หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะ “นาง” ถูก “ลัก”พาตัวมาเป็นฮูหยินโจรโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่อง “รัก” วุ่นๆ จึงเกิดขึ้นด้วยเสน่ห์ปลายจวักของนาง

บทที่ 36 เรียกว่านกขอทาน

ชื่อตอน : บทที่ 36 เรียกว่านกขอทาน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.9k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ส.ค. 2561 15:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 36 เรียกว่านกขอทาน
แบบอักษร

เฮ่อเหลียนจิ่งอ้าปาก แต่ไม่ได้เปล่งเสียงออกไป หากให้พี่ฉุนอวี๋เห็นสภาพอนาถของเขาเช่นนี้จะต้องสั่งสอนเขาแน่ ระหว่างที่ลังเล ซย่าฉุนอวี๋ก็ขี่ม้าจากไปไกลแล้ว

เฮ่อเหลียนจิ่งรู้สึกเสียใจ หากเมื่อครู่ร้องออกไปคำเดียว ก็สามารถหลุดจากสภาวะในตอนนี้ไปได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่กับเจ้าหนุ่มดุร้ายนี่อีกแล้ว

“ดูอะไรอยู่ ถือของสิ” เยี่ยเจียเหยายัดหม้อดินใส่มือเฮ่อเหลียนจิ่ง

เฮ่อเหลียนจิ่งเก็บสายตากลับมา ช่างเถอะ ตัวเขาหนีออกมาเอง หากให้พี่ฉุนอวี๋พากลับไปจินหลิง ก็ดูจะไม่ได้ความเกินไปแล้ว

“ไปเถอะ หวังว่าวันนี้จะเจอบ้านชาวนาให้พักผ่อนได้ ไม่เช่นนั้นก็ต้องนอนวัดร้างอีกแล้ว” เยี่ยเจียเหยาดันเขา

“ไฉนพวกเราไม่เดินทางทางน้ำ หรือจะต้องใช้สองเท้านี่เดินไปจนถึงจินหลิงจริงๆ” เฮ่อเหลียนจิ่งเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ

เยี่ยเจียเหยาชะงัก “มีเส้นทางเดินเรือสายจิ่งหัง*หรือ”

เฮ่อเหลียนจิ่งยกคิ้วขึ้น “อะไรคือเส้นทางเดินเรือสายจิ่งหัง อย่างไรเสียข้าก็นั่งเรือมา”

เยี่ยเจียเหยาสองตาเป็นประกาย “เจ้านั่งเรือไปถึงที่ไหน”

“จี๋หนิง”

เยี่ยเจียเหยาลอบดีใจ แม่เจ้า ดีเหลือเกิน นี่ไม่ใช่เส้นทางเดินเรือสายจิ่งหังหรือไร ไม่เช่นนั้นทำไมถึงเดินทางจากจินหลิงตรงมายังจี๋หนิง ที่แท้ช่วงเวลานี้ก็มีกิจการทางน้ำแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นนักปราชญ์ท่านไหนริเริ่ม

แต่ว่า....เหตุใดทางที่นางเดินทางจากหยางโจวมาที่นี่กลับเป็นทางบกเล่า คิดไม่ออกเลย

“เจ้ารู้ว่าต้องไปขึ้นเรือที่จี๋หนิง แล้วยังรีรออะไรอีก” เยี่ยเจียเหยาจงใจจ้องเขาอย่างดุร้าย

ออกจากตำบลซินอี๋ พวกเขามุ่งหน้าไปทิศตะวันตกเฉียงใต้ เดินทางผ่านหมู่บ้านหนึ่ง เยี่ยเจียเหยาเห็นผืนป่าข้างหมู่บ้านนั้นมีแม่ไก่เดินอยู่ อดกลืนน้ำลายไม่ได้ พระเจ้า ไม่ได้กินเนื้อมาหลายวันแล้ว เป็นดั่งที่เสี่ยวจิ่งจิ่งบอกว่าปากจืดชืดไปหมดแล้ว หากจับไก่มาทำไก่ขอทานกินได้ท่าจะดี

แล้วก็เห็นเสี่ยวจิ่งจิ่งจ้องมองแม่ไก่ตาเป็นมันด้วยเหมือนกัน

ขโมยหรือไม่ เยี่ยเจียเหยาลังเล

นางก็อยากจะเอามาสังเวยกระเพาะเสียหน่อย ทว่าตั้งแต่เล็กอาจารย์สั่งสอนให้มีห้าจริยะสี่กริยา** เรื่องลักเล็กขโมยน้อยไม่อาจกระทำได้

ช่างเถอะ ช่างเถอะ ผู้อื่นเป็นชาวชนบทเลี้ยงไก่ไม่กี่ตัวไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่แน่อาจจะรอคอยให้แม่ไก่ออกไข่เพื่อเอาไปแลกเหรียญทองแดงเล็กๆน้อยๆมาดำรงชีวิต นางไม่อาจทำลายหนทางหาเลี้ยงชีพของผู้อื่น

เยี่ยเจียเหยาลูบท้องตน บอกกับแมลงหิวในกระเพาะว่า ต่อให้ขาดแคลนมากแค่ไหนก็ต้องยึดหลักปฏิบัติไว้ ยามนี้เยี่ยเจียเหยาคิดถึงฉุนหลีว์ขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ คนผู้นั้นวรยุทธ์ล้ำเลิศ ทุกๆ ครั้งที่ขึ้นเขามักจะมีสัตว์ปีกไม่ก็สัตว์บกติดไม้ติดมือมาไม่เคยว่าง หากคนที่ร่วมทางเป็นฉุนหลีว์ก็ไม่ต้องกลัวว่าท้องจะร้องแล้ว

“เสี่ยวจิ่งจิ่ง เจ้าล่าสัตว์เป็นไหม” เยี่ยเจียเหยาถามอย่างมีความหวัง

เฮ่อเหลียนจิ่งถูกคำเรียกขานชวนคลื่นไส้ของนางทำให้สะอิดสะเอียนเสียจนนิ่งเป็นท่อนไม้ เขายกมุมปากขึ้น “ล่าสัตว์ เป็นเรื่องถนัดของนายท่านอย่างข้านัก”

เยี่ยเจียเหยากลอกตา “ขี้โม้เสียจริง เจ้าไปล่ามาให้ข้าดูสักตัว”

เฮ่อเหลียนจิ่งแบสองมือว่างเปล่าออก “หากเจ้ามือธนูให้ข้าสักคัน มอบธนูให้ข้า ข้ารับรองว่าต้องล่ามาได้แน่นอน”

“เพ้อเจ้อ ข้าจะไปเอาธนูจากไหนมาให้เจ้า”

เฮ่อเหลียนจิ่งมองไปรอบๆ มองไปไม่ไกลบนต้นพุทรามีนกสองตัวอยู่ เขาหยิบก้อนหินเล็กๆขึ้นจากพื้น หัวเราะฮี่ๆ “เจ้าคอยดู”

เฮ่อเหลียนจิ่งเล็งเจ้านกน้อย ก้อนหินในมือพุ่งออกไป ปุ*!* นกน้อยสองตัวตกใจกระพือปีกบินขึ้นท้องฟ้า

เยี่ยเจียเหยาย่นจมูก “เจ้านี่จะยิงนกหรือว่าจะทำให้มันตกใจ”

เฮ่อเหลียนจิ่งลูบท้องแก้เก้อ “หิวจนไม่มีแรง ไม่เช่นนั้นก็ปาโดนแล้ว”

“ไม่มีฝีมือก็ไม่มีฝีมือเถอะ ยังจะหาข้อแก้ตัวอีก” เยี่ยเจียเหยากวาดตามองเขา จริงๆแล้วนางก็หิว แต่เสบียงมีน้อยแค่นี้ ต้องประหยัดไว้หน่อย

เยี่ยเจียเหยาไปขอน้ำกาหนึ่งมาจากในหมู่บ้าน จากนั้นสองคนก็เดินทางต่อ

เฮ่อเหลียนจิ่งคิดจะล้างความอัปยศอยู่ตลอด ในมือคว้าหินก้อนหนึ่ง ทันทีที่เจอนกตามทางก็ปาหินใส่ แต่ทว่าก็ปาไม่ถูก

เยี่ยเจียเหยาทนดูต่อไปไม่ไหว “ท้องหิวไม่ใช่หรือ ออมแรงเก็บไว้เถอะ!”

เฮ่อเหลียนจิ่งร้องฮึดฮัดอย่างกลัดกลุ้ม หันไปเล็งนกตัวหนึ่งอีก

ปึก*!*

“ฮ่าๆ ปาโดนแล้ว” เฮ่อเหลียนจิ่งเห็นนกตกลงจากต้นไม้ ดีใจจนแทบเต้น วิ่งไปเก็บนกขึ้นมาอย่างเบิกบาน

“ต้าเหยาเหยา ข้าปาโดนแล้ว พวกเรามีเนื้อกินแล้ว”

เยี่ยเจียเหยาเกือบสะดุดล้ม แม่มันเถอะ เปลี่ยนมาเรียกต้าเหยาเหยาตั้งแต่เมื่อไหร่ สวรรค์เถอะ

“ไหนเจ้ากล้าเรียกอีกทีสิ” เยี่ยเจียเหยาเบิ่งตาจ้องมองไป

เฮ่อเหลียนจิ่งเห็นนางหงุดหงิดก็ยิ่งดีใจ “เจ้าก็เรียกข้าว่าเสี่ยวจิ่งจิ่งมิใช่หรือ ข้าชื่อเสี่ยวจิ่งจิ่ง เจ้าชื่อต้าเหยาเหยา เช่นนี้ก็ยุติธรรมดี”

“ยุติธรรมหัวเจ้าน่ะสิ เชื่อหรือไม่เชื่อว่าแม้แต่ตูดนกข้าก็จะไม่เหลือให้เจ้ากิน” เยี่ยเจียเหยาอยากข่วนเขาให้ตายเสีย

เฮ่อเหลียนจิ่งคุ้นเคยกับนางแล้ว รู้ว่านางขึ้นเสียง ดูดุร้ายก็จริง แต่แท้จริงแล้วมิได้น่ากลัวเช่นนั้น จึงหัวเราะร่ากล่าวว่า “เจ้าเหลือปีกไว้ให้ข้าก็พอแล้ว”

โกรธก็ส่วนโกรธ จัดการเรื่องความอิ่มท้องนับเป็นเรื่องสำคัญ นกตัวนี้ค่อนข้างอ้วน เยี่ยเจียเหยาเตรียมใช้วิธีการทำไก่ขอทานทำนกขอทานออกมา

ริมทางมีบ่อน้ำเล็กๆอยู่พอดี ในบ่อน้ำปลูกบัวไว้  เยี่ยเจียเหยาเรียกเสี่ยวจิ่งจิ่งไปเก็บใบบัวมาหลายใบ ตัวเองนั่งลงข้างๆบ่อน้ำเอาขนนกและเครื่องในออก

เฮ่อเหลียนจิ่งเก็บใบบัวกลับมา ถามอย่างแปลกใจว่า “เอาใบบัวมาทำถ้วยหรือ”

เยี่ยเจียเหยาคร้านจะสนใจเขา สั่งให้เขาไปขุดหลุม

นางเอาเครื่องปรุงออกจากกระเป๋า โรยเกลือ ผงเครื่องเทศลงไปที่ตัวนก จากนั้นก็คลุกลงไปในท้องนกอีกรอบ ใส่พริกฮวาเจียว จากนั้นก็เอาใบหัวห่อไว้ ใช้น้ำในบ่อผสมกับดินเหนียว เดิมทีจะต้องใช้สุราเส้าซิ่งกับดินเหนียว เมื่อย่างออกมาเนื้อนกถึงจะมีกลิ่นหอม แต่สถานการณ์ไม่อำนวย มีเนื้อกินก็เรียกว่าไม่เลวแล้ว ไม่อาจมากเรื่องเช่นนั้น

“ต้าเหยาเหยา ขุดหลุมเสร็จแล้ว” เฮ่อเหลียนจิ่งดีใจมาก ไม่ทันไรก็ขุดหลุมใหญ่ออกมาได้อย่างรวดเร็ว

เยี่ยเจียเหยาเดินไปดู ตำหนิว่า “เจ้ามั่นใจว่าหลุมนี้ไม่ได้ขุดให้ตัวเจ้าเอง”

พระเจ้า นกแค่ตัวเดียว หลุมใหญ่เสียอย่างกับจะย่างหมูทั้งตัว

เฮ่อเหลียนจิ่งพึมพำว่า “เจ้าก็ไม่ได้บอกว่าขุดใหญ่แค่ไหน”

เยี่ยเจียเหยาค้อนขวับใส่เขา “ไปหาฟืนมา”

เฮ่อเหลียนจิ่งก็รีบไปเก็บฟืนอย่างดีใจ การทำอาหารกลางป่า เขายังไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มากก่อน ต่อให้เขา พี่ใหญ่และพี่ฉุนอวี๋ออกไปล่าสัตว์ ก็มีพ่อครัวติดตามไปทำอาหารให้ ดังนั้นจึงรู้ว่าแปลกใหม่และน่าสนใจมาก

“นี่ เจ้าอย่าแบกต้นไม้กลับมาทั้งต้นล่ะ เอาแค่กิ่งไม้ก็พอแล้ว” เยี่ยเจียเหยาเกรงว่าเจ้าหนุ่มไม่รู้จักแยกแยะ จะตัดต้นไม้ข้างทาง จึงรีบสั่งไป

หลังจากใช้ดินห่อนกเรียบร้อยก็ยัดลงไปในหลุม เยี่ยเจียเหยาเริ่มติดไฟ นางใช้เตาไฟอยู่ที่เนินเฮยเฟิงเกือบหนึ่งเดือน  เยี่ยเจียเหยาในตอนนี้คุ้นเคยกับการใช้หินจุดไฟเป็นอย่างมาก ไม่นานก็จุดไฟติดขึ้นมา

เฮ่อเหลียนจิ่งมองจนรู้สึกทึ่งกับความแปลกใหม่ ทั้งยังนึกแปลกใจ “แค่นี้ก็ใช้ได้หรือ ห่อดินไว้แล้วยังใส่ลงไปในหลุมดินอีก ไม่สกปรกหรือไร”

เยี่ยเจียเหยาเอาใบไม้ที่เหลือกลบบนดินไว้ ในปากคาบหญ้าหางหมาจิ้งจอกไว้กิ่งหนึ่ง กล่าวว่า “ไม่รู้จักของอร่อยเสียแล้ว! อีกเดี๋ยวเจ้าอย่าน้ำลายไหลเชียว”

เฮ่อเหลียนจิ่งนั่งลงใกล้ๆนาง หัวเราะร่ากล่าวประจบว่า “เจ้าทำเป็นเยอะจริงๆ ก่อนหน้านี้ข้ายังนึกว่าพวกเราต้องไปขอข้าวกินเสียอีก”

เยี่ยเจียเหยาสติขาดผึง ลากเสียงยานกล่าวว่า “ใช่สิ นายท่านอย่างข้าหลายปีมานี้หนีขึ้นเหนือล่องใต้ หากไม่มีความสามารถบ้างจะรอดหรือ”

เฮ่อเหลียนจิ่งเบ้ปาก “เริ่มโม้อีกแล้ว”

“นี่ เสี่ยวจิ่งจิ่ง ครอบครัวทำอะไรหรือ เป็นขุนนาง หรือทำการค้า” เยี่ยเจียเหยาถาม

เฮ่อเหลียนจิ่งกล่าวในใจ บอกไปก็ทำเจ้าตกใจตาย จึงถ่อมเนื้อถ่อมตัวกล่าวว่า “เป็นขุนนางเล็กๆ แล้วก็มีการค้าเล็กๆ”

เยี่ยเจียเหยาไม่เชื่อ “สามารถสวมผ้าอวิ๋นสุ่ยปี้พับละหนึ่งร้อยกว่าตำลึงได้ ใช่คนที่เป็นขุนนางเล็กทำการค้าเล็กๆอย่างนั้นหรือ”

เฮ่อเหลียนจิ่งทำเป็นลีลา “ถึงจินหลิงเจ้าก็รู้เอง”

“ไม่อยากบอกก็ช่างเถอะ” อย่างไรเสียนางก็ไม่ได้พูดความจริง ถือว่าเท่าเทียมกัน

ย่างไปประมาณหนึ่งชั่วยาม เยี่ยเจียเหยาถือท่อนไม้เขี่ยเอาก้อนดินนั้นออก ดินด้านนอกถูกย่างจะแตกระแหง ใช้ไม้เคาะเบาๆก็แตกออก เห็นใบบัว กลิ่นหอมที่ถูกกักไว้ภายในพวยพุ่งออกมา

“โอ้ หอมมาก” เฮ่อเหลียนจิ่งกลืนน้ำลาย ยื่นมือออกไปหยิบ

“ระวังร้อน” เยี่ยนเจียเหยาปัดมือเขาออก ใช้มีดเล็กผ่าเอาขานกออกให้เขาอย่างระมัดระวัง “ชิมดู”

เฮ่อเหลียนจิ่งกัดลงไปหนึ่งคำ รู้สึกว่าเนื้อร่วน กลิ่นหอมสดชื่นของเนื้อที่ห่อในใบบัวนั้นมีเอกลักษณ์ดึงดูดคนนัก แม้ว่าจะปรุงด้วยเกลือ เครื่องเทศและพริกฮวาเจียวเพียงเล็กน้อย ทว่ายิ่งดึงให้รสชาติเดิมของเนื้อออกมา รสชาติโอชา เทียบกับแพะย่างของพ่อครัวที่บ้านเขาแล้วยังอร่อยกว่าเสียอีก

เป็นครั้งแรกเยี่ยเจียเหยาใช้วิธีดั้งเดิมในการทำนกขอทาน ทว่าวิธีการใช้ดินนี้แทบจะทำให้นกขอทานได้รสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะออกมา

ใช้ใบบัวและดินห่อไว้ทำให้ลดการระเหยตัวของน้ำ ทั้งป้องกันไม่ให้กลิ่นลอยหายไป ใช้เครื่องปรุงแบบง่ายๆ ข้อจำกัดเดียวก็คือการรักษารสชาติเดิมและน้ำของวัตถุดิบเอาไว้ เช่นนี้คำว่าหอมก็ใช้ได้แล้ว

“อร่อยมาก อร่อยจริงๆ ต้าเหยาเหยา เจ้าร้ายกาจนัก” เฮ่อเหลียนจิ่งกินไปก็เอ่ยชมไม่ขาดปาก

“เรียกข้าว่าพี่จิ่น คราวหน้าจะทำที่อร่อยกว่านี้ให้เจ้ากิน ไม่อย่างนั้นล่ะก็........หึๆ!” เยี่ยเจียเหยาแกว่งสิ่งที่เรียกว่านกขอทานในมือ ยิ้มพราวกล่าวขู่

ภายใต้ความเย้ายวนใจของอาหารสเลิศ เจ้าหนูจิ่งลบความคิดจะเอาคืนออกไป ยินยอมทำตัวเป็นเสี่ยวจิ่งจิ่งที่ว่านอนสอนง่าย

สองคนจัดการนกหนึ่งตัวทั้งว่องไวทั้งราบคาบราวกับพายุ รู้สึกยังไม่พอ

“ไม่เป็นไร ต่อไปทุกๆวันข้ายิงนกให้ได้หลายตัว ไม่ก็เป็นอย่างแทน” เฮ่อเหลียนจิ่งเช็ดปากกล่าวอย่างมั่นใจเต็มที่

เยี่ยเจียเหยาสงสัย “ข้าว่าเจ้ามันก็แมวตาบอดที่บังเอิญพบหนูตาย ยังจะพูดว่ายิงหลายๆตัวทุกๆวัน ข้าไม่คิดจะฝันหวานขนาดนี้หรอก”

เยี่ยเจียเหยาเก็บห่อสัมภาระแล้วเดินทางต่อ

“นี่ เจ้าเชื่อข้าสิ เมื่อก่อนข้ามีธนู ใช้หินปานั้นเพิ่งจะทำเป็นครั้งแรก แค่ไม่ชินมือเท่านั้น รอจนข้าคุ้นเคยแล้ว ปาทีนึงจับได้แล้ว” เฮ่อเหลียนจิ่งกลัวคนดูถูกมากที่สุด ตามไปอธิบายให้เยี่ยเจียเหยาฟัง

เยี่ยเจียเหยารำคาญมาก ปัดมือ “พอเถอะ พอแล้ว ถือว่าเจ้าร้ายกาจพอหรือยัง ข้าแค่เกรงว่าจะโอ้อวดเกินไป พูดเกินจริง แค่ช่วยเจ้าเก็บงำบ้าง เจ้าดันไม่รับน้ำใจเสียอย่างนั้น”

ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง เยี่ยเจียเหยาคำนวณว่าหนึ่งวันเดินทางไปได้มากเท่าไหร่ ท่าจะยังไม่ถึงยี่สิบลี้ ความเร็วระดับนี้ชาติไหนปีไหนจะไปถึงจี๋หนิงกัน

“ข้าเดินไม่ไหวแล้ว กระหายน้ำจะตายอยู่แล้ว” เฮ่อเหลียนจิ่งไม่เคยได้รับความลำบากเช่นนี้ เท้าเกิดตุ่มพอง นั่งอยู่ข้างทาง ถอดรองเท้าออกมานวดเท้าตนเอง

เยี่ยเจียเหยามองไปรอบๆ ด้าน บริเวณนี้เบื้องหน้าไม่มีหมู่บ้านด้านหลังก็ไม่มีร้างรวง แม้แต่ศาลาร้างยังไม่มี ไม่ใช่สถานที่หยุดพัก จึงกล่าวว่า “ว่าเจ้ามันไม่ทนต่อความลำบาก ยังไม่ยอมรับอีก ลุกขึ้นเร็วเข้า ข้าไม่อยากอยู่ค้างคืนกลางป่าเขานะ”

เฮ่อเหลียนจิ่งจ้องมองไปด้านหน้า นัยน์ตาฉายประกายตื่นเต้น  ไม่ได้ยินคำส่อเสียดของเยี่ยเจียเหยาแม้แต่น้อย

เยี่ยเจียเหยามองไปตามทิศทางที่เขามองอยู่ ที่แท้เป็นสวนแตงโม

สายตาทั้งสี่ข้างมองกันไปมา ทั้งสองเอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน “เจ้าไป...”


---

*เส้นทางเดินเรือสายจิ่งหัง เป็นเส้นทางเดินเรือที่ยาวที่สุดในยุคโบราณ โดยมีความยาประมาณ 1,797 กิโลเมตร เส้นทางเดินเรือนี้เริ่มจากทิศใต้คือเมืองหังโจวจนถึงเมืองปักกิ่ง

**ห้าจริยะสี่กริยา เป็นหลักปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางให้คนในประเทศชาติประพฤติปฎิบัติ โดยห้าจริยะได้แก่ สุภาพ มีมารยาท สะอาด เป็นระเบียบ และมีคุณธรรม ส่วนสี่กริยาคือ จิตใจดี วาจาไพเราะ กระทำดี และรักษาสิ่งแวดล้อม

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น