Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

พ่ายรักครั้งที่ 3 ระวังหัวใจ

ชื่อตอน : พ่ายรักครั้งที่ 3 ระวังหัวใจ

คำค้น : HEART , Trap , หัวใจพ่ายรัก , วาโย , Yaoi , Sameejaejung

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 81

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ย. 2561 18:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พ่ายรักครั้งที่ 3 ระวังหัวใจ
แบบอักษร


Part 3# Wayo ระวังหัวใจ

“อีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะเที่ยงแล้ว วานั่งอ่านเอกสารที่พี่ยุ้ยให้มาไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวช่วงบ่ายพี่ถึงจะเริ่มสอนงาน” ไอ้พี่โซ่ลากเก้าอี้มาให้ผมนั่งแล้วกดเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ตรงหน้า

“ครับ” ผมหยิบเอกสารมาอ่านตามคำบอก แต่สายตาก็แอบเหลือบมองว่าไอ้พี่โซ่กำลังทำอะไร ถ้าแอบอู้งานล่ะก็ผมจะแอบถ่ายรูปแล้วเอาไปฟ้องพี่หัวหน้าซะเลย แต่ปรากฏว่าไอ้พี่มันกำลังนั่งทำแผนส่งเสริมการตลาดของผลิตภัณฑ์ในเครือบริษัท พอเห็นอย่างนั้นผมก็ถึงกับเซ็งน่ะสิที่หาเรื่องจับผิดไม่ได้

 จนกระทั่งอีกประมาณ 10 นาทีจะเที่ยงไอ้พี่โซ่ก็กดปิดหน้าจอ แล้วหยิบกระดาษมาเขียนอะไรไม่รู้แต่ผมก็ไม่ได้สนใจ ผ่านไปสักพักไอ้พี่โซ่ก็เรียกผมแล้ววางกระดาษใบนั้นไว้ตรงหน้า

“นี่มัน...”

“ผังโต๊ะคนในแผนกที่พี่บอกจะวาดให้ไงครับ”  จำได้ด้วยหรอเนี่ย เอาจริงๆ ตอนนั้นผมคิดว่าไอ้พี่โซ่มันก็พูดเล่นเพื่อสร้างภาพไปอย่างนั้นเอง

“ขอบคุณนะครับ” ถึงผมจะเกลียดพี่มันก็เถอะ แต่ในเมื่ออุตส่าห์เสียเวลาวาดให้ผม มันก็ช่วยไม่ได้ที่ผมต้องพูดขอบคุณล่ะนะ

“ไม่ต้องขอบคุณหรอก พี่เต็มใจ”

แหวะ! ผมอยากจะอ้วก! นี่ถ้าไม่เสียดายข้าวเช้าที่ผมอุตส่าห์เข้าครัวไปเป็นลูกมือของพี่ตะวัน ผมคงจะหยิบถังขยะขึ้นมาแล้วอ้วกมันออกไปจนหมดไส้หมดพุงไปแล้ว

คนบ้าอะไรสร้างภาพเป็นคนดีได้ตลอดเวลา ผมล่ะอยากจะถามจริงๆ ว่าเหนื่อยบ้างมั้ย พักบ้างก็ได้พี่!

แต่ก็ยังดีที่พี่ฟลุคกับมิ้งเดินมาที่โต๊ะของผมกับไอ้พี่โซ่ซะก่อน ไม่อย่างนั้นผมคงได้ถามไอ้ประโยคเมื่อกี้ที่คิดในใจออกไปแน่ๆ

“ไอ้โซ่ น้องวา ไปกินข้าวกัน” ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงพอดี พี่ๆ แต่ละคนในแผนกเลยวางงานแล้วพากันลงไปกินข้าว

“จะกินที่ไหนล่ะ ศูนย์อาหารบริษัทหรือร้านข้างนอก”

“ที่ศูนย์อาหารแล้วกันถูกดี เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยออกไปกินร้านข้างนอก”

“โอเค เอาตามนั้นก็ได้ ไปกันครับวา” ไอ้พี่โซ่ลุกขึ้นผมเลยลุกตาม แต่ว่าระหว่างทางไปลงลิฟต์กับเดินไปศูนย์อาหารผมไม่ได้เดินข้างๆ ไอ้พี่มันหรอกนะ เพราะมิ้งจัดการเบียดผมจนต้องไปเดินอยู่ข้างพี่ฟลุค

โธ...แม่คุณ ถ้าจะทำขนาดนี้ก็ไม่สิงไอ้พี่โซ่ไปเลยล่ะ!

“เดี๋ยวน้องวากับน้องมิ้งนั่งจองโต๊ะไว้แล้วกัน ส่วนพวกพี่จะไปซื้อข้าวมาให้เอง” พี่ฟลุคพูด

“ก็ได้ครับ ส่วนค่าข้าว...” ผมกำลังจะล้วงประเป๋าตังออกมา แต่ว่าไอ้พี่โซ่ก็พูดขัดขึ้นซะก่อน

“ไม่เป็นไรพี่เลี้ยงเอง” เฮอะ! ทำเป็นป๋า คิดหรอว่าผมจะซาบซึ้ง ไม่มีทางซะล่ะ

“ขอบคุณครับ” ก็แค่พูดไปตามมารยาทหรอกนะ ส่วนคนที่ปลาบปลื้มจนบิดแทบเอวจะหักน่ะมันอีกคน

“หล่อแล้วยังใจดี ผู้ชายแบบนี้หาได้อีกจากที่ไหนคะเนี่ย” ไอ้พี่โซ่ยิ้มๆ ไม่ตอบอะไร แล้วเดินไปซื้อข้าวพร้อมกับพี่ฟลุค

“วาน่าอิจฉามากเลยอะที่ได้พี่โซ่เป็นพี่เลี้ยง” พูดกับผมแต่ตานี่มองตามไอ้พี่โซ่ตาละห้อยเชียว

“ถ้ามิ้งไม่รีบเลือกพี่ฟลุคก่อนก็คงจะได้พี่โซ่เป็นพี่เลี้ยงนั่นแหละ”

“ก็ใครมันจะไปคิดล่ะว่าจะมีผู้งานดีอย่างนี้อยู่ในบริษัท อยากรู้จังว่าพี่โซ่ยังโสดอยู่รึเปล่า นี่ๆ วาช่วยถามให้เราหน่อยสิ”

“มิ้งถามเองก็ได้นี่นา” ปกติก็เห็นออกตัวแรงยิ่งกว่ารถเมล์สาย 8 อยู่แล้ว

“แหม...ก็มันไม่งาม เดี๋ยวพี่โซ่จะรู้ว่าเราชอบ” ไอ้ที่ทำอยู่นี่ดูไม่รู้เล้ยยยยย

“ถ้ามีโอกาสเราจะถามให้นะ”

อันที่จริงเรื่องนี้ผมก็อยากรู้อยู่เหมือนกัน ถ้าไอ้พี่โซ่มีแฟนอยู่แล้วแผนหลอกให้รักผมก็คงไม่ทำ เพราะแฟนพี่มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ ถึงผมจะไม่ใช่คนดีแต่ผมก็ไม่เลวจนลากคนที่ไม่เกี่ยวข้องมาเจ็บด้วย ไว้ผมค่อยคิดหาแผนใหม่แก้แค้นเอาก็ได้

แต่ถ้าไอ้พี่โซ่ยังไม่มีแฟน พูดเลยว่าผมจะทุ่มสุดตัวเพื่อให้แผนการนี้สำเร็จ!

“ว่าแต่มิ้งนี่ไม่มีแฟนหรอ” ว่ากันตามตรงแบบไม่ลำเอียงมิ้งก็เป็นผู้หญิงที่สวยเลยแหละ ตัวเล็กๆ อกโตๆ ดูเปรี้ยวเข็ดฟัน เป็นสไตล์ที่ผู้ชายต้องเหลียวหลังเวลาเดินผ่าน เพราะงั้นถ้าบอกว่ายังไม่มีแฟนก็จะดูน่าเหลือเชื่อเกินไปหน่อย

“แหม...สวยๆ อย่างมิ้งถ้ามีแฟนขึ้นมาผู้ชายก็พากันเสียดายแย่สิ” จ้ะ เอาที่สบายใจ ผมพูดเลยนะว่าไอ้ความมั่นเบอร์แรงแบบนี้แหละที่ทำให้ความสวยของยัยนี่ลดลง

“แต่บอกไว้ก่อนเลยนะว่าเราคิดกับวาแค่เพื่อน แบบว่า...อย่างวาไม่ใช่สเปคน่ะ” มิ้งทำหน้าลำบากใจ ให้ตายยยย ยัยนี่คิดว่าผมชอบหรือว่าจะจีบงั้นเรอะ!

“สบายใจได้ สเปคของเราก็ไม่ใช่แบบมิ้งหรอก” แน่นอนว่าผมไม่ชอบผู้หญิง แถมผู้หญิงแบบยัยมิ้งถ้าเป็นไปได้ก็ยังอยากอยู่ให้ไกลอีกต่างหาก

“ดีแล้วล่ะวาจะได้ไม่อกหัก”

โว้ยยยยย อยากเอามือทึ้งผมตัวเองเป็นบ้า นี่ผมแอบกลอกตามองบนจนลูกตามันจะไหลมารวมกันอยู่แล้วนะกับความมั่นหน้าและหลงตัวเองของยัยนี่ โชคดีที่พี่ฟลุคกับไอ้พี่โซ่ซื้อข้าวเสร็จแล้วเดินมาทางนี้พอดี ไม่อย่างนั้นลูกตาของผมคงได้ไหลมารวมกันจริงๆ แน่

“พี่ลืมถามว่าน้องสองคนอยากกินอะไรเลยบอกให้ป้าเขาตักมาหลายๆ อย่าง” ไอ้พี่โซ่วางข้าวลงตรงหน้าของผมกับมิ้ง ซึ่งก็เป็นข้าวราดแกงที่หาได้ตามท้องตลาด แต่พอได้กินรสชาติและปริมาณถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเลย ส่วนราคาก็ถูกมาก เห็นติดป้ายว่าเริ่มต้นที่ 25 บาท ราคามิตรภาพสำหรับพนักงานสุดๆ

“เออใช่ พี่เลี้ยงแผนกอื่นคุยกันบอกว่าศุกร์นี้อยากพาน้องฝึกงานทุกคนไปเลี้ยงต้อนรับ น้องมิ้งกับน้องวาว่างรึเปล่า” พี่ฟลุคถามพวกผมหลังจากกินข้าวเสร็จ

“พี่โซ่ไปรึเปล่าคะ” ไม่สนใจคนถาม แต่ดันไปถามคนอื่นซะงั้น

“ไปสิครับ” นี่ก็เล่นหูเล่นตาตลอดดดด “แล้ววาล่ะครับ ว่างรึเปล่า”

“ถ้าเลิกไม่ดึกมากก็ได้ครับ เดี๋ยวผมให้พี่ชายไปรับที่ร้าน”

“บ้านวาอยู่แถวไหน”

“วัชรพลครับ”

“เดี๋ยวพี่ไปส่งก็ได้ ไม่ไกลจากคอนโดพี่มาก”

“ถ้างั้นพี่โซ่ไปส่งมิ้งที่หอด้วยได้มั้ยคะ” นี่ก็อยากมีส่วนร่วมตลอดดดด จะว่าไปก็ดูสมกันดีนะไอ้พี่โซ่กับยัยมิ้งเนี่ย แต่ถ้าจะให้ดีต้องอย่ามีลูก ไม่งั้นต้องเป็นภัยสังคมอย่างไม่ต้องสงสัย

“ถ้าอยู่ใกล้ๆ กันก็ไม่มีปัญหาครับ หอมิ้งอยู่แถวไหนล่ะ”

“บางมด ฝั่งธนค่ะ”

“เอ่อ...พี่ว่าไกลไปนิดนึงนะ” ไอ้พี่โซ่ยิ้มแห้งๆ แต่ผมว่าไม่นิดล่ะ ไกลฉิบหาย เรียกแกร็บเถอะแม่คุณจะได้ไม่เป็นภาระลูกหลาน

หลังจากนั้นพวกผมก็คุยเรื่องอื่นกัน ส่วนเรื่องที่ไอ้พี่โซ่ว่าจะไปส่งผมคงเป็นไปไม่ได้ ถึงจะบ้านติดกันก็อย่าหวังว่าพี่ภูจะยอม แต่ถึงจะยอมผมก็ไม่มีทางขึ้นไปนั่งรถพี่มันหรอก เสนียดตูด!

เมื่อใกล้จะหมดเวลาพัก พวกผมรวมทั้งพนักงานที่ยังนั่งตรงศูนย์อาหารก็พากันขึ้นไปทำงานกันต่อ พอขึ้นไปปุ๊บไอ้พี่โซ่ก็จัดการสอนงานผมปั๊บ ตอนแรกผมก็กะจะทำเป็นไม่เข้าใจแล้วให้พี่มันมาสอนใกล้ๆ จะได้มีโมเมนต์ที่ได้จ้องตาหรือแนบชิด เอาง่ายๆ ก็คืออ่อยเนียนๆ นั่นแหละ แต่พอผมเหลือบไปเห็นมิ้งกำลังทำสเต็ปนี้อยู่ แล้วก็ดูเหมือนว่าจะโง่จริงๆ จนพี่ฟลุคยอมแพ้บอกให้นั่งเฉยๆ ผมเลยโยนแผนนี้ทิ้งไม่คิดจะทำ เพราะว่ามันไม่ได้ดูน่ารักเอาซะเลย

เฮ้อออออ ทำไมคนอย่างยัยนี่บริษัทนี้ถึงรับมาฝึกงานได้นะ ท่าทางจะเส้นใหญ่มีคนรู้จักเป็นระดับผู้บริหารแน่ๆ

“วาหัวไวใช้ได้เลยนะเนี่ย พี่สอนแค่ครั้งเดียวก็เข้าใจแล้ว” นี่ถ้าไม่ต้องสร้างภาพว่าเป็นคนน่ารักน่าเอ็นดู ผมคงจะเชิดหน้าแล้วก็ยักไหล่ไปแล้วว่าที่พี่สอนน่ะมันหมูๆ ก็แค่พื้นฐานจากที่เรียนมาตอนปี 1-2 เท่านั้นเอง

“ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ พี่โซ่สอนเก่งมากกว่า” แหวะ! พูดเองก็จะอ้วกเอง

“แต่ตอนนี้วาก็ทำงานพวกเบ็ดเตล็ดไปก่อน แล้วก็ดูงานที่พี่ทำไปคร่าวๆ ถ้าคล่องแล้วเดี๋ยวพี่จะเริ่มให้ทำงานจริงจัง แต่ถ้าวาไม่อยากทำบอกพี่ได้นะ เดี๋ยวพี่จะให้ไปทำพวกถ่ายเอกสาร ย่อยกระดาษที่ไม่ใช้ หรือชงกาแฟอะไรพวกนี้แทน”

“หา? อย่างนี้ก็ได้หรอพี่?” ที่ผมถามไม่ใช่ว่าเพราะผมอยากจะทำแบบนั้นหรอกนะ แค่แปลกใจเฉยๆ ว่าทำไมถึงมีคนอยากทำแบบนั้น มาฝึกงานทั้งทีไม่คิดจะเพิ่มประสบการณ์หรือความรู้ในสมองของตัวเองบ้างหรอ

แล้วก็ดูเหมือนว่าไอ้พี่โซ่จะเข้าใจที่ผมคิด ถึงได้ยักไหล่แล้วก็ยิ้มแห้งๆ ออกมา

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ถ้าใจไม่เอาถึงให้ทำงานไปก็คงออกมาเละเทะอยู่ดี อีกอย่างน้องที่เลือกแบบนี้ส่วนใหญ่ก็ใช้เส้นเข้ามาทั้งนั้นแหละ”

“อ๋อ งั้นผมก็พอจะเห็นคนที่เข้าเค้าแล้วล่ะครับ” ผมว่าผมก็ไม่ได้เอ่ยชื่อนะ แต่ก็เหมือนว่าไอ้พี่โซ่จะรู้เลยเหลือบสายตาไปมองมิ้ง จากนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ แล้วเอามือมาขยี้ที่หัวของผม

“ง่ะ มันยุ่งไปหมดแล้วพี่” ผมย่นจมูกแล้วเอามือจัดผมให้คืนทรง แต่แทนที่จะขอโทษไอ้พี่โซ่กลับยิ่งหัวเราะหนักขึ้น แดกหัวแม่มซะเลยดีมั้ยเนี่ย!

“จริงสิ ที่ม.กำหนดอยู่ใช่มั้ยว่าต้องเขียนรายงานการฝึกด้วย”

“ใช่ครับ”

“งั้นเอามาให้พี่ดูหน่อย พี่จะได้เลือกโปรเจคงานที่พอจะให้วาทำได้” แล้วผมก็เปิดหาเอกสารในแฟ้มที่พกติดตัวมายื่นให้ไอ้พี่โซ่ ไอ้พี่มันก็เปิดอ่านอย่างจริงจังเลยล่ะ จากนั้นก็ให้สัญญาณมือเรียกผมเข้าไปใกล้ๆ

“พี่ว่าจะถามตรงนี้หน่อย”

“ตรงไหนครับ” ผมเลื่อนเก้าอี้เข้าไปใกล้ๆ จนไหล่ของเราสองคนชนกัน ผมสนใจแค่เอกสารในมือของไอ้พี่โซ่เท่านั้นเลยไม่ทันรู้ตัวว่าไอ้พี่มันได้หันหน้ามาทางผม

“ตัววาหอมจังครับ”

“เอ๊ะ?” ผมสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันหน้าไปหาไอ้พี่มัน โดยที่ใบหน้าของเราสองคนนั้นอยู่ห่างกันเพียงไม่ถึงคืบ

“พะ...พี่โซ่พูดว่าไงนะครับ” ผมรู้สึกทำตัวไม่ถูกเลยเอาแต่ก้มหน้างุด

“พี่บอกว่าตัววาหอมจัง ได้ใช้น้ำหอมรึเปล่าครับ” ผมรู้สึกว่าเสียงทุ้มๆ ของไอ้พี่โซ่มันกระเส่าขึ้นนิดนึง ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ผมรู้สึกขนลุก ส่วนริมฝีปากก็หลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย

“ผมไม่ได้ใช้หรอกพี่”

“แปลกจังนะ แต่พี่ว่าวาตัวหอมมากเลย” ไอ้พี่โซ่ขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น ผมไม่รู้หรอกว่าไอ้พี่มันอยากจะแค่พิสูจน์ความหอมให้ชัดหรือต้องการจะทำอย่างอื่น แต่ผมก็รีบเลื่อนเก้าอี้ถอยออกมาแล้วลุกขึ้นยืนซะก่อน

“ผะ...ผม...ผมขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ!” พูดจบผมก็รีบเดินจนแทบจะเหมือนวิ่งออกมา เพราะกลัวไอ้พี่โซ่มันจะจับได้ว่าตอนนี้หัวใจของผมกำลังเต้นแรงมาก ส่วนใบหน้าก็กำลังฉีกยิ้มกว้างจนแทบจะถึงใบหู

ถามว่าตอนนี้ผมกำลังเขิน?

บ้าเรอะ! คารมคนชั่วอย่างนั้นผมจะไปหลงได้ยังไง! แต่ที่ผมยิ้ม...ถ้าพูดให้ถูกก็คือแสยะยิ้มและใจเต้นแรง นั่นก็เป็นเพราะท่าทางไอ้พี่โซ่มันคงจะเริ่มติดกับดักของผมแล้ว

แผนหลอกให้รักท่าทางจะปิดจ็อบเร็วกว่าที่คิดซะอีกนะเนี่ย!

“หึหึ” ผมหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาและเพื่อให้น้ำเย็นๆ มันดับไฟแค้นที่กำลังปะทุขึ้นมาอีกครั้ง จนกระทั่งผมคิดว่าตัวเองสามารถปั้นหน้าแอ๊บแบ๊วไร้เดียงสาได้แล้ว ผมจึงได้เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะกับไอ้พี่โซ่

“เมื่อกี้พี่โซ่ว่าจะถามอะไรผมหรอครับ”

“เอ...พี่ก็จำไม่ได้แล้วสิ” ลองไอ้พี่มันพูดแบบนี้ก็ชัดเลยว่าเมื่อกี้คือแค่ตั้งใจจะหม้อผม เฮอะ! ไม่ทันไรลายก็ออกซะละ!

“แล้วนี่พี่กำลังทำแผนส่งเสริมการตลาดอยู่ใช่มั้ย มีอะไรให้ผมช่วยมั้ยครับ” ผมเห็นไอ้พี่โซ่นั่งทำมาตั้งแต่ช่วงสายแล้ว ท่าทางจะยังติดอะไรอยู่เลยยังทำไม่เสร็จ ถึงผมจะไม่อยากช่วยงานไอ้พี่มันเท่าไหร่ก็เถอะ แต่ถ้าจะให้ผมนั่งหายใจทิ้งเฉยๆ อันนี้มันก็ไม่ไหวเหมือนกัน

“จริงๆ พี่ก็มีไอเดียอยู่ 3 – 4 อย่าง แต่ยังเลือกไม่ได้ว่าจะเสนอแผนไหนดี วาลองอ่านดูแล้วช่วยพี่เลือกทีสิ”

แล้วไอ้พี่โซ่ก็หยิบเอกสาร 4 ชุดมาให้ผมอ่าน แต่ละชุดก็จะเป็นแผนส่งเสริมการตลาดที่ไอ้พี่มันคิด ไอเดียแต่ละอย่างนั้นดีไปคนละแบบ ทั้งเปลี่ยนแพคเกจให้ทันสมัย เพิ่มปริมาณและลดราคา ใช้พรีเซ็นเตอร์เป็นดาราที่กำลังเป็นที่นิยม หรือลงโฆษณาในที่ที่ผู้คนจะเห็นเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ เว็บไซต์ออนไลน์ ป้ายรถเมล์ หรือรถไฟฟ้า

“ที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะงบประมาณมีไม่พอใช่มั้ยพี่”

“ใช่ งบที่กำหนดคือเท่านี้” ไอ้พี่โซ่กดตัวเลขในเครื่องคิดเลขให้ผมดู โอเคแหละจำนวนตัวเลขมันหลายหลักก็จริงแต่ก็น่าจะทำได้แค่อย่างเดียวเท่านั้น

“งานนี้เดดไลน์นำเสนอวันไหนครับ”

“จันทร์หน้า”

“ก็ยังพอมีเวลา ถ้างั้นลองส่งทีมไปแจกใบปลิวให้ลูกค้าทำแบบสอบถามดีมั้ยครับ แบบนั้นน่าจะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดีที่สุด”

“พี่ก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน กำลังคิดอยู่เลยว่าจะทำหนังสือถึงผู้ใหญ่ แต่มันติดอยู่เรื่องเดียวคือไม่มีใครในแผนกว่างไปกับพี่นี่แหละ”

“ก็ผมไงครับที่ว่าง”

“ถ้างั้นเดี๋ยวพี่จะใส่ชื่อวาไปกับพี่เลยแล้วกัน” ไอ้พี่โซ่พูดยิ้มๆ แล้วหันหน้าไปที่จอคอม จากนั้นก็เปิดไฟล์หนังสือขออนุญาตขึ้นมาแล้วพิมพ์ชื่อผมกับไอ้พี่มันลงไป

เดี๋ยวนะ...นี่ผมคิดไปเองรึเปล่าว่าไอ้พี่มันวางแผนเรื่องนี้เอาไว้ทั้งหมดแล้ว?

บ้า คงไม่ใช่หรอกมั้ง ผมพยายามคิดในแง่ดี เพราะถ้าไอ้พี่โซ่วางแผนไว้แบบนี้จริงๆ ก็น่ากลัวเกินไปแล้ว นี่มันแทบจะเดาใจผมได้ชัดๆ

หลังจากนั้นไอ้พี่โซ่ก็หยิบงานอื่นขึ้นมาทำ ส่วนผมก็นั่งว่างๆ มีครั้งหนึ่งที่ไอ้พี่มันใช้ไปถ่ายเอกสาร แต่พอเสร็จแล้วก็ว่างยาว นั่งหายใจทิ้งนานๆ เข้ามันก็เบื่อ เพราะงั้นผมเลยลุกขึ้นแล้วเดินไปตามโต๊ะพี่คนอื่นๆ เผื่อจะมีอะไรให้ผมทำแก้เซ็ง

ตอนแรกก็ยังไม่มีพี่คนไหนใช้ผมหรอก อาจจะไม่มีอะไรให้ทำจริงๆ คิดว่าไม่สนิทเลยไม่กล้าใช้ หรือว่าไม่ไว้ใจให้ผมทำงาน แต่พอพี่ฟลุคเปิดทางใช้ผมเดินไปส่งเอกสารที่แผนกอื่นและคุยเล่นกับผม เท่านั้นแหละพี่แต่ละคนก็เริ่มหาอะไรให้ผมทำ ถึงจะเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ แต่มันก็ทำให้ผมหายเบื่อ แถมยังทำให้ผมเริ่มจะคุ้นเคยและสนิทกับพวกพี่ๆ เขาด้วย ซึ่งผมก็วิ่งวุ่นช่วยงานพวกพี่เขาจนถึงเวลาเลิกงานนู่นแหละ

“กลับบ้านกันดีๆ นะคร้าบ บ๊ายบายยยย” ผมยิ้มกว้างพร้อมกับโบกมือลาพวกพี่ๆ ที่กำลังเดินออกจากแผนก กับพี่คนอื่นผมยิ้มแย้มแล้วก็คุยอย่างเป็นมิตรโดยไม่เสแสร้ง ยกเว้นก็แค่คนเดียว คงไม่ต้องให้ผมบอกเนอะว่าคนคนนั้นคือใคร

“บอกแต่ให้คนอื่นกลับบ้านดีๆ แล้วตัวเราเองล่ะไม่กลับบ้านรึไงครับ” ไอ้พี่โซ่ถามผมขณะที่กำลังเก็บของ

“ผมรอพี่มารับครับ ประมาณ 6 โมงครึ่งนู่นแหละกว่าจะถึง” ผมไม่ได้ลงรายละเอียดว่าพี่ที่ว่าคือพี่คนสนิท แต่ไอ้พี่โซ่คงจะคิดว่าเป็นพี่ชายของผมล่ะมั้ง

“ให้พี่ไปส่งเอามั้ย”

“ไม่เป็นไรพี่ ผมเกรงใจ” แต่ถ้าจะให้ตอบตามจริงก็คือรังเกียจ

“ถ้างั้นเดี๋ยวพี่นั่งรอเป็นเพื่อน วานัดเจอพี่ชายที่ไหน”

“ที่หน้าตึกครับ”

“โอเค งั้นไปกัน” ผมพยักหน้าแล้วตามไอ้พี่โซ่ไปลงลิฟต์ ซึ่งในระหว่างนั้นพี่ธามก็ไลน์มาบอกพอดีว่ากำลังจะออกจากบริษัท ไม่เกินครึ่งชั่วโมงน่าจะถึง

พอลงจากลิฟต์ไอ้พี่โซ่ก็พาผมไปนั่งที่ม้านั่งตรงหน้าบริษัท ระหว่างนั้นก็ชวนผมคุยเรื่องสัพเพเหระ รวมไปถึงชมเรื่องที่ผมอัธยาศัยดี เข้ากับคนง่าย แล้วก็ขยันทำงาน

“พี่โซ่ไม่ต้องรีบกลับหรอครับ คนที่คอนโดจะไม่รอแย่หรอ” ที่ผมยอมให้ไอ้พี่มันมานั่งอยู่ตรงนี้ ก็เพื่อที่จะได้ล้วงข้อมูลที่อยากรู้นี่แหละ

“พี่อยู่คนเดียว ไม่มีใครรอหรอก”

“แสดงว่าพี่ยังไม่มีแฟน?”

“แล้ววาล่ะครับมีแฟนรึยัง?”

“ยังครับ”

“พี่ก็ยัง”

“แล้วไม่มีคนที่ชอบหรอพี่”

“วาล่ะ?”

“แล้วทำไมพี่ต้องถามผมก่อนด้วยล่ะ” ลีลาท่ามากจริงวุ้ย! “ตอบผมมาก่อนสิครับแล้วผมถึงจะตอบพี่”

“คนที่ชอบพี่มีแล้ว”

“ใครหรอครับ”

“ถึงเวลาที่วาต้องตอบคำถามพี่แล้วนะ” หนอย...จากที่คิดจะล้วงข้อมูลไอ้พี่โซ่ แต่ทำไมผมถึงรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนล้วงข้อมูลซะเองวะเนี่ย!

“ผมยังไม่มีคนที่ชอบครับ”

“ส่วนคนที่พี่ชอบ...” ไอ้พี่โซ่เว้นวรรคอย่างยาวจนผมลุ้นตัวโก่ง แต่ดันขี้โกงพูดออกมาว่า... “ทำอย่างกับพี่บอกแล้ววาจะรู้จัก”

“โหย...นี่ถ้าพี่เป็นเพื่อนผมผมด่าจริงๆ ด้วย” เวร ไอ้ผมก็ดันหลุดคีพลุค แต่ก็ยังดีที่ไอ้พี่โซ่ไม่ได้รู้สึกติดลบกลับหัวเราะออกมาแทน

“เอางี้ ผมไม่ถามว่าเป็นใครก็ได้ แต่ผมขอถามใหม่ ทำไมพี่กับเขาถึงไม่ได้คบกันล่ะครับ หรือว่าเขาไม่ชอบพี่?”

“ไม่รู้สิ อันนี้พี่ก็ไม่ค่อยแน่ใจ”

“แล้วทำไมพี่ถึงไม่ถามเขาล่ะครับ”

“ก็พี่ไม่กล้า”

“โหย...ป๊อด” เวร ดันปากไวอีกแล้วผม แล้วอย่างนี้แผนที่จะทำให้ไอ้พี่โซ่รักจะยังมีแววสำเร็จมั้ยเนี่ย แต่ก็ยังดีที่ไอ้พี่มันดูจะไม่ได้ถือสา ทั้งยังหัวเราะออกมาอีกครั้งอีกต่างหาก

“อาจจะใช่ก็ได้ พี่คงจะป๊อดอย่างที่วาพูดจริงๆ นั่นแหละ”

“แหม...ก็พึ่งรู้นะครับเนี่ยว่า ‘หนุ่มดอกไม้’ อย่างพี่จะมาป๊อดเรื่องแบบนี้ ว่าแต่...คนที่พี่ชอบนี่อยู่ในบริษัทใช่มั้ยครับ” ผมหรี่ตามองไอ้พี่โซ่อย่างจับผิด

“พี่ก็พึ่งรู้เหมือนกันนะว่านอกจากจะมาฝึกงานฝ่ายการตลาด วายังฝึกงานฝ่ายสืบสวนสอบสวนด้วย” ไอ้พี่โซ่หรี่ตาอย่างจับผิดแล้วถามผมคืน

แม่ม! ล้วงข้อมูลยากจริง!

“แหะๆ คือมิ้งเขาอยากรู้น่ะครับเลยบอกให้ผมมาแย็บๆ ถามพี่” เรื่องเอาตัวรอดนี่ผมถนัดนักล่ะ แต่ว่าผมก็ไม่ได้โกหกนะ ก็ยัยมิ้งเป็นคนบอกให้ผมมาถามไอ้พี่โซ่จริงๆ นี่นา

“แสดงว่าที่วาถามพี่มาทั้งหมดนี่มิ้งฝากมางั้นหรอ”

“แฮ่ ก็ประมาณนั้นครับ”

“ถ้างั้นพี่ไม่ตอบแล้วดีกว่า” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ไอ้พี่โซ่กลับก้มหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูผม “แต่ถ้าวาอยากรู้เองพี่จะตอบให้ก็ได้”

ไอ้หน้าหม้อเอ๊ยยยยยย! ขนาดบอกว่ามีคนที่ชอบอยู่แล้วยังจะมากระซิบที่ข้างหูผมเสียงกระเส่าอีกนะ! เรื่องโปรยเสน่ห์นี่ถนัดจริงจริ้งงงงงงง!

“ผมอยากรู้ครับพี่โซ่” ถึงจะด่าไอ้พี่มันในใจแต่ปากผมก็ต้องฝืนพูดดีด้วยล่ะนะ เฮ้อออออ ผมล่ะกลัวจริงๆ ว่าผมจะเป็นไบโพลาร์เข้าสักวัน

“คนที่พี่ชอบอยู่ในบริษัทนี่แหละ” ตอบอย่างเดียวไม่พอยังมีการส่งสายตาหวานเชื่อมมาให้ผมอีกด้วยนะ คือไอ้พี่มันกะจะบอกนัยๆ ว่าเป็นผมว่างั้น? นี่ผมต้องแกล้งเขินให้มะ? ถุ้ย! มุกเก่าๆ แถมน้ำเน่าแบบนี้ใครเชื่อแม่มก็ควายแล้ว!

และระหว่างที่ผมกำลังคิดว่าจะแกล้งปั้นหน้าเขินหรือพูดอะไรดี ผมก็เห็นรถของพี่ธามกำลังขับมาทางนี้เลยรีบลุกขึ้น จากนั้นก็ยกมือไหว้ไอ้พี่โซ่ทั้งที่ไม่อยากเสียมือไหว้คนอย่างไอ้พี่มันเลยก็ตาม

“พี่ผมมารับแล้ว งั้นผมขอตัวกลับบ้านเลยแล้วกันนะครับพี่โซ่”

“โอเค” ไอ้พี่มันยิ้มแล้วโบกมือให้ผม ส่วนผมก็ทำตอบพอเป็นมารยาท จากนั้นก็เดินไปขึ้นรถของพี่ธามที่กำลังจอดอยู่ตรงหน้าบันไดทางลง

“รอพี่นานมั้ยครับวา” พี่ธามถามผมแต่สายตากลับมองไปยังไอ้พี่โซ่ สีหน้าของพี่เขาเรียบเฉยไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไร แล้วก็ไม่ได้ถามผมถึงเรื่องของไอ้พี่โซ่ด้วย

“ไม่นานครับ ตอนแรกผมคิดว่าพี่จะมาช้ากว่านี้อีกด้วยซ้ำ ว่าแต่...ไม่ถามหรอครับว่าผู้ชายที่นั่งอยู่กับผมเมื่อกี้เป็นใคร” ผมเหลือบสายตามองไอ้พี่โซ่ที่ตอนนี้กำลังเดินไปยังลานจอดรถ

“ก็คงเป็นพี่ที่แผนกของวามั้งครับ หรือว่าไม่ใช่”

“ใช่ครับ พี่เขาเป็นพี่ที่แผนกนั่นแหละ แต่ว่ามันไม่ใช่แค่นั้นน่ะสิ”

“ทำไมหรอ หรือว่าเขามาจีบวา?” พี่ธามถามยิ้มๆ คงจะแค่แกล้งหยอกผมเล่น

“เปล่าหรอกครับ แต่ผมนี่แหละที่กำลังจะจีบพี่เขา” แต่พอได้ยินคำตอบของผมพี่ธามก็ถึงกับชะงักไปเลย

“พี่เข้าใจแล้ว” พี่ธามพูดด้วยใบหน้านิ่งๆ แล้วเลื่อนมือไปเข้าเกียร์เพื่อที่จะได้ขับรถออกไป แต่ว่าผมก็เลื่อนมือไปกุมทับมือของพี่ธามเอาไว้ซะก่อน

“ผมว่าพี่ไม่เข้าใจ พี่คงจะคิดว่าผมชอบไอ้คนชั่วแบบนั้นใช่มั้ย แต่ผมพูดเลยว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะไอ้รุ่นพี่คนนั้นมันคือคนเดียวกันที่เคยหักหลังผมเมื่อ 7 ปีก่อน” พอได้ยินแบบนั้นพี่ธามก็หันหน้ามามองผมอย่างไม่เข้าใจ

“ถ้างั้นแล้วทำไม...”

“ไอ้พี่โซ่มันเคยทำกับผมยังไงผมก็จะเอาคืนแบบนั้น ในเมื่อไอ้พี่มันจำผมไม่ได้ผมก็จะหลอกให้ไอ้พี่มันรัก แล้วผมก็จะทำให้ไอ้พี่มันเจ็บอย่างที่ผมเคยเจ็บ”

“แล้ววาแน่ใจหรอครับว่าจะไม่ไปรักเขาอีกเป็นครั้งที่สอง”

“โธ่...พี่ธามครับ พี่มองตาผมนะ ผมรับรองเลยว่าเรื่องแบบนั้นมันไม่มีทางเป็นไปได้ ผมเป็นคนนะครับไม่ใช่ควาย ผมจะอยากกลับไปเจ็บซ้ำๆ แบบเดิมอีกทำไม ผมรู้ดีว่าสันดานของไอ้พี่โซ่มันเป็นยังไง แล้วแบบนี้พี่คิดว่าผมจะกลับไปรักคนอย่างนั้นอีกเป็นครั้งที่สองได้หรอครับ”

“แต่โลกนี้มันไม่มีอะไรแน่นอนไม่ใช่หรอวา ความรู้สึกของคนเรามันสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ”

“แล้วความรู้สึกของพี่ที่มีต่อผมมันได้เปลี่ยนไปมั้ยล่ะครับ” พี่ธามนิ่ง ก่อนจะส่ายหน้าไปมา

“พี่ยังรักวาเหมือนเดิม” คำตอบของพี่ธามทำให้ผมยิ้มออกมา ผมคิดว่าอีกไม่นานหัวใจของผมต้องพ่ายแพ้ให้กับความรักที่มั่นคงของพี่เขาอย่างแน่นอน

“ขอบคุณนะครับสำหรับความรักของพี่ที่มีให้ผมมาตลอด 3 ปี พี่ดีกับผมแบบนี้ผมไม่มีทางทิ้งพี่แล้วเลือกคนเลวๆ อย่างไอ้พี่โซ่แน่นอน ไม่อย่างนั้นผมคงไม่บอกเรื่องนี้กับพี่หรอกจริงมั้ยครับ แต่ที่ผมบอกก็เพราะผมบริสุทธิ์ใจ ผมรับปากเลยว่าถ้าเรื่องการแก้แค้นของผมจบลงเมื่อไหร่ ผมจะตอบตกลงคบเป็นแฟนกับพี่ทันทีผมสัญญา...”

คนอย่างผมเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น พี่ธามที่รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีเลยไม่ได้ห้ามอะไรผมอีก แค่บอกให้ผมระวังหัวใจเอาไว้เท่านั้น แต่ผมจะต้องระวังไปทำไม คนสารเลวอย่างไอ้พี่โซ่ผมไม่มีทางโง่ไปหลงรักอีกเป็นครั้งที่สองได้แน่นอน

ยังไงก็ไม่มีทาง!

2BC


​สวัสดีค่า Trap หัวใจพ่ายรัก ตอนที่ 3 ก็ได้จบลงไปแล้ว คงจะเริ่มชัดกันแล้วเนอะว่าใครคือพระเอกของเรื่อง ส่วนถ้ายังไม่ชัดอีกสักตอนสองตอนก็คงจะรู้กันแน่ๆแล้วล่ะค่ะ เพราะเค้าก็ไม่จะอยากจะให้ลงเรือผิดกันนาน กลัวว่าคนอ่านจะทำใจบ่ได้ถ้าเรือที่ลงมันจะจมลงทะเล ​ ส่วนเรื่องของพี่โซ่ พี่แกจะเป็นคนดีจริงหรือดีออก (ฮา) ก็ต้องเดากันต่อไป เพราะพาร์ทพี่แกบรรยายไม่มี มีแต่พาร์ทน้องวาบรรยายเนอะ ส่วนพี่ธามอันนี้ก็รู้ๆกัน พี่แกดีจริง (รึเปล่า? แอบทำให้ไขว้เขว 55555) ​ แล้วเจอกันวันพฤหัสนะคะ ยังไงก็มาเอาใจช่วยน้องวาด้วยน้า ถึงน้องจะขี้บ่นในใจและหยาบคายไปบ้าง (ไม่อยากให้น้องหยาบมากเลยใช่คำว่า แม่ม แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ต่างกันเลย 55555) แต่ก็หวังว่าทุกคนจะยังเอ็นดูน้องอยู่น้า รักทุกคนนะคะ จุ๊บๆ​ (3 ก.ย. 61)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}