หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เพราะ “นาง” ถูก “ลัก”พาตัวมาเป็นฮูหยินโจรโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่อง “รัก” วุ่นๆ จึงเกิดขึ้นด้วยเสน่ห์ปลายจวักของนาง

บทที่ 29 ไร้เหตุผลสักนิดจะได้หรือไม่

ชื่อตอน : บทที่ 29 ไร้เหตุผลสักนิดจะได้หรือไม่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.1k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2561 15:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 29 ไร้เหตุผลสักนิดจะได้หรือไม่
แบบอักษร

การต่อสู้ดำเนินไปจนถึงฟ้าสว่างจึงได้จบลง ทหารเป็นฝ่ายชนะ หัวหน้าใหญ่ที่หนีออกมาจากเส้นทางลับถูกดักอยู่ที่ปากทางออก เขาถูกจับตัว ส่วนหัวหน้ารองนั้นไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน

ไป๋ฉงเยี่ยหลุดรอดไปได้ กลุ่มโจรที่สวามิภักดิ์มีถึงหนึ่งพันกว่าคน ส่วนที่เหลือยอมหักแต่ไม่ยอมจำนนก็ถูกประหารจนหมด เนินเฮยเฟิงที่มีชื่อเสียงฟอนเฟะแตกระแหง ไม่อาจกลับมาฟื้นคืนได้อีก

แต่ทว่า ไร้ร่องรอยของเยี่ยเจียเหยา

ซ่งชีนำพี่น้องทั้งหลายค้นศพหาก็หาไม่พบ เหยาเหยาเหมือนกลายเป็นอากาศหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ ซย่าฉุนอวี๋กลับไม่ดีใจเลยแม้แต่น้อย หาเหยาเหยาไม่พบ ในใจโหวงเหวง เขารู้สึกไม่ดีเลยสักนิด

ซ่งชีกล่าวว่า “จับหลีเถี่ยคนสนิทของหัวหน้ารองได้ มันบอกว่าก่อนจะเกิดเรื่อง อาซ้อ... คุณหนูเยี่ยถูกหัวหน้ารองจับตัวไปขังไว้ในห้องเล็กๆในห้องประชุม แต่ว่าตอนที่ข้ารีบติดตามไปนั้น ภายในห้องเหลือแต่เชือกเท่านั้น บนเชือกยังเหลือรอยเลือดเอาไว้ หน้าต่างเปิดออก คุณหนูเยี่ยคงจะหนีออกไปทางหน้าต่างอย่างแน่นอน”

ซย่าฉุนอวี๋ได้ยินคำว่ารอยเลือดสองคำ หัวใจพลันเกร็งแน่นขึ้นมา หัวหน้ารองรู้ว่าเหยาเหยาแอบฟังจึงจับนางไว้เป็นแน่ นี่เป็นแผนชั่วของไป๋ฉงเยี่ยที่แม้แต่เขายังเกือบจะหลงกล แล้วนับประสาอะไรกับเหยาเหยา

 “มีพวกโจรที่ถูกจับไว้ในห้องประชุมเล่าว่าคุณหนูเยี่ยบอกเขาว่าที่ห้องประชุมมีเส้นทางลับ พวกเขาจึงหนีมายังที่นี่”

 “จากนั้น ก็ไม่มีข่าวของคุณหนูเยี่ยแล้ว” ซ่งชีลดเสียงเบาลงเนื่องจากเห็นสีหน้าอึมครึมของซื่อจื่อ

“ซื่อจื่อ ด้านนอกมีป้าแซ่เจียงผู้หนึ่งของเข้าพบ” องค์รักษ์นายหนึ่งเข้ามารายงาน

ป้าเจียง? ซย่าฉุนอวี๋รีบกล่าวว่า “เรียกนางเข้ามา”

เมื่อคืนป้าเจียงหนีไปได้ก็วุ่นอยู่กับการดูแลอาการบาดเจ็บของป้าจ้าว รอจนนางพาป้าจ้าวไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วจึงรีบมาหาหัวหน้าสามเพื่อสอบถามข่าวคราวของฮูหยินสาม แต่นางไม่รู้ว่าหัวหน้าสามอยู่ที่ไหน ถามทหารตั้งหลายคน พวกทหารล้วนไม่สนใจนาง นางจึงต้องไปหาตาแก่ ทว่าตาแก่พาพวกทหารไล่ตามหัวหน้าใหญ่ในเส้นทางลับ ดังนั้นจึงล่าช้ามาจนถึงยามนี้เพิ่งจะหาหัวหน้าสามพบ

“หัวหน้าสาม” ในที่สุดก็พบหัวหน้าสามแล้ว ป้าเจียงตื่นเต้นอย่างไร้สาเหตุ

ซ่งชียิ้มกล่าวว่า “ป้าเจียง ควรเรียกว่าซื่อจื่อแล้ว”

“ใช่ๆ ข้าพลั้งปากไป.... ขอซื่อจื่ออย่าได้ถือสา” ป้าเจียงยิ้มเจื่อน

ซย่าฉุนอวี๋มิได้ใส่ใจ “ป้าเจียง เจ้าพบเหยาเหยาหรือไม่”

ป้าเจียงประหลาดใจ “ซื่อจื่อยังไม่พบฮูหยินสามเช่นนั้นหรือ เช่นนั้นก็แย่แล้ว”

ซย่าฉุนอวี๋หนักใจ “หมายความว่าอย่างไร”

ป้าเจียงเล่าเรื่องที่เมื่อคืนอย่างละเอียดหนึ่งรอบ นางและป้าจ้าวพบหัวหน้ารองเกือบถูกหัวหน้ารองฆ่าตาย จากนั้นเยี่ยเจียเหยาก็ปรากฏตัวช่วยพวกนางเอาไว้ ส่วนตัวนางถูกจับเป็นตัวประกัน

 “ข้าและป้าจ้าวตามหาตัวซื่อจื่อตามทิศทางที่ฮูหยินสามบอก เสียดายที่หาท่านไม่พบ กลับเจอทหารหลายนาย ข้าบอกพวกเขาว่า หัวหน้ารองของค่ายโจรอยู่ด้านโน้น ตอนนั้นพวกเขาติดตามไป ข้าหลงคิดว่าฮูหยินสามได้รับการช่วยเหลือแล้ว เพราะฮูหยินสามต้องการช่วยข้า ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ถูกหัวหน้ารองลักพาตัวไป เป็นข้าที่ทำร้ายนาง” ป้าเจียงคิดถึงความดีของเยี่ยเจียเหยา อดไม่ได้ร้องไห้ออกมา

หัวคิ้วซย่าฉุนอวี๋ขมวดแน่นเป็นรอยย่น “เหยาเหยาบอกว่านางเห็นข้า ทั้งยังชี้ทางให้เจ้ามายังที่ที่ข้าอยู่รึ”

ป้าเจียงพยักหน้า

“นางชี้ไปทางใดกัน” ซย่าฉุนอวี๋ถาม

ป้าเจียงสะอื้นไห้กล่าว “ลานฝึกยุทธเจ้าค่ะ”

ซย่าฉุนอวี๋กับซ่งชีมองหน้ากัน เมื่อคืนเขาไล่ตามหัวหน้ารองเซิ่งอู่ไปจนถึงลานฝึกยุทธจริงๆ ภายหลังเมื่อรู้ว่าแท้จริงแล้วคนผู้นั้นมิใช่เซิ่งอู่ก็เลยปลีกตัวจากมา เหยาเหยารู้ได้อย่างไรกัน หรือว่านางเห็นเขาจริงๆ เมื่อใดกัน ในเมื่อเห็นเขาแล้วทำไมถึงไม่เรียกเขา หรือนางฉวยโอกาสช่วงโกลาหลหนีไปเองแล้ว?

“จริงสิ ข้านึกออกแล้ว ฮูหยินสามยังกล่าวอีกว่า ท่านคือซื่อจื่อ ไม่ต้องการนางแล้ว” ตอนนั้นป้าเจียงกลัวมากจึงไม่ได้ฟังอย่างละเอียด

หึ! เขาเคยพูดอย่างนั้นเมื่อไหร่กัน ช่างแปลกจริงๆ

ซ่งซีฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ กล่าวอย่างลังเลว่า “ซื่อจื่อ บางทีตอนนั้นคุณหนูเยี่ยอาจจะอยู่ใกล้ๆเรือนเล็ก”

ยามนั้นเหมือนว่าซื่อจื่อจะเอ่ยถึงเรื่องแสดงละคร

ซย่าฉุนอวี๋หน้าคร่ำเครียด หรือเวลานั้น แต่นางเป็นคนหน้าหนามาตลอดมิใช่หรือ เปลี่ยนมาเป็นคนรู้จักข้อบกพร่องของตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่

ซ่งชีรู้สึกเห็นใจซื่อจื่อ ซื่อจื่อก็แค่ปากแข็ง ทั้งที่ในใจห่วงใยอาซ้อแท้ๆ

 “ฉุนอวี๋...” บุรุษหล่อเหลาสวมมงกุฎหยกและชุดหรูหราเดินเข้ามา

“ท่านอ๋อง” ซย่าฉุนอวี๋โน้มกายคารวะ

เฮ่อเหลียนเป็นท่านอ๋องเพียงหนึ่งเดียวที่ใช้แซ่ต่างจากตระกูลจ้าวแห่งเปียนถัง เฮ่อเหลียนเซวียนเป็นอัจฉริยะผู้โดดเด่นของตระกูลอ๋องเฮ่อเหลียน เมื่ออ๋องผู้เฒ่าเฮ่อเหลียนด่วนจากไป เฮ่อเหลียนเซวียนในวัยเยาว์จึงขึ้นมาสืบทอดตำแหน่งแทน เขากับเฮ่อเหลียนเซวียนคบหากัน ครั้งนี้สองคนร่วมมือกันโดยคนหนึ่งอยู่ในที่แจ้งอีกคนอยู่ในที่ลับ ทลายเนินแฮยเฟิงที่ขัดกับกฎหมายแผ่นดินฉีหลู่มานับสิบปี ได้รับความชอบใหญ่หลวง

 “มีคนพบศพของหัวหน้ารองเซิ่งอู่แล้ว” เฮ่อเหลียนเซวียนเอ่ย

 “ที่ใดกัน” ซย่าฉุนอวี๋ตะลึง เซิ่งอู่ตายแล้ว แล้วเหยาเหยาเล่า

“พบด้านนอก ถูกธนูยิงจนกลายเป็นเม่น ตอนนั้นทหารไม่รู้ว่าเป็นเซิ่งอู่จึงไม่ได้สนใจ ตอนที่เก็บกวาดถึงได้พบขอรับ”

ซย่าฉุนอวี๋สาวเท้าเดินออกไป ซ่งชีและป้าเจียงก็ตามออกไป

ภายในสวนมีศพอยู่หนึ่งศพ ด้านหลังนั้นมีธนูนับสิบดอกปักอยู่ ซย่าฉุนอวี๋เดินเข้าไปตรวจสอบ

“เป็นเซิ่งอู่จริงๆ พบศพที่ไหน” ซย่าฉุนอวี๋หนักใจ

นายทหารตอบ “พบที่หน้าผาข้างบึงเยียนเสียขอรับ”

“ใครเป็นคนยิงธนู รีบเรียกคนผู้นั้นออกมา!” ซย่าฉุนอวี๋แทบจะตะคอกออกมา ในใจของเขามีลางสังหรณ์ไม่ดี เมื่อคืนสถานการณ์วุ่นวายมาก ท้องฟ้าก็มืดสนิท ตอนนั้นหากเหยาเหยาอยู่กับเซิ่งอู่เกรงว่าจะเคราะห์ร้ายมากกว่าเคราะห์ดี

ทหารผู้นั้นยืดอกตั้งตัวตรง เชยคางขึ้นมาเล็กน้อย สายตาฉายแววภาคภูมิใจออกมา กล่าวเสียงดังว่า

“เรียนซื่อจื่อ ข้าน้อยเป็นผู้ฆ่าเองขอรับ”

ยามนั้นยังไม่รู้ว่าที่ถูกยิงตายเป็นหัวหน้ารองของเนินเฮยเฟิง มิฉะนั้นก็เอาศพกลับมาก่อนแล้ว นี่นับว่าเป็นความชอบใหญ่หลวง

ซย่าฉุนอวี๋จ้องเขานิ่ง “ยามนั้นไม่มีคนอยู่กับเซิ่งอู่หรือ”

นายทหารผู้นั้นยังไม่ทันสังเกตว่าภัยใกล้จะมาถึงตัว ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า“เหมือนจะมีสตรีนางหนึ่งด้วยขอรับ”

ซย่าฉุนอวี๋แทบจะหยุดหายใจ เขาขยับพ่นคำพูดออกมาสองคำอย่างยากลำบาก “แล้วคนเล่า”

ในที่สุดนายทหารผู้นั้นถึงได้รู้สึกว่าซื่อจื่อสีหน้าไม่ดี สายตาโหดเหี้ยมราวกับจะกินคนได้ ชั่ววินาทีนั้นไม่รู้ว่าควรจะตอบว่าอะไร

เฮ่อเหลียนเซวียนกล่าวว่า “ซื่อจื่อถาม ยังไม่รีบตอบอีก”

“เหมือนว่า...จะตกหน้าผาไปแล้วขอรับ”

ซย่าฉุนอวี๋กระชากคอเสื้อของเขา ยกคนขึ้นมาทั้งร่าง “เจ้าพูดว่าอะไรนะ”

นายทหารตอบอย่างเกรงกลัวว่า “ตอนนั้นมืดมาก ข้าน้อยเห็นพวกเขาจะหนี จึงสั่งให้ยิงธนู ส่วนสตรีนางนั้นถูกยิงหรือไม่ไม่แน่ใจ รอจนคนของพวกเราเข้าไป สตรีนางนั้นก็ไม่พบแล้ว ข้าน้อยเพียงคาดเดาเท่านั้น ไม่เห็นนางตกลงไปด้วยตาของตนเอง”

ซย่าฉุนอวี๋นิ่งไป  ริมหน้าผาที่สถานการณ์วุ่นวายถึงขั้นนั้น แม้แต่เซิ่งอู่ยังถูกยิงพรุนเป็นเม่น เหยาเหยาจะรอดหรือ แม้แต่ศพก็ไม่ทิ้งเอาไว้ คนทั้งคนหายไปเช่นนี้ ไม่กี่วันก่อนหน้านางยังกัดจมูกบีบคั้นให้เขาสาบานว่าจะไม่ทอดทิ้งนาง คืนก่อนยังถูกนางนอนหลับฝันเตะไปหนึ่งที เมื่อคืนนางยังใช้ให้ซ่งชีมาส่งหมั่นโถวให้เขา ภาพทุกฉากผลัดกันฉายเข้ามาในสมองเขาราวกับโคมโจ่วหม่า*

รอยยิ้มเบิกบานราวบุปผาของนาง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ รอยยิ้มสะใจ รอยยิ้มเสแสร้ง ท่าทางน่าสงสาร ท่าทางเชื่อฟัง นางแสร้งร้องไห้พลางขมวดคิ้วมองเขา ทุกอารมณ์ความรู้สึกของนางเหมือนถูกสลักเอาไว้ในสมองของเขาได้อย่างชัดเจน เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตนเองจะจดจำได้แม่นยำถึงขนาดนี้

เฮ่อเหลียนเซวียนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อเห็นการตอบสนองของซย่าฉุนอวี๋ ก็คาดเดาได้ไม่ยาก ท่าทางสตรีผู้นั้นจะเป็นคนที่ฉุนอวี๋ใส่ใจ

“ซื่อจื่อ....” ซ่งชีเสียใจมาก ทุกอย่างจบลงแล้ว อาซ้อที่เขายังเรียกหาไม่ถึงหนึ่งเดือนเต็มผู้นี้ คุณหนูเยี่ยที่ทำอาหารอร่อยๆให้เขากินทุกวัน นางไม่อยู่เสียแล้ว

ป้าเจียงก็นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะร้องไห้เสียงดังเหมือนเด็กออกมา “ฮูหยินสาม เป็นข้าที่ทำร้ายท่าน”

เฮ่อเหลียนเซวียนขมวดคิ้ว ฮูหยินสาม? ภรรยาของฉุนอวี๋รึ

เยี่ยเจียเหยาที่ไร้เรี่ยวแรงพยายามใช้แรงเฮือกสุดท้ายตะกายขึ้นมาบนฝั่ง นอนแผ่อยู่บนพื้นหญ้า นางลุกไม่ขึ้นอีกแล้ว

แม่เจ้า หากไม่ใช่เพราะนางว่ายน้ำเก่ง ว่ายบ้างลอยบ้าง ก็คงจะจมน้ำในบึงตายไปแล้ว

นอนไปได้สักพัก เสื้อผ้าเปียกชื้นบนกายเกือบถูกแสงแดดเผาจนแห้ง สายลมเบาเป่าพัดจนแห้งแล้ว เยี่ยเจียเหยาถึงค่อยมีกำลังขึ้นมา ยกมือขึ้นลูบอก ยังดีที่เงินเก็บของนางยังอยู่

นางออกแรงลุกขึ้นมานั่ง มองไปทั่วสี่ทิศ ไม่ไกลนั้นเป็นป่าผืนหนึ่ง เมื่อคืนนางว่ายน้ำมุ่งสู่ทิศเหนือมาโดยตลอด หากไม่ผิดทิศล่ะก็ นางในตอนนี้นางจะออกจากอาณาเขตเนินเฮยเฟิงมาแล้ว หากขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ ก็จะถึงจวนที่จี้หนาน

หลังจากที่แผนหลบหนีของนางประสบความสำเร็จ สถานที่แรกที่จะไปคือจวนที่จี้หนาน นางต้องไปสืบสถานการณ์ที่ตระกูลเว่ยดูเสียหน่อย

นางยืนอยู่ริมบึง มองไปยังกลุ่มเขาสูงตระหง่านเหล่านั้นเป็นครั้งสุดท้าย ลาก่อน เนินเฮยเฟิง

ฉุนอวี๋ ซื่อจื่อ ในเมื่อพวกเราแสดงเป็นสามีภรรยาปลอมๆอย่างจำใจ ท่านก็น่ารังเกียจยิ่งนัก แต่อย่างไรเสียอีกหน่อยพวกเราก็คงไม่พบกันอีกแล้ว ดังนั้นไม่ว่าเลวหรือดี ก็ลืมไปเสียเถอะ! คิดเสียว่าเป็นเพียงฝันตื่นหนึ่ง

ยังมีป้าเจียง ป้าจ้าว คนที่ดีต่อนางยามอยู่ในค่ายทุกๆคน หวังว่าพวกเจ้าจะปลอดภัยไร้เรื่องราว นับจากนี้ไปมีชีวิตที่สุขสงบ

เมื่อการล่ำลาจบ เยี่ยเจียเหยาจัดแจงเสื้อผ้าและผมเผ้าของตนเรียบร้อย นางมุ่งหน้าไปยังป่าทิศเหนือโดยไม่หันหลังกลับไปมองอีก

ยามที่เยี่ยเจียเหยามองมายังเนินเฮยเฟิงนั้น ซย่าฉุนอวี๋ยืนนิ่งสงบอยู่ริมบึงเยียนเสีย หวนคิดถึงใครบางคน

คนที่จู่ๆ ก็โผล่เข้ามาในชีวิตของเขา ถูกเขาเข้าใจผิดว่าเป็นสตรีที่เป็นสายสืบให้กับไป๋ฉงเยี่ย ดังนั้นเขาจึงไม่มีท่าทีที่ดีต่อนาง ดุด่านางอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็จงใจแกล้งนาง ด้วยเหตุนี้ตอนนี้เขาถึงได้รู้สึกผิดและเสียใจ

นางก็เป็นคนน่าสงสารผู้หนึ่งไม่ใช่หรือ อยู่บ้านถูกแม่เลี้ยงเอาเปรียบ แต่งงานก็ถูกโจรลักพาตัว กลายมาเป็นสตรีของเขาอย่างงุนงง บัดนี้ทิ้งร่างอยู่ใต้หน้าผา ศพก็ยังหาไม่พบ

เหยาเหยา

ในใจของเขาเรียกร้องชื่อนี้อยู่เงียบๆ นางเคยร้องขอให้เขาเรียกชื่อนางเช่นนี้หลายครั้ง เขานั้นไม่เคยเรียกแม้แต่ครั้งเดียว หากไม่ใช่เรียกนี่ก็นางสตรีผู้นี้

เหยาเหยา

ข้าพูดเช่นนี้มิใช่ไม่สนใจเจ้า เหตุใดเจ้าถึงไม่ไร้เหตุผลแบบเมื่อก่อนสักนิด ดุร้ายอีกสักหน่อย ทำไมเจ้าถึงไม่กระโดดออกมาชี้หน้าข้าบอกว่า นี่ ฉุนหลีว์ ข้าเป็นผู้หญิงของเจ้าแล้ว อย่าได้คิดจะทอดทิ้งข้าเชียว

ซย่าฉุนอวี๋นวดตาของตน มองไปยังท้องน้ำในบึงที่ไร้ขอบเขต กล่าวเบาๆว่า “เหยาเหยา ต้าเป่าเอ้อเป่าข้าพาไปแล้ว ข้าจะดูแลพวกมันแทนเจ้า หากมีโอกาส ข้าจะกลับมาหาเจ้า”



---

*โคมโจว่หม่า เป็นโคมไฟกระดาษชนิดหนึ่งที่วาดลวดลายเอาไว้ อาศัยความร้อนทำให้ภาพกระดาษหมุนไปเรื่อยๆ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น