หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เพราะ “นาง” ถูก “ลัก”พาตัวมาเป็นฮูหยินโจรโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่อง “รัก” วุ่นๆ จึงเกิดขึ้นด้วยเสน่ห์ปลายจวักของนาง

บทที่ 33 เงินหาย

ชื่อตอน : บทที่ 33 เงินหาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.2k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ส.ค. 2561 15:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 33 เงินหาย
แบบอักษร

“นายเรือ บนเกาะมีร้านผ้าไหมหรือว่าร้านตัดเสื้อผ้าหรือไม่” คุณชายผู้สูงส่งถาม

นายเรือตอบ “ร้านพวกนั้นไม่มี แต่บนเรือมีผู้ใจบุญจัดตั้งสถานีช่วยเหลือไว้ ตามปกติเวลามีคนล่องบึงแล้วตกน้ำ ก็สามารถไปเปลี่ยนชุดได้ที่นั่น”

หลังจากเรือเทียบท่า คุณชายผู้สูงส่งก็พุ่งตัวไปยังสถานีช่วยเหลือที่นายเรือบอก เยี่ยเจียเหยาเดินส่ายอาดๆตามเขาไป แผนการกินอาหารรสเลิศของนางขึ้นอยู่กับเขาแล้ว ตัวนางต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเสียหน่อย

ผ่านไปชั่วเวลาหนึ่งก้านธูป คุณชายผู้สูงส่งเปลี่ยนชุดชาวบ้านแสนธรรมดา ร่างนั้นสวมชุดต่าต้วน*สีเหลืองเข้ม เพราะว่าขาของเขายาวเกิน กางเกงสั้นไปกว่าคืบจึงกลายเป็นกางเกงขาเต่อ ภาพลักษณ์ดูน่าขบขัน เยี่ยเจียเหยาเห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะขำออกมา

คุณชายผู้สูงส่งรู้สึกรังเกียจอย่างถึงที่สุด กล่าวด้วยความกลัดกลุ้มว่า “สถานีช่วยเหลือบ้าบออะไร เสื้อผ้าเส็งเครงชุดนี้ต้องจ่ายถึงสองตำลึง”

เยี่ยเจียเหยามีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น กล่าวว่า “ใครใช้ให้ท่านสวมชุดหรูหรากันเล่า ไม่ปอกลอกเงินจากคนมีเงินเช่นท่านจะให้ไปเอากับใคร”

มาถึงตอนนี้คิดถึงชุดตัวเองราคาหนึ่งร้อยเหรียญทองแดง ถูกมาก จึงรู้สึกใจสงบขึ้นมาก

“ล้วนเป็นเพราะเจ้า หากมิใช่เจ้าทำเสื้อผ้าข้าขาด ข้าจะต้องมาใส่ชุดพรรค์นี้หรือ” คุณชายผู้สูงส่งคาดโทษ คนเลี้ยงม้าบ้านเขายังแต่งตัวดีกว่านี้เสียอีก

เยี่ยเจียเหยาย่นจมูกกล่าวว่า “เจ้าเป็นชายชาตรีไฉนถึงได้คิดเล็กคิดน้อยเยี่ยงนี้ เรื่องขี้ปะติ๋วพูดไปพูดมาอยู่ได้ ไม่รำคาญหรือไร”

“พวกคุณชายอย่างเจ้าเย่อหยิ่ง จอมปลอม ทั้งยังถูกตามใจจนเหลิง เรื่องเล็กๆทำเป็นเหมือนฟ้าจะถล่มลงมา หากวันใดคนที่บ้านไม่ช่วยเหลือแล้ว ดูสิว่าเจ้าจะทำอย่างไร” เยี่ยเจียเหยาสั่งสอนอย่างวางมาด ถึงเจ้าบุรุษหนุ่มนี่จะสูงกว่านางมากนัก ทว่าใบหน้ายังไม่โตเต็มที่ หนวดยังไม่ขึ้นดี อายุต้องน้อยกว่านางแน่นอน นางวางท่าเป็นพี่สาวออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

“ชายชาตรีต้องรู้จักยืดหยุ่น สวมผ้าธรรมดาจะเป็นไรไป  จะตายหรืออย่างไร  ใต้หล้านี้ยังมีคนอีกมาก ที่แม้แต่ผ้ายังไม่มีให้ใส่ ทั้งบ้านมีแค่กางเกงตัวเดียว ข้างบนก็มีแต่สายรัดเอว ทั้งยังต้องรอ เทียบกับพวกเขาแล้ว เจ้าโชคดีไม่น้อยแล้ว อย่าได้พิรี้พิไรนักเลย”

เป็นครั้งแรกที่คุณชายผู้สูงส่งได้ยินเรื่องราวเช่นนี้ เขารู้สึกคาดไม่ถึงอยู่บ้าง “ครอบครัวหนึ่งมีกางเกงตัวเดียว จะใส่อย่างไรกัน”

เยี่ยเจียเหยาขมวดคิ้วกล่าว “ใส่อย่างไร  คนที่ต้องออกจากบ้านใส่น่ะสิ คนที่ไม่ได้ใส่ก็หลบอยู่ในบ้าน”

“เจ้าพูดปดแน่ๆ” คุณชายผู้สูงส่งคิดภาพสภาพชีวิตเช่นนั้นไม่ออกอย่างสิ้นเชิง

เยี่ยเจียเหยาดูถูกว่า “นั่นก็เพราะว่าที่ที่เจ้าเคยไปมีน้อย ไม่รู้จักโลกภายนอก สิ่งที่เจ้าไม่เคยเห็นไม่ได้หมายความว่าไม่มี”

ดวงตาหงส์งดงามของคุณชายผู้สูงส่งหรี่ลง กล่าวอย่าไม่ยิมยอมว่า “พูดอย่างกับเจ้ารู้จักโลกมานัก ดูจากอายุแล้วก็ไม่ต่างจากข้าเท่าใด จะรู้อะไรมาก”

เยี่ยเจียเหยาเบ้ปาก “สิ่งของล้ำค่าในตระกูลมั่งคั่งย่อมรู้จักน้อยกว่าเจ้า แต่เรื่องของคนยากจน ข้าย่อมเข้าใจมากกว่าเจ้าแน่”

สองคนพูดคุยกันไปจนถึงศาลาแปดเหลี่ยมหลังหนึ่ง ภายในตกแต่งอย่างประณีต เยี่ยเจียเหยาเงยหน้ามองขึ้นไปด้านบนเขียนคำว่า “ศาลาลี่ซย่า” ความรู้สึกถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้นมา ครั้งนั้นตู้ฝูร่วมงานเลี้ยงฉลองกับผู้ว่าราชการเป่ยไห่หลีหย่ง และทิ้งบทกลอนโบราณประโยคหนึ่งไว้

ศาลากลางบึงน้ำ ยอดคนเต็มจี้หนาน แต่ไม่รู้ว่าในห้วงเวลานี้มีตู้ฝูหรือไม่

ทอดสายตาออกไปจากศาลาเป็นทิวทัศน์อีกอย่างหนึ่ง บึงน้ำกว้างขวาง ใบบัวแน่นขนัด ห้อมล้อมไปด้วยต้นหลิ่วเขียวขจี ภาพของบึงต้าหมิงทั้งหมดปรากฏในคลองจักษุ

“ทิวทัศน์ที่นี่สวยยิ่งนัก ไม่ด้อยไปกว่าแม่น้ำฉินไหวเลย” สุดท้ายคุณชายผู้สูงส่งก็เลิกกังวลเรื่องเสื้อผ้า กล่าวชื่นชมความงาม นับว่าขุนเขาแม่น้ำสามารถขจัดความกลัดกลุ้มในใจคนได้จริงๆ ทำให้จิตใจปลอดโปร่ง

“ท่านเป็นคนจินหลิงหรือ” เยี่ยเจียเหยาถาม

คุณชายผู้สูงส่งเลิกคิ้ว “เจ้ารู้จักแม่น้ำฉินไหวด้วย?”

เยี่ยเจียเหยากล่าว “ข้ายังเคยไปอีกด้วย!”

แต่ทว่าเป็นอีกห้วงเวลาหนึ่ง พันปีหลังจากนี้

“เจ้ายังไปที่ใดมาอีกบ้าง” คุณชายผู้สูงส่งถามเนิบๆ

“เยอะแยะ ทั้งเหนือจรดใต้” เยี่ยเจียเหยาตอบ

คุณชายผู้สูงส่งส่งเสียงฮึ “เจ้าอายุเท่าไหร่กันเชียว  ไปเหนือจรดใต้ ขี้โม้จริงๆ”

เยี่ยเจียเหยาเอ่ยเคืองๆว่า “ไม่เชื่อก็ไม่ต้องเชื่อ”

คนเขายังเคยไปต่างประเทศมาด้วย แผ่นดินใหญ่อีกฝั่งหนึ่ง พูดออกมาทำให้เจ้าตกใจไปเปล่าๆ

“น้ำแกงเม็ดบัวเชื่อมจ้า เม็ดบัวหวานหอมอร่อม ถ้วยละห้าเหรียญทองแดง ดื่มแล้วสดชื่นชุ่มคอจ้า” ไม่ไกลออกไปมาเสียงขายของดังมา

เยี่ยเจียเหยาอารมณ์ดี น้ำแกงเม็ดบัวเชื่อมนับเป็นหนึ่งในอาหารรสเลิศของบึงนี้ เม็ดบัวที่เติบโตในที่นี้มีขนาดกลมใหญ่ เนื้อแน่น สีขาวกรุบกรอบ อร่อยมาก

“ไปๆ บอกว่าจะเลี้ยงข้าวข้า พวกเราไปกินน้ำแกงเม็ดบัวเชื่อมกัน” เยี่ยเจียเหยาดึงคุณชายผู้สูงส่งออกจากศาลาลี่ซย่า

เจอแผงขายน้ำแกงเม็ดบัวเชื่อมริมทาง  เยี่ยเจียเหยากล่าวว่า “ท่านป้า เอาน้ำแกงเม็ดบัวเชื่อมสองถ้วย”

ท่านป้ายิ้มแย้มตักเม็ดบัวเต็มถ้วยสองชาม

คุณชายผู้สูงส่งถือชามเอาไว้ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ หรือจะให้ยืนกินอยู่ริมทางเช่นนี้?

“รีบกินสิ นี่รสชาติดีมาก เม็ดบัวนี่มีแค่เม็ดบัวจวนจินหัวเมืองอู่อี้ถึงจะเทียบได้เท่านั้น ไปที่อื่นหาไม่ได้แล้ว” เยี่ยเจียเหยาลงมือกินแล้ว เม็ดบัวในปากเนื้อและรสชาติดีมาก เมื่อกัดลงไปส่งกลิ่นหอม ไม่เสียชื่อเลยจริงๆ

แม้ว่าจะเป็นน้ำแกงเม็ดบัวเชื่อมธรรมดาๆ ถ้วยหนึ่ง ทว่าหากจะทำให้ดี ก็มีขั้นตอนเช่นกัน เม็ดบัวแห้งๆเหลืองๆในตลาด ต่อให้เอามาทำก็ไม่อาจได้รสชาติที่ล้ำเลิศออกมา ต้องเลือกเม็ดบัวชั้นดี เอาดีบัวออก แช่น้ำไว้หนึ่งคืน จึงเติมน้ำตาลกรวด เห็ดหูหนูขาว เก๋ากี้ลงไป ใช้ไฟอ่อนค่อยๆเคี่ยว จนกระทั่งเนื้อร่วนถึงจะอร่อย

คุณชายผู้สูงส่งเห็นเขากินอย่างออกรสออกชาติ กลืนน้ำลายอย่าลืมตัว เขาชิมคำเล็กๆ หวานแต่ไม่เลี่ยน รสชาติสดชื่นชุ่มคอ ยิ่งรู้สึกกระหายอยู่พอดีรู้สึกว่าอร่อยมากเป็นพิเศษ ไม่ด้อยไปกว่าพ่อครัวในวังอ๋องเลย 

เยี่ยเจียเหยาเห็นเขากินคำเล็กๆ ทีละคำเหมือนสตรี กล่าวว่า “ที่นี่ไม่มีใครรู้จักเจ้า มัวแต่วางท่าไปทำไม เลียนแบบข้าสิ ดื่มลงไปคำโตๆ ถึงจะสะใจ”

คุณชายผู้สูงส่งมองซ้ายมองขวา ไม่มีคนสนใจเขาจริงๆ จึงดื่มลงคำใหญ่

สดชื่น! สะใจจริงๆ!

“ไม่เลวเลยทีเดียว” คุณชายผู้สูงส่งหัวเราะเอ่ย เผยให้เห็นรอยลักยิ้มบุ๋มชัดเจนสองข้าง

เยี่ยเจียเหยามองแล้วชะงักไป แม่เจ้า บุรุษมีลักยิ้มนี่ ยิ้มแล้วกระชากวิญญาณชะมัด

ไม่นานสองคนก็จัดการเม็ดบัวจนเรียบ

เยี่ยเจียเหยาวางชามลง เช็ดปาก “เจ้าจ่ายเงิน”

คุณชายผู้สูงส่งล้วงหาถุงเงิน ทันทีที่ล้วงลงไปก็ชะงัก หาซ้าย หาขวา หาข้างบน หาข้างล่าง  

เยี่ยเจียเหยาลูบอก รู้สึกลางสังหรณ์ไม่ดี

 “เป็นไรไป”

คุณชายผู้สูงส่งสีหน้าแตกตื่น “ถุงเงินข้าไม่มีแล้ว ก่อนหน้านี้ยังอยู่”

“หา?!”

“หรือเมื่อครู่เปลี่ยนชุดลืมเอาถุงเงินมา”

เยี่ยเจียเหยาขมวดคิ้วครุ่นคิด “อาจจะเป็นไปได้”

“นี่ พวกเจ้ากินน้ำแกงเม็ดบัวเชื่อมของข้าแล้วรีบจ่ายเงินสิ อย่ากินเปล่า ยายแก่อย่างข้าทำการค้าเล็กๆน้อยๆเท่านั้น” ป้าขายน้ำแกงเม็ดบัวเชื่อมเห็นพวกเขาทำถุงเงินหาย กลัวจะไม่จ่ายเงิน จึงเร่งเร้า

คุณชายผู้สูงส่งกล่าวอย่างเกรงใจว่า “เจ้าออกไปก่อน เดี๋ยวพบถุงเงินแล้วค่อยคืนเจ้า”

เยี่ยเจียเหยาคิดในใจ “ถุงเงินหายยังจะหาคืนมาได้อีกหรือ  นางไม่เคยพบเจอเรื่องดีเช่นนี้มาก่อน โชคร้ายจริง เดิมคิดจะหาคนเลี้ยง ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นนางต้องควักเงิน ถุงเงินที่น่าสงสารของข้า แบนลงอีกแล้ว

แม้ว่าจะไม่ค่อยยินยอม แต่เยี่ยเจียเหยาก็ยังจ่ายเงินออกไปสิบเหรียญทองแดง

สองคนเดินกลับไปยังสถานีช่วยเหลือ คุณชายผู้สูงส่งถามคนในร้านว่า “เสื้อผ้าที่ข้าทิ้งไปก่อนหน้านี่เล่า”

“ไม่รู้ เจ้าไปค้นในกองเสื้อผ้าเก่าดูเอง” คนในสถานีชี้ไปที่ตะกร้าด้วยท่าทีเย็นชา

คราวนี้คุณชายผู้สูงส่งไม่รังเกียจว่าสกปรกหรือเลอะเทอะอีก ก้มตัวลงรื้อตะกร้า

เยี่ยเจียเหยายืนกอดอกมาจากโต๊ะรับแขก คาดว่าเขาคงจะหาไม่พบ ตอนที่เขาซื้อเสื้อผ้าชุดนี้นางเห็นถุงเงินของเขา ภายในมีเงินทองทั้งยังมีตั๋วแลกเงิน คลังสมบัตินี้ใครเก็บได้ย่อมยินดีปรีดานัก ยังจะคืนเจ้าอีกหรือ  เจ้าเป็นลุงเหลยเฟิง**ย้อนเวลามาหรือไง

คุณชายผู้สูงส่งรื้อตะกร้าจนเกลี้ยงก็ไม่พบเสื้อผ้าชุดเดิมของเขา

“ไหนว่าทิ้งไว้ที่นี่หมดมิใช่หรือ  ไฉนถึงไม่มี” คุณชายผู้สูงส่ง

คนงานตอบ “ข้าจะรู้ได้อย่างไร คนมาเข้าๆออกๆมาในร้ายต่างก็มาหาเสื้อผ้ากันทั้งนั้น เสื้อผ้าชุดนั้นของท่านชำรุดแล้ว อาจจะมีคนเอาไปแล้วก็ได้

เยี่ยเจียเหยาสังเกตสีหน้าของคนงาน เห็นเขาท่าทีสงบ สีหน้าราบเรียบ เป็นนัยว่าเจ้าไม่อาจกล่าวหาว่าผู้อื่นเอาถุงเงินไป

“เช่นนั้นเจ้าเห็นถุงเงินของข้าหรือไม่ บางทีตอนเปลี่ยนชุดอาจหล่นอยู่ในร้านเจ้า” คุณชายผู้สูงส่งยังไม่ถอดใจ

คนงานกล่าวไม่พอใจว่า “เจ้าหมายความว่าอย่างไร  พวกเราริบถุงเงินของเจ้าไปหรือ ที่นี่เป็นสถานีช่วยเหลือ ทำแต่ความดีเท่านั้น พวกเรายังจะเอาถุงเงินของเจ้าไปทำไม”

“ข้าแค่ถามดูไม่ได้หรือ  เจ้าจะขึ้นเสียงอะไร  มีหน้าว่าทำแต่ความดี เสื้อผ้าเน่าๆนี่จ่ายถึงห้าร้อยเหรียญทองแดง ข้าดูแล้วพวกเจ้าน่าจะเป็นซ่องโจรมากกว่า ตั้งใจขูดรีดชัดๆ” คุณชายผู้สูงส่งตะคอกกลับไป

“อะไรนะ  เจ้าว่าพวกเราเป็นซ่องโจรรึ” คนงานม้วนแขนเสื้อ ตะโกนเรียกเสียงดัง “พี่น้องทั้งหลาย มีคนมาหาเรื่อง”

เวลานั้นคนงานหลายคนเลิกผ้าม่านออกมาจากด้านหลังร้าน แต่ละคนกำหมัดแน่น ท่าทางดุร้ายเอาเรื่อง “ใครกัน ใครมาหาเรื่อง”

เยี่ยเจียเหยาเห็นสถานการณ์ไม่ดี ออกมากล่าวว่า “ทุกท่านอย่าได้ใจร้อน น้องชายคนนี้ของข้าเมื่อครู่เปลี่ยนชุดแล้วหาถุงเงินไม่พบ ร้อนใจจึงกลับมาถามหา เขายังไม่ได้ว่าอะไรเลย แค่ถามว่าพวกท่านเห็นหรือไม่ ก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ พวกท่านไม่เห็นก็ไม่เห็น ไม่จำเป็นต้องกล่าวหาว่ามีคนมาหาเรื่อง  เดิมทีพวกท่านก็สร้างแต่คุณประโยชน์อยู่แล้ว ทำเช่นนี้ กลับดูเหมือนพวกร้อนตัว พี่ชายท่านนี้ ข้าว่าท่านโมโหเกินไปแล้ว ปกป้องชื่อเสียงร้านย่อมสำคัญ แต่ว่าวิธีการไม่ถูกต้อง ทำเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการป้ายสีเจ้าของร้านท่านหรือ  “

คนงานคนนั้นหน้าแดงก่ำ ชี้มาที่คุณชายผู้สูงส่งกล่าวว่า “เขาพูดเองว่าพวกเราเป็นซ่องโจร”

เยี่ยเจียเหยากล่าว “เขาพูดเช่นนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน  ข้าอยู่ด้านข้างฟังอย่างชัดเจน พวกท่านอาศัยคนมากรุมคนน้อยสิ!ท่านรู้หรือไม่ว่าเขาคือใคร  หากพูดออกมาพวกเจ้าจะตกใจจนฉี่ราด”

เยี่ยเจียเหยาฉวยโอกาสที่พวกเขากำลังเสียสมาธิดึงคุณชายผู้สูงส่งไปพลางกล่าวว่า “ไป พวกเราไม่ต้องไปสนใจพวกนี้ เงินหายก็หายไป ไม่เห็นมีอะไรสักหน่อย”

คุณชายผู้สูงส่งถูกนางลากออกมา ทันทีที่ออกมาจากร้านก็แกะมือนางออก “เจ้าขวางข้าทำไมกัน  พวกลูกกระจอกเช่นนั้นทำไรข้าได้  นายท่านอย่างข้าปล่อยไปหมัดเดียวพวกนั้นก็ลืมมารดาของตนแล้ว”

เยี่ยเจียเหยาถลึงตาจ้อง ด่าว่า “เจ้าไร้สมองหรือไร คนฉลาดไม่ยอมเสียเปรียบเข้าใจหรือไม่  อีกอย่าง เจ้ามีหลักฐานว่าถุงเงินอยู่ในร้านหรือไม่  หากพังร้านแล้วยังหาถุงเงินไม่พบ ต่อให้เจ้ามีเหตุผลก็กลายเป็นไร้เหตุผลแล้ว”


---

*ชุดต่าต้วน ชุดของผู้ยากไร้สมัยราชวงศ์ฮั่น

**เหลยเฟิง (雷锋) หนึ่งในทหารสังกัดกองทัพปลดแอกประชาชนของสาธารณรัฐประชาชนจีน สมัครเข้าเป็นทหารพลาธิการในกองทัพปลดแอกประชาชนตั้งแต่อายุ 20 ปี และประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ด้วยวัยเพียง 21 ปี ทำให้ต่อมาเขาจึงกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการเสียสละ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น