Gila

ขอบคุณที่สนับสนุนนะคะ แนะนำ ติชม ได้น้า : ) อย่าลืมกด "ถูกใจ" ให้เค้าด้วยน้า

บทที่ 9 ด้านมืด (50%)

ชื่อตอน : บทที่ 9 ด้านมืด (50%)

คำค้น : ชะตารักพิศวาสหัวใจเถื่อน ร้าย เถื่อน ดุ NC โรมานซ์ ตบจูบ

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ย. 2561 19:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9 ด้านมืด (50%)
แบบอักษร

มื้ออาหารใช้เวลาไม่นานเนื่องจากปราศจากบทสนทนาใดๆ หญิงสาวกลับขึ้นมาบนรถอีกครั้งเพื่อไปยังสถานที่ต่อไป เธอไม่ได้ถามว่าเขาจะพาเธอไปที่ไหน เพราะสำหรับเธอแล้วถ้าต้องอยู่กับคนๆนี้ จะขึ้นสวรรค์หรือลงนรกก็คงไม่ต่างกัน

ฤดูหนาวเช่นนี้ทำให้ท้องฟ้ามืดเร็วกว่าปกติ รถสปอร์ตขับเข้ามา ณ สถานที่แห่งหนึ่ง คนตรวจยามด้านหน้าไม่แม้แต่จะขอให้ชะลอรถ เพียงแค่เห็นลิบๆว่าผู้มาเยือนเป็นใคร ประตูไฟฟ้าก็เปิดรออยู่ก่อนแล้ว 

เบื้องหลังกำแพงสูงเป็นโกดังขนาดใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งมีตึกเตี้ยรายล้อม รถยนต์จำนวนมากที่จอดหน้าตึกเหล่านั้นแสดงให้เห็นว่าที่นี่คงเป็นสถานที่สำคัญสักแห่ง แต่บรรยากาศกับแสงไฟสลัวมองดูยังไงก็ยังห่างไกลกับคำว่าบริษัทลิบลับ เหมือนพวกสถานที่อโคจรทำนองนั้น หญิงสาวขนลุกเกรียว รู้สึกว่าตนเองเข้ามายุ่งกับสิ่งไม่ควรบางอย่าง

เครื่องยนต์สงบลงหน้าตึกแห่งหนึ่งข้างๆโกดังใหญ่ ชายหนุ่มปลดเข็มขัดนิรภัยหยิบกล่องบุหรี่ภายในเสื้อขึ้นมาจุดไฟโดยไม่ลดกระจกลง แสงสีแดงเล็กๆเด่นชัดในความมืด ชายหนุ่มสูบของในมือเข้าปอดอึกใหญ่ ก่อนจะหรี่ตาพ่นควันสีขาวออกมาช้าๆ ทวงท่าเปี่ยมเสน่ห์อย่างยิ่ง 

กลิ่นหวานติดเครื่องเทศบางเบาอันเป็นเอกลักษณ์อบอวลอยู่ในห้องโดยสาร หญิงสาวเบือนหน้าหนีเล็กน้อย เธอไม่เคยได้กลิ่นบุหรี่แบบนี้มาก่อน แต่ก็บอกไม่ถูกว่าคุ้นเคยกับกลิ่นหอมหวานแบบนี้จากที่ไหน

“ฉันสั่งทำเป็นพิเศษ กลิ่นและรสชาติเดียวในโลก เข้ากับน้ำหอมขวดโปรดของฉันมาก” ชายหนุ่มเอ่ยเมื่อเห็นสายตาครุ่นคิดของหญิงสาวกรอกไปมา

เธอพลันได้รับคำตอบ ใช่แล้ว...เป็นกลิ่นอันคุ้นเคยที่ชายหนุ่มใช้เป็นประจำ เสื้อโค้ทของเขาที่เธอพึ่งคืนไปก็มีกลิ่นคล้ายๆแบบนี้ผสมอยู่

บ้าไปแล้ว! นี่เธอจำกลิ่นกายผู้ชายได้อย่างนั้นเหรอ!

ควันขาวลอยอ้อยอิ่งยั่วยวนในอากาศ เธอรู้สึกเหมือนอยู่ในวงล้อมซึ่งคุกคามสติสัมปชัญญะ ใบหน้าแดงเห่อร้อน เบือนสายตาหนีออกไปข้างนอก

ไม่นานใบหน้าคุ้นตาของคนผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากข้างในตึก ชายหนุ่มเปิดประตูออกไป สูบควันเข้าปอดอีกสองสามครั้งก่อนจะโยนของในมือทิ้งบนพื้นเย็นเฉียบ ร่างหนาค้อมตัวเรียกหญิงสาวบนรถเมื่อเห็นว่าหล่อไม่ยอมออกมาซักที

“ต้องให้ฉันเดินไปเปิดประตูให้หรือยังไง”

“ไม่ต้อง!” ผู้ตอบขมวดคิ้ว เปิดประตูออกมาเองแทบจะทันที

เมื่อเห็นว่าผู้เป็นเจ้านายไม่ได้มาคนเดียว ใบหน้าหล่อเหลาก็ประดับยิ้มเป็นมิตรให้แขกสาวตรงหน้า ดวงตาพราวระยับจ้องมองคนทั้งสองไปมา ก่อนจะเชื้อเชิญผู้มาใหม่ให้เข้าไปข้างใน

“คราวนี้จับตัวมันได้แล้วใช่มั้ย” ชายหนุ่มเอ่ยถามผู้ติดตามเบื้องหลัง

“มันสารภาพรึยังว่าใครส่งมันมา”

“มันไม่ยอมพูดครับ” ฮาฟิซตอบขณะชะลอฝีเท้ารอแขกสาวที่กำลังเดินตามมาติดๆ

“หึ” ผู้เป็นเจ้านายเพียงแค่นเสียงขึ้นจมูก 

“แล้วคุณผู้หญิงนี่...” เมื่อใกล้ถึงจุดหมาย ฮาฟิซจึงเอ่ยถามผู้เป็นเจ้านายอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ

“ฉันอยากจะให้คนบางคนรู้กฎของที่นี่ คนไม่ฟังคำสั่งจะถูกจัดการยังไง” ชายหนุ่มตอบอย่างไม่หยี่ระ ปรายตามองไปข้างหลังเล็กน้อย

หญิงสาวฝีเท้าซวนเซ แม้หญิงเธอไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน แต่เมื่อมองบรรยากาศอึมครึ้มรอบกาย ไม่ว่าจะมองยังไงก็ไม่ใช่สถานที่ที่ดีแน่ๆ

ทั้งสามเดินลงไปทั้งชั้นใต้ดิน เบื้องหน้ามีคนในชุดสูทสีดำยืนเฝ้าอยู่สองคน ทั้งคู่เปิดประตูรอไว้โดยไม่ต้องสั่ง สายตาฉงนสงสัยมองไปยังหญิงสาวแปลกหน้าข้างหลังสุด

“มานี่” มิเกลหยุดฝีเท้าเรียกคนข้างหลัง

หญิงสาวมองซ้ายมองขวาแต่ก็ไม่กล้าอ้าปากโต้เถียง ก้มหน้าก้มตาก้าวเท้าไปยังพื้นที่ว่างข้างๆทันที

ข้างในเป็นห้องกว้าง มีชายฉกรรจ์สวมเครื่องแต่งกายเหมือนกันหลายคนกำลังรายล้อมบางสิ่งบางอย่างอยู่ เมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนเป็นใคร ทั้งหมดก็แยกตัวเปิดทางให้ ‘ผู้มีตำแหน่งสูงสุด’ เข้าไปชม ‘ของ’ กลางวงล้อมทันที

ภาพตรงหน้าทำให้หญิงสาวตัวแข็งทื่อ ชายคนหนึ่งถูกมัดนั่งคอตกติดกับเก้าอี้ เลือดสีเข้มย้อมเสื้อสีขาวไปกว่าครึ่ง ใบหน้าที่ก้มต่ำนั้นมีของเหลวสีแดงยืดออกมา นิ่งจนไม่แน่ใจว่าเขายังมีชีวิตอยู่รึเปล่า 

ยะตีมลุกขึ้นให้ผู้เป็นเจ้านายนั่งฝั่งตรงข้ามกับ ‘ของ’ ที่โดนซ้อมจนไม่ได้สติ มือขวายกเป็นคำสั่งให้คนทั้งหมดออกไป หลังจากที่ประตูปิด ภายในห้องก็เหลือเพียงผู้เป็นเจ้านาย พวกเขาสองฝาแฝด และหญิงสาวหน้าซีดขาวอีกคน

“ว่าไง ฉันคิดว่าจะมาไม่ทันวาระสุดท้ายของแกแล้วซะอีก” ชายหนุ่มนั่งไขว้ห้าง ประสานมือบนเข่ามองไปยังบุคคลเบื้องหน้า

ยะตีมถอดเสื้อสูทพาดไปบนโต๊ะตั้งริมผนัง พับแขนเสื้อขึ้นครึ่งแขน หยิบเหยือกน้ำบนโต๊ะราดเพื่อปลุกสติของ ‘อดีต’ คนเพื่อนร่วมงาน

ชายเลือดท่วมครางด้วยความเจ็บปวด ค่อยๆเงยหน้ามองผู้มาใหม่

“ของทั้งสองล็อตของฉันอยู่ที่ไหน” เสียงทุ้มแข็งกร้าว สายตาคมกริบมองอีกฝ่ายราวกับมดปลวก

“บอก...ฉันก็ตาย ไม่บอก...ฉันก็ตาย” ผู้ตอบหัวเราะเยาะ ถุยเลือดในปากลงพื้น

“เท่าไหร่ที่พวกมันให้ แกถึงได้ทรยศฉัน” 

“หึ...เท่าไหร่งั้นเหรอ มากพอ...มากกว่าที่ฉันได้จากคนอย่างแก” ผู้ตอบหัวเราะร่า ก่อนเสียงนั้นจะขาดห้วงเพราะกำปั้นหนักๆซัดเข้าที่หน้าอย่างจังๆ ชายหนุ่มไอโคลกสองสามที ถุยเลือดปนฟันลงพื้น เงยหน้ามองอดีตเจ้านายด้วยดวงตาแดงก่ำ

หญิงสาวผู้เดียวในห้องสะดุ้ง หน้าเปลี่ยนสีทีละนิด

“แกคิดว่าแกยิ่งใหญ่เหรอ...ไม่เลย ลูกหมาอย่างแกถ้าไม่มีพ่อปูทางให้ แกคิดว่าแกจะมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้เหรอ” แม้จะเลือดกลบปาก แต่ผู้พูดก็ยังหัวเราะร่วน

“ตัดนิ้วมันทีละนิ้วจนกว่ามันจะยอมพูดว่ามันทำงานให้ใคร” 

ยะตีมหยิบมีดพกออกจากกางเกง สาวเท้าไปยังมือทั้งสองซึ่งถูกมัดไขว้อยู่หลังเก้าอี้ จรดปลายมีดลงไป เฉือนนิ้วอีกฝ่ายราวกับหั่นผลไม้ก็ไม่ปาน

“อ๊ากกกกก!!!!” ผู้ถูกเฉือนดิ้นพล่าน สองตาเบิกโพล่ง

แม้เธอจะฟังไม่ออกว่าพวกเขาพูดอะไรกัน แต่ภาพรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นของจริงแท้ที่มีความหมายในตัวมันเอง พิมพ์นาราหน้ามืดตาลาย ตัวสั่นกึก อาหารที่ทานเข้าไปแทบจะพุ่งออกมาอยู่รอมร่อ เธอทนไม่ไหวกับฉากนองเลือดอีกต่อไป 

“อึก” มือสั่นเทารีบยกขึ้นปิดปาก สองตาเบิกกว้าง ท้ายที่สุดก็ทนไม่ไหวอหันหลังวิ่งไปยังประตูห้อง แต่ยังไม่ทันจะถึงเบื้องหน้า เสียงทุ้มก็ดังขัดขึ้น

“จับตัวกลับมา อย่าให้ออกไป”

แม้จะไม่เต็มใจ แต่ฮาฟิซก็ไม่อาจขัดคำสั่ง มือหนาคว้าแขนของหญิงสาวดึงกลับมา กึ่งลากกึ่งพยุงไปยังเบื้องหลังของผู้เป็นเจ้านาย

“หึ...ผู้หญิงเหรอ คิดว่าหล่อนจะทนแกได้ซักแค่ไหนเชียว ถ้าไม่มีเงินปรนเปรอ แกมันก็แค่ไอ้ลูกหมา! อ๊ากกกกก!!” 

นิ้วที่สองหล่นลงกับพื้นพร้อมอาการดิ้นพล่านของชายหนุ่ม

“ถ้าทีละนิ้วแล้วยังไม่ยอมพูด ครั้งต่อให้ไปตัดสามนิ้วที่เหลือ” ผู้เป็นเจ้านายเอ่ยสั่ง นิ้วเคาะลงบนหัวเข่าช้าๆ มองภาพตรงหน้าด้วยแววตาขุ่นมัว

“ยังไงฉันก็ไม่รอด พูดไม่พูดจะต่างกันตรงไหน” ชายหนุ่มเค้นแรงกล่าว ใบหน้าเจ็บปวดเหยเก 

“ต่างสิ ถ้ายังเล่นลิ้นไม่ยอมตอบ ลูกเมียแกจะตามไปอยู่พร้อมหน้าสุขสันต์ยังไงล่ะ”

“ไอ้ระยำ!!! อ๊ากกกกกก!!!” 

นิ้วมือห้านิ้วกองอยู่บนพื้นที่เจิ่งนองด้วยเลือด หญิงสาวเข่าอ่อนทนไม่ไหวอีกต่อไป ทิ้งตัวพิงร่างของผู้พยุงอย่างหมดแรง มือสั่นเทาเกาะไหล่หนายึดเหนี่ยวไม่ให้ตนเองทรุดลงกับพื้น ตาทั้งสองปิดแน่น หน้าซีดเซียวซุกเข้ากับไหล่กว้าง ราวกับว่ามันจะช่วยทำให้เธอหลบหนีจากภาพตรงหน้าได้ 

ฮาฟิซพยุงคนในอ้อมแขนอย่างอ่อนอกอ่อนใจ เดาไม่ถูกว่าผู้เป็นเจ้านายคิดอะไรอยู่ถึงได้พาหญิงสาวเข้ามาในนี้

“ฉันจะให้โอกาสอีกครั้ง มาฟังกันว่าคำตอบของแกจะช่วยชีวิตคนบริสุทธิ์สองคนได้รึเปล่า”

ชายหนุ่มกัดฟันเงยหน้ามอง เขาไม่กล้าเอาชีวิตลูกเมียมาเสี่ยง แม้ว่าเขาจะให้เงินก้อนใหญ่แล้วให้ทั้งสองหนีไปไกลๆ แต่ก็ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายจะตามหาไม่เจอ อำนาจของเงินทำได้ทุกอย่าง แม้แต่ตัวเขาเองยังต้องยอมขายชีวิตให้อำนาจนี้เลย

“ฉันจะเชื่อแกได้ยังไง”

“แกไม่มีสิทธิ์ไม่เชื่อ” ผู้ถูกถามคลี่ยิ้มเย็นเป็นคำตอบ

ชายหนุ่มชั่งใจชั่วครู่ ก่อนจะกัดฟันเอ่ยทุกอย่างที่ตนรู้ออกมา

“กลุ่มอิทธิพลใหม่ที่พึ่งเข้ามาขยายอำนาจในยุโรป...ลีออน เฉิน!”


_______________________________________________


สวัสดีค่าาาาาาา 

วันนี้มิเกลพาน้องนาราไป 'เดท' ที่ที่เค้าคิดว่าดี ทำเอาสาวหน้าซีดไปเลย 555555

ถ้ายังติดตามกันอยู่ เม้นต์บอกกันมาหน่อยน้าาา

ถ้ากระแสตอบรับดี พรุ่งนี้เค้าจะมาลง 2 ตอนให้ผู้อ่านจุใจกันไปเลยยย <3

1 คอมเมนต์ = 1 กำลังใจนะคะ

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ​

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น