greenmeat

ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ ขอให้สนุกค่ะ รักทุกคน

ตอนที่ 20 : จูบเท้าผม

ชื่อตอน : ตอนที่ 20 : จูบเท้าผม

คำค้น : y yaoi ภรรยาที่ดีไม่ได้มีแค่คุณธรรม เฮียเหวิน น้องหลิว ภรรยาที่ดี

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 22.8k

ความคิดเห็น : 124

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.ย. 2561 18:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 20 : จูบเท้าผม
แบบอักษร

ตอนที่ 20 : จูบเท้าผม


ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ประโยคเดียวที่ออกมาจากปากคนตรงหน้า จิตใจเข้มแข็งของผู้เป็นภรรยาถึงกับต้องสั่นไหว ยิ่งเมื่อมืออุ่นของสามีเอื้อมมากอบกุมมือตนให้กระชับมีดแน่นขึ้น ราวกับจะยืนยันว่าไม่เป็นไร ให้เขาลงมือเสียเถอะ เพียงแค่นั้นเสี่ยวหลิวก็รู้สึกว่าขอบตาทั้งสองข้างร้อนผ่าวขึ้นมา

ในอกเขาเหมือนถูกเติมเต็มด้วยบางอย่างที่โหยหามานาน สิ่งที่เขาเคยเฝ้ารอและยอมแพ้ไปแล้ว ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้รับกลับมาอีก ในวันที่เลือกจะทิ้งทุกอย่างแล้วเริ่มต้นใหม่ ชายตรงหน้ากลับฉุดรั้งเขาเอาไว้ด้วยประโยคแสนหวาน  ทั้งที่คำพูดของหวังหย่งเหวินไม่ควรจะถือเป็นความจริง  

‘เพราะยังไงเฮียก็จะไม่ไปไหน แล้วก็จะไม่ปล่อยให้เราไปไหนอีกแล้วเหมือนกัน’  

แต่กับประโยคนี้ เขาควรจะคิดแบบเดียวกันด้วยหรือไม่ ?

ดวงตาเรียวสวยสั่นระริก เขาสับสน น้ำเสียงและสายตาของหวังหย่งเหวินมันคล้ายจะชักจูงจิตใจเขาให้เชื่อ เขาอยากปลดปล่อยความรู้สึกทั้งหมดออกมา ลืมเรื่องราวในอดีตแล้วโผ่เข้ากอดคนตรงหน้าด้วยแรงทั้งหมดที่มี  

บางทีแม้แต่ตอนที่คิดว่าตัวเองยอมแพ้ไปแล้ว ในใจที่เหน็ดเหนื่อยลึก ๆ เขานั้นก็ยังเฝ้ารอเฮียเหวินอยู่ตลอดเวลา

เสี่ยวหลิวเม้มปากแน่น รู้สึกโมโหตัวเองขึ้นมา ทำไมจู่ ๆ ถึงได้อยากจะใจอ่อน แค่เขาทำดีด้วย พูดดีด้วยก็จะให้อภัยง่าย ๆ แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน เขาไม่อยากเป็นของตายให้คนตรงหน้าทิ้งขว้างอีกแล้ว ไม่อยากเจ็บปวดแบบนั้นอีกแล้ว

ภาพเหตุการณ์คืนวันที่เลวร้ายแล่นผ่านเข้ามา กลไกป้องกันทางจิตใจเตือนเขาว่าหวังหย่งเหวินกำลังเล่นละครตบตาอยู่ ภายใต้ใบหน้าอ่อนโยนนั้นคือชายหนุ่มแสนร้ายกาจที่เอาแต่ผลักไสเขามาตลอด เสี่ยวหลิว นายอย่าได้หลงกลเชียวนะ  

ทั้งสองสบตากันและกัน หลายนาทีที่เงียบงั้นไร้ซึ่งบทสนทนา มีเพียงแค่เสียงเครื่องปรับอากาศกลางเก่ากลางใหม่ดังสะท้อนไปทั่วห้อง

ในที่สุดเสี่ยวหลิวก็ขืนมือตัวเองออก

หวังหย่งเหวินผ่อนลมหายใจมองอาวุธที่ลดลงไปอยู่ข้างชุดนอนกางเกงขาสั้น ใจที่แห้งเหี่ยวพลันชื่นขึ้นมา หวังหย่งเหวินคลี่ยิ้ม คิดอยู่แล้วว่าเสี่ยวหลิวไม่ได้จะทำร้ายเขาจริง ๆ  เมื่อกี้ก็แค่ขู่ให้กลัวเท่านั้น ไม่ว่าจะใจร้ายยังไงก็ยังคงรักเขาอยู่

ยิ่งเห็นรอยยิ้มของหวังหย่งเหวิน เสี่ยวหลิวก็ยิ่งอยากทำให้มันเลือนหายไป ในขณะที่เขากำลังสับสนจนหัวหมุน ทำไมตัวต้นเหตุถึงต้องทำสีหน้ามีความสุขขนาดนั้นด้วย สะใจมากเลยเหรอ ยิ่งสบตากันก็ยิ่งรู้สึกว่าประกายระยิบระยับในดวงตายามที่มองเขามันช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน

ไม่คุ้นชิน รู้สึกระแวง น่าสงสัย

เสี่ยวหลิวก้มลงมองเท้าตัวเอง ชั่งใจว่าจะทำยังไงกับคนตรงหน้าดี เขาไม่อยากหนีอีกแล้ว จะให้เขาหนีไปไหนอีก ในเมื่อสุดท้ายก็ต้องถูกตามเจออยู่ดี

การกระทำป่าเถื่อนอย่างการใช้มีดกรีดให้ได้เลือดไม่ใช่สิ่งที่เสี่ยวหลิวจะทำโดยง่าย เขาไม่ใช่คนจิตใจหยาบกระด้างเห็นร่างกายมนุษย์เป็นเพียงแค่ชิ้นเนื้อ ชั่วขณะที่เห็นเท้าตัวเองขยับชิดเข้าหากันด้วยความอึดอัดนั้นเอง ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เขานึกถึงเนื้อหาบทหนึ่งในกามสูตรตระกูลหวังที่ท่องจำใส่หัวไว้ บทที่กล่าวถึงการบริหารเสน่ห์ตนเอง

‘เท้าถือเป็นของต่ำ เหยียบย่ำมาหลายผืนน้ำก้าวย่างมาหลายผืนดิน จงตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างอวัยวะเบื้องล่างเบื้องสูง อย่าได้หลู่เกียรติสามีด้วยการใช้มันสัมผัสร่างกายส่วนบนเด็ดขาด การแสดงความเคารพต่อคู่ชีวิตถือเป็นหนึ่งหลักสำคัญ แต่หากสามีสัมผัสเท้าของภรรยาด้วยความยินดี ก็จงภูมิใจเถิดว่าตัวท่านนั้นเป็นที่รักยิ่ง’

เสี่ยวหลิวกระตุกยิ้ม เขามีวิธีแล้ว

ทำให้อยู่ในสภาพน่าอายยังไงล่ะ

ทำให้หวังหย่งเหวินอับอายจนทนไม่ไหว เลิกสวมบทบาทสามีแล้วยอมแพ้กลับไปเอง ถ้าโดยหยามศักดิ์ศรี ไม่ว่าใครก็ยอมไม่ได้ทั้งนั้น ประเดี๋ยวคนที่แทนตัวเองว่าเฮียก็คงเปิดเผยด้านที่แท้จริงออกมาเอง

ไม่ต้องลังเลให้เสียเวลา ริมฝีปากเล็กเปล่งเสียงวางอำนาจ

“คุกเข่า”

ใบหน้าหวานที่เชิดอยู่ดูสูงส่งยากจะเอื้อมถึง เขาถอยหลังเพื่อเพิ่มที่ว่างระหว่างตนเองและสามีให้มากขึ้น

หวังหย่งเหวินอดแปลกใจไม่ได้ที่เสี่ยวหลิวออกคำสั่งเช่นนั้น เสี่ยวหลิวที่แสนดีไม่เคยวางอำนาจใส่เขามาก่อน

แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ... ก็เหมือนกับที่คนเขาว่ากัน เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน ก่อนหน้านี้คนตรงหน้าเองก็ไม่ใช่เสี่ยวหลิวที่อ่อนแอ และสาเหตุทั้งหมดก็มาจากตัวเขา

หวังหย่งเหวินไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจ ไม่แม้แต่จะคิดอิดออด ร่างสูงในชุดสูทเปล่งประกายด้วยราศีผู้บริหารเคลื่อนตัวลงจากโซฟา คุกเข่าทั้งสองข้างบนผืนพรมสีน้ำตาล

การกระทำนั้นนับว่าทำให้เสี่ยวหลิวคาดไม่ถึงอยู่บ้าง

แต่อย่าได้คิดเชียวว่าคนตัวเล็กจะหยุดอยู่แค่นี้

“คุณบอกว่ารักผมใช่ไหม”

“ใช่”

“งั้นเหรอ...”

“ใช่แล้ว”

“รักนี่คือจะยอมทำทุกอย่างที่ผมต้องการรึเปล่า”

“ยอมทำทุกอย่างที่เราต้องการ”

ดี

ได้ยินแบบนั้นเสี่ยวหลิวก็กระตุกยิ้มที่มุมปาก


“ถ้าอย่างนั้นก็จูบเท้าผม”


ใบหน้าคมเงยขึ้นมองผู้พูดแทบจะทันที ไม่แน่ใจว่าเมื่อกี้หูฝาดไปรึเปล่า

“บอกว่ารักผม ยอมผมทุกอย่าง อยากอยู่ที่นี่ด้วยกันในฐานะสามีภรรยา ก็ทำให้ผมเชื่อหน่อยสิว่าคุณน่ะเป็นอย่างที่พูดจริง ๆ ”

รอยยิ้มร้ายปรากฎขึ้นบนใบหน้าหวาน คาดเดาไม่ได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ในใจกันแน่

“จูบเท้าผมเช้าเย็นทุกวัน แสดงให้เห็นว่าเคารพผม เทิดทูนผม ยอมทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อผม เห็นผมสำคัญเหนือกว่าสิ่งใด เรื่องแค่นี้ทำได้รึเปล่าล่ะ”

รอยยิ้มแปรเปลี่ยนเป็นเย้ยหยันเมื่อเห็นว่าสามียังคงอยู่นิ่ง

“ถ้าทำได้ก็เอาเสื้อผ้าไปเก็บเข้าตู้ได้เลย”

ที่พูดแบบนี้ก็รู้ว่าคนตรงหน้าทำไม่ได้หรอก

“ได้สิ”

หวังหย่งเหวินน่ะไม่มีทา-

เอ๋…?

ได้ยินยังไม่ชัดเจนดี เสี่ยวหลิวก็ต้องเบิกตากว้างตกใจ เขาเกือบจะทรงตัวไม่อยู่เมื่อขาขวาถูกดึงเข้าหาตัวอีกฝ่าย หวังหย่งเหวินยื่นมือมาแตะที่บริเวณข้อเท้าเปลือย พอเห็นว่าเขาใช้มือที่ว่างคว้าไหล่กว้างไว้เป็นฐานที่มั่นได้ก็ลงมือถอดสลิปเปอร์ที่ห่อหุ้มเท้าเขาออก

ใจดวงน้อยเต้นระส่ำ นี่ อย่าบอกนะว่าจะทำจริง ๆ น่ะ ?

เสียงอุทานที่เบาบางไม่สามารถหยุดสถานการณ์ตรงหน้าได้อีกแล้ว หวังหย่งเหวินใช้มือสองข้างประคองเท้าเล็กของภรรยาขึ้นมา โน้มตัวลงประทับริมฝีปากบนหลังเท้าขาวเนียน สัมผัสอุ่นกระจายไปทั่วผิวเนื้อ เนิ่นนาน ทั้งหนักแน่นและเต็มไปด้วยความเคารพสุภาพ 

ตั้งใจไว้ว่าจะทำให้คนตรงหน้าอับอาย แต่ทำไมกลับกลายเป็นเขาเสียเองที่ต้องรู้สึกเช่นนั้น

บ้าที่สุด คนตรงหน้าไม่ใช่หวังหย่งเหวิน

ไม่ใช่เลยสักนิด !  เขาเป็นใครกันแน่ !

คนร้ายกาจควรจะรู้สึกแย่ที่เขาทำแบบนี้สิ ควรจะลุกขึ้นแล้วด่าเขาสักสองสามประโยคก่อนเดินออกไป ไม่ใช่จรดจูบลงบนหลังเท้าเขาอย่างไร้ซึ่งศักดิ์ศรี จะบอกว่าเป็นคนน่าสมเพชก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะท่าทางของหวังหย่งเหวินไม่ใช่การขอร้องอ้อนวอนให้เมตตาสงสาร แต่เป็นการแสดงออกถึงความรักที่ยอมแม้กระทั้งทิ้งสถานะอำนาจซึ่งถือครองไว้

“เฮียเหวิน ! ”

เสี่ยวหลิวสะดุ้ง ถึงกับหลุดสรรพนามที่เคยใช้เรียกอีกคน นิ้วทั้งห้าขยุ้มสูทราคาแพงแน่น

ก็หวังหย่งเหวินไม่เพียงแต่จูบเท้าเขาเท่านั้น แต่ฝ่ายนั้นกลับอ้าปากใช้ลิ้นไล่เลียไปบนผิวเปลือยอย่างไม่รังเกียจรังงอน

ใบหน้าเล็กที่ตอนแรกยังแฝงไปด้วยความห่างเหินเย็นชาบัดนี้แดงซ่านซับสีเลือด ร่างเล็กสั่นไปทั้งกายทำอะไรไม่ถูก มีดที่อยู่ในมือถูกปลดออกไปวางอยู่บนโต๊ะรับแขกตอนไหนไม่ทราบ จากมุมสูงเสี่ยวหลิวมองเห็นลิ้นสีเข้มที่กำลังลากไล้ไปตามสันกระดูกนิ้วเท้าทั้งห้า ไม่พอแค่นั้นคนร้ายกาจยังใช้มันตวัดแหย่สำรวจตรงเนื้ออ่อนและท้องด้านใต้เสียละเอียด ทิ้งร่องรอยน้ำสีใสเป็นทาง เพราะเสี่ยวหลิวเพิ่งอาบน้ำมา กลิ่นหอมถึงยังติดอยู่ไม่จางหาย จมูกโด่งสูดดมอย่างหลงใหล ไม่อาจหักห้ามใจได้ตั้งแต่สัมผัสแรก

เพราะระยะเวลาที่ไม่ได้เจอกัน เพียงแค่ได้สัมผัสปลายเท้าของภรรยา ความปรารถนาของร่างสูงก็ลุกโชนขึ้นมาอย่างง่ายดาย เขาครางฮึมในลำคออย่างพอใจต่อรสชาติที่ได้รับ หวังหย่งเหวินตระหนักได้ว่าเขาต้องการมากกว่านี้อีก เวลานี้ชายหนุ่มกระหายที่จะกลืนกินคนตรงหน้าราวกับสัตว์ป่าอดอยากมาแรมปี

“พอ-อึก พอแล้ว”  

เมื่อไม่มีอาวุธคมในมือเล็ก หวังหย่งเหวินหาได้เกรงกลัวอีกต่อไปไม่ กลับงับลงบนหน้าแข้งเบา ๆ  เกร็งปากลากฟันคมขึ้นไปจนถึงหัวเข่ามน ความรู้สึกกระสันแล่นผ่านกระดูกสันหลังคนตัวเล็กคล้ายถูกกระแสไฟฟ้าช็อต ทันใดนั้นคนที่คุกเข่าอยู่ก็วกกลับลงมา ปรับองศาทิศทางใบหน้าขบเม้มน่องเล็กได้รูปแทน  จากนั้นจึงประคองบั้นท้ายขนาดพอดีมือไว้เพื่อจับยกเรียวขาเปียกชื้นขึ้นพาดบ่า ตามด้วยออกแรงดึงร่างเสี่ยวหลิวให้ถ่ายน้ำหนักลงมาป้องกันการเสียศูนย์

เสี่ยวหลิวถูกจับให้ยืนขาเดียวด้วยท่าอันแสนจะน่าอาย เขารู้สึกตาลายเหมือนจะเป็นลมเสียให้ได้ สมองเข้าสู่สภาวะฉุกเฉินกระหน่ำแจ้งเตือนให้หยุดยั้งคนตรงหน้า แต่ไม่ว่าจะปรารถนาเพียงใดร่างกายเขากลับไม่ต่อต้านสัมผัสที่ควรจะรังเกียจ มันนิ่งค้างเหมือนว่าช็อกกับการกระทำอันน่าเหลือเชื่อของสามีไปแล้ว

“เฮียเหวิน...”

เป็นอีกครั้งที่ปากเล็กเผยอออก หอบหายใจถี่เลื่อนมือจับศีรษะที่อยู่ตำแหน่งกลางกาย พยายามที่จะผลักออกแต่ช่างไร้เรี่ยวแรงนัก ปลายกางเกงนอนขาสั้นถูกนิ้วแกร่งเลิกขึ้นจนมองเห็นชั้นในที่ปกปิดสัญลักษณ์เพศ ยามความนุ่มหยุ่นสัมผัสผิวด้านใต้เนื้อผ้าบริเวณขาอ่อน เสี่ยวหลิวก็ต้องจิกเกร็งนิ้วเท้าด้วยความเสียวซ่าน ความร้อนราวกับถูกเหล็กเผาไฟแนบลงมาฝังแน่นทุกตารางนิ้วที่สามีบรรจงเน้นย้ำ     

“เฮียยอมเราทุกอย่าง ยอมทุกอย่างแล้วจริง ๆ ”

ดวงตาคมที่เต็มไปด้วยความเสน่หาเงยสบขึ้นมาให้ใจกระตุก แม้ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใดต่อ ความยินดีที่ได้ ‘จูบเท้า’ ของเขาฉายชัดในนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้แข้งขาแทบอ่อนแรงทิ้งกายอย่างหมดสภาพ ยิ่งเมื่อเห็นบางอย่างที่แข็งตัวนูนเด่นอยู่ใต้กางเกงสูทหวังหย่งเหวิน เขาก็ถึงกับต้องอ้าปากคว้าอากาศเข้าปอดอย่างรวดเร็ว

อย่า…

อย่าบอกนะว่ากำลังมีอารมณ์เพราะทำอะไรแบบนี้กับเขา

น้ำเสียงทุ้มแหบแนบกระซิบกับเนื้อเนียน อุณภูมิของลมหายใจที่รินรดทำให้บริเวณนั้นสูงขึ้นไปด้วย “จะจูบเท้าเราทุกเช้าเย็น จะเคารพเรา เทิดทูนเรา แค่เสี่ยวหลิวต้องการ เฮียก็พร้อมจะเป็นผู้ชายที่ไร้ศักดิ์ศรีได้เสมอ”

ใบหน้าคมมุดเข้าหาต้นขาอ่อนจนจมูกโด่งหายลับเข้าไปใต้ขากางเกงเรียบลื่นมากกว่าเดิม ต้นขาภรรยาที่เคยสัมผัสเมื่อนานมาแล้ว แม้แต่ตอนนี้ก็ยังนุ่มมืออยู่เหมือนเคย  ในที่สุดเขาก็มีโอกาสลิ้มรสชาติที่เคยวาดฝันไว้ ทุกส่วนของเสี่ยวหลิวช่างกระตุ้นเลือดในกายเขาให้พลุ่งพล่าน แก่นกายขยายใหญ่เครียดขึงประท้วงเข็มขัดที่รัดอยู่รอบเอวสอบ ร้องเรียกเจ้าของร่างให้ปล่อยมันออกมาทักทายคนตัวเล็กเสียที

“ฮะ...” เสี่ยวหลิวเขย่งปลายเท้าโหย่งตัวหนีลิ้นชื้นที่ตวัดลงบนขาหนีบ ขาที่พาดลงบนบ่ากว้างเกร็งจนกล้ามเนื้อขึ้นรูป เขาหลับตาเม้มปากแน่นเพื่อสกัดกั้นเสียงคราง เลือกที่จะระบายความพึงพอใจออกด้วยการขยุ้มเรือนผมสีดำสนิท

“เสี่ยวหลิว !  ผมมาแล้ว เปิดประตูให้ผมหน่อย ! ”

แต่แล้วเสียงตะโกนของชายหนุ่มที่เสี่ยวหลิวจำได้ว่าคือเฮยอวิ๋นก็ปลุกเขาให้ได้สติขึ้นมา 

“ฮัลโหลล ?  คุณอยู่ในห้องรึเปล่าหาา” เฮยอวิ๋นลากเสียงยาวเคาะประตูติดต่อกันหลายที เมื่อไม่มีคนตอบรับก็เร่งจังหวะเร็วขึ้นเหมือนต้องการจะปลุกคนทั้งชั้นให้ตื่นมาหาต้นตอของเสียง

“ปล่อยก่อน ! ” รวบรวมแรงสะบัดเท้าจนเกือบล้ม เห็นไหมว่ามีคนมา !  แถมเมื่อกี้เขายังไม่ได้ล็อกประตูด้วย ถ้าเฮยอวิ๋นเปิดประตูเข้ามาล่ะก็-

“โอ๊ะ ประตูไม่ได้ล็อกนี่ เฮ้ ผมเข้าไปแล้วนะ ถุงที่ถือมาหนักเป็นบ้า รอไม่ไหวแล้ว”

เขาใจหายวาบ เฮยอวิ๋น คุณจะเสียมารยาทแบบนี้ไม่ได้ !

ไม่ต้องรอให้เจ้าของห้องตอบกลับ ประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมกับหวังหย่งเหวินที่ปล่อยเท้าเล็กของภรรยาลง ใบหน้าหล่อเหลาแสดงชัดถึงความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ เขาหัวเสียอย่างเห็นได้ชัด เสี่ยวหลิวรีบดึงขากางเกงนอนให้อยู่ในสภาพเดิม ก่อนจะหันหน้าไปเผชิญกับแขกผู้มาเยือน แม้ใบหน้ายังซับสีเลือดด้วยแรงอารมณ์ กระนั้นก็ต้องฉีกยิ้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“นั่นใครน่ะ” เฮยอวิ๋นที่ข้างซ้ายถือถุงใส่กระป๋องเบียร์และกลับแกล้มหนักอึ้ง ส่วนข้างขวาถือแผ่นหนังที่ตั้งใจจะเปิดดูโต้รุ่งคืนนี้ เขาเลิกคิ้วมองชายในชุดสูทที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเพื่อนข้างห้องหน้าตาดี รู้สึกคุ้นหน้าอย่างบอกไม่ถูกแฮะ

หวังหย่งเหวินอยากจะลุกขึ้นแสดงท่าทีข่มไอ้หน้าอ่อนที่ถือวิสาสะเข้ามาในห้องภรรยา แต่เป้ากางเกงที่โป่งนูนของเขาไม่ค่อยจะเอื้ออำนวยนัก เสี่ยวหลิวเองเหมือนจะรู้ได้ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ยากจะอธิบาย เขาจึงรีบดึงหวังหย่งเหวินขึ้นมาจากพื้นแล้วผลักไปยังประตูห้องนอน

“ห้องน้ำอยู่ด้านใน” หวังหย่งเหวินยังไม่ทันได้โต้แย้งก็ถูกโยนเข้าไปพร้อมกับกระเป๋าเดินทาง พอประตูปิดลง เสี่ยวหลิวก็หมุนตัวเดินมาหาเฮยอวิ๋น  

เขาทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ชั่วครู่ “เฮยอวิ๋น ขอโทษด้วยนะครับ แต่ว่าคืนนี้ผมไม่สะดวกแล้ว ไว้คราวหน้านะ” ก้มหัวกล่าวขอโทษขอโพย ตอนนี้เขาไม่สะดวกแล้วจริง ๆ เพราะสามีดันมาขออาศัยด้วย แถมเมื่อกี้เขาก็เพิ่งจะอนุญาตไปเอง 

เฮยอวิ๋นยืนนิ่ง มองเสี่ยวหลิวที่อยู่ในชุดนอน ไล่สายตาสำรวจขึ้นลงสองรอบก็ชะงักเบิกตากว้าง

“ก-กำลังยุ่งกันอยู่สินะ ! ” สรุปเอาเองด้วยน้ำเสียงแบบที่ชอบทำ  “เชิญเลย ๆ ตามสบาย วันหลังถ้านายไม่ว่างก็บอกฉันตามตรงก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจกันหรอก”

ยิ้มบิดเบี้ยวแบบมีความหมายแฝง “ราตรีสวัสดิ์ ! ” จากนั้นก็หอบของกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากห้องไปทันที

เสี่ยวหลิวที่ไม่เข้าใจท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ของอีกฝ่ายก็รู้ว่าเฮยอวิ๋นคงจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างบนร่างกายตน เขาลองหันหน้าไปทางกระจกเต็มตัวที่ติดตรงทางเข้า

ไม่ถึงเสี้ยววิก็ต้องยกมือขึ้นปิดหน้า

อา…

เสี่ยวหลิวรู้แล้วว่าส่วนไหนที่แปลกไป


เป้ากางเกงเขานี่เอง




ภายใต้ความมืดสลัวยามค่ำคืน ซิ่นเฉิงกำลังยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างรถหรูเจ้านาย บอสหวังที่หายเข้าไปด้านในเกือบสองชั่วโมงเพิ่งส่งข้อความมาบอกว่าจะนอนค้างที่แห่งนี้

แสดงว่าภรรยาของบอสไม่ได้ใจแข็งอย่างที่คิด

เป็นเรื่องน่ายินดี เขาบอกกับตัวเองเช่นนั้น

หลังจากแสงไฟของห้องชั้นหกของคอนโดที่เฝ้าจับตามองตั้งแต่มาถึงดับลง โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงผู้ติดตามหนุ่มก็สั่นเรียกร้องความสนใจ

“ว่าไง” ซิ่นเฉิงใช้นิ้วคีบบุหรี่ไว้ เอ่ยทักทายคนในสาย

“ฉันเพิ่งจะจัดการคนที่แอบสะกดรอยตามคุณเสี่ยวหลิวไป คืนนี้ก็รายที่สามแล้ว”

ซิ่นเฉิงเลิกคิ้ว ซ้อใหญ่ตระกูลหวังเสน่ห์แรงไม่เบา สามคนเลยเหรอ ในคืนเดียวเนี่ยนะ !

“แล้วทางนั้นล่ะเป็นยังไงบ้าง”

“บอสค้างคืนด้วยได้ แต่ก็อาจจะแค่คืนนี้ ไม่รู้สิ ฉันได้แต่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกนี่ล่ะ ไม่รู้หรอกว่าทั้งสองตกลงกันยังไง”

หวังหย่งเหวินใช้วิธีไหนถึงสามารถผ่านด่านลากกระเป๋าเข้าไปได้ จะบอกว่าใช้อำนาจบังคับขู่เข็ญก็ไม่น่าใช่ คงถูกไล่ตะเพิดออกมาทันทีมากกว่า

“แต่อย่างน้อยก็ถือว่าพัฒนา”

ซิ่นเฉิงอัดควันเข้าปอด พยักหน้าเห็นด้วยกับปลายสาย “ต้องขอบคุณคุณหวังไป๋ลี่” ให้คู่สนทนาที่เขาหมั่นไส้มาตลอดมาเกลี้ยกล่อมให้เขาเข้าร่วมแผนการ

เกือบสามเดือนที่บอสทำอะไรก็ไม่เป็นผล ไร้ประโยชน์แต่เขาที่เป็นลูกน้องจะแย้งอะไรได้ หวังไป๋ลี่กลับไทยไปแล้วแต่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ในเมื่อลูกชายคนโตช่างไร้ความสามารถ เกรงว่าถึงจะครบหนึ่งปีค่าความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ก็ยังคงเป็นศูนย์ เป็นเลขกลมที่กลวงตรงกลางเหมือนกับสมองของอีกฝ่าย

“ทำตัวตามปกติ ให้ถือว่าเรื่องรุ่ยจินเว่ยเป็นความประมาทของคนอื่น”

“ฉันรู้น่า เทียนฉี” ซิ่นเฉิงรู้ว่าต้องเอาตัวรอดยังไง

หวังไป๋ลี่ใช้เงินซื้อตัวเขาผ่านเทียนฉีอีกที บอกว่าถึงเขาจะภักดีต่อหล่อนก็ไม่ถือว่าทรยศต่อเจ้านายหรอก ถ้ายังอยากให้ชีวิตคู่เจ้านายกลับมาปกติสุข และได้หายเครียดจากการเป็นที่รองรับอารมณ์

ก็จงมาร่วมมือกัน

เขาต้องรายงานความเคลื่อนไหวสำคัญของบอสให้นายหญิงรู้ เลิกกีดกันพวกผู้ชายที่มายุ่งเกี่ยวกับเสี่ยวหลิว แต่ให้ใช้ประโยชน์จากพวกนั้นแทน ลูกชายตัวดีของหวังไป๋ลี่จะขยับตูดได้ก็ด้วย ‘อารมณ์’

โยนภาพเสี่ยวหลิวอยู่กับผู้ชายคนอื่นไปสิ เอาให้มันร้อนรนจนเลิกทำอะไรโง่ ๆ ได้แล้ว ให้มันหึงหวงจนทนไม่ไหวเหมือนที่ต่อยเพื่อนสนิทตัวเองเข้าโรงพยาบาล ให้มันออกไปวิ่งตามเมียจริง ๆ จัง ๆ เสียที

ซิ่นเฉิงไม่มีทางเลือก แอบสั่งการลูกน้องตามคำสั่งผู้หญิงคนนั้นด้วยตนเอง ปิดปากเงียบเรื่องที่ควรจะรายงาน นั่นจึงเป็นสาเหตุให้รุ่ยจินเว่ยเล็ดลอดผ่านองค์รักษ์เงาหลายสิบคนเข้าไปได้

แม้ประธานท่าทางอบอุ่นคนนั้นจะดูไม่มีพิษมีภัย ชายหนุ่มเองทำตัวเหมือนรู้จักหวังเสี่ยวหลิวมาก่อนหน้านี้ ท่าทางที่แสดงออกมาก็เหมือนเพื่อนคนหนึ่งที่สนิทกันจนชวนขึ้นไปดื่มน้ำชาบนห้องได้ แต่เทียนฉีและซิ่นเฉิงสัมผัสได้ว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น พวกเขาจึงต้องจับตาดูมือที่สามที่กำลังจะมาตีท้ายครัวบอสให้ดี

เห็นไหมว่าซิ่นเฉิงภักดีต่อหวังหย่งเหวินแค่ไหน เพื่อชีวิตที่สงบสุขของตัวเอง เอ้ย เพื่อชีวิตคู่ที่สงบสุขของบอสและภรรยา เขาในฐานะผู้ติดตามก็จะทำหน้าที่ตนให้ดีที่สุด 

ที่เหลือก็ขอแค่บอสหวังอย่าเพิ่งถอดใจเท่านั้น

ซิ่นเฉิงปล่อยควันบุหรี่ออกจากปาก เงยหน้ามองหน้าต่างรังรักชั้นหกอีกครั้ง เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

"สู้เขานะครับบอส"








----------------------------------------

อัพแล้วววววววว พอดีเสาร์อาทิตย์นี้เราไปตจว.น่ะค่ะเลยมาอัพก่อนนนน เพราะได้กำลังใจจากนักอ่านเลยเขียนออกมาได้เร็ว55555 นั่งเขียนทั้งที่ลงตอนนี้ก็คือเพิ่งเสร็จเลย แต่ระหว่างที่เขียนก็สนุกมากค่ะ 55555555

ตำรากามสูตรหายหน้าหายตาไปนาน ตอนนี้เลยหยิบมามีบทบาทนิดหน่อยให้กรุบกริบ ส่วนชุดใหญ่ไฟกระพริบคงต้องรอกันก่อนค่า YY

ขอบคุณทุกกำลังใจนะค้าา ตอนหน้าก็จะรีบมาลงค่ะ รักทุกคลลล

ปล. คำผิด ประโยคแปลก ๆ อาจจะมี พิมพ์ตอนเบลอ ๆ ถ้ากลับมาเช็คแล้วเจอจะแก้ไขให้นะคะ

ความคิดเห็น