miyukao/mini/ชีวาพร

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 52

คำค้น : บุปผาเคียงมังกร#บทที่ 52

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ย. 2561 17:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 52
แบบอักษร

บทที่ 52


เมิ่งอินเทียนและรัชทายาทเจิ้นเหวินเจิ้งใช้เวลาเกือบห้าวันจึงสามารถเดินทางมารวมกับทัพใหญ่ของเซินเจิ้งได้ แน่นอนว่าระหว่างห้าวันนี้พวกเขาต้องหลบซ่อนและพยายามข่มใจเพื่อไม่เข้าไปปะทะกับทหารเมืองหนานจิง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อปกปิดร่องรอยของตนและเร่งเดินทางมาจนถึงทัพใหญ่ รัชทายาทเจิ้นเหวินเจิ้งมาถึงทัพใหญ่ของเซินเจิ้งก็รีบเข้าไปรายงานตัวกับฉวีอี้หานผู้เป็นแม่ทัพใหญ่และมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดเป็นตาของตน ฉวีอี้หานจดจ้องหลานชายสูงศักดิ์ด้วยดวงตาแดงกล่ำ ต่อให้เขาดีใจมากเพียงใดที่หลานชายผู้นี้ปลอดภัยก็มิสามารถเข้าไปโอบกอดได้ดั่งเช่นตาหลานทั่วไป ทำได้เพียงส่งสายตายินดีและกล่าวขอบคุณออกมา 

“ขอบพระทัยที่ทรงปลอดภัยกลับมา” 

“เป็นเพราะข้าประมาทจึงหลงกลพวกหนานจิงเรื่องนี้อย่างไรก็หลีกหนีความผิดมิได้” 

“เรื่องลงโทษพระองค์ตามกฎกองทัพ เอาไว้เสร็จศึกครั้งนี้ค่อยว่ากันอีกที ตอนนี้เรื่องที่ด่วนกว่าคือทัพหนานจิงคล้ายมีการเคลื่อนไหวเพื่อรวมตัวกันแล้ว คาดว่าเรื่องที่ท่านลงจากเขาแล้วเดินทางมาสมทบกับทัพใหญ่คนพวกนั้นคงรู้แล้วเป็นแน่แท้” 

รัชทายาทเจิ้นเหวินเจิ้งหันไปสบตาคมกับบุรุษเบื้องหลังเป็นเชิงปรึกษา เมิ่งอินเทียนขมวดคิ้วเข้มอย่างใช้ความคิด ตลอดการเดินทางเขาปะทะกับกลุ่มขององค์ชายจูชงอวี้เพียงกลุ่มเดียว และเขาก็มั่นใจว่าเขาได้จัดการพวกทหารติดตามทั้งหมดไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นข่าวการเดินทางกลับมาสมทบทัพใหญ่ของรัชทายาทเจิ้นเหวินเจิ้งจึงไม่น่าจะหลุดรอดไปได้ นอกเสียจาก..... 

“ท่านแม่ทัพฉวีเรื่องที่ข้ากับองค์รัชทายาทจะมาสมทบที่ทัพใหญ่นอกจากท่านมีใครรู้บ้าง”

 ฉวีอี้หานเบนสายตาไปสบตาคมของผู้ที่มากับหลานชายสูงศักดิ์ของตน จากสายที่มารายงานล่วงหน้าเมื่อวันก่อน คนผู้นี้คงเป็นเมิ่งอินเทียน ชินอ๋องแห่งหวงจินอย่างแน่นอน 

“ทูลท่านอ๋อง นอกจากกระหม่อมแล้วมีท่านรองแม่ทัพซ่ง แล้วก็องค์ชาย17 พะย่ะค่ะ”

 เมิ่งอินเทียนขมวดคิ้วเข้มทบทวนข้อมูลคาดเดาความน่าจะเป็นของเรื่องราวเบื้องหน้า รองแม่ทัพซ่งแต่ไหนแต่ไรชื่อเสียงเรื่องการเจรจาดุจขวานผ่าซากตรงไปตรงมามิยำเกรงผู้ใดนั้นโด่งดังไปทั้งสามเมือง คนเช่นนี้ย่อมมิน่าจะใช่คนที่มีความคิดทรยศหรือแทงข้างหลังผู้อื่น ส่วนองค์ชายสิบเจ็ดแม้เขาจะเป็นเพียงองค์ชายวัย 14 ปี อีกทั้งไร้พลังปราณอันควรมีแต่กำเนิด ฐานอำนาจในเมืองเซิงเจิ้นก็ไม่มีเนื่องด้วยกำเนิดจากสนมอันเป็นบุตรของขุนนางขั้นต่ำ แต่อย่างไรเสียเลือดในกายขององค์ชายน้อยผู้นี้ก็เป็นสายเลือดของมังกร เขาย่อมมีสิทธิในการครองบัลลังค์ไม่น้อยไปกว่ารัชทายาท หากเพียงแค่มีผู้สนับสนุนนั่นย่อมไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้ เช่นนั้นเห็นทีเขาต้องยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องในบ้านของผู้อื่นเสียแล้ว

“เช่นนั้นข้ามีแผน”

หลังจากสนทนากันอยู่ค่อนคืน เช้าวันถัดมาแม่ทัพฉวีส่งสาสน์ท้ารบไปยังทัพของหนานจิงกำหนดการคืออีก 7 วันข้างหน้า ระหว่างนี้ภายในกองทัพได้ทำการวางแผนเพื่อตั้งรับอย่างรัดกุม 7 วันต่อมาตามการนัดหมายกองทัพของเซิ้นเจิ้งจัดกระบวนทัพใหญ่ แม่ทัพฉวีอี้หานเป็นผู้นำทัพทหาร 30,000นายด้วยตนเอง โดยมีรัชทายาทเจิ้นเหวิงเจิ้งและรองแม่ทัพซ่งซูอี้เป็นทัพสนับสนุนซ้ายขวา ส่วนองค์ชายสิบเจ็ดด้วยเขาอายุเพียง 14 ปี อีกทั้งไร้พลังปราณจึงเป็นกำลังสนับสนุนอยู่ที่ทัพหลัง “ท่านแม่ทัพฉวี ทัพของหนานจิงนั้นทัพหน้ามีกำลัง 10,000 นาย ทัพหลักอีก 40,000นาย นับว่ากำลังทหารของเราเสียเปรียบอยู่ 4 ส่วน การประจันหน้ากันเช่นนี้ไม่นับเป็นเรื่องดีเลยสักนิด” รองแม่ทัพซ่งซูอี้ที่นั่งบนหลังม้าตัวใหญ่สีน้ำตาลแดงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม สายตาดุดันจดจ้องไปที่ทัพใหญ่ของหนานจิงเบื้องหน้าที่แม้จะอยู่ในระยะไกลแต่กลับมองเห็นชัดเจนถึงความยิ่งใหญ่นั้นด้วยความกังวลใจ แม่ทัพฉวีอี้หานเงยหน้ามองแผ่นฟ้ากว้าง วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งแสงแดดแรงกล้าทอแสงสว่างไสวจนแสบร้อน ตอนนี้เขาเพียงรอเวลาเท่านั้น หากแผนการของชินอ๋องสำเร็จการศึกครั้งนี้คงเป็นการสูญเสียที่น้อยที่สุด

องค์ชาย 7 จูชงหยวนมองกองทัพของเซินเจิ้งแล้วยกยิ้มกว้างอย่างลำพองใจ กำลังทัพห่างกันขนาดนี้อย่างไรเสียเขาก็ต้องเป็นผู้คว้าชัยชนะอย่างแน่นอน หากแต่ก่อนที่ทัพใหญ่จะเคลื่อนกำลังไปประจันหน้ากับทัพของเซิ้นเจิ้ง  กลับมีม้าเร็ววิ่งมายังเบื้องหน้า ธงสีทองที่ประดับบนหลังม้าอีกทั้งสาสน์สีทองลวดลายมังกรทำให้เขาและเหล่าแม่ทัพต้องทรุดตัวลงแนบกับพื้น 

“มีราชโองการ เนื่องจากองค์ฮ่องเต้ประชวรกะทันหัน อีกทั้งพระอาการมิสู้ดีนักจึงมีราชโองการให้ยุติสงครามครั้งนี้ เรียกตัวองค์ชาย 7 จูชงหยวนกับเมืองหลวงในทันที จบราชโองการ” 

“น้อมรับราชโองการ” 

เสียงขานรับราชโองการของทหารน้อยใหญ่เอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพรียง แม่ทัพใหญ่ทั้ง 4 ลุกขึ้นมาตรวจสอบตราประทับ แน่นอนว่าในกองทัพหากมีราชโองการด่วนมาแจ้งนอกจากตราประทับประจำพระองค์ขององค์อ่องเต้แล้ว จะต้องมีตราประทับของทัพหลวงด้วย พวกเขาสี่เหล่าทัพจะมีตราประทับของกองทัพหลวงคนละ 1 ส่วนแยกชิ้นกัน ปกติจะใช้วิธีการตรวจสอบราชโองการโดยการเอาตราประทับที่ตนถือประทับซ้ำบนราชโองการ หากมีความแตกต่างกันจะต้องมีการตรวจสอบใหม่อีกครั้ง 

“มีปัญหาหรือไม่”

 “ทูลองค์ชาย ราชโองการนี้เป็นของจริงพะย่ะค่ะ” 

องค์ชาย 7 จูชงหยวน ขมวดคิ้วเข้มมิค่อยจะเชื่อเสียเท่าไหร่ สงครามครั้งนี้ยืดเยื้อมายาวนาน และตอนนี้ฝ่ายหนานจิงของเขาก็ได้เปรียบอยู่มาก อีกเพียงก้าวเดียวเขาก็จะสามารถตีทัพของเซินเจิ้งชนะอยู่แล้ว ใบหน้ามิเชื่อถืออีกทั้งไม่ยอมรับขององค์ชาย 7 จูชงหยวนนั้นทำให้แม่ทัพใหญ่ทั้ง 4 รู้สึกหงุดหงิดในใจขึ้นมา 

“ปกติพวกกระหม่อมเพียงใช้ตราประทับส่วนเดียวตรวจสอบ แต่ครั้งนี้ตรวจสอบถึงสี่ส่วน ย่อมมั่นใจได้ว่าราชโองการนี้เป็นของจริงอย่างแน่นอน” 

“หากมีใครเล่นตุกติกกับตราประทับนี่เล่า” 

ใบหน้าของสี่แม่ทัพเคร่งขรึมดุดันขึ้นมาในทันที ตราประทับของทัพหลวงมีเพียงพวกเขาและองค์ฮ่องเต้ที่ครอบครอง การที่องค์ชาย 7 จูชงหยวนเอ่ยเช่นนี้มิใช่ว่ากำลังกล่าวหาพวกเขาหรือไร 

“ข้าจะรบต่อ อีกเพียงก้าวเดียวข้าก็จะตีเซินเจิ้งได้” 

เหล่าแม่ทัพขมวดคิ้วเข้ม เดิมทีพวกเขาก็ไม่เห็นด้วยกับสงครามครั้งนี้ หวงจิน เซินเจิ้ง หนานจิง อยู่ร่วมกันอย่างพี่น้องมาร่วมร้อยปี มิเคยมีสิ่งใดผิดใจกันไม่มีเหตุผลในการก่อสงครามให้เสียเลือดเนื้อหากแต่เพราะเป็นพระบัญชาจึงมิอาจขัดข้องได้ เวลานี้เมื่อมีพระบัญชาให้ถอนทัพในใจพวกเขาล้วนยินดีที่จะไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ หากแต่องค์ชาย 7 จูชงหยวนกลับมิยอมหยุดมือ 

“กระหม่อมเป็นททหารขององค์ฮ่องเต้ เมื่อมีรับสั่งให้ยุติสงครามกระหม่อมก็จะนำกำลังทหารวิหคเพลิงกลับ” 

“กระหม่อมก็เช่นกัน” 

เหล่าแม่ทัพทั้ง 4 ต่างเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันในการถอนทัพ องค์ชาย 7 จูชงหยวนขบกรามแน่น ตระกูลมารดาเขาเป็นขุนนางฝ่ายบุ๊นทำให้ไม่มีกำลังด้านทหารในมือ หากเป็นในวังหลวงเขายังพอมีอำนาจในการสนับสนุนแต่เวลานี้ในสนามรบเขากับไร้อำนาจใดๆ ทำให้เหล่าแม่ทัพทั้งสี่แข็งข้อกับเขา หากพวกเขาถอยทัพไปแน่นอนว่ากำลังที่เหลือเพียง10,000นายย่อมมิอาจต่อกรกับเซินเจิ้งได้ มันน่าโมโหนัก!!!! 


แม่ทัพฉวีอี้หานยกยิ้มกว้างเมื่อเห็นกำลังทหารของหนานจิงที่ควรเข้ามาใกล้อยู่ดีๆกลับถอยห่างออกไป สายตายินดีหันไปยกยิ้มให้รัชทายาทเจิ้นเหวิงเจิ้ง 

“เหตุใดทัพหนานจิงจึงถอยทัพ” 

รองแม่ทัพซ่งซูอี้ขมวดคิ้วเข้มเอ่ยออกมาเสียงดังเคร่งเครียดอย่างสงสัย เวลานี้หนานจิงได้เปรียบเซินเจิ้งอยู่หลายส่วนไม่มีเหตุผลให้ถอยทัพกลับสักนิด หรือนี่จะเป็นแผนการของหนานจิง 

“ข้าจะตามไปดู” 

“ไม่ต้อง” 

แม่ทัพฉวีอี้หานเอ่ยเสียงเข้มห้ามปรามและสั่งถอยทัพกลับเช่นกัน แม้จะไม่เข้าใจนักแต่ทุกคนก็ยอมปฏิบัติตามแต่โดยดี เพื่อบ้านเมืองพวกเขามิเคยกลัวตาย หากแต่ถ้าหลีกเลี่ยงได้พวกเขาก็มิอยากตาย หลังจากถอนกำลังทหารออกมา แม่ทัพฉวีอี้หานยังคงตรึงกำลังทหารรั้งรอที่ค่ายอยู่อีกหลายวันจนแน่ใจว่าทัพของหนานจิงนั้นถอยทัพกลับไปแล้วจริงๆจึงวางใจยกทัพกลับเมืองเซินเจิ้ง 

“ชินอ๋องแห่งหวงจินผู้นี้มิอาจดูแคลนได้จริงๆ” 

“ท่านตาดูชื่นชมเขามาก” 

รัชทายาทเจิ้นเหวิงเจิ้งที่ควบม้าเคียงข้างแม่ทัพฉวี้อี้หานผู้เป็นตาเอ่ยด้วยรอยยิ้มชื่นชมเช่นกัน ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดดูแคลนคำพูดเยินยอของผู้คนต่อเมิ่งอินเทียน หากแต่เวลานี้กลับรู้สึกว่าคำพูดชื่นชมเหล่านั้นยังมิอาจเทียบได้แม้เพียงเศษเสี้ยวความสามารถของชินอ๋องผู้นี้

.............................................................................................................................................................................................

เนื่องจากห่างหายไปนาน  อีกทั้งยังมิสามารถจบเรื่องนี้ได้ตามแผนเดิม

เพราะมีงานด่วนเข้ามา  ร้องไห้หนักมากกกก....ดินที่พอกตัวไว้ตอนนี้ต้องรีบสะสางอย่างด่วน

ใกล้สิ้นปีีงบแล้ว ไรท์ก็จะยุ่งมากเป็นพิเศษ  

ชดเชยด้วยการไม่ติดเหรียญ/กุญแแจบทนี้นะจ้ะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น