เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 52 คราดาราปลุกเจ้าตัวแสบ

ชื่อตอน : ตอนที่ 52 คราดาราปลุกเจ้าตัวแสบ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 201

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ย. 2561 20:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 52 คราดาราปลุกเจ้าตัวแสบ
แบบอักษร

ตอนที่ 52 คราดาราปลุกเจ้าตัวแสบ

        “อิสรภาพของพวกเรา เราจักกำหนดมันเอง เหล่าสี่จิตวิญญาณร่วมกลุ่มกันเผชิญเทวาปักษาสิบแปดปีกเพื่อทวงคืนสิ่งที่พวกมันสูญเสีย ไม่ว่าเส้นทางนั้นจักเพื่อนร่วมเผ่ารอให้ก้าวข้ามผ่าน พวกมันก็หายอมละทิ้งเส้นทางแห่งปีกอิสรภาพไม่”

“นามข้าคือญาณ จิตวิญญาณแห่งจิตวิญญาณทั้งปวง”


 ยามสายของเช้าวันใหม่

          แสงตะวันทอระยิบระยับงดงามราวม่านแพรพรรณเทวดา กลีบดอกกุหลาบเบ่งบานสวยงามด้วยสีแดงดุจโลหิต เคียงข้างพุ่มดอกไม้เข็มสีน้ำเงินสดใสราวอัญมณีมหาสมุทร กลิ่นหอมดอกมะลิลอยอบอวบสูดแล้วให้จิตใจแจ่มใส กระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉงมีพลัง ณ หอสมุดเมืองฟาเวอร์ ขั้นบันไดเก่าสีดำมีฝุ่นจับตรงมุมลับที่ไม้กวาดยื่นมิถึง ราวระเบียง ผ้าม่านที่ผูกรวบไว้และเลื่อนชิดขอบผนัง กระจกใสกระจ่างแลมีภาพผืนนภาสีฟ้าคราม หมู่เมฆปุกปุยขาวโพลนน่ารับประรับทาน ภายนอกหอสมุดช่างเงียบงันราวสุรเสียงต่างๆล้มตาย จักมีก็เพียงเสียงเสื้อผ้าสวบสาบและเสียงคุยเบาๆของสองสาวที่กำลังค้นหาตำราความรู้อย่างขยันสองส่วน ขี้คร้านสองส่วน ง่วงหนึ่งส่วน

           ชั้นหนังสือเรียงรายชิดผนังห้อง แม้เปิดหน้าต่างรับแสงตะวัน กระนั้นภายในยังคงความมืดสลัวแลน่าสะพรึงกลัวเขย่าขวัญ ละม้ายคล้ายบ้านร้างที่มีผีหัวขาดพักอาศัย

          โต๊ะไม้ เก้าอี้กลม กองหนังสือเก่าใกล้ๆมีกองม้วนกระดาษหนัง

          เมรัยลากเก้าอี้ไม้มานั่งใกล้ๆกระจก นางหย่อนก้นใหญ่ยักษ์แปะแผ่นไม้ อุ้งมือคลี่หนังสือ  ดวงตากลมโตไล่มองเนื้อหา สมองคิดวิเคราะห์ หัวใจเปิดอ้าพร้อมรับความรู้ใหม่ๆ วันนี้แท้จริงเมรัยมีแผนบุกสุสานประจำเมือง กระนั้นนางไม่รู้สุสานตั้งอยู่แห่งหนใด หมอผีน้อยอยากถามชาวเมืองให้รู้ชัด ทว่าคิดใหม่อีกที นางลองศึกษา เก็บรวบรวมความรู้ และลองใช้ปัญญาอันน้อยเท่าแมลงเต่าทอง ค้นหาเส้นทางในตำรา หนังสือดีกว่า

          หมอผีน้อยคิดว่าบางทีอาจมีอะไรซ่อนเร้นอยู่ที่นี้ สัญชาตญาณนักเดามันบอกนางเช่นนั้น

          ที่น่าสนใจคือ นางมักเดาถูกเสมอ

          นอกจากเมรัยยังมีนารี เรไร ตอนเช้าพวกนางจักแยกกลุ่มค้นหาเบาะแส ทว่าเนื่องเมรัยมีความคิดใหม่ พวกนารีจึงตามเมรัยมาหอสมุด ซึ่งดวงดาวน้อยอยากช่วยหมอผีน้อยสืบเสาะอีกแรง แม้หอสมุดมีหนังสือมิมากมาย กระนั้นคำนวณแล้วต้องใช้เวลาค้นมิต่ำกว่าชั่วโมง ช่วยๆกันย่อมประหยัดแรงและทำงานเสร็จไวด้วย นารีอมยิ้มพิมพ์ใจและพยายามช่วยเมรัยหาหนังสือที่ต้องการอย่างกระตือรือร้น เมรัยใจเย็นมิรีบร้อน ดังนั้นนารีจึงมิรีบเช่นกัน  

          ฝั่งเรไร ปักษาน้อยใคร่อยากช่วยพวกหมอผีน้อย ทว่าด้านในหอสมุดในห้องหนังสือแคบปานรังหนู นารู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินของกลุ่มนักสำรวจและหอสมุด เรไรครุ่นคิดและปล่อยให้พวกเมรัยค้นหาข้อมูลกันสองหน่อ ปักษาน้อยมีหน้าที่ดูแลโคล นางจักทุ่มเททำงานส่วนนี้ให้เต็มที่

          “ประเดี๋ยวข้าพาโคลสำรวจข้างนอก”

          “ระวังอย่าทำโคลหายนะ”

          เมรัยหรี่ตาต่ำมองอักษรอายุร้อยปี ปากพร่ำเตือนเรไรด้วยน้ำเสียงเข้มขรึมประหนึ่งอาจารย์เตือนลูกศิษย์  ปักษาน้อยพยักหน้ารับคำหนักแน่นและโบกมือลาดวงดาวน้อย หลังเรไรพาโคลไปเที่ยวชมเมืองฟาเวอร์ ที่หอสมุดก็เหลือแค่สองสาวน้อย บรรยากาศอึมครึม แปลกประหลาด ปานมีอยู่ท่ามกลางภูตพรายวิเศษ นารีเหลียวส่องเมรัยคราหนึ่งพลางหันมองรอบด้านด้วยความพิศวง  

          หอสมุดเมืองฟาเวอร์คือสถานที่เก็บรวบรวมตำรา หนังสือ ม้วนกระดาษต่างๆ เป็นแหล่งความรู้ที่เปิดให้ชาวเมืองหยิบยืมหนังสือตลอดสัปดาห์ เนื่องด้วยที่เมืองไม่มีร้านขายหนังสือเหมือนเมืองใหญ่ หอสมุดนี้จึงเปรียบเสมือนคลังขุมทรัพย์ที่รอให้นักปราชญ์มาศึกษา พัฒนาทักษะ และให้โจรเผาเพื่อดึงความสนใจจากชาวเมือง อาศัยช่วงเวลาไฟไหม้หอสมุดแอบปล้นร้านขายขนมปัง ร้านดอกไม้ และร้านตัดเสื้อ

          หอสมุดมีพนักงานประจำคือคุณยายอายุหกสิบ ท่านแก่ชราและความจำมิค่อยดีเท่าไหร่นัก ท่านเป็นผู้ดูแลหอสมุดทุกวัน บางวันจักมีหลานสาวช่วยดูแลด้วย กระนั้นวันนี้หลานสาวท่านไปทำงานอื่น สภาพในห้องสมุดได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยม พื้นสะอาดสะอ้าน หนังสือบนชั้นเรียงเป็นระเบียบ บ่องบอกว่าหลานสาวของผู้ดูใส่ใจห้องสมุด และอยากให้มีคนอ่านเยอะๆ

          กระนั้นเพราะหลานสาวผู้ดูแลยังเยาว์ นางจึงทะความสะอาดส่วนลึกๆมิไหว บริเวณมุมลับแล และแลมีคัวอะไรมิรู้ซ่อนเร้น

เมรัยสังหรณ์ใจว่าอาจมีสัตว์ประหลาดแอบซ่อนอยู่ในกล่องไม้หรือในลิ้นชัก นางมั่นใจพวกมันต้องกำลังจับจ้องและเตรียมกระชากขานางลงโลกมืดแน่ๆ

          ตำราเรียนภาษา ตำรานิทานพื้นบ้าน

          หนังสือมากมายล้วนมีสาระให้เปิดอ่าน แต่สิ่งที่เมรัยค้นเจอตั้งแต่เข้ามาที่นี้คือหนังสือโป๊ “น่าสนใจ” หมอผีน้อยชูหนังสือให้ดวงดาวน้อยพินิจ นารีค้อนขวับให้อย่างเอือมระอา นางปฏิเสธหนังสือที่เมรัยหยิบยื่นให้อย่างไม่ใยดี หมอผีน้อยเสียใจอย่างสุดซึ้ง

          คราวนี้พวกเมรัยกำลังค้นหาอะไร หมอผีน้อยหมายใคร่อยากรู้เรื่องสมัยร้อยปีก่อน นางต้องการแผนที่โบราณ แผนที่ที่บอกลักษณะผังเมืองเก่า นางทราบจากชาวเมืองฟาเวอร์ว่าเมืองยุคนี้แตกต่างจากเมืองสมัยก่อนลิบลับ แม้ตัวเมืองจักยังคงสภาพดุจร้อยปีก่อน กระนั้นบริเวณส่วนนอกเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย มีขุดฝ้าย สร้างโรงงาน ขยายพื้นที่เพาะปลูก ต่อเติมและขยายอาณาเขตเมือง ทำให้แผนที่เก่าเทียบกับแผนที่ปัจจุบันมีส่วนที่แตกต่างกันเจ็ดแปดส่วน

          สุสานเก่าใกล้ๆป่า สุสานใหม่ใกล้ๆภูเขา

          เมรัยควรบุกทั้งสองสุสานเพื่อพิสูจน์สิ่งที่นางคิด กระนั้นก่อนอื่นนางขอทำความรู้จักเมืองฟาเวอร์

          เสียงพลิกกระดาษส่งเสียงอย่างแผ่วเบาดุจลมปราณพราย ขณะเมรัยเปิดหนังสือ มุ่งมั่นและใจจดจ่อกับสิ่งตรงหน้า นางช่างงดงามราวภาพวาดสีน้ำ เรือนผมสีเพลิงลอนยาวสลวยแผ่สยายทั่วแผ่นหลัง ส่วนปลายลู่ลงบนกระโปรง สีหน้าแววตาเข้มขรึมแฝงความมุมานะ อดทน ประหนึ่งนักปราชญ์กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก ความอ่อนโยนประหนึ่งมารดาแผ่นดิน เข้มแข็งดุจเยี่ยงวีรสตรี ละมุนละม่อมปานครูสอนเด็กอนุบาล ฉายชัดเป็นออร่าภายใต้ละอองแสงตะวันแพรวพราว ใบหน้าที่ตีแผ่ความงามเลิศราวจอมอาคม ริมฝีปากราบเรียบราวราชินี หางคิ้วชี้ตวัดดุจเส้นพู่กัน ทุกส่วนบนองคาฉายแววความสูงส่งปานราชครูผู้สั่งสอนบทเรียนให้ราชา

          อาภรณ์สีโทนอุ่น สีส้มดุจไม้ใบร่วงมีกลิ่นหอมราวฤดูร้อน ลวดลายหงส์เพลิงที่ปัก สลักลวดลายไว้ตรงส่วนแขนเสื้อขับให้นางสง่างามเหนือสตรีใด แม้ส่วนขยายตรงหน้าท้องจักป่องๆแลมีเนื้อให้จิ้มๆก็ตาม กระนั้นก็ไม่อาจบั้นทอนความงามระยับของหมอผีน้อย มิใช่สิ บางทีอาจเพราะมันป่องเหมือนก้นทารกกระมัง นารีจึงมองไม่เลิกเสียที

          “///”

          เมื่อเมรัยถอดเสื้อ เปลือยกาย นารีว่ายามนั้นเมรัยน่าหลงใหลมากแล้ว กระนั้นพอเห็นท่าทีจริงจังของเมรัยยามนี้ ช่างแตกต่างกันลิบลับ หมอผีน้อยเป็นคนสวยโดยเนื้อแท้ ไม่ใช่เพียงรูปร่างอ้วนพีที่ชวนให้ลิ้มรส แต่เพราะนางมีบรรยากาศที่มหัศจรรย์ปกคลุมทั่วสรรพางค์กาย พิศวงราวแม่มด บางคราวที่เมรัยคลี่ยิ้มทรงภูมิเปี่ยมด้วยความมั่นใจราวจอมอาคม บางคราวที่นางแสยะยิ้มปานนางมารร้ายที่มีแผนกลั่นแกล้งนางเอกให้ร้องไห้กระซิก เมรัยเป็นมนุษย์ คนที่คราวจักเอาจริงก็สามารถทำได้ทุกอย่าง

          นางดูเป็นผู้ใหญ่ ในสายตานารี

          เมรัยเฉลียวฉลาดและกล้าหาญจริงๆ มันคือสันดานเนื้อแท้ที่มิมีวันเปลี่ยน ต่อให้ชีวิตนางโดนบดขยี้ด้วยความโศกเศร้านับครั้งมิถ้วน

          “น้ำลายไหลแล้ว”

          “เอ๊ะ”

          นารีพลั่งใช้นิ้วแตะริมฝีปากด้วยความประหลาดใจเบาๆ นางนึกว่าตนเองเผลอเสียกิริยามารยาท ทว่ามิใช่ เมรัยโกหก หมอผีน้อยเปรายตามองอย่างมากเล่ห์เหลี่ยม มุมปากชมพู่นวลเคลื่อนขยับอย่างขบขัน “ฮึๆ” เสียงหัวเราะที่ราวเยาะเย้ยและขำทีท่าเซ่อซ่าของนารี ดวงดาวน้อยคิ้วกระตุกโมโห นางกระแอมและสะบัดหน้าหนี พวงแก้มแดงระเรื่อ เมรัยคนบ้า

          เหมือนนางพญาผึ้งมากรักมิมีผิด ทีท่าเจ้าสำราญ ชอบให้วาจาหยอกล้อสตรีอื่นให้เอียงอาย ข่มเหงและชักจูง

          เมรัยเป็นเสือผู้หญิงชัดๆ

          “ตอนอยู่กับพี่แคโรไลน์ มิเห็นเจ้าฉลาดเช่นนี้”

          นารีมิอยากให้เมรัยแกล้งตนฝ่ายเดียว หมอผีน้อยฟังเสียงบ่นดวงดาวน้อยแล้ว นางแผ่วหัวร่อท่าทางขี้เล่น “เวลาอยู่กับแม่ จักให้ข้าทำหน้าเข้มขรึมราวคนแบกโลกทั้งใบหรือไร” หมอผีน้อยไม่อยากให้พี่แคโรไลน์ พี่บาเบลร่ากังวล นางจึงพยายามยิ้มให้มาก ทำตัวให้ร่าเริงสดใส แท้จริงแล้วนางทำเช่นนั้นด้วยใจจริง เหมือนเวลาลูกๆอยู่กับคุณแม่นั้นแหละ วางตัวเป็นเด็กดี อ้อนพวกท่าน พวกท่านจักได้ให้เงินเยอะๆ

          “เกิดข้ายังทำหน้าเศร้า…พวกท่านคงเป็นห่วง”

          เมรัยพูดด้วยสีหน้าเฉยเมย ปกติเมรัยไม่ใช่คนพูดมาก ยิ่งกับคนแปลกหน้านางจักไม่พูดเลย นิสัยนางเย็นชากว่าที่พวกนารีคิด เมรัยเป็นเด็ก กระนั้นเพราะเจอความผิดหวังเยอะแยะ นางจึงสูญเสียความไร้เดียงสาเกือบหมดสิ้น จักมีก็เพียงช่วงที่เมรัยอยู่กับพวกบาเบลร่า แคโลไลน์ และนาเดีย ช่วงเวลาดังกล่าวเท่านั้นที่เมรัยรู้สึกตัวเองกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง เด็กที่วิ่งเล่นอย่างสนุกสนาม สามารอ้อนให้คุณแม่ทำขนมให้ทาน ซุกซนได้โดยไม่ต้องกลัวสิ่งใด อยากทำอะไรก็ทำ โลกทั้งใบสดใส ไม่มีปัญหาใดให้แก้

          มันรู้สึกมีความสุขจริงๆนะ..

          แม้นจักไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน กระนั้นพวกคุณแม่บาเบลร่าก็ดูแลและรักเมรัยเหมือนลูกแท้ๆ หมอผีน้อยจึงได้รู้จักความอบอุ่นอีกครั้ง

          อ้อมกอดอุ่นๆที่เมรัยปรารถนา คำว่า ครอบครัว ที่นางอยากรักษาเอาไว้

          “ดีแล้ว”

          นารียิ้ม มือจับหนังสือ เมรัยไม่รู้นารีหมายความอย่างไร กระนั้นนางคร้านสนใจ เมรัยส่ายหน้าให้งงความคิดนารี

          หนึ่งตำนานผู้หลงสมัย หนึ่งตำนานดวงดาวจักรพรรดิ ช่วยกันค้นหอสมุด เมรัยเจอแผนผังเมืองเก่า นางวิเคราะห์มันทันที นารีพยายามค้นหาหนังสือเล่มอื่น ระหว่างทั้งคู่กำลังตั้งใจอ่าน ฉับพลันมีเสียงฟ้าร้องดังลั่น เปรี๊ยะ “ฝนตกรึ” เมรัยละสายตาจากแผนผัง เงยหน้ามองทะลุกระจกแก้วที่มีหยาดน้ำฝนสาดกระหน่ำ เปาะแปะ เมรัยยกมือเกาแก้มพลางลองเดินไปดูฟ้าข้างนอก พบว่ามันมืดมิดราวรัตติกาล เมฆดำเต็มไปหมด

          ประกายแสงอัสนีแวบวูบวาบ ใจเป็นห่วงเรไรจักโดนฟ้าผ่าหรือไม่

          “อย่าห่วงเลย”

          เรไรแม้นยังเด็ก กระนั้นเด็กๆก็รู้ดีเวลามีฝนตกต้องรีบหาที่หลบฝน อย่าเล่นสนุกกับสายฝนเพราะสายฝนอาจกลั่นแกล้งพวกเด็กๆให้เป็นหวัด เมรัยหลุบตามองนารี นั้นสินะ

          หมอผีน้อยควรปล่อยวางเรื่องเล็กๆน้อยๆ

          และแล้ว เมื่อสายฝนตกโปรยปราย ห้องพลันมืดบอด แสงสว่างสูญสลาย ในห้องมืดสนิทปานท้องมังกร เมรัยกลัวจักมีสัตว์ประหลาดโผล่มาหลอกให้ตกใจ นางจึงจุดไฟในตะเกียงและวางตั้งบนโต๊ะ ดวงไฟสีเหลืองทองริบหรี่ สร้างเงาทมิฬ และแสงเรืองรอง

          อากาศหนาวเหน็บชวนให้ง่วงหาว เมื่อคืนพวกเมรัยเล่นผีผ้าห่มจนดึกสงัด ยามนี้เมื่อเห็นฝนตก เมรัยใคร่อยากนอน หมอผีน้อยนวดขมับพยายามเพ่งความสนใจที่แผนผังเมือง นางต้องมีสมาธิแน่วแน่ อย่ายอมแพ้ให้ความเหนื่อยล้าที่มิรู้มาจากไหน หมอผีน้อยปรายตา เม้นปาก หนังตาเริ่มหย่อนยาน หัวหนักอึ้งปานมีผีนั่งทับ

          กะพริบตาปริบๆเคาะศีรษะ เมรัยปากยุ่ง สีหน้าเหมือนเด็กกำลังอดกลั้น

          นางลอบมองนารี พินิจดวงดาวน้อยที่กำลังลอยเหนือพื้น

          บรรยากาศเช่นนี้… เมรัยหรี่ตาต่ำแฝงความลึกล้ำ

          “นารี”

          “?”

          “นารี”

          เมรัยป้องปากส่งเสียงร้องปาแอบคุยตอนสอบ ดวงดาวน้อยเลิกคิ้วสีหน้าปรากฏเครื่องหมายคำถามประดับประดา หัวคิดว่าเมรัยกำลังสื่ออะไร นางลดระดับ กระทั่งเท้าเหยียบพื้นและย่องเตาะแตะไปใกล้เมรัย นารีเงี่ยหูและตั้งใจฟังสิ่งที่เมรัยอยากบอก หมอผีน้อยจักหลับแล้ว ปกตินางคงหาที่ซุกหัวนอน ทว่าคราวนี้ไม่ใช่

          “เย็ดกัน”

          “ห๊ะ”

          นารีตาเหลือกเท่าไข่ห่าน สะดุ้งเฮือกโดยพลัน พลั่งผงะก้าวถอยหลังอย่างตกตะลึง เมรัยบิดเอวบิดขา สองมือเกี่ยวกระหวัดเชื่อมกันท่าทีเหมือนนักเรียนสาวสารภาพกับหนุ่มหล่อ แล้วกำลังรอคำตอบของเขา ซึ่งนารีสมองขาวโพลนไม่รู้จักตอบรับเช่นไร..กระมัง “เอาสิ”

          ที่จริงนางยอมรับว่าตกใจ กระนั้นไม่เป็นไร นางพร้อมเสมอ

          นารีเตรียมตัวตอบสนองความใคร่ของเมรัยพอๆกับที่นางเตรียมพร้อมเผ่นหนีทุกเมื่อ เมื่อโดนคนจับได้ว่านางคือตัวการของเรื่องทั้งหมด

          ดวงดาวน้อยอาจไม่ชอบให้เมรัยทำเรื่องอย่างว่ากลางวันแสกๆในที่คนชุกชุมก็จริง แต่ถ้าตอนพวกนางอยู่กันสองต่อสองก็ไม่เป็นไร จักที่ห้อง หลังพุ่มไม้ หรือห้องน้ำ ใต้โต๊ะก็โอเค ขอเพียงไม่โจ่งแจ้งเหมือนตอนเมรัยเขมือบเรไรก็พอ

          “เจ้านี้สมเป็นเมียข้าจริงๆ”

          เมรัยยิ้มแก้มบานปานเจ้าแม่ปลื้มใจเมื่อบรรดาสาวใช้รู้การรู้งาน คราวนี้เมรัยไม่ทน เพราะนี้คือวิธีที่ช่วยให้นางตื่นตัว ไม่ให้ถูกความง่วงกล่อมสลบ หมอผีน้อยเช็ดว่าในห้องไม่มีใครอื่น นางตรวจดูประตูห้องสมุด แอบแง้มส่องดูข้างนอกปลอดคน ครั้นใช้ไม้เท้าไล่ผีในห้องออกไป เมื่อตรวจเรียบร้อยพบว่าไม่มีใคร เมรัยหันมองนารีอย่างมีแผนงานอุกอาจ หมอผีน้อยประเมินว่าคงมิต้องถึงขั้นเปลือยกาย ขอเพียงช่วยกันนิดหน่อยๆพอให้สุขกายใจก็พอ

          “อย่าลืมเรามาทำอะไรที่นี้”

          นารีเตือนสติก่อน กระนั้นเมรัยไม่สน!! หมอผีน้อยกระโจนใส่ดวงดาวน้อย กดอีกฝ่ายอัดกระแทงชั้นหนังสือ ด้วยแรงที่หนักมหาศาลสั่นชั้นหนังสือให้หนังสือบนชั้นตกร่วงกระจักกระจาย ตุบ “เมรัย!!” อยากบอกให้เบาๆอย่าทำลายข้าวของ กระนั้นนางไร้โอกาส เพราะจูบของเมรัยช่วงชิงสรรพเสียงนารีทันทีหลังโดนกดกระแทง จูบที่หนักหน่วงเปี่ยมด้วยความกระหายที่ยากข่มกลั้น รุนแรงราวสัตว์ป่า เล้าโลมนารีให้ตัวอ่อนยวบปานตุ๊กตานุ่ม  

          เมรัยใช้ลิ้นเก่ง ฝีมือร้ายกาจยากต่อต้าน นางบรรจงโลมเลียอย่างมีชั้นเชิง ไม่ปล่อยให้นารีขัดขืนหรือผลักไส

          “…”

          รสจูบเมรัยช่างหอมหวานปานประหนึ่งยาพิษ ร้อนระอุดั่งเพลิงราคะที่พร้อมแผดเผาให้นารีมอดไหม้ “ฮา..” ริมฝีปากทั้งสองผละจากกัน ปลายจมูกจรดแนบชิด ดวงตากลมใสสีส้มทอประกายจับจ้องลึกในนัยน์ตาจ้าวแห่งดวงดารา ผิวแก้มนารีร้อนผ่าว จากขาวเปลี่ยนเป็นสีแดงผลแอปเปิลสุก ล่ามถึงใบหู ต้นคอ ส่วนอกด้วย  

          ลมหายใจเมรัยร้อนแรงพอๆกับความใคร่ของนาง นารีกลืนน้ำลายมิรู้จักแบกรับไว้หรือไม่

          “คราวนี้ช่วยทารุณข้านะ”

          เมรัยกระซิบกระซาบเป่าหูนารีด้วยเสียกระเซ้าชวนฝันหวาน ปกติเมรัยเป็นฝ่ายใช้กำลัง ทว่าคราวนี้หมอผีน้อยอยากให้ดวงดาวน้อยใช้กำลังย่ำยีตนบ้าง ยิ่งนารีทำให้เมรัยสุขีเท่าไหร่ หมอผีน้อยยิ่งมีสติเท่านั้น ฉะนั้นดวงดาวน้อยต้องสละแรงแล้ว “ช่วยข้าที…หาไม่ เจ้าทำมิดี รู้นะต้องโดนทำโทษอย่างไร” เมรัยเชยคางนารีให้ดวงดาวน้อยเผชิญดวงตาผู้ทรงปัญญา ผู้ทรงอำนาจ ด้วยคำสั่งที่นารีไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ สำหรับนารีที่เป็นฮ่องเต้หญิงผู้ปกครองจักรวาล ยามนี้นางรู้ทันทีว่าดวงตาของเมรัยก็ทรงอำนาจมิแพ้ตน

          “เจ้าค่ะ”

          นารีขานรับเสียงหวานปานนางบำเรอ นางคลี่ยิ้มพรายพลันน้อมรับสั่งหญิงรัก หมอผีน้อยสั่งให้ดวงดาวน้อยปลดเปลื้องอาภรณ์ทุกชิ้นอย่าให้เหลือ ส่วนเมรัยถอดแค่ชุดชั้นในท่อนบนและท่อนล่าง โดยทุกขั้นตอนนั้นปล่อยให้นารีปรนนิบัติ ดวงดาวน้อยไม่สนว่าตนจักเปลือยล่อนจ้อนเผยผิวขาวงาช้าง และเผยเนินอก ยอดพรูสีชมพูเพียงลำพัก เมรัยยังใจดีมีเมตตามิปล่อยให้นารีหนาวคนเดียว หมอผีน้อยแหวกปกเสื้อเปิดทรวงอกโตๆ เผยทรวงอกอวบอิ่มเท่าน้ำเต้า แสดงให้นารีมองอย่างลุ่มหลงหัวปักหัวปำ เมรัยยังเปิดท้อง โชว์สะดือ และบั้นท้ายน่าตบอีกด้วย

          ทว่าครั้งนี้เมรัยไม่ยอมให้นารีตี นางเลื่อนโต๊ะ และนั่งลงบนเก้าอี้ อ้าขาเต็มพิกัดราวจักเชิญชวนให้เข้ามาดู ลองชิม และสั่งกลับบ้าน  

          เปิดแสดงส่วนลับกลิ่นหอมกรุ่นชวนให้สูดดม กลิ่นที่นารีติดใจยิ่งกว่าสิ่งใด นางปรารถนาอยากเล่นกับมันเหลือเกิน

          ทนไม่ไหวแล้ว

          “อือ…อือ…อ๊า”

          นารีวางมือบนน่องขาเมรัย บีบจับด้วยความอ่อนโยนปานหมอนวด ส่วนใบหน้าแนบประชิดระหว่างขาเมรัย ปลายลิ้นสอดใส่อย่างพิถีพิถันปานกำลังลิ้มรสชาติอาหารโอชะ ดื่มดูด กลืนกิน สูบและหายใจรด จมูกคลอเคลียฟุดฟิด เมรัยวางอุ้งมือบนหนังหัวนารีจับโยกไปมาๆอย่างมีอารมณ์เคลิบเคลิ้ม อา- เรือนเกศานุ่มนิ่มจับแล้วรู้สึกดียิ่งนัก ยิ่งมีคนกำลังเลียให้ยิ่งดีใหญ่ เมรัยหลับตาพลิ้ว ปากยิ้มหยาดเยิ้ม นางเร่งรัดให้นารีใช้นิ้วช่วยเพิ่มแรง เสียบให้ลึกเอาให้นางเสียวซ่านน้ำแตก

          “อือ”

          เมรัยครางเสียงไพเราะเสนาะหู นารียินแล้วให้คึกคัก นางพักหายใจและเป่าลมใส่บานทวารสีดอกซากุระเมรัย ลิ้นเลียโลมทั่วบริเวณ ทำความสะอาดสะอ้านดูแลราวแก้วมณีสุดรัก นารีถอนปาก นางยิ้มซนพลางลุกขึ้น เอวโค้งงอปานอสรพิษ นางปีนนั่งตักเมรัย สองขาพาดไว้บนขาหมอผีน้อย “อือ” เมรัยยังไม่สุดเลย นางสงสัยนารีคิดทำอันใด เมรัยใช้สายตารูปหัวถาม ทว่าดวงดาวน้อยไม่ตอบ

          บางครั้งคำพูดก็ไม่สำคัญเท่าการกระทำ

          “อยากดูดนม”

          ปกติหาสตรีอายุเท่านี้ดูดนมมิได้นะ เมรัยนี้พิเศษเพราะนางได้รับการเลี้ยงดูจากพี่แคโรไลน์ ปีศาจวัวที่พยายามขุนและบำรุงเมรัยให้มีสภาพเป็นปีศาจวัวเช่นตน เมรัยมีน้ำนมให้ดื่มตั้งแต่เมื่อไหร่ หมอผีน้อยก็ไม่ทราบ เพียงแต่พอโดนเรไรดูดแล้ว นมมันก็ไหลทะลักมิหยุด จักบอกว่ารู้สึกดีหรือไม่ แน่นอนว่า สุดยอด

          “อ๊ะ”

          เมรัยกรีดร้องเสียงสูง นารีขบฟันกัดหัวนมเมรัย มือซ้ายบีบขย้ำอกอีกข้าง มือขวาเลื่อนลงสอดใส่ระหว่างขา นารีทำสองอย่างพร้อมกันด้วยระดับความเร็วที่พอเหมาะพอควร นารีมิมีแรงเท่าเมรัย จักให้รุกหนักจนสมองระเบิดใช่จักทำได้ง่ายๆ ดวงดาวน้อยอยากลองโน่นลองนี้ กระนั้นนางรุกไม่เก่งเสียเลย “กัดเบาจัง” หากให้นึกก็เหมือนตอนเมรัยกัดแคโรไลน์ คนอกใหญ่โดนเจ้าตัวเล็กกัด มันไม่เจ็บมิคันหรอก

          “อย่าแกล้งข้านักสิ”

          “ให้ห้าดาว เต็มล้าน”

          เมรัยกอดรัดนารี ประทับจูบ และเขี่ยนิ้วเขียนคะแนนบนก้นนารี หมอผีน้อยจับนารียกสูง อุ้งมือหนาบีบขยี้บั้นท้ายดวงดาวน้อย นารีร้องครวญครางบอกแผลเมื่อคืนยังไม่หายดีเลย เพี๊ยะ!! “อ๊ะ” เมรัยตีก้นนารีเสียงดังน่าฟัง “เสียงไม่เลว” สีหน้าหมอผีน้อยจริงจังมาก นางลองหันก้นให้นารีตบบ้าง ดวงดาวน้อยทีแรกแอบแค้นเคืองหมอผีน้อยอยู่แล้ว ครั้นเมรัยเปิดโอกาสให้ล้างแค้น นางพลันยกแสยะยิ้มมารร้าย กางฝ่ามือฟาดใส่เต็มแรง

          “!!!”

          เมรัยสะดุ้ง ปากเม้นกลั้นเสียงมิให้ร้องสักแอ๊ะ นางน้ำตาไหลคลอเบ้า หันมองนารี ยิ้มเย้ย สื่อประมาณว่า แค่นี้เองหรือ

          นารีเลิกคิ้ว ยกเท้าถีบอัดร่องก้นเมรัยอย่างเดือดดาล

          “กรี๊ด!!!”

          นารีและเรไรรู้ดี เมรัยมีจุดอ่อนที่ตรงไหน ดวงดาวน้อยฉีกยิ้มทะมึน มองเมรัยที่ล้มลงนอนหมดสภาพแปะพื้น สองขากางแผ่ ท่าทีพ่ายแพ้ เมรัยโดนตีจุดอ่อนก็ให้ตัวอ่อนระทวย ไร้แรงโต้ตอบ นารีคว้าจังหวะนั้นใช้ปลายเท้าเรียวยาวจิ้มและเหยียบประตูหลังเมรัยอย่างไร้ปรานี บดขยี้ด้วยแรงที่แท้จริงของนาง “อ๊ากกก” “หึหึ” เมรัยอยากให้นารีเล่นไม้แข็งใช่หรือไม่ อยากรู้หรือนางแรงได้แค่ไหน ได้

          นารีสะบัดผม ใบหน้าฉายเค้าโครงชั่วช้าปานสีหน้าบาเบลร่า สีหน้าที่พร้อมลงทัณฑ์เมรัย เมื่อเจ้าตัวแสบสร้างปัญหาให้ชาวบ้าน

          เมรัยแอบเหลียวเห็น นางจุกปาก หวาดกลัวผวา หัวใจสั่นสะท้าน

          “แม่จ้า..”

          ท่ามกลางเสียงฝนมีเสียงหมอผีน้อยดังร้องขอชีวิตสลับเสียงหัวเราะของนางมารปีศาจ ภายในห้องสมุดที่ไม่หนาวเหน็บอีกต่อไป เมรัยและนารีพลัดกันรุกรับกันต่อเนื่องไม่ปล่อยให้เสียเวลา เมรัยอยากสอนบทเรียนให้นารีรู้ซึ้งที่บังอาจเล่นงานจุดอ่อน จุดเสียวของตน นารีก็พร้อมใจรับบทเรียนที่เต็มไปด้วยเพลิงแค้นมหาศาล ดวงดาวน้อยกระชากเสื้อหมอผีน้อย เมรัยเลิกคิดปิดซ่อน นางเผยเรือนอวบอ้วนให้นารีหวาดสะพรึง ข่มขวัญให้ดวงดาวน้อยยอมแพ้ อย่าหมายท้าทาย

          ซึ่งนารีก็แกล้งยอมแพ้ดั่งที่เมรัยหวัง

          ดวงดาวน้อยมักตามใจหมอผีน้อยเสมอ ไม่ว่าจักให้ทำอะไร นารีกล้าทำหมด

          “แก้ผ้าแล้วเดินรอบเมือง”

          “///เอาจริงหรือ”

          นารีเหงื่อตก หน้ามุ่ย เมรัยหัวเราะร่าขำที่นารีไม่กล้าอย่างที่พูด ดวงดาวน้อยบีบน้ำตา สะบัดหน้าหนีอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ พร้อมหยิกสะโพกหมอผีน้อยแรงๆ เมรัยร้องเจ็บแสบ พลางพลิกยกก้นนั่งทับนารีให้แบนเป็นแผ่น ดวงดาวน้อยดิ้นรนผลักไส้เมรัย แต่หมอผีน้อยไม่ยอม นางอยากทับ ใช้ก้นบดหัวนารียุบไปเลย “หนักย่ะ ออกไป!!” “ไม่” ไม่มีใครยอมใคร กระทั่งทั้งสองยอมให้กันและกัน

          เมรัยคว้าอาภรณ์ห่มให้ตนและนารี สองสาวนอนกองบนพื้นโดยมีผ้าปูของนารีรองรับ ต่างฝ่ายแหงนหน้ามองเพดานห้องสมุดด้วยใจเหม่อลอย

          “ก็ไม่เลว”

          เมรัยพูดก่อน แน่นอนว่าคำชมนี้มีความหมายอย่างที่นารีคิด

          “คืนนี้ขอนอนสบายๆ”

          นารีพลิกหน้าหันซบอกเมรัย ดวงดาวน้อยพาดแขนบนท้องหมอผีน้อย ท่อนแขนนางแลดูเล็กจิ๋วทันทีเมื่อวางบนหน้าท้องขนาดมหึมา กลมป่องราวขุนเขาและโอ่งมังกร “อย่าพึ่งพูดเรื่องคืนนี้เลย นี่ยังเช้า” เมรัยหัวเราะและยิ้มตลก ยังไม่เที่ยงวันด้วยซ้ำ พวกนางทำอะไรกันเนี่ย

          โลกมีฝนตก ในห้องสมุดมีสองสาวน้อยนอนกอดกันอย่างกลมเกลียว พวกนางไม่มีสายเลือดเดียวกัน แต่นับเป็นครอบครัวเดียวกัน เมรัยรักนารี รักเรไร พวกนางต่างรักกันและกัน ความรักของพวกนางดูแลประหลาดและยากเข้าใจ กระนั้นไม่เป็นไร เพราะสำหรับความรัก มันไม่ใช่สิ่งที่ใครคนนอกจักนิยามได้หรอก

          แสงตะเกียงสั่นวูบ แสงขาวส่องผ่านกระจกฝา เมรัยนั่งประกบกองหนังสือ หลังพิงบันไดเตี้ย นางศึกษาหนังสือนิทานพื้นบ้าน ขาอ้าเป็นตัววี ปล่อยให้นารีใช้ปากเล่นสนุกมิหยุดกับส่วนใต้สะดือ เพ่งสมาธิที่ตัวอักษร ระหว่างขาเปียกปอนและปล่อยให้อบอุ่นเรื่อยๆ กระตุกเรื่อยๆ “ฮา..” นารีผ่อนลมหายใจ ช้อนตาแฝงหยดน้ำมองผ่านช่องระหว่างขา เมรัยมุ่งมั่นมาก ราวกับนางกำลังจมดิ่งสู่โลกของนาง  

          “นี่มัน…”

          และแล้วเมรัยก็ค้นพบ… คำตอบ

          นางตกใจในความบังเอิญ พลันหุบขาอ้วนหนีบหัวนารีทันที…

--

ความฝันแห่งสายฝนในคืนนั้น กำเนิดเป็นเรื่องราวแห่งหยดน้ำตาในวันนี้ ราวคำสาปของปีศาจที่ทำให้มันกลายเป็นเรื่องจริงอย่างน่าสะพรึง กระนั้นเรื่องราวที่เจ้าปีศาจมอบให้หามีเพียงเรื่องเลวร้ายเศร้าระทมใจ น่าหัวเราะที่มันช่างเปี่ยมสีสันประหนึ่งรุ้งกินน้ำไม่มีผิด ผิดหวัง สมหวัง ร้องไห้ด้วยความเสียใจ และลุกขึ้นชูมือด้วยพลังใจเอ่อล้นท่วมอก เพราะอย่างนั้นช่วงเวลาที่เจ้าปีศาจมอบให้คือพรวิเศษ พรที่ทำให้นางพานพบเปลวเพลิงแห่งความหวัง กระทั่งท้ายที่สุดความอบอุ่นของเปลวเพลิงจักดำรงและอยู่กับนาง…ตลอดกาลหรือไม่นะ

          “ทำไมตกยามนี้ งืม”

          เม็ดฝนใสบริสุทธิ์โปรยปรายทั่วม่านฟ้าสีเขียวคล่ำ หยดใส่เจ้าปักษาน้อยปานจักพรมให้เรไรเปียกปอนปานลูกนากอาบน้ำ เสื้อเปียกชุ่มกระทั่งเห็นเรือนร่างอชชรที่ซ่อนภายใต้อาภรณ์เดรสสีน้ำเงินดารา เรไรเบ้ปาก ตาหลุบต่ำ ยกมือเกยหน้าผากเพื่อกันมิให้น้ำกระเซ็นใส่ดวงตา นางรีบซอยเท้าอย่างเร่งรีบ ตากลอกกลิ้งเสาะสำรวจหาหลังคาบ้านเพื่อหลบฝน ระหว่างนางนึกสบถให้ปักษาสวรรค์ บังเอิญมีหญิงสาวนางหนึ่งเห็นปักษาน้อยพอดิบพอดี

          “หนูๆมานี่”

          “..”

          ว่ากันตามจริง เรไรไม่มีทางปฏิบัติตามคำเรียกร้องคนแปลกหน้า ยกเว้นแมวหมา และคุณตาคุณยายเท่านั้นที่เรไรพอโดนเรียกแล้วจักขานรับและไปหาใกล้ๆ กระนั้นสถานการณ์ยามนี้มีฝนตกหนัก นางมิมีตัวเลือกมากนัก ให้จนปัญญาต้องไปหาหญิงสาวปริศนาที่ยืนกวักมือเรียกข้างหลังรั้วเหล็กสีดำ ลวดลายดอกลิลลี่ขาวเบ่งบานละลาน

          หญิงสาวเปิดประตูรอปักษาน้อยย่างกรายข้ามผ่าน

          “พี่สาว?”

          เมื่อมีโอกาสมองระยะประชิด เรไรให้ตกใจสี่ส่วน เพราะคนที่เรียกนางมิใช่ใครที่ไหน แต่คือพี่สาวใจดี คนขายดอกไม้ ที่เรไรพบเจอเมื่อวันก่อนนั้นเอง

          ณ คฤหาสน์หรูร่า โออ่า แลวิจิตรการราวคฤหาสน์นักกวีรักสันโดษ อาคารสีดำทะมึน รูปสลักสิงสาราสัตว์บนยอดหลังคาและขอบหลังคา รูปปั้นสิงโต หมี และกระแตน้อย บ่อน้ำมีมัจฉาแหวกว่าย และศาลาริมฝั่ง อาณาเขตพื้นที่กว้างใหญ่มีสวนดอกไม้โอบล้อม และเนื่องมีสายฝน บรรยากาศให้สัมผัสหนาวยะเยือก มัวหมอง และโศกเศร้าอย่างละสามส่วน อารมณ์ประหนึ่งกำลังเดินเล่นในบ้านหญิงสาวผู้อาภัพเช่นไรเช่นนั้น

          เปาะแปะ เปาะแปะ

          ใยแมงมุมใต้หลังคา นกกระจิบน้อยเกาะกิ่งสนหลบฝน หยดน้ำสาดระบายเต็มแก้วกระจก

          ประตูรั้วเหล็กที่ราวกรงขัง และตะเกียงไฟที่จุดประกายมอบความอบอุ่นคลายความเหงาหงอย

          “บ้านพี่สาวรึคะ”

          “ใช่จ๊ะ หลังใหญ่ใช่หรือไม่”

          หญิงสาวคลี่ยิ้มเอ่ยทีเล่นทีจริง น้ำเสียงนางฟังไพเราะประหนึ่งกระดิ่งนางฟ้า อบอุ่นและน่ารักสดใสปานดวงตะวัน อาจเพราะนางกำลังพูดคุยกับเรไรกระมัง ปักษาน้อยเริ่มรู้ว่าคฤหาสน์หลังนี้อบอุ่นและมีประกายแสงสว่างส่องเรืองรอง ราวเจ้าหญิงในหอคอยทมิฬ นางช่างเปี่ยมด้วยพลังใจไร้ขีดกำจัด ต่อให้ความมืดมิดหมายข่มเหงนาง พวกมันก็มิอาจทำลายความโอหัง ทระนงของนาง

          “ใหญ่มาก”

          หากเทียบกับบ้านเรือนหลังอื่นในเมืองฟาเวอร์ คฤหาสน์หลังนี้ใหญ่กว่าสามเท่า เรไรตอบอย่างไม่มีความคิดใดแอบแฝง นางชื่นชมและเอ่ยความรู้สึกจริงๆอย่างไม่ปิดบัง หญิงสาวฟังแล้วขบขัน พลางสั่งสาวใช้ อมนุษย์หมูพาปักษาน้อยไปอาบน้ำปรับอุณหภูมิร่างกาย เรไรไม่ปฏิเสธน้ำใจเจ้าบ้าน นางห่วงว่าถ้ากลับไปเจอพวกเมรัย แล้วพวกเมรัยเห็นสภาพเรไรประหนึ่งลูกหมาตกน้ำ ปักษาน้อยคงโดนลงโทษหนัก ฉะนั้นเพื่ออนาคตที่ปลอดภัย นางต้องดูแลตนเองให้สวยสด ไร้บาดแผล

          หลังอาบน้ำเรียบร้อย เรไรเปลี่ยนชุดใหม่ นางสวมชุดของหญิงสาวในวัยเยาว์ ขนาดเสื้อพอเหมาะพอดีตัวเรไร มันคือชุดกระโปรงยาวมีลูกไม้เย็บบนปลายขอบ เรไรใส่แล้วน่ารักปานตุ๊กตากล ภูตดอกกุหลาบ นางฟ้าสวรรค์ เทพธิดาแห่งวารี ปักษาน้อยหมุนตัววสะบัดกระโปรงพลิ้ว “โคลได้ยินหรือไม่” เพราะตั้งแต่เมื่อเช้า โคลอารมณ์ไม่ดี นางหงอยรับประทาน ไม่มีแรงใจ ให้อยากนอนกลิ้งบนเตียง กระนั้นนางตายแล้ว นอนกลิ้งมิได้ วิญญาณสาวตบหน้าตนเองและเพิ่มพลังใจให้สูงสุด นางติดตามมากับเรไร ยามนี้กำลังลอยเล่นในคฤหาสน์

          “เจ้าพูดเบาปานกระซิบให้มดฟัง ข้าหรือจักได้ยิน”

          โคลโผล่หัวทะลุกำแพงห้อง พลางโบกมือปัดๆ เรไรเลิกคิ้ว ในใจคิด ก็ได้ยินนิ

          “คุ้นกับที่นี้หรือไม่”

          เรไรกระซิบถามโคลเผื่อวิญญาณสาวรู้สึกคุ้นเคยกับคฤหาสน์ กระนั้นโคลส่ายหน้า แบมือ ยามนี้นางเฉยๆ กระนั้นนางอยากลองสำรวจคฤหาสน์ ไหนๆก็เข้ามาแล้ว ลองค้นสักหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไร นางมิใช่วิญญาณร้าย ฉะนั้นต่อให้บินลอยเล่นในคฤหาสน์ นางก็ไม่ชักนำผีสางหรือวิญญาณร้ายตนอื่นมาถล่มคฤหาสน์ โคลส่งสัญญาณให้เรไรดูข้างหลัง ครั้นวิญญาณแวบหายลับทันตา

          “เห็นผีในบ้านข้ารึจ๊ะ”

          ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดหญิงสาวปรากฏยืนข้างหลังเรไร ปักษาน้อยสะดุ้งส่ายหน้าระรัวอย่างเสียวสันหลัง หญิงสาวยิ้มขำอย่างไม่ใส่ใจ นางเป็นคนขี้เล่นและชอบแกล้งเด็กน้อยมิรู้ประสีประสา เวลาพูดเรื่องผีทีไร เด็กๆมักตื่นตกใจหวาดหวั่นผวา นางเห็นแล้วสุขใจนัก ดูสีหน้าเจ้าพวกตัวจิ๋วนั่นสิ งงเป็นไก่ตาแตก  

          “นิข้าหลงเข้าถ้ำเสือรึเปล่า…”

          เรไรหดคอ สังเกตพินิจหญิงสาวใหม่อีกรอบ ภายนอกแลสะสวยปานโฉมงาม กระนั้นภายในยังคงความพิศวงและปริศนาไว้มากมาย ปักษาน้อยรู้จักคนนิสัยเช่นนี้ สาวน้อยตัวอ้วนๆเวลาปกติชอบเขมือบมันบดเป็นประจำ เรไรส่ายหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่านพลางเดินไล่หลังหญิงสาวไปห้องรับแขก ด้านในคฤหาสน์มีห้องมากมายมิต่ำกว่าสิบ มีบันไดเดินสู่ชั้นสองและชั้นสาม ตลอดทางมีภาพแขวนผนัง ภาพทิวทัศน์ป่าไผ่ ภาพสองสาวน้อยวิ่งเล่นท่ามกลางทุ้งดอกคอสมอสสีชมพู แจกันใส่ดอกลิลลี่ และกระจกแก้วใสที่มองผ่านไปข้างนอกจักเห็นสวนบุปผาที่มีสายฝนเทกระหน่ำ

          เนื่องในคฤหาสน์มีคนมิมาก ฉะนั้นจึงไม่มีการจุดตะเกียงไฟและวางไว้ตามจุดต่างๆ หากผู้ใดต้องการแสงสว่าง คนผู้นั้นย่อมต้องใช้ตะเกียงไฟขอตนเอง

          หญิงสาวถือตะเกียงไฟในมือพลางเดินนำปักษาน้อย เรไรเดินตามเตาะแตะเหมือนสาวน้อยกำลังเดินตามแม่มดร้าย

          เงาดำสั่นระริก เรไรวางสีหน้าเย็นชา ทว่าในใจเริ่มเกรงกลัวอนาคตที่รอข้างหน้า

          ไม่รู้หญิงสาวจักจับนางไปขายหรือไม่

          เพราะเมรัยชอบเป่าหูเรไรยามเล่นผีผ้าห่ม หมอผีน้อยบอกและย้ำเรไรว่า มนุษย์สมัยนี้โหดร้ายใจมารนัก หากปักษาน้อยน้อยเผลอมิระวังเมื่อไหร่ นางก็อาจถูกจับไปขาย ทำเป็นห่อหมก

          “คุกกี้จ๊ะ”

          “อ อือ”

          เรไรขว้างจิตนาการไร้สาระทิ้ง ใช้เท้าเขี่ยซ่อนไว้ใต้โซฟา ปักษาน้อยและหญิงสาวมาถึงห้องรับแขก ห้องรับแขกพิเศษขนาดเล็กอยู่ติดห้องรับแขกใหญ่ ที่นี้มีเครื่องเรือนวางประดับเพิ่มบารมี ชื่อเสียง และความมั่นคั่งของเจ้าคฤหาสน์ พินิจว่าเจ้าบ้านร่ำรวยเพียงใด สามารถดูจากของตกแต่งที่ล้วนมีราคาค่างวดชนิดที่ชาวบ้านธรรมดามิอาจซื้อ ครอบครอง อาทิ แก้วชาลายปักษา ภาพวาดม่านหมอก และนาฬิกาลูกตุ่มทองคำซ้อนกลไกลับ  

          ให้รู้สึกสูงส่งเหนือชั้นและมีมนตร์ขลังยากละสายตา  

          เรไรจิบชาหอม ทานคุกกี้คุณหมี ตาแอบสำรวจ นางคิดว่าเจ้าของคฤหาสน์ต้องเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของเมืองฟาเวอร์แน่ๆ

          “พี่สาวชื่อกระไรหรือ ข้าชื่อเรไร”

          ปักษาน้อยถามอย่างมีมารยาท ทว่าหญิงสาวหลุบตาลงอย่างมีมีแววซนแอบแฝง

          “หากเรไรทายอายุพี่สาวถูก พี่สาวจักบอกจ๊ะ”

          “…สิบเจ็ดหรือเปล่าคะ”

          คนฟังคำตอบวางสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจยิ้มแก้มบาน หนังหน้านางเหมือนสาวอายุสิบเจ็ดรึ แม่หนูช่างน่ารักหรือเกิน

          ฝ่ายเรไรคิดว่าคำตอบเมื่อครู่ ตนตอบผิด ใจคิดโดยสังเกตหญิงสาวอีกครั้ง หรือพี่สาวแท้จริงอายุ ห้าสิบเจ็ด?

          “หนูเรียกป้าคนนี้ว่าท่านหญิงลิปตันก็ได้จ๊ะ”

          แต่งงานแล้ว ย่อมกลายเป็นคนของสามี หญิงสาวดำรงฐานะเช่นไร เพียงเรไรฟังชื่อตำแหน่ง ปักษาน้อยพลันเข้าใจและตกตะลึง

“ที่บ้านพี่สาวไม่มีคนอื่นหรือ”

          “สามีอยู่ที่ทำงาน ทำงานทั้งวัน ตกเย็นกลับบ้าน”

          ท่านหญิงจิบชาพลันคลี่ยิ้มรักใคร่ ยามสตรีมีความรัก ยามนั้นพวกนางแลดูงดงามราวดอกไม้ผลิบาน สดใส อ่อนนุ่ม เข้มแข็ง และลี้ลับ เรไรมองรอยยิ้มพิมพ์ใจบนพวงแก้มหญิงสาว บอกได้เลยว่านางรักสามีที่สุดในโลก ปักษาน้อยมักเห็นรอยยิ้มนี้ยามที่เมรัยและนารีมองตนเช่นกัน “…” นึกใบหน้าเมรัยและนารีแล้วเรไรให้ขวยเขินบางๆ ผิวแก้มพลันร้อนระอุจนเปล่งสีชมพูระเรือ

          ยามนี้สองคนนั้นกำลังเอากันหรือเปล่านะ

          ลึกๆในใจเรไรแอบหวังให้นารีโดนเมรัยเขมือบเช่นกัน เพราะปกติเวลาที่เมรัยอยู่กันสองต่อสองกับใคร คนนั้นต้องกลายเป็นเหยื่อให้เมรัยขย้ำซึ่งปกติมักเป็นเรไรที่ท่าทางน่ารักและเซ่อซ่าไม่ทันระวัง นางขัดขืนแล้ว แต่ไม่อาจต่อต้านเขี้ยวเล็บแม่เสือ ให้คล้อยตามและจบที่ตัวเปลือยตลอด คราวนี้เรไรหวังว่านารีจักรองรับอารมณ์เมรัยไหว อย่างน้อยขอให้นารีเอาความรักเมรัยไปบ้าง ความรักที่พร้อมกลืนกินคนรอบข้าง ร่างกายเรไรคนเดียวรับไม่ไหว  

          “หนูเป็นนักเดินทางหรือ”

          “ค่ะ หนูเดินทางกับครอบครัว”

          “เช่นนั้นหรือ”

          หญิงสาวหยิบคุกกี้และทานอย่างมีมารยาทผู้ดี นางถามเรไรคิดอย่างไรกับเมืองฟาเวอร์ คิดว่าเมืองนี้สวยงามตามที่เขาบอกหรือไม่ เรไรตอบว่าสวยมาก หญิงสาวส่ายหน้าและบอกว่าเรไรน่ะ มาเที่ยวผิดเวลา หากอยากสัมผัสความสวยงามเมืองฟาเวอร์จริงๆควรมาฤดูหนาวหรือฤดูร้อนดีกว่า เพราะฤดูฝนมักมีฝนตกบ่อยๆทำให้ดอกไม้เสียหาย ไม่เบ่งบาน หากบานแล้วก็มักโดนฝนพัดปลิวและกระหน่ำเทจนบอบช้ำ ดังนั้นหญิงสาวแนะนำให้เรไรมาที่นี้ยามฤดูหนาวและฤดูร้อน อากาศดีสดชื่น ยามนั้นนางถึงจักรู้ว่าความสวยงามแท้จริงเป็นเช่นไร

          ประหนึ่งดินแดนบุปผานิรัน ทั่วทุกหนแห่งเต็มไปด้วยสีสันแดง เหลือง ม่วง ฟ้า ทอง เขียว น้ำเงิน ชมพู่ กลิ่นหอมที่ลอยอบอวลยาวไกลข้ามเทือกเขา ข้ามแม่น้ำ

          “เวลามีเทศกาล พวกเราจักเชิญคณะดนตรีมาแสดงสร้างเสียงเพลงและความรื่นเริง ตอบแทนชาวเมืองที่ขยันทำงาน”

          ทุกคนมีความสุขภายใต้การดูแลของสามีนาง เขาเป็นคนเย็นชาก็จริง กระนั้นเรื่องงานเขาใส่ใจ ให้ความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองฟาเวอร์ยิ่งกว่าอะไร บางทีอาจมากกว่าความรักที่เขามีให้นางด้วยซ้ำ กระนั้นเขาบอกให้นางวางใจ เขารักนางจากใจจริง รักตั้งแต่ยังเด็ก กระทั่งผ่านเรื่องราวมากมายที่พร้อมจักทำลายความรักของเขา เขาก็ยังยืนหยั่งและรักนาง

          “เขาเป็นเจ้าเมือง ส่วนข้าเป็นคนขายดอกไม้”

          เขาไม่อยากให้นางเหนื่อย กระนั้นนางอยากทำในสิ่งที่รัก เขาห้ามนางไม่ฟัง นางดื้อรั้นและบอกว่าอยู่ว่างๆมันน่าเบื่อ วันนี้นางไม่ไปร้านขายดอกไม้เพราะมันคือวันหยุดของนาง หญิงสาวพบเรไรเพราะระหว่างที่กำลังยืนเหม่อในศาลาริมฝั่ง นางแวบเห็นหัวสีเงินกลมๆผุดโผล่นอกรั้วคฤหาสน์ นางตกใจพลันร้องเรียกให้เรไรมาหลบฝน รอให้ฝนซ่าก่อนค่อยจากไป

          แท้จริงหญิงสาวอาจรู้สึกคฤหาสน์นี้อ้างว้างหน่อยๆกระมัง นางจึงอยากคุยกับใครสักคน

          “เจ้าอยากเล่นอะไรหรือไม่”

          หญิงสาวรู้ว่าเด็กๆชอบอยู่ไม่สุข เรไรมิรู้พี่สาวคิดอันใด กระนั้นเห็นแววสดใสแฝงความซนนั้น เรไรก็ไร้วาจาปฏิเสธ นางลอบกลืนน้ำลาย หวังว่าโคลจักเจออะไรบ้างนะ มิเช่นนั้นเรไรไม่มีอะไรไปรายงานพวกเมรัย ยิ่งนางเอาเวลามาเล่นสนุกด้วย ยิ่งแล้วใหญ่ งืมมม นิดเดียวคงไม่เป็นไรกระมัง ปักษาน้อยกล่าวว่ารอให้ฝนหยุดตกก่อน นางจึงจักเริ่มสำรวจเมืองอีกครั้ง

          ครั้นหญิงสาวยกกระดานเกมมากมาย วางบนพื้นพรม เรไรเคลื่อนโต๊ะไปไว้ข้างๆโซฟา เปิดพื้นที่ให้กว้างขวาง

          เกมกระดานหลายเกมต้องใช้ผู้เล่นหลายคน กระนั้นมีสองสามเกมที่เล่นเพียงสองคนก็ได้ เกมประลองปัญญาและเกมกระดานที่ต้องสู้กันด้วยไหวพริบ ชั้นเชิง และกลยุทธ์ เรไรศึกษาวิชา และเรียนติดอันดับหนึ่งของโรงเรียน แม้นนิสัยนางจักบ๊องๆแลโง่เขลาสักหน่อย แต่จริงๆนางฉลาดมาก อย่างน้อยก็เรื่องในตำราเรียน ที่นางรู้ดีกว่าใคร

          “ท่านหญิงแพ้แล้ว”

          “อาเร๊ะ ไม่จริงน้า”

          แววเสียงหัวเราะอย่างหยิ่งผยอง และเสียงอุทานตกใจเมื่อรู้ตัวว่าตนเองเพลี่ยงพล้ำพลาดท่าให้สาวน้อยวัยเยาว์ หญิงสาวส่ายหน้าระคนจนปัญญาจักต่อกร กระนั้นนางไม่ยอมแพ้ ขอต่ออีกหนึ่งกระดาน และแล้วทั้งสองก็เริ่มเล่นกันอย่างดุเดือด เรไรเล่นๆมากก็โดนจับทางได้ นางพ่ายแพ้ในพริบตา รู้สึกเจ็บใจในความประหม่าของตน เรไรขอร้องให้เล่นอีกกระดาน หญิงสาวรับคำท้า ทว่ากระดาษต่อๆมาเรไรล้วนเป็นฝ่ายแพ้

          ไร้วาจาจักกล่าว

          เรไรอึ้ง หน้าซีดขาวเป็นไข่ต้ม ตาปลาตาย นางพึ่งรู้วันนี้เองว่าตนฉลาดน้อย

          ไม่รู้จักพลิกแพงกลยุทธ์ เดินไปตกหลุมเดิมอีกด้วย ทำไมเรื่องใช้สมองนางไม่เก่งเสียเลย กระนั้นเรไรปลอบใจตนเองว่า เวลานางใช้ดาบสู้ นางเก่งและร้ายกาจที่สุด ใช่ นางร้ายกาจ

          อย่างน้อยคราวที่แล้วนางก็ชนะนักฆ่าโซฟีละน้า

          “ฮึๆ”

          “ฮาๆ”

          ท่ามกลางความมืดสลัวมีแสงไฟแห่งความหวังส่องเรืองประกาย ละอองแสงสีทองล่องลอยระยิบระยับ หนึ่งอวตารเจ้าแห่งฤดูหนาว หนึ่งพี่สาวขายดอกไม้ เรไรขอเปลี่ยนเกมและลองเดิมพันใหม่ หญิงสาวไม่ขัดข้อง แลนางตามใจเรไรประหนึ่งมารดากำลังเล่นกับลูกสาว “อีกไม่นานจักมีเจ้าตัวน้อย นับจากนั้นข้าคงมีอีกชีวิตให้รัก” “พี่สาวท้องรึ” “ใช่จ๊ะ”

          เมื่อใดที่มีอีกหนึ่งชีวิตถือกำเนิด ยามนั้นโลกทั้งใบที่มืดมิดคงสดใสในพริบตา ด้วยเด็กคนนี้กำเนิดจากความรักที่ยิ่งใหญ่ เขาหรือนางจักมีความรักมากมายโอบอุ้มและดูแลให้รู้จักรักคนอื่น

          วันหนึ่งที่ยังคืบคลาน ลุกขึ้นเดิน เล่นซน เรียนหนังสือ ทำงาน สร้างครอบครัว เลี้ยงลูก เลี้ยงหลาน และสิ้นอายุขัย วังวนชีวิตที่วนซ้ำไปซ้ำมา สานต่อด้วยความรักและความหวังใหม่ เผื่อเรื่องราวแห่งความโศกเศร้านั้น สักวันจักกลายเป็นเรื่องราวที่จบด้วยรอยยิ้ม

          หญิงสาวยิ้มละมุนละไมมือลูบท้องที่เริ่มป่อง นางคาดหวังให้เด็กคนนี้มีชีวิตที่ดีเยี่ยม มีความรักสีชมพู ความฝันสีทอง นางวางแผนชีวิตภายภาคหน้าที่ครอบครัวนางมีเจ้าตัวน้อย มันดูเป็นภาพสวยงามที่ใกล้เป็นความจริงในอีกไม่กี่เดือน “…” เรไรแอบยิ้มอ่อนโยน นางยังเด็กจึงไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ กระนั้นความสุขของนางคือการได้อยู่กับพวกเมรัย จักมีลูกหรือไม่มี เรไรคงต้องขอความคิดเห็นของเมรัยเสียก่อน

          แต่ถ้ามีเจ้าตัวอ้วนน่ารักให้เล่นด้วยอีกคนก็ไม่เลว ฮึๆ

          เวลาล่วงเลยผ่าน เข็มนาฬิกาเคลื่อนขยับ เรไรดื่มชาแล้วให้ปวดเบา นางอยากเด็ดดอกไม้จึงขอตัวไปห้องน้ำ

          “โคลหาเจอหรือยังนะ”

          เรไรคุยเล่นกับท่านหญิงลิปตันตั้งนาน โคลให้หายลับไปไหนไม่รู้

          “โคล?”

          หลังทำธุระเรียบร้อย เรไรลองเดินสำรวจห้องต่างๆ แอบส่องห้องที่นางเดินผ่านห้องหนังสือ ห้องหนังสือนี้ไม่ใหญ่กระนั้นก็มีตำรามากมายอัดแน่นบนชั้น ส่วนมากเป็นหนังสือนิทานและหนังสือเรียน เรไรเดาว่าหญิงสาวตระเตรียมไว้เพื่อลูกในท้อง ปักษาน้อยลองหาในห้องแต่ไม่เจอ ครั้นนางคิดจักเดินกลับห้องรับแขก ระหว่างทางเดินอันเปล่าเปลี่ยวเงียบสงัด ครั้นนางเจอวิญญาณสาวกำลังลอยเบื้องหน้าภาพแขวนผนัง

“โคลเป็นอะไรหรือ” เรไรเดินมาใกล้ๆวิญญาณสาวอย่างห่วงใย นางเห็นโคลไม่ตอบจึงรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี

          “เรไร…ช่วยอะไรข้าเรื่องหนึ่งสิ”

          น้ำเสียงที่ฟังแหบพร่า ราบเรียบเดาอารมณ์มิถูก ปักษาน้อยฟังแล้วเบิกตากว้าง ถามโคลว่าต้องให้ตนทำอะไร

          วิญญาณละสายตาจากภาพวาดชายหญิง…

          --

          “พี่สาว..”

          ขณะหญิงสาวครุ่นคิดแผนการเล่นงานเรไร ปักษาน้อยเดินกลับมาในห้องและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นระริก “พี่สาว..ชื่อจริงๆชื่ออะไรหรือ”

          ไม่รู้ว่าทำไมสาวน้อยจึงมีเสียงสั่นเช่นนั้น กระนั้นท่านหญิงลิปตันคลี่ยิ้มตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังหยอกเด็กน้อย

          เพราะต้องการให้สาวน้อยรู้สึกสับสน และหลงลืมความกลัว..

          “ลิปตันคือนามสกุลสามี ชื่อจริงพี่สาวคือ โคลจ๊ะ”

          --

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น