชีวิตของเขาไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงเหล็กแข็งแกร่งอย่างกระเช้าตรงหน้าเขานี่เลย

เสียงเรียบสบายแฝงไว้ด้วยพลังแปลกๆ บางอย่างทำให้ใจของหลินเมิ่งค่อยๆ สงบลง เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ มองวิวรอบๆ จากที่สูงตามคำแนะนำของเขา มือจับอยู่ที่ราว และก็กอดเข้าที่ร่างอบอุ่น มันเป็นประสบการณ์ที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อน อยู่ๆ หลินเมิ่งก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นมา ราวกับว่าสองมือของเธอที่กอดอยู่นั้นไม่ใช่เพียงแค่ร่างกายหนึ่งร่าง แต่เป็นเสาสวรรค์ที่ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางที่จะตกลงไป นี่เป็นครั้งที่สองที่เธอได้นั่งกระเช้า แต่มันเป็นครั้งแรกที่เธอไม่รู้สึกหวาดกลัว ขอเพียงแค่แขนของเธอนั้นสามารถกอดเขาเอาไว้ได้ตลอดเหมือนในตอนนี้

น่าแปลกมากๆ...เธอไม่เพียงแค่กอดเขาเอาไว้เท่านั้น แต่ยังมีความกล้าหาญอีกด้วย ในระยะความสูงจากพื้นเกือบๆ ร้อยเมตร เธอยังกล้าที่จะมองสำรวจไปยังพื้นเบื้องล่าง

เธอดูราวกับกระรอกตัวน้อยที่ตื่นตาตื่นใจ กอดเอวแกร่งของเขาไว้ แล้วชะโงกหน้าออกไปมองตาปริบๆ มองทุกสิ่งทุกอย่างที่แต่ก่อนเธอไม่กล้าสัมผัสด้วยความสนใจ แล้วก็อดที่จะรู้สึกดีใจเล็กๆ ไม่ได้ จนต้องเลียริมฝีปากแล้วยิ้มออกมาน้อยๆ บนที่สูงนี้ลมค่อนข้างที่จะแรง จนพัดเส้นผมสีดำสนิทของเธอจนยุ่งเหยิงไปหมด ท่ามกลางเส้นผมสีดำที่ดูน่าเย้ายวนนั้นปรากฏเป็นใบหน้านวลขาวกระจ่างใสที่ดูงดงามงามน่าดึงดูดขนาดนั้น ทำให้ผู้คนหลงใหลขนาดนั้น เขาจ้องมองภาพตรงหน้าทั้งหมดอย่างเงียบๆ ในสายตาปรากฏเป็นความพึงพอใจขึ้นมาเล็กๆ

ตอนที่กระเช้ามาถึงครึ่งทาง ก็มีเสียงเพลงเสียงหนึ่งดังขึ้นจนทำให้เธอตกใจ นี่น่าจะเป็นเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น ถ้าไม่ใช่ของเธอ ก็คงต้องเป็นของเขาแล้ว ตอนนั้นมือหนึ่งของหรงหลิงเกาะไว้ที่ราวจับ อีกมือหนึ่งโอบเอวของเธอไว้ ไม่ว่าเขาจะปล่อยมือไหน หลินเมิ่งก็ไม่อยากที่จะมองทั้งนั้น

เมื่อมองเห็นมือที่หรงหลิงเกาะราวเอาไว้ขยับ เธอก็รีบร้องขึ้น

“อย่า!”

มือของหรงหลิงชะงัก

“อย่ารับนะคะ!”

ร่างของหลินเมิ่งแข็งทื่อขึ้นมาอีกครั้ง ปากเล็กๆ ที่เดี๋ยวก็อ้าเดี๋ยวก็หุบนั้นสั่นด้วยความร้อนรน “อย่ารับนะคะ! เดี๋ยวตกลงไป ขอร้องนะคะ อย่ารับ ฉันกลัว”

กลัวว่าถ้าไม่ระวังแล้วจะตกลงไปกันทั้งคู่

หรงหลิงมีความมั่นใจว่าเขาสามารถควักโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าแล้วรับได้อย่างปลอดภัย แต่บนใบหน้าของหลินเมิ่งนั้นปรากฏความหวาดกลัวออกมาอย่างชัดเจนเกินไปจริงๆ ดวงตายาวรีสีดำสนิทคู่นั้นก็ฉายแววขอร้องออกมาชัดเจนมาก แขนเรียวเล็กสองข้างนั้นก็จับเขาไว้แน่น แสดงออกถึงความที่อยากมีชีวิตรอดอย่างหนักแน่น

เขาเปลี่ยนความคิด มือที่เดิมทีจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับนั้นก็ชะงักไปแล้วเปลี่ยนมาจับราวไว้ทันที

คนที่รู้เบอร์โทรศัพท์ของเขามีไม่เยอะ และเสียงเพลงที่ตั้งขึ้นเป็นพิเศษนั้นก็ทำให้รู้ว่าเป็นน้องสี่ที่โทรมา และถ้าหากว่าไม่มีเรื่องด่วนอะไร ก็คงไม่โทรมาหาเขา แต่....

“ฉันไม่รับหรอก เธอไม่ต้องกังวล”

เธอถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง แต่ก็ยังกอดเขาเอาไว้แน่น

เมื่อเสียงริงโทนหยุดลง ผ่านไปไม่นานก็ดังขึ้นอีกครั้ง พอเขาไม่รับ ผ่านไปอีกสักพักก็ดังขึ้นอีกครั้ง จนเสียงโทรศัพท์แทบจะดังขึ้นในทุกๆ สองสามนาที

แม้หลินเมิ่งจะกลัวมาก แต่ในใจก็ทั้งรู้สึกผิดและโทษตัวเอง โทรศัพท์ดังขึ้นติดๆ กันขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ว่าเป็นเพราะเธอ......

อยู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นเรื่องมาก......

สีหน้าของเธอค่อยๆ เปลี่ยนไปเล็กน้อย ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาจากแผ่นอกของเขา

“คะ...คุณพยุงฉันไว้ ฉะ...ฉันจะจับราวเองค่ะ” อย่างนี้ เขาก็จะรับโทรศัพท์ได้แล้ว

แต่เขากลับกดศีรษะที่เงยขึ้นมาเล็กน้อยของเธอ ทำให้เธอยังคงแอบอิงกับแผ่นอกของเขาอย่างสบายใจต่อไป แขนก็ยังคงยื่นออกไปกอดร่างเล็กของเธอไว้

“ไม่ต้องไปสนใจ ไม่มีอะไรหรอก”

“แต่...” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นติดๆ กันขนาดนี้!

หรงหลิงกลับถามเธอขึ้นมาทันทีว่า “ก่อนหน้านี้เคยนั่งมาก่อนหรือเปล่า?” เพื่อที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของเธอ

และความสนใจของหลินเมิ่งก็ถูกเขาเบี่ยงไปแล้วจริงๆ เธอกอดเขาแน่น แล้วตอบเขาว่า “อือ เคยนั่งครั้งหนึ่งค่ะ”

เขารู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง “คงไม่ได้นั่งคนเดียวหรอกใช่ไหม?”

เห็นเธอที่กลัวจนเป็นแบบนี้แล้ว เขายากที่จะคิดได้จริงๆ ว่าเธอจะนั่งคนเดียว

หน้าของเธอแดงขึ้นด้วยความเขินอายเล็กน้อย นั่นเป็นเพราะว่าเขาเดาถูกแล้ว

“อือ...ตอนนั้นโรงเรียนพามาทัศนศึกษาตอนฤดูใบไม้ผลิค่ะ พวกเรามากันทั้งชั้น คนเยอะ ก็เลยนั่งกันแถวล่ะสามคน ตอนนั้น ฉะ...ฉันนั่งตรงกลางระหว่างเพื่อนสองคน”

“หึหึ...อย่างนั้นคงรู้สึกปลอดภัยมากสินะ”

หรงหลิงหัวเราะ ทำให้หลินเมิ่งยิ่งรู้สึกอายมากขึ้นไปอีก หลังจากที่เงียบไปพักหนึ่งแล้ว เธอก็พูดเสริมขึ้นด้วยเสียงเล็กๆ จนนับเป็นการพึมพำกับตัวเอง และก็นับว่าเป็นการพูดกับเขาด้วยว่า “อือ ตอนนั้นฉันกลัวมากเลยค่ะ กลัวจนแทบไม่กล้าขยับเลย พอลงจากกระเช้าแล้วไหล่ก็สั่นไปหมด หลังจากนั้น ฉันก็...ฉันก็บอกกับตัวเองว่า หลังจากนี้...หลังจากนี้ฉันจะไม่นั่งกระเช้าอีก แต่...แต่ไม่รู้ว่าทำไม ในใจถึงได้คิดถึงมันขึ้นมาเป็นพิเศษอีกครั้ง...”

เสียงตอบรับเบาๆ ค่อยๆ กลบเสียงริงโทนที่ดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างช้าๆ ทั้งสองคนราวกับลืมไปแล้วว่าเสียงริงโทนนั้นยังคงดังอยู่ หรงหลิงก็ยังคงเลือกหัวข้อสนทนาขึ้นมาเรื่อยๆ ทำให้เธอต้องคอยตอบคำถามของเขาอย่างว่าง่าย ไม่มีใจที่จะไปสนใจเสียงริงโทนนั้นอีก

เมื่อพูดกันไปคุยกันมาแบบนี้ แน่นอนว่าทำให้เวลาผ่านไปไวมาก เพียงพริบตารถกระเช้าก็มาถึงที่ด้านล่างเขาแล้ว หลินเมิ่งถูกหรงหลิงกึ่งๆ โอบลงจากระเช้า ตอนนั้นที่หรงหลิงหยิบโทรศัพท์ออกมา แล้วเริ่มรับสาย เมื่อรับสายแล้ว เสียงรีบร้อนเสียงหนึ่งก็ดังออกมาจากโทรศัพท์ทันที

“พี่ใหญ่ พี่มัวแต่ทำอะไรอยู่ ทำไมถึงไม่รับโทรศัพท์!?”

เสียงที่ทั้งดังและร้อนรน ดังจนกระทั่งหลินเมิ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ ฟังได้ยินอย่างชัดเจน หลินเมิ่งค่อยๆ ก้มหน้าลงน้อยๆ อย่างรู้สึกผิดขึ้นมาอยู่บ้าง

หรงหลิงขมวดคิ้วน้อยๆ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “พูดมา มีอะไร?”

“พี่ใหญ่ ไอ้อ้วนชั่วลั่วนั่น มันตัดการค้าของพวกเราแล้ว!”

หรงหลิงขมวดคิ้ว ทันใดนั้นใบหน้าก็เย็นชาขึ้น น้ำเสียงที่พูดออกไปก็ยิ่งเย็นเยียบ ถามเป็นเชิงตำหนิขึ้นว่า “เพราะเรื่องแค่นี้?”

ชายหนุ่มในโทรศัพท์นั้นส่งเสียงร้องครวญครางออกมา “พี่ใหญ่ ทำไมถึงบอกว่า ‘เพราะเรื่องแค่นี้’ ล่ะ นี่มันเรื่องด่วนมากเลยนะ ผมโกรธไอ้อ้วนลั่วนั่นแทบตายแล้ว! ไอ้อ้วนน่าตายนั่น ฉันอยากจะเอาปืนยิงแกให้ตายจริงๆ แม่มันเถอะ เล่นบ้าอะไรของมันวะ!”

เสียงโกรธเกรี้ยวทางฝั่งนั้นอยู่ๆ ก็หยุดลง กระแอมไอออกมาอย่างระมัดระวังเล็กน้อย ถามขึ้นเบาๆ ว่า “พี่ใหญ่ หรือว่า...ผะ...ผมโทรมารบกวนกิจกรรมนั้นของพี่หรือเปล่า?”

ตูม......

หลินเมิ่งที่แอบฟัง ใบหน้าก็พลันขึ้นสีแดงก่ำ เปล่งปลั่งจนแทบจะหยดออกมาเป็นเลือดได้

หรงหลิงขมวดคิ้ว ด่าออกมาเสียงต่ำว่า “แค่นี้!”

เขากดวางไปทั้งอย่างนี้! แล้วต่อหาอีกสายหนึ่ง “ติงจง เอารถมารับฉันที่จุดลงกระเช้า!”

รถของหรงหลิงมาในทันที ลากหลินเมิ่งที่แดงไปทั้งตัวขึ้นมาบนรถ รถออกตัวอย่างรวดเร็วไปที่ที่ทำงานชั่วคราวของย่าตงกรุ๊ปในเมือง J

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น