หอหมื่นอักษร

เพราะ “นาง” ถูก “ลัก”พาตัวมาเป็นฮูหยินโจรโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่อง “รัก” วุ่นๆ จึงเกิดขึ้นด้วยเสน่ห์ปลายจวักของนาง

บทที่ 22 ไว้หน้ากลับไม่รับ

ชื่อตอน : บทที่ 22 ไว้หน้ากลับไม่รับ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.6k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ส.ค. 2561 15:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 22 ไว้หน้ากลับไม่รับ
แบบอักษร

เยี่ยเจียเหยาห่อเกี๊ยวไส้หมูจุ้ยช่ายเสร็จก็เอาลงไปนึ่งในเตา นางปรุงน้ำจิ้มเสร็จแล้วจึงให้เผิงอู่เอาไปส่งให้หัวหน้ารองและหัวหน้าใหญ่ จากนั้นจึงทำให้ฉุนอวี๋ นางยังโกรธเขาอยู่จึงไม่ไปเรียกเขา ซ่งชีจึงได้โอกาสประจบประแจง วิ่งไปเรียกซย่าฉุนอวี๋กินเกี๊ยวอย่างอารมณ์ดี

ทุกครั้งเป็นเยี่ยเจียเหยาเรียกเขากินข้าว วันนี้เป็นซ่งชีมาแทน ซย่าฉุนอวี๋รู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง

เยี่ยเจียเหยาตักเกี๊ยวใส่ชามจากนั้นวางบนเตา ซ่งชียกไปอย่างเบิกบานใจ

“หัวหน้าสาม ท่านดูเกี๊ยวที่อาซ้อทำ น่ากินมากนะขอรับ รสชาติยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ไส้หมูผักกาดขาว ท่านรีบกินตอนร้อนๆ ดีกว่า”

ซย่าฉุนอวี๋กำลังจะกิน ได้ยินซ่งชีพูดจึงเหลือบมองเขา พูดอะไรโง่ๆ ข้าก็กำลังจะกินอยู่นี่ไง

เห็นสตรีผู้นั้นวุ่นอยู่หน้าเตา ถึงนางจะหันกลับมาก็ไม่มองเขาแม้แต่นิดเดียว ท่าทางไม่ใส่ใจเขาแสดงออกมาอย่างชัดเจน

ใจแคบจริงๆ เขายังไม่ทันพูดอะไรก็โกรธซะแล้ว

เกี๊ยวเรียงตัวกันแน่นอยู่ในถ้วย เกี๊ยวทุกลูกมีขนาดเท่ากันๆ ทั้งจับจีบหกจีบเหมือนกันหมด มีลักษณะกลมคล้ายกับซาลาเปาลูกเล็กๆ เนื้อเกี๊ยวดูเนียนวาวใสเกือบจะเห็นสีของเห็ดหอมและเนื้อหมูภายใน เหมือนเกี๊ยวแก้ว สวยงามยิ่งนัก

เมื่อกัดลงไปหนึ่งคำก็ได้รสชาติของน้ำที่อัดอยู่ภายในไส้เกี๊ยวไหลเข้ามาเต็มปาก ผักกาดขาวรสเยี่ยมกับเนื้อหมูเนียนเด้ง รสหวานเค็มกำลังดี เข้าถึงรสชาติเจียงหนานอย่างแท้จริง ซย่าฉุนอวี๋ชื่นชมจากใจ แทบจะไม่มีอาหารอะไรที่นางทำไม่เป็น ไม่ว่าวัตถุดิบจะแสนธรรมดาเพียงใดแต่เมื่อผ่านมือนางแล้วก็สามารถปรุงรสชาติที่ยอดเยี่ยมออกมาได้

“เจ้ามากินด้วยกันสิ” ซย่าฉุนอวี๋เป็นฝ่ายชักชวนนางก่อนเป็นครั้งแรก

เยี่ยเจียเหยาทำเป็นไม่ได้ยิน ทำงานของตนต่อไป

ซย่าฉุนอวี๋ขมวดคิ้วไม่พอใจ สตรีผู้นี้ช่างรั้นนัก

ซ่งชีหัวเราะฮี่ๆ “อีกสักพักป้าเจียงกับลุงเจียงจะมากินข้าว อาซ้อกำลังทำส่วนของพวกเขา”

ซย่าฉุนอวี๋จึงได้แต่ตั้งใจกินเกี๊ยวต่อไป

“หัวหน้าสาม หัวหน้าสาม เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” เผิงอู่วิ่งเข้ามาด้วยท่าทางตื่นตระหนก

ซย่าฉุนอวี๋รักษาท่าทางนิ่งสงบชนิดต่อให้เห็นเขาไท่ซานถล่มลงตรงหน้าหน้าก็ไม่เปลี่ยนสี กล่าวว่า “พูดดีๆ อย่าห่อลิ้น”

เผิงอู่เป็นชาวซานซี* ปกติเวลาพูดก็มักจะห่อลิ้นอยู่แล้ว ยิ่งเวลาเขาตื่นเต้นอาการห่อลิ้นจะมากขึ้นกว่าเดิม

“หัวหน้าสาม จับสายลับแล้วได้ หัวหน้าใหญ่กำลังสอบปากคำ ท่านรีบตามไปเถอะขอรับ” เผิงอู่กล่าว

ซย่าฉุนอวี๋กัดเกี๊ยวค้างไว้อยู่ที่ปากก็นิ่งไป ถามว่า “จริงหรือ เป็นใคร”

“ถงเฮ่อเสียงของหน่วยเจ็ด”

ซย่าฉุนอวี๋วางตะเกียบลง ลุกขึ้นทั้งที่ในปากยังเคี้ยวอยู่แล้วกล่าวว่า “ไป ไปดูกัน”

ซ่งชีเอ่ย “ข้าไปด้วย”

มีเรื่องสนุกจะพลาดได้อย่างไร

พริบตาเดียวทุกคนก็จากไปหมด เยี่ยเจียเหยากลอกตาอย่างโกรธเคือง รอจนพวกเขากลับมาเกี๊ยวก็เย็นหมดแล้ว เกี๊ยวที่อุ่นใหม่จะไม่อร่อยเท่าเกี๊ยวที่เพิ่งออกจากเตา นางยุ่งมาครึ่งค่อนวันนี้เห็นทีจะเสียเปล่าซะแล้ว

กลับมาคิดอีกที หากจับสายลับได้จริงๆ ก็หมายความว่าเรื่องที่ซย่าฉุนอวี๋ถูกสงสัยว่าเป็นสายลับก็จะคลี่คลายลง กลไกหินสะบั้นมังกรก็ถูกยกเลิก เมื่อเทียบกันแล้วเกี๊ยวชามเดียวก็ไม่นับว่ามีค่าอะไร

ไม่นานป้าเจียงกับลุงเจียงก็มาถึง

“หัวหน้าสามล่ะเจ้าคะ” ป้าเจียงมองไปรอบทิศถามขึ้น

เยี่ยเจียเหยาฉีกยิ้ม “กินไปได้ครึ่งหนึ่ง ได้ยินว่าจับสายลับได้แล้ว หัวหน้าใหญ่เรียกเขาไป”

ลุงเจียงสีหน้าแปลกไป เหมือนกับรู้สึกแปลกใจ “จับได้แล้วหรือ”

“ได้ยินว่าเป็นเช่นนั้น หลายวันนี้ไม่รู้ว่าจับได้กี่คนแล้ว ไม่มีใครยอมรับ สุดท้ายก็ได้แต่ปล่อยไป ท่าทางจะพลาดอีกแล้ว” เยี่ยเจียเหยาพูด

ป้าเจียงยิ้มเจื่อน “จะว่าไปก็จริง”

“ช่างพวกเขาเถอะ พวกเรากินข้าวกัน ป้าเจียงลุงเจียง พวกท่านกินไส้หมูใส่เจียวไป๋เป็นไหม” เยี่ยเจียเหยาถาม จุ้ยช่ายถูกเผิงอู่จองแล้ว ส่วนซ่งชีกับซย่าฉุนอวี๋จองไส้ผักกาดขาว เหลืออยู่ก็แค่ไส้หมูใส่เจียวไป๋

ลุงเจียงตอบว่า “อะไรก็ได้ ฮูหยินสามทำอะไรก็อร่อยไปหมด”

ป้าเจียงยิ้มแย้ม “ใช่ เทียบกับฮูหยินสามแล้ว อาหารที่พ่อครัวทำล้วนเรียกได้ว่าเป็นอาหารหมูเท่านั้น”

ครั้งก่อนป้าเจียงช่วยสู้ให้ฮูหยินสาม จนล่วงเกินพ่อครัวกับพวกป้าในครัว กอปรกับหน้าที่การทำอาหารให้หัวหน้ารองยังถูกฮูหยินสามแย่งไป พ่อครัวยิ่งโมโหใส่นางจนทำงานกันอย่างไม่สงบสุข   หากไม่ใช่เพราะนางร่างกายกำยำเรี่ยวแรงมากทั้งยังแข็งแรง เห็นทีจะลำบากไม่น้อย ป้าเจียงจึงไม่มีความรู้สึกดีๆ ให้คนพวกนั้น

เยี่ยเจียเหยายิ้มกล่าวว่า “อาหารลู่เว่ย** ที่พอครัวทำนับว่าไม่เลวเลย”

“เทียบท่านไม่ได้หรอก” ป้าเจียงตอบ

พวกฉุนอวี๋ไปได้ชั่วยามกว่าค่อยกลับมา เยี่ยเจียเหยาเอนกายพักผ่อนอยู่บนเตียงเล็ก พอได้ยินเสียงพวกเขาก็ลุกขึ้นมาทำของกินให้

นี่เป็นงานของนาง ต่อให้ใจไม่ยินดี แต่ก็ทำงานของตัวเองให้ดี โดยเฉพาะเมื่อได้พบฉุนหลีว์ที่พึ่งพาไม่ได้

เกี๊ยวส่วนของเผิงอู่ยังไม่ได้ทำนางจึงนำไปต้มให้เขา ส่วนเกี๊ยวของซย่าฉุนอวี๋กับซ่งชีนั้นเย็นหมดแล้ว นางจึงเปลี่ยนกระทะก้นแบนมาอุ่นเป็นเกี๊ยวทอด

สามคนนั่งล้อมโต๊ะวิเคราะห์เรื่องสายลับกันต่อ

“คิดไม่ถึงว่า ถงเฮ่อเสียงจะยอมรับ” ซ่งชีกล่าวอย่างแปลกใจ “ดูไม่ออกจริงๆ ข้าเคยเล่นไพ่กับเขา ทั้งยังชนะเงินมาไม่น้อย”

เผิงอู่กล่าว “เขาแอบลงเขาจึงถูกจับได้ ยังจะมีข้อแก้ตัวอะไรได้อีก หัวหน้าใหญ่ยังไม่ทันลงทัณฑ์ทรมานเลยด้วยซ้ำ”

“แต่หัวหน้าใหญ่บอกว่าหากเขายอมกล่าวความจริงจะไว้ชีวิต ลงโทษสถานเบา สุดท้ายกลับถูกฆ่า” ซ่งชีลดเสียงเบา แบบนี้ถือว่าถูกหลอกให้ยอมรับชัดๆ! แอบหนีลงจากเขาต้องถูกโบกหนึ่งร้อยไม้ ก็เหมือนกับโทษตายแล้ว

“หัวหน้าสาม ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร”

ซย่าฉุนอวี๋นิ่งอยู่สักครู่ “หวังว่าจะเป็นเขาจริงๆ เช่นนี้วิกฤตการณ์ในค่ายก็สามารถคลี่คลายแล้ว”

ไม่มีใครเข้าใจได้ดีไปกว่าซย่าฉุนอวี๋ว่าถงเฮ่อเสียงไม่ใช่สายลับ แต่ถงเฮ่อเสียงกลับยอมรับเอง ยามที่หัวหน้าใหญ่ตัดหัวถงเฮ่อเสียงสายตาของเขานั้นฉายว่าตกใจและไม่คาดฝัน เหมือนกับกำลังต่อว่าหัวหน้าใหญ่ที่ไม่รักษาคำพูด เขาโง่จริงหรือ โง่ถึงขั้นหลงคิดว่ายอมรับว่าเป็นสายลับแล้วจะยังมีชีวิตต่อไปได้ หรือเป็นเพราะหัวหน้าใหญ่ตกลงไว้กับถงเฮ่อเสียงก่อนแล้ว ดังนั้น ก่อนตายถงเฮ่อเสียงถึงได้แสดงท่าทางตกใจและไม่ยินยอมเช่นนั้น  

หรือจะเป็นหัวหน้าใหญ่จัดฉากขึ้น เพื่อให้สายลับตัวจริงคิดว่าปลอดภัยแล้วจะได้วางใจทำการเคลื่อนไหว

นี่ก็อาจะเป็นไปได้ ไม่เช่นนั้น หัวหน้าใหญ่สืบสาวลงไปอีก สืบหาว่ามีพรรคพวกอีกหรือไม่ หรือถามหาวิธีการติดต่อกับรายสำนักเป็นต้น แต่หัวหน้าใหญ่ไม่ได้ถามรายละเอียดชัดเจนก็รีบฆ่าคนแล้ว

“หัวหน้าใหญ่ประกาศออกไปทั่วค่ายแล้ว จะเป็นเท็จได้อย่างไร” เผิงอู่ตอบ

ซย่าฉุนอวี๋ถอนหายใจ “ข้ากำลังกังวลเฝิงเส้าหลินร่วมมือกับราชสำนัก อีกไม่นานคงมีการเคลื่อนไหว”

เยี่ยเจียเหยาตั้งอกตั้งใจฟัง ฟู่*!* น้ำในหม้อเดือดปุดๆ จนล้นออกมาแล้ว

เยี่ยเจียเหยารีบเปิดฝาหม้อ เอาเกี๊ยวออกมา

“เผิงอู่ นี่เกี๊ยวของเจ้า”

เผิงอู่มองหัวหน้าสาม ในเมื่อหัวหน้าสามยังไม่ได้กินแล้วเขาจะกินก่อนได้หรือ จึงกล่าวว่า “อาซ้อ ข้ายังไม่หิว ท่านทำให้หัวหน้าสามก่อนเถอะ”

เยี่ยเจียเหยาตามใจเขาจะกินไม่กิน ตักน้ำเติมลงไปในหม้อเล็กน้อย ปิดฝาหม้อไว้สักครู่หนึ่ง เกี๊ยวทอดสีเหลืองผิวมันวาวส่งกลิ่นหอมฟุ้งก็ออกจากเตาแล้ว

“ทำเสร็จหมดแล้ว พวกท่านมาหยิบเองแล้วกัน” เยี่ยเจียเหยาปลดผ้ากันเปื้อนออก ทำงานเสร็จแล้ว นางก็เดินออกจากห้องยังไม่ลืมกำชับว่า “กินเสร็จแล้วเก็บห้องครัวให้เรียบร้อยด้วย”

หึ! ข้าจะเริ่มสั่งสอนท่านนายอย่างพวกเจ้า หากอยากกินของที่ข้าทำก็ต้องทำให้ตัวให้ดีๆ หน่อย

บุรุษสามคนมองกันไปมองกันมาก เผิงอู่คิดไม่ออก เหมือนว่าวันนี้อาซ้อจะแปลกๆ ซ่งชีพอจะรู้เรื่องบ้าง มีก็แต่ซย่าฉุนอวี๋ที่เข้าใจอย่างดี สตรีผู้นี้กำลังเล่นแง่กับเขา

“ข้าไปยกเองๆ” ซ่งชีกลัวหัวหน้าสามจะระเบิดอารมณ์ หัวหน้าสามสีหน้าคร่ำเคร่งเตรียมจะพ่นไฟแล้ว

มาถึงตอนนี้เพิ่งจะได้กินข้าวกลางวัน ทุกคนต่างก็หิวจนไส้กิ่วหมดแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเกี๊ยวอร่อยมาก โดยเฉพาะเกี๊ยวทอด เนื้อแป้งเนียวนุ่ม เข้าปากแล้วหอมยิ่ง สามคนสวาปามเหมือนเสือโหย กินอิ่มจนนั่งตบพุง

ซ่งชีและเผิงอู่จัดการเก็บกวาดสภาพเละเทะตรงหน้าอย่างรู้หน้าที่ ซย่าฉุนอวี๋กลับห้อง เดินไปพลางคิดไปพลาง ต้องง้อนางหรือไม่ แต่ว่า เขาก็ไม่ได้ทำผิด ก็แค่ไม่ตอบคำถาม แล้วถามนางกลับไปอีกประโยค ผู้หญิงนี่ช่างคุยยากเสียจริง

ยังไม่ทันจะคิดวิธีการได้ ก็เห็นเยี่ยเจียเหยาอุ้มต้ากับเป่าเอ้อเป่าไปเล่นบนเตียงเล็ก เขาขมวดคิ้วทันที “บอกแล้วว่าไม่ให้อุ้มกระต่ายเข้ามาไม่ใช่หรือไร”

เยี่ยเจียเหยากลอกตาไม่สนใจเขา นางจงใจจะทำเช่นนี้ ดูสิว่าเขาจะทำอะไรนางได้ อย่างไรเสียนางก็อารมณ์ไม่ดี เขาก็อย่าคิดว่าจะได้อยู่สงบสุข

ซย่าฉุนอวี๋มองไปที่บั้นท้ายกระต่ายอย่างจริงจัง เขากลัวว่าเจ้ากระต่ายจะถ่ายรดเตียงอีก

“เจ้ารีบเอาพวกมันออกไป” ซย่าฉุนอวี๋เห็นเยี่ยเจียเหยาไม่ตอบรับ จึงตะโกนขึ้น

กระต่ายสองตัวถูกเสียงคำรามจนตัวสั่น นั่งนิ่งอยู่ข้างๆ เยี่ยเจียเหยา มองซย่าฉุนอวี๋อย่างหวาดกลัว เยี่ยเจียเหยาลูบต้าเป่าเอ้อเป่ากล่าวอย่างออ่อนโยน “เด็กดี อย่ากลัว เขาก็แค่เสียงดังเท่านั้น ทำอะไรพวกเจ้าไม่ได้หรอก”

“เยี่ยจิ่งเซวียน” ซย่าฉุนอวี๋หมดความอดทน นับวันนางยิ่งไม่รู้จักเจียมตัว ชอบทำหูทวนลมใส่เขา ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง ไม่รู้จักคล้อยตามเสียบ้าง

“ทำไมต้องทำเสียงดังขนาดนี้ ผู้อื่นไม่ได้หูหนวก” เยี่ยเจียเหยามองเขา

“ที่แท้เจ้าก็ไม่ได้หูหนวก ข้ายังหลงคิดว่าเจ้าหูหนวกซะแล้ว ได้ยินคำที่ข้าพูดหรือเปล่า” ซย่าฉุนอวี๋กล่าวด้วยสีหน้าบึ้งตึง

“ได้ยิน แต่ทำไมข้าต้องเชื่อฟังท่านด้วย ท่านดีต่อข้าหรือ ในสายตาของท่านข้าก็เป็นแค่คนทำกับข้าว ซักผ้า สตรีช่วยอุ่นเตียง เป็นของเล่นที่โยนทิ้งได้ตลอดเวลาไม่ใช่หรือ ในเมื่อท่านไม่เห็นข้าเป็นอะไร ก็อย่าคาดหวังกับข้าสูงนัก” เยี่ยเจียเหยากล่าวด้วยสีหน้าเฉยชา

ซย่าฉุนอวี๋รู้สึกหายใจไม่สะดวกขึ้นมา “นี่ข้าไว้หน้าเจ้าแล้วรู้จักรับไว้บ้าง”

วาจาฟอนเฟะเหม็นเน่าเหมือนผายลม เยี่ยเจียเหยาด่าอยู่ในใจ คำพูดนี้กระแทกอารมณ์ของนางเต็มๆ แม่มันเถอะ วันนี้หากไม่ระเบิดอารมณ์บ้างเห็นทีจะไม่ได้ นางเชิดหน้าจ้องเขา ยิ้มเย็น “ท่านไว้หน้าอย่างนั้นหรือ หน้าเน่าๆนี่ ใครอยากได้ก็เอาไปเถอะ คนอย่างข้าไม่เสียดายเลยสักนิด”

“เยี่ยจิ่งเซวียน ความอดทนของข้ามีขีดจำกัด” ซย่าฉุนอวี๋กัดฟัน สตรีผู้นี้ช่างรบเร้าไร้เหตุผลไม่เลิก

“ความอดทนของข้าก็มีขีดจำกัดเช่นนั้น ท่านคิดว่าข้าเป็นคนที่จะยอมให้เรียกไปเรียกมาได้ เป็นคนโง่ที่ยินดีทนรับใช้คนไม่เห็นค่าหรือไรกัน ถึงท่านอยากทน ข้าก็ทนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ไล่ข้าไปสิ ไม่ก็ฆ่าข้าซะ มาเลย เข้ามาได้เลย” เยี่ยเจียเหยายืดคอตรงไม่แสดงท่าทางอ่อนแอออกมา เชิดคางสูงขึ้นไปอีก

ใครบอกกันว่า สามีภรรยาทะเลาะกันครั้งแรก หากคิดจะทะเลาะกันก็ต้องเอาชนะให้ได้ แสดงอำนาจข่มอีกฝ่ายไว้ ไหนๆ อีกหน่อยก็พึ่งพาอะไรเขาไม่ได้อยู่แล้ว ฉวยโอกาสตอนนี้ที่เขาไร้เหตุผล ระบายอารมณ์ออกมาเต็มที่แล้วกัน



---

* ซานซี มณฑลทางภาคเหนือของจีน

** ลู่เว่ย (卤味) เป็นรสชาติเฉพาะของเมืองหนาน มีลักษณะเฉพาะอยู่สองประการคือ สีสันจัดจ้านและรสชาติเข้มข้น เนื่องจากอาหารลู่เว่ยใช้ระยะเวลาในการปรุงยาวทำให้สีเข้มและให้รสเผ็ดชาจัดจ้าน

*** คำว่าลาโง่ในภาษาจีน ออกเสียงคล้ายๆ กับชื่อฉุนอวี๋ของพระเอก

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น