เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 53 คราดารายอมรับความจริง

ชื่อตอน : ตอนที่ 53 คราดารายอมรับความจริง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 119

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ย. 2561 12:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 53 คราดารายอมรับความจริง
แบบอักษร

ตอนที่ 53 คราดารายอมรับความจริง

ขอให้กลางคืนอันมืดมิดมีแสงดาวส่องสว่างไสว

ณ ตำหนักกลไกลับ

          ลมหนาวพัดโชยกลิ่นฤดูฝน ใบไม้สีน้ำตาลพัดปลิวว่อนพลันร่วงตกแอ่งน้ำสะท้อนผืนนภา รั้วเหล็กดัดเป็นลวดลายอิสตรี นางเงือกและพรายป่า ธรณีบันไดหินดำทะมึน ด้านในห้องหนังสือมีเปียโนสีนิลกาฬหลังใหญ่ตั้งใกล้ๆบานหน้าต่างที่เปิดอ้าให้แสงขาวสาดส่องสู่ภายใน ละอองแสงระยิบระยับดุจพิรุณปรากฏท่ามกลางลำแสงใสที่ตกกระทบเปียโน และนักเปียโนสาวผู้กำลังพรมนิ้วเรียวยาวงดงามดุจหยกบนแป้น บรรเลงบทเพลงแห่งความเศร้าโศก อ้างว้าง เงียบเหงา เปล่าเปลี่ยว โดดเดี่ยว และหดหู่ระทมหฤทัย  

          เสียงดนตรีดังกังวานประหนึ่งเสียงคลื่นทะเลซัดกระทบชายหาด เวหาสูงมีเมฆเทาหมองแลเจ็บรวดร้าวปานประหนึ่งมีใครเสียชีวิตอย่างเดี่ยวดาย ทุกท่วงทำนองไพเราะน่าฟังจับใจ ฟังแล้วให้ยอมรับชะตากรรมแห่งวาสนา มิอาจต่อต้านฝ่าฝืนสิ่งที่ชะตากรรมกำหนด มิว่าพยายามเท่าไหร่ ดิ้นรนตราบร่างกายบาลเจ็บเสื่อมถอย ความรักที่ไม่สมหวัง อย่างไรก็มิมีวันสมหวัง

          เฉกเช่นจิตวิญญาณผู้หมายหมั่นจักพบโนวา คล้ายปักษาผู้สิ้นหวังในความรักและมิกล้าพบหน้าสตรีรักชั่วนิรัน

          ไม่เคยมีใครทำลายล้างชะตากรรมที่ลิขิตไว้ตั้งแต่แรก ผู้ที่คิดจักทำลายและเปลี่ยนแปลง…พวกเขาไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ตนเองทำคือชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้แล้ว

          หลงลืมรักแสนหวาน สูญสิ้นอดีตอันเลวร้าย แม้นเริ่มต้นใหม่ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยรอยแผลฉีกขาด กระนั้นอดีตไม่เคยเลือนหาย ความเจ็บปวดและความหวังเช่นกัน

          “คุณหนู พวกนางคือคนใช้ที่ข้าเลือกครับ”

          คราวบทประพันธ์เพลงแห่งวิญญาณสาวบรรเลงยุติ สเตฟานีคลี่ยิ้มอ่อนโยนดุจหญิงม่าย นางผละมือจากเปียโนและพลิ้วหน้าหันมองพ่อบ้านประจำ ข้างกายเขามีชายหญิงคู่หนึ่ง ผู้ชายตัวสูงตรงอายุราวสิบหกสิบเจ็ด ผมสีขาวผ่องราวพ่อหมีแดนเหนือ ดวงตาเรียวยาวมีประกายความเฉยเมยเป็นนิจ มองแล้วรู้สึกเย็นชาดุจราชินีน้ำแข็ง เขาแต่งกายชุดบุรุษ คนใช้ฐานะเยี่ยงทาส เรียบร้อยเหมือนบัณฑิต เข้มขรึมและองอาจราวทหาร สีหน้าแววตาสงบนิ่งไร้ความเคลื่อนไหว จิตใจแน่วแน่มากด้วยความซื่อสัตย์ภักดี ส่วนผู้หญิงที่ยืนข้างบ่าเขา นางมีผมสีดำเขม่าส่วนปอยสองข้างริมหูมีสีม่วงแพรวพราวดุจริมฝีปากแม่มดร้าย ดวงตากลมใสมีขนาดเท่าลูกแก้วมณี นัยน์ตาคู่นั้นราวกักเก็บความรู้สึกนับร้อยไว้อย่างมิดชิดราวห้องแห่งความลับ ยาดคาดเดาอารมณ์ ความคิด ให้รู้สึกราวกระดาษสีดำสนิทที่ไม่ปล่อยให้สีใดระบายสร้างเสียงหัวเราะ ความรัก ความฝัน นางมีสีหน้าราวคนตาย จมูก ใบหู ดวงตา ปาก จัดเรียงได้อย่างไร้ที่ติ เรียกนางมีความงามเลิศนัก กระนั้นด้วยความว่างเปล่าประหนึ่งตุ๊กตาไร้หัวใจ ความงามของนางจึงโดนมองข้ามอย่างง่ายดาย

          นางแต่งตัวเรียบร้อยด้วยชุดสาวใช้ สเตฟานีมองทั้งคู่คนพลางยกยิ้มอบอุ่นละมุนละม่อม

          พ่อบ้านชราผายมือไปทางทั้งสองพร้อมแนะนำให้เจ้านายรู้จัก ชายหญิงคู่นี้คือคนใช้ชุดใหม่ที่พ่อบ้านตระเตรียมไว้ปรนนิบัติรับใช้สเตฟานี นักเปียโนสาวมีฐานะพิเศษ ไม่ใช่เพียงฐานะเท่านั้น แม้แต่ความสามาร และประวัติของนางล้วนพิเศษยากสืบค้น

          ไม่นับว่าเป็นคนธรรมดา

          ห้องหนังสือมีเครื่องเรือน ของตกแต่งเรียบง่ายตามความชื่นชอบอันมิอยากฉูดฉาด สเตฟานีโบกมือให้พ่อบ้านชราออกไปทำงานต่อ ทิ้งสองคนใช้ใหม่ไว้ให้นางพูดคุย สอบถามประวัติชีวิตภูมิหลังดั้งเดิม

          นักเปียโนสาวมอบหมายงานต่างๆให้พ่อบ้านชราดูแลจัดการตามเห็นสมควร ชายชรามีความสามารลึกล้ำและเชื่อใจได้ เรื่องคนรับใช้ก็ปล่อยให้เขาดำเนินงาน วันนี้เขาเยี่ยมเยือนตลาดค้าทาสและเลือกซื้อชายหญิงคู่นี้มาทำงานฝึกงาน เรียนรู้การรับใช้เจ้านาย ฝึกสอนเพื่ออนาคตที่มิลำบาก สเตฟานีเป็นเจ้านายใหญ่ แม้นางจักไว้ใจพ่อบ้านชราและคิดว่ามีพ่อบ้านคนเดียวก็พอ กระนั้นพ่อบ้านชราอยากให้เจ้านายทำความรู้จักคนใช้ใหม่ เพราะภายภาคหน้ายามที่พ่อบ้านชราไม่อยู่เคียงข้างนางแล้ว เขาภาวนาหวังให้ชายหญิงคู่นี้ดูแลและรับใช้สเตฟานีอย่างดีด้วยหัวใจที่เคารพระหว่างนายและบ่าว ซื่อสัตย์ กริ่งเกรง และรัก

          “พวกชื่อกระไรหรือ”

          กลิ่นชาเดือนหกหอมกรุ่น ควันขาวลอยเป็นสายหมอก สเตฟานีอนุญาตให้ทั้งคู่นั่งโซฟาอย่างคนชนชั้นเดียวกัน ไม่มีแบ่งแยกวรรณะ

          แรกเริ่มชายหญิงต่างสับสนสองส่วน กังวลสองส่วน เนื่องเจ้านายคนก่อนไม่เคยให้เกียรติและปฏิบัติกับพวกเขาเช่นนี้ อ่อนโยนมีไมตรี

          กระทั่งพวกเขาตัดสินใจนั่งลงอย่างสงวนกิริยาท่าทางมิเผยให้แลลบหลู่สเตฟานี

          “ข้าชื่อคาโนครับ”

          ฝ่ายชายตอบด้วยเสียงเฉยชาอันเป็นเอกลักษณ์ตั้งแต่เกิด เขาละม้ายคล้ายหยิ่งสองส่วน กระนั้นน้ำเสียงฟังรื่นหู

          “ข้าไม่มีชื่อเจ้าค่ะ”

          ฝ่ายหญิงก้มหน้าอย่างยำเกรง พูดเสียงราบเรียบประหนึ่งท่อนไม้ นางเคยรับใช้เจ้านายมากมาย พวกเขาล้วนชอบตั้งชื่อให้นางตามใจตนเอง เจ้านายเปลี่ยน ชื่อหญิงสาวก็เปลี่ยน ดังนั้นนางไม่มีชื่อเรียกอย่างแท้จริง

          “..นับแต่นี้ข้าเรียกเจ้า เรนนีดีหรือไม่”

          “ตามแต่คุณหนูประสงค์เจ้าค่ะ”

          หลังแนะนำตัวเรียบร้อย สเตฟานีดื่มชาพลางปรายตามองคาโนและเรนนี ยังมีเรื่องอีกมากมายให้นักเปียโนสาวอบรมพวกนาง กระนั้นยามนี้สเตฟานีไม่มีอารมณ์อยากสั่งสอนเท่าไหร่นัก นางเป็นคนชอบทำตามอารมณ์ อยากรักก็เล่นเปียโน อยากฝันก็เล่นเปียโน อยากนอนก็กลิ้งบนเตียง หญิงสาวผู้เล่อโฉมดุจเจ้าหญิง ปล่อยเรือนเกศาสีชมพูสาดสยาย นางหลุบตามองผ่านหน้าต่าง จับจ้องสายฝนสีดำราวหยดน้ำตาปีศาจและเลือดซาตาน

          เมื่อครู่นางเล่นบทเพลงแห่งรัก บทเพลงนั้นมีความหมายเรียบง่าย กล่าวเล่านิทาน ณ ดินแดนไกลโพ้น

          “เรนนี คาโน พวกเจ้าเคยยินเรื่องเล่าแห่งดินแดนดอกไม้รึไม่”

          สุรเสียงไพเราะราวนางโลมเอ่ยอย่างมีระดับ เรนนีกะพริบตาปริบๆตอบตามตรงว่าไม่เคย คาโนครุ่นคิดครู่หนึ่ง คราวเขาไม่คุ้นชื่อตำนานเกี่ยวกับดอกไม้ เขาส่ายหน้าช้าๆและตอบเสียงเบาว่าไม่เคย สเตฟานีไม่ลงโทษที่พวกเรนนีมีความรู้น้อย ไม่รอบรู้เรื่องนิทานพื้นเมือง นางเป็นเจ้านายที่เมตตาลูกน้องและอ่อนโยนกับคนที่ดีกับนาง สเตฟานีปิดตาประหนึ่งเจ้าหญิงนิทราและเริ่มเล่านิทาน แม้มิรู้ว่าเหตุใด ทำไมคุณหนูเล่านิทาน กระนั้นเรนนีและคาโนตั้งใจรับฟัง นิทานสตรีดอกไม้ สตรีเงินตรา บุรุษแห่งอำนาจ

          “กาลครั้งหนึ่ง…”

          ณ ดินแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือแคว้นแมรี่ มีเมืองเล็กๆนามว่าเมืองฟาเวอร์ เมืองไร้ชื่อเสียงทว่าชาวเมืองและเมืองข้างๆพร้อมใจกันตั้งชื่อและเรียกเมืองฟาเวอร์ว่า นครแห่งดอกไม้ ณ ดินแดนดอกไม้บานตลอดปีมีเรื่องราวความรักหนึ่งบัดเกิดอย่างธรรมดามิมีจุดเริ่มต้นที่วิเศษหรือยิ่งใหญ่เทียบเคียงตำนานวีรสตรี มันเป็นเรื่องราวความรักของ แม่ค้าผู้ขยันขันแข็ง คนขายดอกไม้ผู้เบิกบาน และชายหนุ่มลูกหลานเจ้าเมือง

          สองสตรี หนึ่งบุรุษ

          เรื่องเริ่มต้นที่ว่ามีสตรีชื่อว่า เลล่า นางเป็นสาวน้อยธรรมดาที่เกิดในครอบครัวสามัญชน ฐานะปานกลาง มิร่ำรวยแต่ก็ไม่ยากจน นางและครอบครัวย้ายบ้านมาจากดินแดนอันห่างไกล มาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เมืองฟาเวอร์ ครอบครัวนางเปรียบเสมือนผู้ลี้ภัยที่มุ่งหน้ามายังเมืองที่เงียบสงบและเต็มไปด้วยสีสันแห่งภูตพราย พวกนางเป็นที่ต้อนรับของชาวเมืองใจดีอาทร ด้วยนิสัยของเลล่าเป็นเด็กเชื่อฟังและฉลาดหลักแหลม นางจึงเป็นที่รักของทุกๆคนในเมือง

          จุดเริ่มต้นของความรักไม่ได้อยู่ไกลแต่อย่างใด มันอยู่ใกล้ๆมากแค่ข้างบ้านนี่เอง

          “ข้าชื่อเลล่า”

          “ข้าชื่อโคล”

          เลล่าเป็นสาวน้อยโชคดี นางรู้จักความรักใกล้ๆแค่เอื้อมมือก็คว้าสำเร็จ โคลเป็นสาวน้อยนิสัยร่าเริงเบิกบานและบ้าระห่ำปานหมูป่า แม้นางจักมีส่วนน่ารักน่าถีบและงดงามสมสตรีดอกกล้วยไม้ กระนั้นนางก็เป็นคนดื้อรั้นและหัวแข็ง ชอบเล่นกับเลล่าและชวนอีกฝ่ายตะลุยทั่วนคร พวกนางชอบเล่นกับเด็กเล็กๆ เล่นด้วยวาจาข่มเหงและกลั่นแกล้งจนหลายๆคนตั้งฉายาพวกนางว่า คู่หูดอกไม้พิฆาต เนื่องจากพวกนางชอบพิฆาตคนอื่นบ่อยๆ

          โคลมีคู่หมั้นชื่อนิโค นิโคหมั้นหมายกับโคลตั้งแต่ที่ทั้งสองยังไม่เกิด มันคือสัญญาของคุณตาของทั้งสอง ชะตารักโคลจึงผูกมัดกับนิโคตั้งแต่ก่อนนางลืมตามองโลกด้วยซ้ำ นิโคเป็นเด็กเรียบร้อย นิสัยดีมาก เขาเก่งกาจไม่ว่าเรื่องเรียน เรื่องงาน เขาเป็นชายหล่อเหลา นิสัยเย็นชากระนั้นก็แอบซ่อนความอ่อนโยนไว้ภายใต้หน้ากาก เขาหลงรักโคล และคิดจักแต่งงานกับนางเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

          กระนั้นความรักและความฝันของเขามีอุปสรรคกีดขวาง ซึ่งคนที่พยายามตัดสายสัมพันธ์นี้มิใช่ใครที่ไหน

          ใช่ เลล่าเพื่อนรักของโคล นับตั้งแต่คืนวันเกิดโคล เมื่อเลล่าสารภาพรักกับโคล และอยากอยู่กับโคล

          ความรักที่นางอยากประกาศให้โลกรู้ เลล่ายอมรับมันอย่างกล้าหาญท่ามกลางคำวิจารณ์มากมายมหาศาล

          กระนั้นสิ่งที่เลล่า โคล และนิโครู้ คือโคลรักเลล่าเช่นกัน

          พวกนางรักกันและสัญญาจักอยู่ด้วยกันตราบสิ้นลมหายใจ

          พวกนางให้สัญญาว่าจักเฝ้ารอซึ่งกันและกัน หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจากไปไกล

          คำสัญญาของพวกนางมีดวงดาวเทพธิดาเป็นประจักษ์พยาน ท่ามกลางหมู่พฤกษานานาชนิด ความรักของพวกนางจักไม่มีวันสูญสลาย

          ทว่าชะตากรรมเล่นตลก วันหนึ่งในฤดูฝนอันแสนเย็นยะเยือก แม่ค้าเลล่าต้องเดินทางไปเจรจาการค้าที่เมืองอื่น ก่อนที่เลล่าจักเดินทางนางให้สัญญากับโคลว่าหลังเสร็จสิ้นการเจราจาและกลับบ้าน นางจักบอกเรื่องสำคัญกับโคลซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก โคลให้สัญญาจักเฝ้ารอเลล่า ทว่า…ไม่มีใครรู้ว่านั้นจักเป็นคำสัญญา…ที่ไม่มีวันเป็นจริง

          สิบวัน…หนึ่งเดือน…หนึ่งปี…หลายปี…

          เลล่าไม่กลับบ้าน…

          นางหายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีใครรู้ว่านางหายไปไหน ผู้คนต่างบอกว่านาง…ตาย

          คนที่สัญญาจักกลับ..กระนั้นไม่รู้วันไหนจักหวนคืน โคลออกตามหาเลล่าอย่างโหยหา แม้ความหวังจักริบหรี่เพียงใด นางออกค้นหาอย่างคนบ้าที่หลงเชื่องมงาย นางรู้ว่าคนบนโลกมากมายเคยหายตัวไปเช่นนี้ พวกเขากล่าวว่าคนหายเท่ากับตาย การค้นหาคนแปลกหน้าในโลกที่กว้างใหญ่ไพรศาลเช่นนี้ประหนึ่งงมเข็มในมหาสมุทร ต้องใช้เวลากี่สิบปี..บางทีต่อให้ทุ่มเททั้งชีวิตก็ใช่จักหาเจอ

          คราววันหนึ่งที่โคลเจ็บปวดจนขาดใจ นางตัดสินใจกระโดดลงทะเลสาบ ฆ่าตัวตาย ปรารถนาว่านางจักเจอเลล่าที่ใดสักแห่ง..ในโลกหลังความตายอันมืดมิดและหนาวเหน็บ

          ทว่านางไม่ตาย

          นิโคช่วยชีวิตโคล ชายหนุ่มว่าที่เจ้าเมืองกระชากหญิงสาวจากห้วงแห่งความมืดสลัว เขากอดนางและสารภาพความรู้สึกทั้งหมด บอกว่าเขารักนางเพียงใด แม้เขาจักไม่อาจแทนที่เลล่าได้ กระนั้นเขาไม่อยากให้นางโศกเศร้า ตายไปทั้งที่สิ้นหวัง เขาอยากให้นางมีความสุข อยากให้นางยิ้มร่าเริงอีกครั้ง

          “เลล่าชอบให้เจ้ายิ้ม”

          รอยยิ้มของโคลคือความหวังหนึ่งเดียว เลล่าบอกนิโค ทั้งนางและเขาต่างอยากให้โคลยิ้ม แม้มันจักยากเย็นเพียงใด…

          หลังจากนั้น… โคลกลบฝังและสลักความทรงจำ ความรู้สึก ทุกเรื่องเกี่ยวกับเลล่าไว้ในดอกไม้ต่างๆ ดอกไลแลค ดอกมะลิ ดอกกุหลาบ ดอกทานตะวัน นางชื่นชอบดอกไม้และใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่กับสวนดอกไม้ของนาง นางแต่งงานกับนิโคด้วยความรักที่เขามอบให้ไม่ว่าจักเจ็บปวด ขมขื่นเช่นไร ใช้เวลาเนิ่นนานกว่าโคลจักทำใจและมีชีวิตอย่างมีหวังอีกครั้ง นางค้นพบความสุขที่นางมองข้ามเสมอมา

          บทสรุปของผู้เฝ้ารอจบลงด้วย ไม่มีเลล่าไม่กลับมา…ไม่อีกแล้ว

          กระนั้นแม้นโคลมีความสุข ลึกๆนางก็ยังชอบเหม่อลอยและเฝ้ารอว่าสักวันจักเจอเลล่าอีก..

          “ถ้าหากว่ามีชายรัก หญิงรักให้คำมั่นจักกลับมาหาพวกเจ้าสักวัน พวกเจ้าจักเฝ้ารอพวกเขาหรือไม่”

          สเตฟานีปิดตาซ่อนความอาลัยอาวรณ์ล้ำลึกดุจดาวตก นักเปียโนสาวชอบเล่นเพลงเศร้า ดังนั้นนางจึงรู้จักตำนานแห่งโศกนาฏกรรมมากมาย เรื่องราวแห่งความรักที่สูญสลาย ความหวังที่แห้งตาย ความฝันที่พังทลาย พี่น้องที่เคยจับมือกัน ในวันหน้าอาจหยิบดาบแทงใส่กัน ปรารถนาดับลมหายใจ ไม่มีอะไรแน่นอนดั่งเช่นว่าวลีนี้คือความแน่นอนเพียงหนึ่งเดียว คนรักกันในวันนี้ วันหน้าอาจไม่รักกันอีก ยิ่งเป็นความรักแล้ว มันช่างยากนักที่จักรักอีกครั้ง

          “ข้าจักรอเจ้าค่ะ”

          เรนนีหรี่ตาพูดด้วยความรักละมุน สเตฟานีลืมตา ริมฝีปากโค้งอย่างสง่างาม

          “คิดเช่นไรตอบเช่นนั้นเถิด”

          นักเปียโนสาวมองเห็นความเสแสร้งอยากเอาใจเจ้านายของเรนนี หญิงสาวผงะเบาๆพลางก้มหน้าตอบสิ่งที่นางคิด

          “…ข้าจักรักเขา ทว่าหากเขาผิดสัญญา ข้าจักเลิกรักอย่างไม่ลังเลเจ้าค่ะ”

          วาจาเย็นยะเยือกแฝงความหนักแน่นดุจภูผา เรนีมีเกียรติของนาง นางเชื่อมั่นในคำพูดและหากผู้ใดผิดคำพูด นางก็พร้อมเลิกราอย่างเด็ดขาด ไม่เสียใจ ไม่หันหลังกลับ มิมีวันอาลัย นางทระนง หยิ่งยโส คนที่คู่ควรกับนาง นางจักเป็นคนเลือกเอง หญิงสาวคิดว่าความรักก็แค่ส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่มีค่าความสำคัญมากเท่าการรับใช้เจ้านาย

          “แล้วคาโนคิดเช่นไรหรือ”

          สตรีนั้นร้ายกาจและอันตรายยิ่งกว่าอสรพิษ แม้ภายนอกพวกนางจักอ่อนโยนดุจดอกมะลิสีขาวนวล กระนั้นพวกนางรู้ดีว่าตนเองเป็นเช่นไร สตรีมีความคิด และพวกนางล้วนมีศักดิ์ศรี ชายใดที่ย่ำยีและให้ค่าพวกนางต่ำกว่าตน ก็มักโดนพวกนางขับไล่และปฏิเสธ

          เรนนีเป็นเช่นนี้ แล้วคาโน ชายหนุ่มแสนเย็นชาจักคิดเช่นไร

          “ข้าจักทำให้นางมีความสุข”

          คาโนประสานสายตากับสเตฟานีอย่างไม่หลบเลี่ยง เขาประกาศเจตจำนงอย่างไม่มีสิ่งใดสั่นคลอน หัวใจเขาไร้ซึ่งความอบอุ่น ดังนั้นหากมีใครสักคนมอบอบอุ่นให้หัวใจเขาได้ เขาจักไขว้คว้านางเอาไว้ ปกป้องนาง ดูแลนาง ต่อให้มีผู้ใดขัดขวาง ต่อให้ความรักของพวกเขาจักต้องแยกจากกันไกลคนละทวีป เขาจักทำให้นางมีความสุขให้ได้ หากนางปรารถนาให้เขาตามหา เขาจักเสาะหานางจนชีวิตจักหาไม่ เขาจักเชื่อฟังเสียงหัวใจของนาง

          “โง่งม..”

          เรนนีพึมพำ คาโนปรายตามองหญิงสาวข้างบ่าอย่างไม่ใส่ใจคำดูแคลน เรนนีแอบชื่นชมคำตอบคาโนก็จริง แต่ในขณะเดียวกันนางนึกดูแคลนความคิดชายหนุ่ม เพราะหากเขายอมทุ่มเทให้หญิงรักขนาดนั้น เขาไม่เสียเปรียบและแบกรับความเจ็บปวดเองหรือ คิดว่าบ่าเขาใหญ่นักหรือไง ถึงบอกว่าขอแค่ให้คนรักมีความสุข ตนเองก็มีความสุข เช่นนั้นต่อให้นางรักคนอื่น เขาก็ยื่นมองส่งนางจากไปง่ายๆรึ โง่สิ้นดี ความรักที่ทำให้ตนเองเจ็บเช่นนี้

          สเตฟานีอมยิ้มมองชายหญิงแอบปะทะสายตากันอย่างลับๆ ความคิดที่แตกต่างนำมาซึ่งความบาดหมางระหว่างคนสองคน

          “พวกเจ้าคิดว่านิทานเรื่องนี้ตอนจบเป็นเช่นไร”

          “โคลและนิโคมีความสุขดีเจ้าค่ะ แม้แรกๆอาจมองมิเห็นความหวัง แต่เวลาจักช่วยพวกเขาลืมเลือนอดีตที่เจ็บช้ำ และมีชีวิตเฝ้าหวังอนาคตที่ดีกว่า”

          เรนนีตอบเช่นนี้เพราะนางเบื่อที่จักฝังใจกับอดีต สู้ใช้ชีวิตอย่างมีสุขดีกว่า

          “โคลสมควรมีความสุข…”คาโนไม่ได้บอกว่าการที่โคลแต่งงานและใช้ชีวิตร่วมกับนิโคคือหนทางที่ดี กระนั้นคาโนคิดว่าหากเขาเป็นเลล่า เขาก็หวังจักให้โคลมีความสุข ไม่อยากให้นางเศร้าเสียใจ ระทมทุกข์ หากว่าเลล่าตายจริงๆ การให้โคลเฝ้ารอคอยตลอดไปอย่างเชื่อมั่นในความหวัง…มันไม่น่าสงสารเกินไปหรือ รอทั้งที่ไม่รู้ว่าเลล่าจักกลับมาหรือไม่ เชื่อลมๆแล้งๆทุกๆวันต้องตื่นมาพบความผิดหวัง

          มันน่าเศร้านะ

          แม้นคาโนและเรนนีจักคิดต่างกัน กระนั้นทั้งสองเลือกทำในสิ่งที่จักนำไปสู่ปลายแห่งความสุข  

          สำหรับสเตฟานี นักเปียโนสาวจิบชา มุมปากอมยิ้มตลอดเวลา นางมองพินิจหนุ่มสาวพลางเฝ้าหวังว่าพวกนางจักได้ทำตามความปรารถนาและคำตอบที่พวกเขาเอ่ย สเตฟานีเคยเฝ้ารอคนคนหนึ่งเช่นกัน กระนั้นการเฝ้ารอของนางแตกต่างและขมขื่นกว่านิทานเรื่องนี้นับพันเท่า นางเสียใจ เศร้าใจหรือไม่ นางบอกไม่ถูกเช่นกัน เพราะขอแค่ได้เห็นคนคนนั้นยิ้ม นางก็รู้สึกอบอุ่นและวางใจ มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดนัก

          แววตาสีชมพูเรืองประกายแพรวพราว

“รู้หรือไม่ นิทานเรื่องนี้พิเศษอย่างไร”

          ‘รอคอยตลอดมา…รอคอยตลอดไป…

          เรนนีและคาโนไม่รู้จักตอบเช่นไร ปล่อยให้สเตฟานีเฉลย

          “นิทานเรื่องนี้…เป็นเรื่องโกหก”

      --

          ณ บริเวณหนึ่งในเมืองฟาเวอร์ เมฆฝนพัดผ่านไป ทิ้งไว้เพียงท้องฟ้าสีครามสดใส แอ่งน้ำคราม หยดน้ำค้าง พื้นดินเปียกชุ่ม พงหญ้าทอสีเขียวขจี เมรัยยืนตระหง่านภายในบ้านร้างอันเปี่ยมด้วยความเงียบสงัดราวสุสาน นางแหงนมองเพดานสูงมีรูรัวให้แสงส่องทะลุเป็นเส้นสายสู่เบื้องล่าง ผนังหินสีน้ำตาลมีเงาดำทับทาบ โต๊ะ ตู้ กระถางดอกไม้ และเครื่องเรือน บ้านร้างหลังใหญ่ที่มีอายุราวร้อยพันปี ถูกลมฝนพัดใส่จนส่งกลิ่นอับชื้นชวนหายใจลำบาก กลิ่นอายความรักระคนหนาวเย็นแผ่สยายปกคลุมทั่วซอกมุม ใยแมงมุม รังนกกางเขนบ้าน แม้จักไม่รกเกลื่อนกลาดด้วยเศษใบไม้ กระนั้นแลความทรุดโทรมอย่างมิอาจเอ่ยค้านว่ามันสมบูรณ์ สวยงามดั่งวันวาน  

          “น่าเหลือเชื่อมากนะ..”

          หมอผีน้อยก้มหน้า ในเนตรปรากฏเป็นประกายแสงวูบไหว ชายอาภรณ์สีแดงเพลิงคลี่เปิดกว้าง  

          ยากจักเชื่อนัก…ไม่คิดเลยว่านิทานเรื่องนี้จักยังไม่จบ

          “หวังว่าคนรักจักยังรอเจ้านะ…โคล ไม่สิ”

          ด้านหลังเมรัยมีวิญญาณชายหนุ่มยืนแน่นิ่ง ชายเสื้อคลุมพัดสะบัดเบาๆ ใบหน้าคมสันปรากฏรอยยิ้มงดงาม

          “ชื่อจริงๆเจ้าคือสเวนใช่ไหม”

--

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น