หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะ “นาง” ถูก “ลัก”พาตัวมาเป็นฮูหยินโจรโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่อง “รัก” วุ่นๆ จึงเกิดขึ้นด้วยเสน่ห์ปลายจวักของนาง

บทที่ 35 เจ้าต้องเชื่อฟังข้า

ชื่อตอน : บทที่ 35 เจ้าต้องเชื่อฟังข้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.9k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ส.ค. 2561 15:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 35 เจ้าต้องเชื่อฟังข้า
แบบอักษร

เมื่อคิดถึงเจ้าลาโง่ผู้นั้น เยี่ยเจียเหยาอดเศร้าขึ้นมาไม่ได้ บุรุษผู้นั้นแฝงตัวเป็นสายลับอยู่ครึ่งปี มาวันนี้สำเร็จการใหญ่ กลับไปถึงย่อมได้รับบำเหน็จรางวัลเลื่อนยศ เฮ้อ หากรู้แต่แรกว่าเขาคือซื่อจื่อ เป็นเศรษฐีสุดหล่อขนานแท้ นางคงตั้งใจสยบเค้าไว้ให้ได้  น่าเสียดายจริงๆ ต่อให้มีเงินพันตำลึงก็แก้ไขไม่ได้  ช่างเถอะ เรื่องผ่านไปแล้ว อย่าได้เอ่ยถึงอีกเลย

เยี่ยเจียเหยานำชุดของเจ้าหนุ่มเฮ่อเหลียนผึ่งไว้ที่พนักเก้าอี้ จากนั้นก็นอนลงข้างเฮ่อเหลียนจิ่ง

“ทำไมเจ้าถึงไม่ถอดชุด  เสื้อผ้าของเจ้าก็เปียกเช่นกัน” เฮ่อเหลียนจิ่งยื่นนิ้วออกไปจิ้มที่บ่าของเยี่ยเจียเหยา บริเวณนั้นมีคราบน้ำอยู่

“นอนของเจ้าไป อย่ายุ่งกับข้า” เยี่ยเจียเหยาปัดมือเขาออก หมุนตัวกลับไปนอน ในใจคิดว่า เจ้านี่ช่างวุ่นวายเสียจริง อย่าให้เขารู้ได้ว่านางเป็นผู้หญิงจะดีเสียกว่า

เฮ่อเหลียนจิ่งแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ด้านหลังของเยี่ยเจียเหยา เจ้าบ้า ดุร้ายนัก รอจนเจ้ารู้ฐานะของนายท่านอย่างข้าก่อน รับรองว่าเจ้าต้องคุกเข่าขอร้องนายน้อยอย่างข้า

เฮ้อ ออกจากบ้านครั้งนี้ไม่ราบรื่นเลย พี่ใหญ่มาปราบโจรที่ซานตง เดิมทีเขาอยากติดตามมาด้วย แต่ท่านแม่ไม่อนุญาต ไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะหลบออกมาได้ เพิ่งจะมาถึงเมื่อวาน กลับพบว่าพี่ใหญ่จัดการโจรร้ายได้และนำตัวกลับไปยังจินหลิงแล้ว เขาตามไปก็ไม่ทัน เขายังไม่คิดจะกลับไปเช่นนี้ ดังนั้นจึงมาเที่ยวจี้หนาน คิดไม่ถึงว่าวันแรกก็พบเรื่องโชคร้าย ทำเอาจนตรอกถึงเพียงนี้

เวลาปกติมีแต่พี่ใหญ่ดุเขาบ้างชั่วครั้งชั่วคราว คนอื่นๆ ไหนเลยจะกล้าระบายโทสะใส่เขา  วันนี้กลับถูกเจ้านี่ลากไปลากมา ด่าทอเหมือนเป็นลูกเป็นหลานมัน ทั้งยังทิ้งเขาไว้ให้เปียกฝนอยู่บนถนน มีชีวิตอยู่มาสิบหกปี มีเวลาไหนบ้างที่คับข้องใจได้ถึงเพียงนี้  ทั้งหมดล้วนแต่ถูกมันมอบให้ทั้งนั้น

ฉะนั้น นายน้อยอย่างข้าต้องอดทนเรื่องที่ผู้อื่นทนไม่ได้ รอจนถึงจินหลิงก่อน หึๆ คอยดูกันเถอะ

บุรุษข้างๆนอนกรนเสียงดังราวฟ้าผ่า เฮ่อเหลียนจิ่งอุดหูขยับกายมาทางเยี่ยเจียเหยา หัวอยู่ที่บ่าของนาง กลิ่นหอมอ่อนๆลอยเข้าจมูก ในอากาศที่ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็น กลิ่นหอมอ่อนๆนี้เป็นเสมือนอากาศบริสุทธิ์ ทำให้เขาสูดหายใจได้อย่างไม่ทรมานอีกต่อไปแล้ว

เฮ่อเหลียนจิ่งนอนชิดกับนาง ค่อยๆเข้าสู่ห้วงนิทราไปทั้งเช่นนี้

ฟ้าเพิ่งจะสาง คนในห้องพักก็ตื่นขึ้น เยี่ยเจียเหยาถูกเสียงดังปลุกขึ้นมา นางอยากจะขยับตัว แต่ขยับไม่ได้ ตัวเองกลับถูกเจ้าหนุ่มบางคนที่กำลังหลับสนิทกอดไว้

มารดามันเถอะ บังอาจแต๊ะอั๋งข้า เยี่ยเจียเหยาหยิกมือใหญ่ๆที่วางอยู่บนอกนางอย่างแรง

“โอ๊ย ตัวอะไรกัน แมลงอะไรกัดข้า” เฮ่อเหลียนจิ่งกำลังหลับสบาย ภายใต้ความเจ็บปวดนั้นเขาสะบัดผ้าห่มดีดตัวขึ้นมาร้องโวยวาย

เยี่ยเจียเหยาลุกขึ้นนั่ง กล่าวเนิบๆ “ตื่นได้แล้ว”

เฮ่อเหลียนจิ่งลูบมือของตน เห็นเพียงรอยแดงๆบนมือ .... “สรุปแล้วตัวอะไรกัดข้ากันแน่ถึงได้รุนแรงถึงเพียงนี้ ”

เยี่ยเจียเหยาโยนเสื้อผ้าของเขาไปให้ “เป็นบุรุษโตขนาดนี้เจอเรื่องเล็กแค่นี้ยังไม่เลิกบ่นอีก เจ้าไม่รำคาญหรือไร”

เฮ่อเหลียนจิ่งย่นจมูกอย่างน้อยใจ ท่านอ๋องน้อยอย่างเขาต้องมานอนอยู่ในที่โทรมๆนี่ ถูกแมลงอะไรก็ไม่รู้กัด ทั้งยังไม่อนุญาตให้เขาพิจารณาหรือบ่นสักคำ เจ้านี่อันธพาลนัก  ดุกว่าพี่ใหญ่เป็นไหนๆ

เมื่อออกจากที่พัก เยี่ยเจียเหยาจัดการเรื่องอาหารแห้งและของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน จ่ายเงินทั้งหมดไปไม่ถึงหกร้อยเหรียญทองแดง

เมื่อเดินผ่านร้านขายรองเท้า เยี่ยเจียเหยาเห็นประกาศว่าหนึ่งคู่สิบเหรียญทองแดง จึงลากเฮ่อเหลียนจิ่งเดินเข้าไป สั่งให้เขายกขาขึ้น หยิบรองเท้าผ้าคู่หนึ่งมาวัดเท้าเขา กล่าวกับคนขายว่า “เอาคู่นี้”

เฮ่อเหลียนจิ่งถือรองเท้าผ้าไว้ไม่ยอมเปลี่ยน “รองเท้าข้าสวมสบายอยู่แล้ว ทำไมต้องเปลี่ยน พื้นแข็งขนาดนี้ไม่ชิน”

เยี่ยเจียเหยากลุ้มจนไม่อยากพูดอะไร แม่เจ้าเถอะสวมชุดต่วนต๋า กางเกงก็ขาเต่อ เท้าสวมรองเท้าผ้าไหมสีเขียวนี่มันบ้าหรือไง  คนที่ไม่รู้จะหาว่ารองเท้าคู่นี้เขาขโมยมา

“เจ้าจะเปลี่ยนหรือไม่ ” เยี่ยเจียเหยาจ้อง นางคร้านจะถกเรื่องปัญหาการแต่งตัวกับเขา

เฮ่อเหลียนจิ่งกล้าโมโหแต่ไม่กล้าพูด รองเท้าของเขาสบายออกจะให้เปลี่ยนทำไม หรือทนไม่ได้ที่ผู้อื่นสวมรองเท้าดีกว่าเขา หรือว่าเป็นอย่างอื่น

“ข้าเปลี่ยน เปลี่ยนแล้วก็ได้  ดุได้ทั้งวันทั้งคืน ระวังจะมีเมียไม่ได้เถอะ” เฮ่อเหลียนจิ่งบ่นไปเปลี่ยนรองเท้าไป

เยี่ยเจียเหยาบ่นในใจ นายแม่อย่างข้าไม่ใช่ไป๋เหอ* จะหาเมียไปทำไม ข้าดุร้ายแล้วจะทำไมบุรุษหน้าเหม็นอย่างพวกเขาจะด่าว่าอะไรแม่นายอย่างข้าได้

เยี่ยเจียเหยาเก็บรองเท้าผ้าไหมของเขา “ไป ออกจากเมืองได้”

เฮ่อเหลียนจิ่งเดินไปไม่กี่ก้าว รู้ว่ารองเท้านี้พอดีสวมสบายมาก อารมณ์ดีขึ้นมา เขาเดินไปไม่กี่ก้าวก็ตามเยี่ยเจียเหยาได้ทัน

“เหยา...จิ่นเหยา”

เยี่ยเจียเหยาขมวดคิ้ว ชื่อของนางไม่เพราะนักหรือไร  ไฉนเวลาเขาเรียกถึงได้แปลกๆเช่นนี้

“เรียกพี่จิ่น ข้าคือพี่จิ่น ส่วนเจ้าคือน้องจิ่ง” เยี่ยเจียเหยาเอ่ย

เฮ่อเหลียนจิ่งย่นจมูก “เจ้ายังสูงไม่เท่าข้าเลย อีกอย่างอายุเจ้าก็ไม่ได้มากกว่าข้า อาศัยอะไรเจ้าถึงเป็นพี่แล้วข้าเป็นน้อง ”

เยี่ยเจียเหยาโบกมือ “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความสูงและอายุ ข้ามีความสามารถมากกว่าเจ้า เจ้าต้องเชื่อฟังเข้า”

เฮ่อเหลียนจิ่งแสดงความคิด “เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าเจ้ามีความสามารถมากกว่าข้า  เอาจริงๆ เจ้าแค่มีเงินมากกว่าข้าไม่กี่ตำลึงเท่านั้น”

เยี่ยเจียเหยาแสยะยิ้ม “เจ้าไม่เคยได้ยินหรือ  มีเงินนับเป็นพี่ ไม่ยอมหรือ ไม่ยินยอมเจ้าก็อย่าติดตามข้าสิ! ”

เฮ่อเหลียนจิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกๆ บอกให้ตัวเองสงบใจไว้ เย็นไว้

“ได้ เจ้าพูดเอง มีเงินนับเป็นพี่ ตอนนี้เจ้าเป็นพี่” เฮ่อเหลียนจิ่งคิดในใจ รอจนถึงจินหลิงเมื่อไหร่ ข้าก็เป็นพี่แล้ว

เยี่ยเจียเหยากลับไม่หลงกลเขา ยิ้มหวานมองเขา “เป็นพี่วันหนึ่ง นับเป็นพี่ชั่วชีวิต เสี่ยวจิ๋งจิ่ง เป็นคนต้องรู้จักรู้บุญคุณ อย่าได้คิดแต่จะยึดอำนาจ”

เฮ่อเหลียนจิ่งเกือบจะสำรอกเอาข้าวเช้าที่กินลงไปออกมา นี่มันอะไรกัน เสี่ยวจิ๋งจิ่ง  แม้แต่ท่านแม่ยังไม่เรียกเช่นนี้ น่าขยะแขยงจริงๆ

เมื่อออกจากเมือง สองคนมุ่งสู่ทางใต้ เวลากลางคืนก็พักแรมอยู่ตามวัดร้าง เฮ่อเหลียนจิ่งถูกยุงกัดจนบวมไปหมด เมื่อหันไปมองพี่จิ่น ผิวพรรณกลับยังขาวเป็นมันวาว แม้แต่รอยจุดแดงๆสักนิดก็ไม่มี เฮ่อเหลียนจิ่งปลอบตัวเอง เลือดของเขาสูงค่าและหายาก แม้แต่ยุงยังรู้จักดูสินค้าเลย

วันรุ่งขึ้นก็มาถึงตำบลซินอี๋

เยี่ยเจียเหยาประเมินตำบลเล็กๆ นี้อย่างแปลกใจ นี่คือสถานที่หัวหน้าใหญ่ตั้งใจจะบุกทลาย นอกจากคนเยอะไปหน่อย วุ่นวายไปนิด นางก็ยังไม่เห็นว่ามีอะไรพิเศษ

“ข้าเคยมาที่นี่แล้ว ลานกลางตำบลยังแขวนศพเอาไว้หลายศพ ได้ยินว่าเป็นพวกโจรเนินเฮยเฟิง” เฮ่อเหลียนจิ่งกล่าว ในที่สุดก็มีโอกาสแสดงว่าตนไม่ใช่คนไม่รู้เรื่องอะไรเลย

เยี่ยเจียเหยาตกใจ “จริงหรือ  พวกเราไปดูกัน”

ไม่แน่ว่าจะมีคนที่นางรู้จัก

เฮ่อเหลียนจิ่งรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เขาไม่กลัวหรือ  สภาพกลางลานชวนให้คนตกใจกลัวนัก

“ไปสิ! ” เยี่ยเจียเหยาเร่งเร้า

กลางลานมีเสาไม้ปักอยู่สิบกว่าต้น แต่ละต้นแขวนศพไว้หนึ่งศพ เยี่ยเจียเหยามองปราดเดียวก็จำได้ว่าศพที่แขวนไว้สูงที่สุดอยู่ตรงกลางนั่นคือ หัวหน้ารอง เซิ่งอู่

ชื่อเสียงของเซิ่งอู่ชั่วร้ายมาก ชาวบ้านโดยรอบล้วนโกรธแค้นเขา ทั้งเขายังเคยหลอกนาง เป็นคนชั่วอย่างแท้จริง ต่อให้ถูกแยกศพหรือระเบิดศพทิ้งก็เป็นกรรมตามสนอง ทว่ายามนี้เยี่ยเจียเหยากลับเกลียดแค้นไม่ลง กลับกัน นางยังรู้สึกเสียใจไม่น้อย ต่อให้หัวหน้ารองเลวแค่ไหน คืนนั้น ท่ามกลางลูกธนูกระหน่ำ เขากลับกางมือออกเข้าปกป้องนางเอาไว้ ส่วนตัวเองถูกยิงจนเป็นเม่น

“ทำไมเจ้าถึงตาแดงเล่า  ตกใจหรือ  บอกแล้วว่าอย่าดูเจ้าก็ยังจะดู” เฮ่อเหลียนจิ่งกล่าวกระทบกระเทียบ

เยี่ยเจียเหยาค้อนใส่เขา จากนั้นก็เดินจากไป นางไม่มีอารมณ์ต่อปากต่อคำกับเขา

ในใจกล่าวว่า ผ่านไปตั้งหลายวันแล้ว ยังประจานศพอีก นี่ต้องการจะเตือนคนหรือว่าจะแสดงชัยชนะของพวกเขากันแน่  คนในซินอี๋ทุกคนล้วนเป็นคนดีอย่างนั้นหรือ

“เฮ้อ วันนี้พวกเราจะกินดีสักหน่อยใช่หรือไม่ เมื่อวานกินหมั่นโถวทั้งวัน จืดชืดจะแย่แล้ว “ เฮ่อเหลียนจิ่งรีบตามไป

“กินๆๆ เจ้ารู้จักแต่กิน นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเจ้าก็ทนไม่ได้แล้ว ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้ไม่มีอะไรให้กินแล้ว ดูสิว่าเจ้าทำอะไรได้ ไม่รู้จักอดทน ไร้เหตุผล” เยี่ยเจียเหยาอารมณ์ไม่ดี จึงพูดจาอย่างไม่เกรงใจเช่นกัน

เฮ่อเหลียนจิ่งกล่าวท้วง “ขี้เหนียวก็ขี้เหนียวสิ! จะเอาเรื่องอื่นมาพูดทำไม ”

เยี่ยเจียเหยาไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแม้แต่วินาทีเดียว ซื้อของที่เหลือเสร็จก็รีบเดินทางต่อ

เฮ่อเหลียจิ่งยังไม่เลิกหงุดหงิด ซื้อเกลือไปทำไม  จิ้มหมั่วโถวกินหรือไร

ทั้งสองคนเพิ่งออกจากลาน ซย่าฉุนอวี๋และเฝิงเฉาหลินก็มาถึง

ซย่าฉุนอวี๋มองไปยันศพบนท่อนไม้ กล่าวว่า “เอาลงมาให้หมด!  อากาศร้อนแล้ว กลิ่นไม่ดี”

เฝิงเฉาหลินให้สัญญาณมือ ทันใดนั้นก็มีคนไปปลดเชือกลง

“คนที่เหลือของเนินเฮยเฟิงจัดการเรียบร้อยแล้วหรือไม่ ” ซย่าฉุนอวี๋ถาม

เฝิงเฉาหลินกล่าวว่า “คนที่ต้องการจะไป ล้วนปล่อยไปหมดแล้ว ส่วนคนที่จะอยู่ต่อก็จัดการให้ไปทำงานเรียบร้อย”

ซย่าฉุนอวี๋พยักหน้า “ครั้งนี้นับว่าซินอี๋เลือกได้ถูกต้อง ราชสำนักย่อมมีรางวัลให้ หวังว่าพี่เฝิงจะยกธงคุณธรรม ทำความดีต่อไป นำความสงบมายังบ้านเกิด วันหน้าตระกูลเฝิงของท่านย่อมกลายเป็นตระกูลใหญ่ มีลูกหลานที่ดี”

นี่ก็เป็นการเตือนเฝิงเฉาหลินว่าอย่าได้เดินตามรอยไป๋ฉงเยี่ย เฝิงเฉาหลินผู้นี้ไม่ดีไม่ร้าย หากไม่ให้คำสั่งสอนบ้าง ไม่แน่ว่าวันใดจะมีใจอยากเป็นใหญ่ขึ้นมา จะจัดการได้ยากกว่าไป๋ฉงเยี่ยอีก 

เฝิงเฉาหลินกล่าวอย่างจริงจังว่า “คำสั่งสอนของใต้เท้า ข้าน้อยจะจดจำไว้”

คนงานสองคนยกศพเน่าเปื่อยของเซิ่งอู่เดินผ่านหน้าซย่าฉุนอวี๋ไป ซย่าฉุนอวี๋คิดถึงเหยาเหยาที่ถูกเซิ่งอู่ลักพาตัวจึงได้ตาย ความแค้นประดังขึ้นมา กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “โยนมันทิ้งไปเป็นอาหารหมาป่าที่เนินลั่วจั้ง”

เรื่องนี่ผ่านไปหลายวันแล้ว เขายังคิดถึงนางอยู่เรื่อยๆ ภาพผุดขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อคิดถึงก็เสียใจ  บางทีอาจเป็นเพราะจะไม่ได้เจอกันอีกตลอดไป ไม่มีทางย้อนกลับไปได้แล้ว จึงรู้สึกเสียดาย บางทีอาจเพราะจะไม่มีคำว่าอาจจะอีกแล้ว ถึงได้รู้สึกเจ็บปวด

ซ่งซีวิ่งมา “ใต้เท้า ทุกอย่างจัดการเรียบร้อยแล้ว”

ตอนที่ซย่าฉุนอวี๋มองขึ้นมา เขาก็เก็บงำแววตาโศกเศร้าไปแล้ว กล่าวกับเฝิงเฉาหลินว่า “ต้องขออำลาแล้ว โอกาสหน้าพบกันใหม่”


เยี่ยเจียเหยาซื้อพริกฮวาเจียวขวดหนึ่ง แล้วยังสนใจหม้อดินด้านบน ในใจเฮ่อเหลียนจิ่งรู้สึกสิ้นหวัง หรือว่าอีกหน่อยจะต้องหมั่นโถวจิ้มเกลือ หมั่นโถวไส้พริกฮวาเจียว

ด้านหลังมีเสียงฝีเท้าม้า เฮ่อเหลียนจิ่งหันกลับไปดู พบบุรุษองอาจเหนือคนธรรมดาขี่ม้าสีขาวตัวเขื่องผ่านกายเขาไป

หืม

นั่นมิใช่ซย่าฉุนอวี๋ซื่อจื่อของจิ้งอันโหวหรอกหรือ

---

*ไป๋เหอ(百合) แปลว่าดอกลิลลี่ ในภาษาญี่ปุ่น คำว่าดอกลิลลี่นั้นอ่านว่า “ยูริ” ซึ่งหมายถึงหญิงรักหญิงได้เช่นกัน ดังนั้นไป๋เหอหรือดอกลิลลี่จึงถือเป็นสัญลักษณ์ของหญิงที่รักผู้หญิงด้วยกันเอง

ความคิดเห็น