greenmeat

ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ ขอให้สนุกค่ะ รักทุกคน

ตอนที่ 18 : ศัตรูหัวใจ

ชื่อตอน : ตอนที่ 18 : ศัตรูหัวใจ

คำค้น : y yaoi ภรรยาที่ดี สายกาม เฮียเหวินน้องหลิว

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 24k

ความคิดเห็น : 131

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ส.ค. 2561 23:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 18 : ศัตรูหัวใจ
แบบอักษร


ตอนที่ 18 : ศัตรูหัวใจ


ชีวิตการทำงานของหวังหย่งเหวินผ่านไปวันแล้ววันเล่า มันมีรูปแบบชัดเจน ช่างน่าเบื่อ จำเจ ขาดสีสันตั้งแต่ลืมตาตื่นจนกระทั่งหลับตานอน ถึงกระนั้นเขาก็ยังทำหน้าที่ในฐานะผู้บริหารเต็มที่ กิจการโรงแรมต้าจี๋ฉายในช่วงเดือนที่ผ่านมาถ้าพล็อตกราฟออกมานั้นจะเป็นลูกศรพุ่งขึ้นไปทางขวา และคงจะเติบโตขึ้นอีกเป็นเท่าตัวก่อนสิ้นสุดไตรมาสที่กำลังจะมาถึง ทั้งนี้คงเป็นเพราะการร่วมมือกับบริษัท  RJ คอร์เปอเรชั่น บริษัทเจ้าของเว็บไซต์จองโรงแรมชื่อดัง ผู้ถือหุ้นต่างก็เห็นด้วยที่จะให้โรงแรมต้าจี๋ฉายไปปรากฎบนแคมเปญโปรโมทการท่องเที่ยวประเทศจีน มันจะทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ 

รุ่ยจินเว่ยเป็นเจ้าของบริษัทที่มีความสามารถ เขาทำงานรวดเร็ว มีวิสัยทัศน์ ดังนั้นหลังจากจบงานเลี้ยงต้อนรับภรรยาของหวังหย่งเหวินชายหนุ่มก็รีบติดต่อมาทันที พวกเขาตกลงนัดคุยกันที่ภัตราคารหรูแห่งหนึ่ง 

“สวัสดีครับคุณหวัง”

“สวัสดีครับคุณรุ่ย”

จับมือทักทายกันพอเป็นพิธีก่อนจะนั่งลงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกัน สถานที่สำหรับพูดคุยวันนี้เป็นภัตราคารชื่อดังที่ต้องใช้เวลาจองคิวหลายสัปดาห์ มันตกแต่งสไตล์โบราณผสมความโมเดิร์น คนที่ไม่ได้มีฐานะอาจจะรู้สึกตื่นตาตื่นใจ แต่ไม่ใช่สำหรับผู้บริหารเช่นเขาที่ต้องพบปะคู่ค้าอยู่บ่อยครั้ง

หลังจากสั่งอาหารเรียบร้อยรุ่ยจินเว่ยก็เริ่มนำเสนอแผนการแคมเปญที่เขาวางเอาไว้ผ่านแท็บเล็ต มีรูปภาพประกอบดูอลังการ ระยะเวลาการดำเนินการ งบประมาณ รวมถึงผลตอบแทนที่คุ้มค่า รายละเอียดทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและแนวคิดที่บริษัทมี หวังหย่งเหวินค่อนข้างพึงพอใจ กับบริษัทแรกที่เขาเคยตกลงจะเซ็นสัญญาด้วยแล้วมีปัญหา  RJ คอร์เปอร์เรชั่นก็ดูจะเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวนัก

“ผมดีใจที่เรากำลังจะได้ทำธุรกิจร่วมกัน” รุ่ยจินเว่ยดูโล่งใจที่เห็นเขาบอกว่าจะนำเรื่องนี้เข้าประชุม เพราะหากคนในตำแหน่งใหญ่โตเช่นเขารับปากแล้ว โอกาสที่จะได้ร่วมงานกันนั้นมีมากกว่า 90 เปอร์เซนต์ 

นักธุรกิจหนุ่มทั้งสองนั่งรับประทานอาหารต่อ อาหารสชาติดีจนทำให้หวังหย่งเหวินนึกถึงใครบางคนที่ช่วงนี้ไม่ได้เห็นหน้า

กลางวันแบบนี้เสี่ยวหลิวกำลังทานอะไรอยู่นะ ?  คุณหนูแบบนั้นออกไปอยู่คอนโดคนเดียว อาหารการกินเทียนฉีจะช่วยดูแลให้หรือไม่ ภัตตาคารล่ะ ถ้าไม่ได้อยู่ย่านสำคัญก็แทบจะไม่มีหรอก ไม่ใช่กลายเป็นว่าต้องซื้อจากร้านสะดวกซื้อหรือข้างถนนมาหรือ ของพวกนั้นไม่มีประโยชน์แถมยังสกปรกอีกด้วย

ดวงตาคมจดจ้องจานอาหารตรงหน้า ซึมซับรสชาติเลิศเลอระดับมิชลินและการตกแต่งภาชนะอย่างพิถีพิถัน พึงพอใจจนคิดว่าถ้าเสี่ยวหลิวได้มาลิ้มลองด้วยกันคงจะดีไม่น้อย น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้ทั้งที่มีโอกาสมากมายแต่เขากลับไม่เคยคว้าเอาไว้…


‘เฮียเหวิน หลิวถามตารางจากเทียนฉีมา เขาบอกว่าเย็นนี้เฮียไม่มีนัดแล้ว ถ้ายังไงเรา…’

‘ฉันไม่ว่าง’

‘แต่หลิวถามเทียนฉีแล้ว’ 

‘ฉันมีเอกสารที่ต้องอ่าน ถ้าอยากทานก็ออกไปเอง’

‘...’

‘ถ้าไม่มีธุระก็ออกไปได้แล้ว’

‘ครับ...’


หัวใจของชายหนุ่มเจ็บแปลบขึ้นมาเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ทำไมตอนนั้นเขาถึงทำตัวไม่มีเยื่อใยได้ขนาดนั้นนะ

“วันนี้คุณเสี่ยวหลิวไม่ว่างเหรอครับ”

หวังหย่งเหวินที่กำลังตกอยู่ในห้วงความคิดเงยหน้าขึ้นมองต้นเสียง เขาเห็นรุ่ยจินเว่ยยิ้มอยู่ อีกฝ่ายกล่าวต่อว่า “ตอนงานเลี้ยงที่ผมคุยกับคุณหวังน่ะครับ ผมยังไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับภรรยาคุณเลย” 

ยังจำตอนที่ชายหนุ่มตอบตกลงได้ เขาตั้งตารอคอยที่จะได้เจอกับเด็กหนุ่มเจ้าของผมสีบลอนด์ขาว ใบหน้าหวานนั่นยังติดตรึงใจไม่หาย หวังเสี่ยวหลิวคนนั้น แม้จะแต่งงานกับคนตรงหน้าแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้ดึงดูดใจยิ่งนัก 

เหมือนหวังหย่งเหวินจะจำได้แล้ว... เขาตอบกลับไปด้วยใบหน้าเรียบเฉย

“ต้องขอโทษด้วยนะครับ แต่ว่าตอนนี้ภรรยาของผมเขาเพิ่งจะมาอยู่ปักกิ่งได้ไม่นาน เลยอยากจะไปเที่ยวสถานที่สำคัญต่าง ๆ  ตอนนี้เองก็กำลังอยู่ที่เมืองอื่น” 

เป็นคำโกหก พวกเขากำลังแยกกันอยู่ต่างหาก น่าจะสักประมาณสองอาทิตย์กว่าแล้ว พอคิดถึงตรงนี้คนเป็นสามีก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมา

เพราะพักนี้เองมีแต่คนถามถึงเสี่ยวหลิว บอร์ดบริหาร ผู้จัดการ พนักงาน ทุกคนนึกว่าเด็กหนุ่มยังคงอาศัยอยู่กับเขาที่ห้องสวีทชั้น 68 เพิ่งจะมาถึงปักกิ่งในฐานะภรรยาท่านผู้บริหารก็อยากจะมาทำความรู้จักเพิ่มเติมสักหน่อย หวังหย่งเหวินจะทำอะไรได้นอกจากบอกปัดไป อ้างว่าไม่สบายบ้างล่ะ หรือว่าวันนี้ออกไปซื้อของบ้างล่ะ จนพวกเขาเหล่านั้นล้มเลิกไปเอง

“อา น่าเสียดายจังนะครับ” 

แววตาของรุ่ยจินเว่ยแสดงออกถึงความผิดหวัง และถ้าไม่คิดมากจนเกินไป...ดูเหมือนมันจะมีความรู้สึกบางอย่างปะปนอยู่ด้วย  

“หวังว่าครั้งหน้าผมจะมีโอกาสได้เจอกับเขา” ชายหนุ่มยิ้ม พูดทิ้งไว้แค่นั้นแล้วก้มหน้าจัดการมื้ออาหารต่อ 

ผิดกลับหวังหย่งเหวินที่ขมวดคิ้วแน่นด้วยความไม่สบายใจ  

ไม่รู้ว่าเพราะอะไรกัน แต่แค่ได้ยินคำพูดนั้นฉับพลันถึงได้รู้สึกร้อนใจขึ้นมา ท่าทีของรุ่ยจินเว่ยที่ดูเสียดายหรือเพราะคำพูดที่เหมือนจะอยากพบกับเสี่ยวหลิวของเขาให้ได้อีกครั้ง

ไม่มีทางหรอก 

ถ้าขนาดเขาที่เป็นสามียังไม่สามารถพบหน้าภรรยาตัวเองได้ ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่ควรจะได้พบเช่นกัน 

หึ ดังนั้นเรื่องที่คนตรงหน้าคาดหวังจะได้เจอภรรยาของเขาน่ะ มันควรจะจบลงแค่ตรงนี้ดีกว่า 

แต่หวังหย่งเหวินคิดผิด ภายหลังจากการเจรจากันแล้ว ยังมีอีกหลายครั้งที่เขาต้องมาพบกับประธานไฟแรงผู้นี้ และทุกครั้งเขาก็ได้แต่ความหงุดหงิดกลับไปหลักจากที่อีกฝ่ายมักจะถามถึงคนตัวเล็กแบบอ้อม ๆ  ทำอย่างกับว่าเขาจะไม่เอะใจสักนิด ถึงพักหลังมานี้ไม่รู้ว่าเกรงใจหรืออะไรไม่ทราบในที่สุดก็ไม่ได้เอ่ยถามออกมาแล้ว แต่แววตานั่น...หวังหย่งเหวินยังคงเห็นมันแสดงถึงความผิดหวังออกมาอย่างชัดเจน

พวกเขามาคุยธุรกิจด้วยกัน กับภรรยาของเขาเจอในงานเลี้ยงแค่ครั้งเดียวแท้ ๆ ทำไมถึงได้ดูอยากพบมากขนาดนั้น ?

พอเห็นท่าทางชวนเข้าใจผิดบ่อยเข้าจากความสงสัยเคลือบแคลงในใจก็เริ่มจะมั่นใจอะไรบางอย่าง จากที่วิเคราะห์ดูแล้วมันทำให้หวังหย่งเหวินคิดเป็นอื่นไม่ได้เลยจริง ๆ  นอกจากว่ารุ่ยจินเว่ยกำลังสนใจในตัวเสี่ยวหลิว ภรรยาของเขา

แถมยังสนใจอย่างออกนอกหน้าเลยล่ะ…



เจ้าของเรือนผมสีบลอนด์ขาวก้าวขึ้นมาจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ในอ้อมแขนเล็กมีถุงกระดาษหลายใบ แผ่นโฟมใหญ่พ้นศีรษะทำให้เจ้าตัวมองทางข้างหน้าไม่ค่อยจะชัดนัก ฝีเท้าไม่ค่อยมั่นคงพยายามที่จะก้าวไปตามทางอย่างสม่ำเสมอ ไปยังทิศทางของคอนโดที่อาศัยอยู่มานานเกือบสามเดือนแล้ว     

เสี่ยวหลิวชอบคอนโดของเขา เมื่อนึกถึงมันทีไรใบหน้าเล็กก็มักจะแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม มันเป็นสถานที่ที่เงียบสงบ แม้ห้องจะเล็กไปหน่อยแต่เขาก็ภูมิใจที่ได้ใช้ชีวิตกับมันมาจนถึงตอนนี้ จากห้องที่ไร้ชีวิตชีวาเงียบเหงาในตอนแรก ตอนนี้มีของที่จำเป็นครบครัน ครัวขนาดเล็กเองก็มีอุปกรณ์เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะมาก และถึงแม้จะมีเพื่อนช้างห้องที่เอ่ยชวนเขาออกไปทานข้าวด้วยกันบ่อยครั้ง แต่เสี่ยวหลิวก็ยังโปรดปรานที่จะทำอาหารทานเองมากกว่า 

ชีวิตของเขาสงบขึ้นมาก และเสี่ยวหลิวคาดหวังว่ามันจะเป็นแบบนี้ไปจนครบหนึ่งปีที่สัญญากับทางตระกูลหวังไว้

ใช่ เขาคาดหวัง ความสงบทางจิตใจแบบนี้แหละคือสิ่งที่เขาต้องการ ไม่มีเรื่องปวดหัวหรือเจ็บปวดหัวใจอีกแล้ว ชีวิตเขามีแต่ดีขึ้นและดีขึ้น มีความสุขมากถึงขนาดที่ต้องร้องเพลงทุกจังหวะการก้าวเดิน

ถ้าตอนนี้มีคนเข้ามาถามเขาว่าหวังหย่งเหวินคือใครเหรอ ? 

เสี่ยวหลิวก็จะตอบว่า ‘ผมเองก็จำไม่ได้แล้วเหมือนกันครับ’

ใบหน้าชื้นเหงื่อเล็กน้อยจากอากาศและน้ำหนักที่แบกอยู่ จังหวะนั้นเองที่ก้มหน้าใช้ไหล่ตัวเองเช็ดข้างแก้ม เสี่ยวหลิวดันชนเข้ากับใครบางคนที่เดินสวนมาอย่างจัง

“อ๊ะ ! ” เด็กหนุ่มหงายหลัง ถุงในมือเกือบหล่นลงพื้น โชคดีที่ชายคนนั้นช่วยจับเขาเอาไว้ได้ทัน เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

“เป็นอะไรรึเปล่าครับ”

“ผม ผมไม่เป็นไร ต้องขอโทษด้วยนะครับ” รีบก้มหัวให้ หัวใจเขาเต้นรัว เกือบไปแล้วไหมล่ะเมื่อกี้ 

“คุณ...เสี่ยวหลิว ? ” 

เสี่ยวหลิวชะงัก รีบเงยหน้ามองคนเรียกชื่อตัวเองทันที เดี๋ยวสิ นี่เรารู้จักกันด้วยเหรอ เสี่ยวหลิวคิดว่าเขาไม่เคยเห็นชายตรงหน้ามาก่อน เจ้าของเสียงทุ้มนุ่ม ใบหน้าหล่อเหลาดูดี ใส่ชุดสูทเนี้ยบ มือข้างหนึ่งถือกระเป๋าเอกสารไว้ นักธุรกิจงั้นเหรอ  

“เอ่อ คุณ...”  

“แย่จริง ผมลืมแนะนำตัวเองไปเลย” อีกฝ่ายก้มหัวให้เล็กน้อย ดูประหม่าไม่ต่างจากเขา “ผมรุ่ยจินเว่ย ประธานบริษัท RJ คอร์ปอเรชั่นครับ”

เสี่ยวหลิวรีบค้นชื่อที่ได้ยินในหัวทันที แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก อีกฝ่ายบอกว่าเป็นประธานบริษัทด้วยบางทีอาจจะเคยเจอในงานเลี้ยงต้อนรับเมื่อครั้งตอนมาปักกิ่ง แขกในงานมีครึ่งร้อยเขาจำไม่หมดหรอกนะ ท่าทีเคร่งเครียดนั้นทำให้รุ่ยจินเว่ยอดอมยิ้มไม่ได้

“ผมเป็นเพื่อนของเจิ้งตงมู่ เพื่อนของสามีคุณอีกทีน่ะครับ ผมไปงานเลี้ยงต้อนรับคุณมา แต่ว่าตอนนั้นยังไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักเลย ไม่แปลกที่คุณจะจำผมไม่ได้”

เสี่ยวหลิวค่อย ๆ ยิ้มกว้าง “งั้นเหรอครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณรุ่ย” โล่งใจไปทีที่เขาไม่ได้เสียมารยาทอะไร

“คุณรุ่ยครับ ? ” เสี่ยวหลิวเรียกชายหนุ่มที่นิ่งค้างไป 

“ค-ครับ”  รุ่ยจินเว่ยเพิ่งตื่นจากภวังค์ รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ใจของเขายังเต้นไม่หายกับรอยยิ้มสดใสเมื่อครู่ พระเจ้า...   

“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณรุ่ย” กล่าวอีกรอบเผื่อว่าเมื่อกี้จะไม่ได้ยิน เสี่ยวหลิวยิ้มอย่างเป็นมิตร

รุ่ยจินเว่ยได้แต่ภาวนาให้คนตรงหน้าหยุดยิ้มเสียทีก่อนที่ตัวเขาจะทนไม่ไหว ทำไมหวังเสี่ยวหลิวถึงได้น่ารักขนาดนี้นะ

และตอนนั้นเองดูเหมือนว่าประธานหนุ่มจะสังเกตถึงอะไรบางอย่าง เขามองไปรอบ ๆ  เห็นเสี่ยวหลิวเดินถือของอยู่คนเดียวก็เลยอดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้

“คุณมาทำอะไรแถวนี้คนเดียวเหรอครับ” 

เป็นคำถามที่ทำให้เสี่ยวหลิวต้องกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก แย่แล้วสิ เขาเองก็ไม่คิดว่าจะเจอคนที่รู้จักตัวเองที่นี่ บนท้องถนนธรรมดาแห่งนี้

“แล้วคุณหวังล่ะครับ” รุ่ยจินเว่ยยังคงทำตัวเป็นคนช่างสงสัย เสี่ยวหลิวที่นึกอะไรไม่ออกจึงเลือกที่จะตอบคำถามแรกแทน

“ผมเพิ่งจะเดินมาจากสถานีรถไฟใต้ดินน่ะครับ พอดีว่าไปซื้อพวกอุปกรณ์ทำงานมา” 

เขาเปิดเรียนมาได้สักสองสัปดาห์แล้ว โพรเฟสเซอร์ที่ลงเรียนในคลาสออนไลน์บอกว่าให้ลองใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอแผนผังการบริหาร เสี่ยวหลิวไม่ใช่คนที่มีความสามารถในการถ่ายคลิปแล้วนำมาตัดต่อ เขาตั้งใจว่าจะทำแผนผังอธิบายเป็นโมเดลขนาดใหญ่สามมิติ มีพวกตัวการ์ตูนที่เป็น pop-up ตั้งกล้องอัดแล้วก็ส่งไฟล์วิดีโอไปให้แทน

อีกฝ่ายพยักหน้ารับรู้ “แต่ว่าระยะทางจากที่นี่ไปต้าจี๋ฉายไกลมาก มันอยู่กันคนละเมืองเลย อย่างนี้คุณควรจะมีผู้ช่วยสักคนในเรื่องการเดินทางนะครับ”  

แค่ได้ยินชื่อโรงแรมที่ใครคนนั้นเป็นเจ้าของก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาแล้ว และเพราะท่าทางแปลก ๆ แบบนั้นรุ่ยจินเว่ยถึงยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ เสี่ยวหลิวอึกอักไม่รู้จะตอบยังไง สุดท้ายจึงถอนหายใจ เอาเป็นว่าเขาคงต้องโกหกคนตรงหน้าเพื่อประโยชน์ส่วนตัวล่ะนะ

“ตอนนี้ผมไม่ได้พักอยู่ที่โรงแรมนั้นแล้วครับ พอดีว่าผมมาเที่ยวเมืองนี้แล้วประทับใจมาก เลยขออนุญาตคุณหวังว่าจะมาพักอยู่ที่นี่สักระยะหนึ่ง”

รุ่ยจินเว่ยตาโต ครางอ๋อในลำคอ “อย่างนั้นเหรอครับ” แล้วสามีอย่างหวังหย่งเหวินก็อนุญาต ?  ความดุดันที่แผ่ออกมาเวลาเขาถามถึงเสี่ยวหลิวบ่งบอกว่าหวังหย่งเหวินเป็นคนที่ ‘หวง’ ภรรยามากเพียงใด พอได้ฟังเหตุผลแบบนี้ก็รู้สึกตงิดใจขึ้นมาไม่น้อย 

“ถ้ายังไงผมขอตัวก่อนนะครับ หวังว่าเราจะมีโอกาสได้พบกันใหม่” เสี่ยวหลิวรีบเอ่ย ยิ่งอยู่คุยกับคนตรงหน้านานเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเท่านั้น

“เดี๋ยวสิครับ !   ถ้ายังไงให้ผมขับรถไปส่งคุณดีไหม มันอันตรายมากนะถ้าจะเดินไปโดยที่ยังมีของบังอยู่แบบนี้” เขาหมายถึงแผ่นโฟมเจ้าปัญหา เมื่อกี้ก็เกือบหงายหลังล้มลงไปแล้ว

“ขอบคุณคุณรุ่ยมาก แต่ว่าไม่เป็นไรหรอกครับ คอนโดผมก็อยู่แค่ตรงหัวมุมนี้เท่านั้นเอง” เสี่ยวหลิวพยายามที่จะยิ้ม ถึงรู้ว่ามันจะแห้งมากก็ตาม

“ผมช่วยถือเอง”

“ไม่เป็นไรครับ ผมเกรงใจ”

ถึงจะพูดแบบนั้นไปแต่รุ่ยจินเว่ยก็ยังไม่ยอมขยับไปไหน ยืนปักหลักปิดเส้นทางการเดิน แววตาที่ส่งมาดูกระตือรือร้นและมีความเป็นคนดีเต็มเปี่ยม ดังนั้นมีหรือที่เสี่ยวหลิวจะปฎิเสธมันได้ลง 

เขายอมแพ้

“ถ้าอย่างนั้น...รบกวนด้วยนะครับ”

อีกฝ่ายยิ้มกว้าง รับของครึ่งหนึ่งมาไว้กับตัว

“ครับ ! ”



มือใหญ่ค่อย ๆ กดเลื่อนรูปบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ละรูปใช้เวลาดูถึงครึ่งนาที พยายามที่จะเพ่งพิศเก็บรายละเอียดของบุคคลในภาพให้ได้มากที่สุด 

ใบหน้าเล็ก ดวงตาเรียวหวาน จมูกและริมฝีปากได้รูป เจ้าของเรือนผมสีบลอนด์ขาวที่ก่อนหน้านี้หวังหย่งเหวินให้ลูกน้องคอยเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา ยกเว้นก็แต่หลังจากที่คนตัวเล็กขึ้นลิฟต์ของคอนโดไปแล้วก็เท่านั้น

สิ่งที่เขาต้องการคือความปลอดภัยของเสี่ยวหลิว ออกไปอยู่ไกลหูไกลตาแถมยังสั่งไม่ให้เทียนฉีอยู่ใกล้อีก คอนโดนั่นไม่ได้ราคาแพงถึงขนาดที่จะมีระบบรักษาความปลอดภัยยอดเยี่ยม ยิ่งเวลาเดินทางไปไหนคนเดียวในเมืองที่ไม่คุ้นเคย กลัวว่าจะเกิดอันตรายขึ้นได้

ข้างต้นนั้นคือเหตุผลของความ 'ห่วง' ส่วนเหตุผลของความ 'หวง' นั้นคือชายหนุ่มต้องการที่จะไล่พวกที่เข้ามาใกล้กับภรรยาตัวเอง

เสี่ยวหลิวยังเด็ก อายุแค่ 19 ปี และแน่นอนว่าเมียของเขาเสน่ห์แรงถึงขนาดที่มีคนเข้ามาทำความรู้จักเกินโหล ทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะพวกคนแปลกหน้าที่ร้านอาหาร ใช้โอกาสที่โต๊ะในร้านไม่ว่างมาขอนั่งทานด้วย มุขเก่าแต่เสี่ยวหลิวที่ไม่ทันคนจะเอะใจได้ยังไง เพียงไม่นานทั้งคู่ก็แนะนำตัว ตามด้วยการขอแลกช่องทางการติดต่อเป็นเสต็ปสุดท้าย หวังหย่งเหวินไม่ได้เป็นคนเห็นกับตาตัวเอง เรื่องพวกนี้ซิ่นเฉิงมีหน้าที่มารายงานต่อเขาเป็นประจำวัน 

ส่วนหน้าที่ของเขาคือการออกคำสั่งกำจัดพวกนั้นไปให้พ้นทาง จะใช้วิธีใดก็ได้ แค่อย่าให้ผิดกฎหมายก็พอ

รูปของคนตัวเล็กในกิริยาบทต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นการเดินการนั่งล้วนดูดีไปหมด เสี่ยวหลิวคลี่ยิ้มสดใส น่าจะเป็นเพราะเจอสินค้าที่ถูกใจในร้านขายของ เห็นแบบนี้แล้วยิ่งทำให้หวังหย่งเหวินอยากเร่งเวลาที่จะได้เจอกันเข้าไปอีก เขาอยากเป็นอีกหนึ่งคนที่ปรากฏอยู่ในรูปถ่ายพวกนั้น เคียงข้างกันกับภรรยา

หวังหย่งเหวินได้แต่คิดว่าการรอคอยมันมักจะทรมานแบบนี้เสมอเลยเหรอ

เมื่อไหร่มันจะจบลงเสียทีนะ

เขาแทบจะทนไม่ไหวแล้ว ให้ตายสิ

เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างแป้นพิมพ์ดังขึ้นขัดอารมณ์เศร้า หวังหย่งเหวินกดรับสายเมื่อเห็นชื่อคนที่โทรเข้ามา เปิดลำโพงไว้ ส่วนมือก็ยังเลื่อนรูปภรรยาไปเรื่อย ๆ

“ว่าไงลู่เสียน”

“วันนี้ไปดื่มกันไหม แถวซานหลี่ถุน” 

ประโยคที่ได้ยิน ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงตอบตกลงโดยไม่ต้องคิด ทว่าคนที่กำลังหมดอาลัยตายอยากในชีวิตต้องถอนหายใจหนัก

“ไม่ล่ะ” 

สีสันในชีวิตเขาไม่ได้อยู่ที่สถานบันเทิงพวกนั้นแล้ว เขาไม่มีอารมณ์ที่จะทำอะไรทั้งนั้น ร่างสูงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้  

“เครียดเหรอ ถ้าเครียดก็ไปสังสรรค์กันไง” ชวนอีกรอบ ดื่มอย่างเดียว ไม่ต้องมีผู้หญิงมานั่งด้วย อย่างน้อยก็น่าจะทำให้รู้สึกดีขึ้นบ้าง ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความทุกข์มันใช้ได้ที่ไหน

“ฉันไม่ว่าง” 

เพราะเขากำลังคิดถึงใครบางคนอยู่... คนที่ไม่ได้เจอกันตั้งเกือบสามเดือน ปฎิทินตั้งโต๊ะแสดงให้เห็นขีดกากบาทที่เป็นสีแดงบนตัวเลขแต่ละวัน พอเผลอไปมองมันทีไรแววตาที่เคยดุดันต้องอ่อนแรงยิ่งกว่าเดิมทุกที

ลู่เสียนรู้ว่าเขากำลังโกหก ได้ยินมันหัวเราะในลำคอ “ให้ไปอยู่เป็นเพื่อนไหม” 

“ฉันไม่ใช่เด็ก” 

“จริงเร้อ แต่ตอนนี้นายโคตรเด็กเลยว่ะ ใกล้จะร้องไห้แล้วแน่เลย โอ๋ ๆ  ไม่ร้องนะ ก่อนหน้านี้ทำน้องเขาไว้เยอะนี่น่า” บอกตามตรงว่าจริง ๆ ไม่ได้จะโทรมาสมน้ำหน้า แต่มันก็อดเสียไม่ได้เมื่อเห็นโอกาส ความชอบซ้ำเติมมันอยู่คู่กับเขามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

น้ำเสียงหยอกล้อกระตุ้นต่อมโมโหได้ดีกว่าที่คิด “ไอ้รูเสี้ยน” คำรามเสียงทุ้มต่ำ มันใช่เวลามากวนตีนกันไหม ก็รู้อยู่ว่าเขากำลังเป็นอะไร

ลู่เสียนจิ๊ปากอย่างขัดใจ แต่แล้วก็ต่อบทสนทนาอย่างร่าเริง

“แล้วที่จะจีบใหม่นี่ไปถึงไหนแล้ว ได้ทำอะไรไปบ้างรึยัง” เคยถามไปแต่มันไม่ยอมบอก สองเดือนครึ่งแล้วคงจะมีอะไรคืบหน้าให้กิ๊วก๊าวหัวใจบ้าง

หวังหย่งเหวินซึ่งตอนแรกจะไม่ยอมเล่า พลันคิดได้ว่าถ้าได้คนช่วยแนะนำหน่อยก็คงดี เพราะสิ่งที่เขาทำไปตอนนี้ไม่รู้ว่าจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน ร่างสูงจึงตัดสินใจที่จะเล่าให้ฟังทั้งหมด

ขณะที่ลู่เสียนตั้งใจฟังสิ่งที่เพื่อนพูด คิ้วของเขาก็ค่อย ๆ ขมวดขึ้นทีละนิด จนเมื่อจบลงเขาก็ตะโกนขึ้นมาเสียงดัง

“มึงยังไม่ได้ทำอะไรเลยนี่หว่า ! ” 

เสียงของลู่เสียนทำให้คนเล่าต้องยกโทรศัพท์ออกจากหู 

“ก็บอกว่าทำแล้ว” ใบหน้าบูดบึ้งเมื่อโดนว่า

“ทำห่าอะไรเล่า !  มึงแอบช่วยเหลือน้องเขา ส่งของให้น้องเขาแบบนั้นคงจะได้เรื่องหรอก มึงคิดว่าตัวเองเป็นหนุ่มวัยใสหัวใจสี่ดวงเหรอวะ” 

โอ้มายก๊อด ลู่เสียนจะบ้าตาย นี่เขามีเพื่อนเป็นคนหรือเป็นควายวะเนี่ย

“หัวใจสี่ดวงเหี้ยอะไร ก็มึงบอกให้กูจีบเสี่ยวหลิวใหม่ กูก็พยายามอยู่นี่ไง” 

“บอกกูหน่อยสิว่าเสี่ยวหลิวจะรู้ว่ามึงทำแบบนั้น” ทำตัวปิดทองหลังพระ โถ พ่อคนดี พ่อเทวดา

หวังหย่งเหวินยิ้มภูมิใจ ไม่ได้เข้าใจความหมายที่เพื่อนต้องการจะสื่อ

“เสี่ยวหลิวไม่รู้หรอก ฉันทำทุกอย่างเป็นความลับ ใช้เงินปิดปากพวกพ่อค้าแม่ค้า พวกพนักงานคอนโดก็เหมือนกัน” อำนาจเงินทำได้ทุกอย่าง และหวังหย่งเหวินถือว่ามันเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในตอนนี้

“แล้วอย่างนั้นที่มึงทำมันจะมีประโยชน์อะไรวะ ทำให้เขาอยู่สบาย ทำให้เขามีความสุข ทำให้เขาลืมมึงเร็วขึ้นงั้นเหรอ ? ” 

หวังหย่งเหวินเงียบ ลืมคิดเรื่องนี้ไปเลยให้ตาย เขาเพียงแต่อยากให้เมียตัวเองอยู่ดีกินดี ซิ่นเฉิงมารายงานว่าพวกคนขายทำกิริยาไม่ดีใส่ก็เลยจัดการเอาเงินฟาดไปจนเปลี่ยนนิสัย ไอ้เครื่องซักผ้าร้านนั้นก็เหมือนกัน เจ๊งได้เจ๊งดี พอเสื้อผ้าซักไม่ทันเสี่ยวหลิวก็ต้องใส่กางเกงนอนขาสั้นออกไปทานอาหารใกล้ ๆ คอนโดแทน ถึงมันจะดูดีไม่เหมือนชุดนอน แต่ขาเรียวสวยนั่นก็ไม่มีใครคู่ควรได้เห็นนอกจากเขา

พอได้ฟังที่รายงานมาก็โมโหมาก เรียกซิ่นเฉิงมา ‘ไปจัดการเปลี่ยนเครื่องสักผ้าร้านนั้นให้หมด ซื้อเครื่องอบผ้าไปเพิ่ม แล้วก็บอกให้เจ้าของร้านบริการเมียฉันดี ๆ ล่ะ’

ส่วนของที่ส่งไปก็เพราะอยากส่ง อยากไปให้เองถึงที่แต่ก็กลัวจะโดนไล่ตะเพิด งั้นเอาแบบนี้ดีไหม แกล้งส่งของไปผิดสิ ในนั้นมีทั้งเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ หวังว่าอีกฝ่ายจะยอมถือเป็นของตนตามที่พนักงานคอนโดบอก 

“ที่คิดไว้ก็กะจะบอกทีหลังว่าฉันเป็นคนทำ” คาดหวังว่าจะได้เห็นใบหน้าเล็กมีรอยยิ้มกว้าง พอรู้ว่าเป็นหวังหย่งเหวินที่คอยตามห่วงตามดูแลมาตลอดก็คงมองเขาในมุมที่แตกต่างออกไป

 ไม่ใช่คนร้ายกาจแต่เป็นสามีที่ดีคนหนึ่ง

“นี่มันจะสามเดือนแล้วนะเว้ย มึงกะจะบอกเสี่ยวหลิวตอนไหน ตอนนี้เขาคงจำไม่ได้แล้วล่ะมั้งว่าเคยมึมึงอยู่ในชีวิต ! ”

ได้ยินแบบนั้นหวังหย่งเหวินก็ขมวดคิ้วแน่น รู้สึกโมโหขึ้นมา

“ปากเสีย แค่สองเดือนครึ่งเขาไม่มีทางลืมกูหรอก” 

“มึงอย่ามั่นหน้า คนที่เสียใจมาก ๆ เขามีกลไกป้องกันตัวเองเฮอะ ถ้าเรื่องไหนยิ่งเจ็บปวดสมองก็จะยิ่งทำให้ลืมเร็ว”

ความกลัวแล่นขึ้นมาเกาะกุมจิตใจร่างสูงทันที เผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว 

อย่างนั้นเหรอ ?

“แต่ถ้ากูไปหา...เสี่ยวหลิวอาจจะไม่พอใจกูขึ้นมามากกว่าเดิม”

“มึงลองแล้วเหรอ”

“ยัง แต่กูรู้ว่ามันจะเป็นแบบนั้น” จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ท่าทางเมินเฉยที่ได้รับมันเหมือนกับมีดที่กรีดลงมาบนใบหน้า ยังจำความรู้สึกได้ว่ามันชาไปหมด 

“มึงลองก่อน ลองไปหาเขา”

“ไม่” 

“ไป หา เขา” ลู่เสียนเน้นทีละคำ 

“เสี่ยวหลิวจะหนีกูไปที่อื่นอีกน่ะสิ น้องเขาไม่ได้อยากเจอกู”

เมื่อไหร่กันที่เขากลายเป็นคนไร้ความมั่นใจขนาดนี้ หวังหย่งเหวินกลัวว่าเสี่ยวหลิวจะหนีไปอีก และคราวนี้อาจจะหนีจากเขาไปไกลกว่าเดิม ก่อนหน้านี้แค่หาไม่เจอสองอาทิตย์กว่าก็แทบจะเป็นบ้าแล้ว จะให้เขาทนอยู่กับความทุกข์แบบนั้น เขาขอยอมตายดีกว่า 

“งั้นมึงก็ต้องหาวิธีเจอโดยที่น้องเขาไม่เกลียด”

“แบบนั้นจะทำยังไงล่ะวะ” เจอกันโดยไม่ถูกเกลียด ให้เขาล่องหนไปหาเหรอไง

“กูไม่รู้ มึงก็ต้องหาวิธีเอาเอง แต่บอกเลยว่าถ้ามึงยังไม่เริ่มสักที เขาลืมมึงแน่ ๆ ”

คำขู่รอบสองยิ่งทำให้รู้สึกเครียด คิ้วขมวดแน่นส่วนนิ้วชี้ก็กดเลื่อนรูปภรรยาไปเรื่อย ๆ อย่างใช้ความคิด

แผนการที่เขาวางไว้ที่จริงแล้วแสนจะไม่เข้าท่า เขามันโง่คิดไม่ทัน ทำไมกับเรื่องความรักถึงได้เป็นแบบนี้ตลอด

แล้วต้องทำยังไงล่ะ

ทำยังไง

ต้องใช้วิธีไหนกัน ?

นิ้วที่กำลังจะขยับต่อพลันชะงักกึก เมื่อดวงตาคมเห็นรูปถ่ายที่ค้างอยู่บนหน้าจอ 

“หย่งเหวิน ? ” 

ลู่เสียนเรียกชื่อคนที่เงียบไปหลายนาที ไม่รู้ว่าปลายสายเป็นอะไรไป 


“เหี้ย ! ” 


เสียงตบโต๊ะดังสนั่นและตามมาด้วยเสียงของหนักที่ตกลงบนพื้น คำสบถหยาบคายดังไม่ขาดสาย ลู่เสียนสะดุ้งตัวโยน ตระหนกอย่างถึงที่สุด 

“ไอ้เหวิน ม-มึงเป็นอะไร ! ตอบกูหน่อยสิเฮ้ย” จู่ ๆ ก็เหมือนโมโหอะไรขึ้นมา หรือว่ามันจะเครียดจนสติแตกไปแล้ว 

“มันยุ่งกับเมียกู !  แม่งเอ๊ย ไอ้เวรนั่นมันรู้ได้ยังไงวะ ! ” 

น้ำเสียงดุดัน ขนาดเขาที่ไม่ได้เผชิญหน้าด้วยยังรู้สึกกลัวไม่ได้ ลู่เสียนรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายน็อตหลุด 

“ใจเย็น ๆ มึง มันที่ว่านี่ใคร ใครมันไปยุ่งกับเสี่ยวหลิว” แม้หวังหย่งเหวินเวลานี้จะเหมือนปีศาจ แต่เขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน ใครมันกล้ามายุ่งกับน้องชายสุดที่รักของเขา

“ไอ้เพื่อนของตงมู่ไง” ขบกรามแน่นจนเส้นเลือดขึ้นลำคอ อยากจะใช้กำปั้นอัดเข้ากับหน้าจอให้แตก

“เพื่อนของตงมู่ ? ”

“ไอ้รุ่ยจินเว่ย ! ” 

หวังหย่งเหวินคำรามโดยที่ยังไม่ละสายตาไปจากหน้าจอ ไม่แม้แต่จะเสียเวลายกเก้าอี้ตัวใหญ่ขึ้นมาไว้แบบเดิม เมื่อกี้นี้เขาลุกขึ้นแรงเกินไป พอ ๆ กับความตกใจที่ได้รับ

รูปถ่ายเสี่ยวหลิวที่กำลังเดินอยู่คู่กับรุ่ยจินเว่ย ในอ้อมแขนทั้งสองกำลังหอบหิ้วถุงที่มาจากร้านเดียวกัน และสถานที่ในนั้นคือประตูทางเข้าของคอนโด !

ลองเลื่อนดูอีกสองสามรูปก็ยิ่งโมโหมากกว่าเดิม ควันจะออกหู เห็นมือของรุ่ยจินเว่ยแตะค้างอยู่ที่ไหล่เล็ก หวังหย่งเหวินก็แทบจะให้ซิ่นเฉิงสั่งคนไปกระทืบมันถึงที่บริษัท 

“จินเว่ย หมอนั่นเนี่ยนะ ?  เป็นไปได้ไงวะ มึงแน่ใจนะเว้ย”

ลู่เสียนไม่คิดว่าคนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนสนิทแบบนั้นจะรู้เรื่องที่เสี่ยวหลิวแยกอยู่กับสามี มันจะเหนือความคาดหมายไปหน่อยไหม

"กูแน่ใจ" หวังหย่งเหวินมั่นใจเต็มร้อย ใบหน้านั่น แววตาที่มันมองเสี่ยวหลิวของเขาอีก ใกล้ชิดกันเกินไปแล้ว แถมยังเข้าไปในคอนโดด้วยกันอย่างง่ายดาย

"ก่อนหน้านั้นที่เคยไปคุยเรื่องธุรกิจมันก็ถามถึงเสี่ยวหลิวบ่อย ๆ  กูเอะใจตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่ามันคิดอะไรกับเมียกู แต่เพราะวางใจว่ายังไงก็ไม่มีทางรู้แน่ว่าอยู่ที่ไหน ไม่คิดว่ามันจะใจกล้าสะกดรอยตามเมียชาวบ้านแบบนี้ ! " 

"เฮ้ย ! " 

วางใจว่ามันจะไม่รู้เรื่องที่พวกเขาแยกกันอยู่ แบบนี้มันเกินไปหน่อยไหม รู้ว่าเขามีสามีแล้วยังจะเข้ามายุ่งอีก ต้องชอบเสี่ยวหลิวขนาดไหนถึงกล้าทำแบบนี้

"อาจจะเข้าใจผิดก็ได้ มึงใจเย็นก่อน" 

หวังหย่งเหวินพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ แต่หัวใจของผู้เป็นสามีเหมือนถูกบีบรัด มันอึดอัดแน่นจนแทบจะระเบิดออกมา กับรุ่ยจินเว่ยเขารู้ว่ามันต้องการอะไร แต่กับเสี่ยวหลิว ภรรยาของเขานั้นไม่อาจรู้ได้เลย ทำไมถึงยอมให้มันเข้าไปคอนโดด้วยกันได้

เขาไม่ได้อยากคิดในแง่ร้าย หวังหย่งเหวินรู้ว่าเสี่ยวหลิวไม่ใช่คนแบบนั้น แต่เพราะการทะเลาะกันที่เกิดขึ้นทำให้เขาไม่มั่นใจว่าคนตัวเล็กกำลังทำอะไรอยู่ ชายหนุ่มกำมือแน่น ค่อย ๆ ขยับปากพูดอีกครั้ง ทว่าคราวนี้มันไร้เรี่ยวแรงยิ่งกว่าที่เคยเป็น



“หรือว่าเสี่ยวหลิวจะลืมกูแล้วจริง ๆ วะ”









-------------------------------------------------

ขอโทษที่หายไปนานนะคะ ฮือออ/กราบขออภัย มาต่อแล้วนะคะทุกคน ขอโทษจริง ๆ ที่เราหายไปหลายอาทิตย์ เราแต่งสามเรื่องแล้วจัดเวลาไม่ได้ พอมีเรื่องนึงดีเลย์อีกเรื่องเลยดีเลย์ตาม แต่หลังจากนี้จะพยายามยึดเรื่องนี้เป็นหลักค่ะ เพราะมีคนรอเยอะมากจนเราเองก็กังวล TT

ไม่รู้จะมีคนงงไทม์ไลน์ไหมตอนต้น ที่เฮียเจอกับคุณรุ่ยนั้นเป็นช่วงก่อนที่จะพบเสี่ยวหลิวน่ะค่ะ เป็นการเล่าย้อนนิดนึง ส่วนหลังจากนั้นก็เรียงตามปกติค่ะแหะ ๆ 

รู้สึกว่าบรรยายตอนนี้ยากกว่าที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าติด ๆ ขัด ๆ บ้างรึเปล่า หลังจากนี้จะเป็นยังไง เฮียจะทำอะไรก็ต้องลุ้นกันนะคะ55555 ถ้าใครสงสารเขาก็สามารถบริจาคความฉลาดให้เฮียเขาด้วยนะคะ จุดจบของพระเอกที่มีดีแค่เงิน555555

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณนักอ่านที่ยังรออ่านน้องหลิวกันอยู่นะคะ เราได้รับกำลังใจจากทุกคนตลอด บางเมนท์อาจไม่ได้ตอบกลับแต่ว่านั่งอ่านของทุกคนเลยค่ะ มันทำให้เรามีแรงเขียนแต่ละตอนมาจริง ๆ  แล้วพบกันตอนต่อไปนะคะ รักทุกคนค่า  


ความคิดเห็น