เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 51 คราดารากลับบ้าน

ชื่อตอน : ตอนที่ 51 คราดารากลับบ้าน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 121

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ย. 2561 20:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 51 คราดารากลับบ้าน
แบบอักษร

ตอนที่ 51 คราดารากลับบ้าน

          กล่าวขานตำนานผู้บุกเบิกพรมแดนคือโซนานะ[จ้าวแห่งดาบฟันผ่ามิติ] ให้เล่าเกี่ยวกับถนนมุ่งสู่อุทยานดวงดาวย่อมเอ่ยชื่อปักษาวิศาขา[ผกายปีกแห่งหยาดน้ำตา] และหากอยากพักผ่อน หลบหนีเมืองหลวงให้ถามนักดนตรีว่าเมืองฟาเวอร์ตั้งอยู่มุมใดของแคว้นแมรี่ คำตอบประหนึ่งลูกศรชี้ทางจักนำผู้ชื่นชอบดอกไม้ไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ กลิ้งลัดเลาะแนวเทือกเขาฟันฉลาม ข้ามแม่น้ำโขง สุดปลายทุ้งหญ้าสีส้มแสงอัคคีคือดินแดนที่กาลครั้งหนึ่งเคยมีความรักหนึ่งยังคงครองอำนาจปริศนา คำตอบที่สาบสูญ ความรักที่ราวจักไม่มีวันบรรจบกัน  

          ย้อนกลับสู่กาลเวลาที่ร่วงเลยพ้นผ่าน ณ เมืองอันสงบสุขไร้เงาความมืดมิด หมู่กลีบดอกคูนสีทองคำพัดปลิวว่อนดุจฝูงหิ้งห้อย กลิ่นอายสายลมที่สูดให้อกพองโต สดชื่นเหลือล้น

          ต้นคูนสูงใหญ่และก้อนหินสลักนามนคร ถนนสายเล็กมีขนาดให้รถม้าขับแล่นสัญจร คูน้ำยาวเหยียดดั่งหางอสรพิษ ริมสองฝั่งคือทุ้งข้าวสาลี่สีเหลืองนวล

          กระแสลมแตะยอดลำต้นให้พลิ้วพัดเป็นคลื่นระลอกแล้วระลอกเล่า

          ฝูงนกกระจอกร่ำร้องและโบยบิน

          พวกเมรัยโบกมือลาคุณตาใจดีที่ช่วยขนพวกหนูๆมาส่งหน้าถนนทางเข้าเมืองฟาเวอร์ เมรัยกล่าวขอบคุณเสียงก้องกังวานพลันมอบยันต์คุ้มภัยเป็นของตอบแทน นารีและเรไรยืนสำรวจบริเวณปากทางเข้าเมืองที่แลเงียบเหงาหงอย ที่แห่งนี้มีเพียงหินสลักบอกชื่อเมือง และต้นคูนประดับริมก้อนหินผิวราบเรียบ ข้างๆมีดอกต้อยติ่งเบ่งบานแย้มกลีบต้อนรับผู้เยี่ยมเยือน

          โคลสามารถอดทนต่อสู้กับแสงแดดได้แล้ว วิญญาณสาวปลดปล่อยดวงจิตจากช่อดอกมะลิและกลายเป็นร่างวิญญาณสีเพลิง นางลอยเท้าเหนือพรมดิน มือไขว้หลัง เงยหน้า และก้มมองชื่อเมือง

          ละม้ายคล้ายคุ้นเคย กระนั้นก็เหมือนมิใช่

          ทว่ามีสิ่งหนึ่งปรากฏเป็นภาพพร่ามัว ภาพแห่งความทรงจำที่ครั้งหนึ่งโคลเคยพูดกับคนรัก

          ‘รอข้า

          “เอ๊ะ”

          ทำไม.. โคลเผยอปาก ปล่อยมือร่วงตก จู่ๆรู้สึกว่ามีบางอย่างผิด อกสั่นเทิ้ม “เป็นอะไรหรือ” เรไรเอียงคอไถ่ถามอย่างห่วงใย โคลส่ายหน้าคล้ายเมื่อครู่มิมีเรื่องแปลกรบกวน วิญญาณสาวขยับส่ายสะโพก และบินไปเบื้องหน้ากลุ่มคณะ แม้นความทรงจำนางมิแน่ชัดชัดเจนแจ่มแจ้ง กระนั้นโคลมีประโยคต้อนรับอยากบอกพวกเมรัย

          “ยินดีต้อนรับสู่ นครแห่งดอกไม้”

          ธรรมเนียมโลกปัจจุบันคือยามใดที่ชาวเมืองพบเจอแขกต่างถิ่น พวกเขาต้องกล่าวต้อนรับด้วยไมตรี เพราะอยากสร้างความสัมพันธ์อันดีงามกับผู้อื่น หมายให้เมืองของตนมีค่าและน่ายกย่อง เมืองแต่ละเมืองมีความแตกต่าง และด้วยความรักบ้านเกิดจึงอยากแนะนำและกล่าวขานตำนานเมืองให้ผู้เยี่ยมเยือนรู้สึกประทับใจ

          “หึหึ นับว่าเมืองฟาเวอร์มีบุญนะ เพราะข้านั่นมาเยือน”

          เมรัยกอดอกอวบอิ่มพลางกระหยิ่มยิ้ม นารีสีหน้าแววตาเรียบเฉย คว้าพัดกระดาษตีเสกหน้าหมอผีน้อยอย่างเฉียบขาด

          แปะ

          “เจ็บจัง”

          หมอผีน้อยลูกหน้าผากสีแดงระเรื่อ คราวพวกนางย้ายก้นย่างกรายสู่เมืองฟาเวอร์ เมรัยถูแก้มตนพลางถูแก้มเรไร สัมผัสและซึมซับความเย็นปักษาน้อย “แดดแรงจังน่า” เมรัยบ่นอุบอิบ เรไรค้อนขวับพลางปัดอุ้งมือเมรัยทิ้งอย่างมิใยดี “หยุดถูข้าเสียที” ถูแรงเช่นนี้จักถูหาเลขหรือไร

          “ดุจัง”

          มีคนบอกว่าอากาศร้อนทำให้คนเป็นบ้า เรไรได้รับพลังจากวลีกล่าวสิบส่วน อากาศร้อนมักทำให้เรไรอารมณ์เสีย

          ปักษาน้อยเคยสติแตกในห้อง สบถว่าหากข้ามีพลังมากกว่านี้จักสาปให้โลกทั้งใบกลายเป็นน้ำแข็ง

          “ฮึๆ”

          นารีแผ่วหัวร่อคิกคัก เมรัยจักร้อนมิใช่เรื่องแปลก สังเกตเสื้อผ้าที่นางสวมใส่ย่อมรู้ว่าน่าอึดอัดเพียงใด ดวงดาวน้อยเคยบอกให้หมอผีน้อยสวมอาภรณ์บางๆ กระนั้นเมรัยปฏิเสธเสียงแข็งกร้าว “ใส่ชั้นเดียว ข้าหนาว”

          ปล่อยเลยตามเลย ในกลุ่มนี้คนที่สบายใจกับสภาพอากาศคงมีนารีเพียงคนเดียว

          ก้าวผ่านป่าใหญ่ ต้นสนสูงลิ่วเรียงรายห้อมล้อม เงาแสงตะวันส่อส่องกิ่งก้านใบไม้แหลม บนถนนมีรอยรถม้าลากและแอ่งน้ำใสกระจ่าง เรไรเหลียวมองรอบด้านแลเห็นกวางยืนมองพวกนาง มันจ้องเหมือนจักถามว่าพวกเมรัยเป็นกวางฝูงไหน ทว่าเจ้ากวางมิรอฟังคำตอบ มันก็สะบัดก้นกระโดดหนีอย่างว่องไว เรไรนึกเสียดาย กระนั้นความเสียใจเกาะนางมินานนัก

          พวกเมรัยเริ่มเห็นอาคารบ้านเรือนหลังเดินพ้นเขตป่าสน สิ่งที่เมรัยมองเห็นคือบ้านเรือนรอบนอกตั้งเรียงรายมิมีหลักแหล่งหรือระเบียบแบบเมืองใหญ่ แลกระจักกระจาย กระนั้นส่วนในเมืองก็มีระเบียบเรียบร้อย หมอผีน้อยอมยิ้มพลางแอบดูโคล วิญญาณสาวลอยค้างมิไหวติง นางมองเมืองด้วยความรู้สึกอย่างไร อย่างน้อยเมรัยขอเดาว่ามันคงมีความรู้สึกมิต่ำกว่าสิบอย่าง

          “จำอะไรได้รึไม่”

          เมรัยถามอีกครั้ง โคลมิรู้จักตอบเช่นไร นางมิมีอันใดในหัวแม้แต่น้อย ความทรงจำที่เหมือนจักปรากฏฉายให้เห็น กระนั้นก็มีเพียงภาพพร่ามัว เสียงที่แผ่วเบาราวเสียงกระซิบ วิญญาณสาวบอกเมรัยอย่างเศร้านิดๆ “จำได้ว่ามันอุ่นมาก แต่ข้ามองไม่เห็น”

          ไม่รู้ว่าเมืองมีหน้าตาเช่นไร โคลจึงมิอาจบอกเมรัยว่ามันเปลี่ยนแปลงหรือเหมือนเดิม

          เมรัยก้มศีรษะ เกาแก้ม “เช่นนั้นเริ่มแยกย้ายกันเถอะ”

          มิใช่เวลาวิกาล พวกเมรัยจึงมิต้องรีบร้อนหาที่พัก ยามนี้ยังเช้าสว่าง เมรัยมิรอช้าให้เสียเวลา หมอผีน้อยแบ่งงานให้ดวงดาวน้อยกับปักษาน้อยช่วยเหลือ เรไรช่วยโคลสำรวจเมือง นารีจัดการเรื่องที่พัก ส่วนเมรัยจักเดินสำรวจเมืองคนละทางกับพวกเรไร หมอผีน้อยจักลองสืบเสาะและถามวิญญาณในเมืองว่าพอมีเบาะแสอะไรหรือไม่

          “ตอนเที่ยงนัดเจอกันที่นี้”

          บริเวณหน้าประตูเมือง ใต้ต้นหลิว เมรัยจูบลาเรไรและนารี หมอผีน้อยมีวิธีสืบข่าวตามแบบฉบับของนาง หลังเมรัยจากแยกตัว นารีก็จูบลาเรไร ดวงดาวน้อยมีหน้าที่ตระเตรียมที่พักซุกหัวนอน หลังจัดการธุระเรียบร้อยจักไปช่วยเรไรค้นหาอีกแรง “โคลอยากไปที่ไหนรึ”

          พวกเมรัยมีจุดหมาย กระนั้นเรไรและโคลยังไร้วี่แววจักหาจุดหมายพบ

          วิญญาณสาวอยากเริ่มค้นหาความทรงจำเช่นกัน กระนั้นนางมิรู้จักเริ่มตรงไหน

          “ถามชาวบ้านว่าแถวนี้มีร้านดอกไม้หรือไม่”

          “เข้าใจแล้ว”

          ปักษาน้อยถือช่อดอกมะลิสถานที่สิงสถิตของโคล วิญญาณสาวมิอาจเคลื่อนวิญญาณไปไกลจากที่สิงสถิต ดังนั้นเรไรจึงต้องช่วยถือเพื่อให้โคลเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ เรไรทำตามคำแนะนำโคล ปักษาน้อยมิชินเรื่องการพูดคุยกับผู้อื่น ดังนั้นเรื่องถามชาวบ้านนับว่ายากเย็นนัก เรไรสูดหายใจพยายามปรับน้ำเสียงให้น่าเอ็นดู ปรับทีท่าให้คล้ายสาวน้อยวัยใส กระนั้นนางล้มเหลว แสร้งแสดงมิเก่ง ปักษาน้อยคอตกและเปลี่ยนไปใช้เสียงปกติ

          น้ำเสียงราบเรียบฟังเย็นชาดุจน้ำแข็ง กระนั้นก็แฝงด้วยความจริงใจ

          ถามคุณยายที่นั่งเล่นในสวนผัก เรไรได้รับคำตอบอย่างดีเยี่ยม ปักษาน้อยดีใจกับความสำเร็จเล็กๆ นางพาโคลไปยังร้านดอกไม้ประจำเมืองฟาเวอร์ กระนั้นระหว่างทางปักษาน้อยสัมผัสถึงความผิดปกติของวิญญาณข้างไหล่ โคลมิตื่นเต้นเหมือนเรไร ออกจักแปลกประหลาดที่นางสงบนิ่งราวครุ่นคิดเรื่องสำคัญ เรไรมิใช่เด็กเข้มแข็งหรือมีแรงใจมากดังเช่นเมรัย เมื่อนางรับรู้กลิ่นไอความเศร้าจางๆ เรไรก็พลอยรู้สึกหดหู่ไปด้วย

           โคลคาดหวังว่าจักพบ กระนั้นความจริงมิง่ายดายและอ่อนโยนอย่างที่ฝัน

          “พวกหนูอยากได้ดอกไม้อะไรหรือ”

          ไม่ใช่…

          ร้านขายดอกไม้ประจำเมืองร้านใหญ่มีพนักงานหญิงสองสามคน แต่ละคนล้วนคือคนที่โคลไม่รู้จัก วิญญาณสาวมิรู้จักร้านดอกไม้ร้านนี้ด้วยซ้ำ “โคล..” เรไรเซมองวิญญาณสาวที่อึ้งเงียบๆ ปักษาน้อยเบิกตากว้างและลองถามพนักงานสาวว่ามีร้านดอกไม้ร้านอื่นแถวนี้หรือไม่ พนักงานสาวส่ายหน้าจนใจ นางรู้ว่าเรไรเหมือนเด็กกำลังถามหาคน มากกว่าถามหาดอกไม้

          “เมื่อก่อนมี แต่ตอนนี้เหลือแค่ร้านนี้จ๊ะ”

          จักเล่าว่าปีโน่นเกิดภัยพิบัติและเรื่องเลวร้ายมากมายจึงกลายเป็นเช่นนี้ กระนั้นพนักงานสาวมองหน้าเรไร เห็นปักษาน้อยเอียงคอสีหน้าฉงนสงสัยจึงรู้เลยว่าต่อให้อธิบายยาวๆ เรไรก็ไม่เข้าใจ “อือ” ปักษาน้อยตอบรับ นางขอบคุณพี่สาว และเดินออกนอกร้านดอกไม้ “ลองหาที่อื่นกันเถอะ” เรไรฟังเรื่องของโคลแล้ว นางอยากช่วยวิญญาณสาวให้เจอคนรัก ปักษาน้อยเชื่อว่ายังมีหวัง

          “ใช่ ลองหาที่อื่นกันเถอะ”

          ความสิ้นหวังค่อยๆผลิบานโดยที่เรไรและโคลรู้ดีว่ามันกำลังเติบโต… ทว่าทั้งคู่พยายามไม่มองมัน โคลนั้นเตรียมใจไว้แล้ว นาง…ไม่เป็นไร

--

‘เวลามิอาจไหลย้อนกลับสู่ปฐมบท แต่ละวันผ่านพ้นอย่างไร้ซึ่งความหวังใหม่ วันแล้ววันเล่า คำภาวนาจากหัวใจมิมีเสียงใดขานรับฟัง มันช่างเงียบเหงาเหลือทน ไม่มีวี่แววหวนคืน ไม่มีชะตาพบกันอีกครั้ง เรื่องราวของพวกเราจบสิ้นด้วยไร้แสงดาวชี้นำ นับจากราตรีแห่งสายฝน และตลอดไป คำอธิษฐานแห่งดวงดาวจักช่วยมิได้จริงหรือ’

ช่วยได้สิ ข้าจักช่วยเจ้าเอง

          ใบไม้หลิวร่วงหล่นโรยราดุจคำร่ำลาจากผู้รู้ใจ เรไรนั่งพักเท้าบนม้านั่งที่สร้างจากโลหะ นางเหม่อลอยพลางปรายตามองโคล วิญญาณสาวลอยล่องเหนือยอดหญ้าเขียวชอุ่ม กลิ่นสายฝนโชยแตะจมูก เสียงน้ำไหลรินดังกระซิบข้างใบหูกระจิ๋ว ท่ามกลางแสงอาทิตย์สีทองขาว ละอองแดดแตกละเอียดพร่างพราว เรไรหลุบตาซ่อนความกังวลสองส่วน ปอยผมสีเงินครามลู่ลงเป็นแนวโค้งชิดพวงแก้มผิวเนียนนุ่ม ปักษาน้อยครุ่นคิดประหนึ่งกำลังนั่งเขียนคำตอบลงในกระดาษข้อสอบ นางจับจ้องถามอย่างมุ่งมั่น ทว่าคิดเช่นไรจึงจักตอบถูกนะ ช่างยากเหลือเกิน

          ขณะเรไรเหม่อ โคลพยายามกดอารมณ์ไว้ภายในห้องหัวใจอย่างอดกลั้น นางมิอยากยอมแพ้

          รวบร่วมสมาธิ เปิดใจให้กว้างกว่าเดิม เมรัยเคยสอนว่า ธรรมชาติคือขุมพลังที่ยิ่งใหญ่เหนือขุมพลังทั้งปวง หากโคลจนปัญญา มืดแปดด้าน มิรู้จักทำเช่นไร วิญญาณสาวจงสูดหายใจลึกๆ หลับตา และเงี่ยหูฟังเสียงหัวใจ

          สรรพสิ่งอุบัติเนื่องด้วยอำนาจธรรมชาติ วิญญาณ สังขาร ขุนเขา เมือง เหล่าสิ่งมีชีวิต และพลังวิเศษ

          โคลคือวิญญาณ และวิญญาณสามารถสัมผัสกับแก่นแท้ธรรมชาติได้ดีกว่ายามเป็นมนุษย์ ดังนั้นให้เชื่อมั่นและตั้งสติ

          “เจ้าอยู่ไหน”

          ท่ามกลางโลกสีสันสดใส ฤดูฝนมีกระแสลมลอยเคลื่อนขบวน โคลเงยหน้าอย่างเข้มแข็ง กระโปรงโบกเปิดปิดดุจม่านมายา ฝ่ามือเรียวยาวกำหมัดและปล่อยอย่างช้า แม้นมิมีดวงตา กระนั้นโคลสามารมองเห็นก้อนหิน ธารน้ำ และถนน นางมิอาจจดจำสิ่งใด กระนั้นนางยังเชื่อความทรงจำและความรักของนาง

          เรื่องจริงที่ไม่มีใครรู้คือต้นกำเนิดพลังมาโฮนั้น… กำเนิดจากหัวใจของคนผู้หนึ่ง

          ‘คิกๆเร็วสิ’

          ‘รอก่อน กำลังไป’

          ‘ช้าจัง เช่นนี้ไม่มีวันตามข้าทันหรอก คิกๆ’

          เหมือนความฝันยามนิทรา โคลมองภาพเด็กสาวผู้นั่นวิ่งทะยานและกระโดดโลดเต้นอย่างเบิกบานดั่งภูตดอกไม้ วิญญาณสาวเอียงคออย่างตกตะลึง นางมองโครงร่างเด็กสาวที่ผุดโผล่เป็นฉากๆราวภูตพรายเล่นซ่อนแอบ นางอ้าปากหัวเราะร่าเริง รอยยิ้มที่ปานจักสลายความมืดทั้งปวงในคืนพายุฝนโปรยปราย นางสวมกระโปรงยาวมีลูกไม้ประดับแต่งแต้มให้แลอ่อนช้อยนุ่มนวล ท่อนแขนบางโบกสะบัดพลิ้วคล้ายกำลังสั่นปีกเตรียมโบยบิน นางป้องปากบอกคนข้างหลัง และแล้วเด็กสาวก็หายลับสุดริมถนน

          รั้วหินเก่า เถาวัลย์ตำลึง และต้นมะเขือเทศ

          “จักไปไหนหรือ”

          เรไรสะดุ้งเมื่อจู่ๆโคลเริ่มเคลื่อนไหวอย่างมิมีคำบอกกล่าว วิญญาณตกลงสู่ภวังค์ มนตร์สะกดของความฝันความทรงจำมายาที่ไม่แน่ว่านั้นคือเรื่องจริง กระนั้นนางอยากเห็น อยากยิน อยากรู้ต่อจากนั้นเกิดอะไรขึ้น สมองโคลว่างเปล่าปานโดนชำระ นางลอยไปตามความปรารถนาลึกๆ มิรู้ว่าผลสุดท้ายจักสิ้นสุดอย่างไร ทว่าต้องตามไป

          ไขว้คว้าความหวังริบหรี่ ด้วยนั้นคือสิ่งสุดท้าย

          เมืองฟาเวอร์มิใหญ่มิเล็ก ถนนปูด้วยแผ่นหิน และดินทรายสลับตามแต่พื้นที่ บ้านแต่ละหลังมีรั้วกั้นอาณาเขตชัดเจน รั้วหินเตี้ยที่มิช่วยกั้นขโมยแต่อย่างใด กระนั้นในเมืองมิค่อยมีโจรขโมย เพราะทุกคนเป็นเพื่อนบ้านที่ดี รักใคร่ กลมเกลียว ยามมีปัญหาใดก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยไมตรีเหนี่ยวแน่น พวกชาวเมืองสามารถตื่นเช้าและพูดคุยทักทายคนข้างบ้านด้วยรอยยิ้มแจ่มใส มิต้องหวาดระแวงและปั้นหน้าบึ้งให้กันจนล้มป่วยไข้

          บ้านทุกๆหลังปลูกดอกไม้นานาชนิดๆ ดอกเข็มสีแดงทับทิม ดอกมะลิสรเหลืองนวล ดอกไลแลคสีม่วงงาม สามารมองข้ามรั้วหินและชื่นชมได้ตลอดเวลาที่เดินเล่น กลิ้งทั่วเมือง

          ยามนี้โคลกำลังลอย บินเล่นไล่จับเด็กสาวปริศนา ลัดเลาะถนน หันขวับทางซ้ายที บางคราวหันหลังกลับสวนทางเดิม

          “…”

          ลำบากเรไรที่ต้องคอยวิ่งตามอย่างกระเสือกกระสน ปักษาน้อยหอบหายใจ ผิวแก้มแดงระเรื่อราวก้นเมรัยยามโดนบาเบลร่าโบย นางช้อนตาเหลียวเสาะหาเงาโคลที่มิรู้ยามนี้ไปทางทิศใดระหว่างซ้ายหรือขวา ครั้นเรไรสังเกตเห็นชายกระโปรงโคลที่ท้ายซอย ปักษาน้อยมิรอช้ารีบวิ่งทันที ติดตาม ไล่ล่า เรไรย่ำเท้าลงบนดินทราย กระโดดข้ามแอ่งน้ำและลื่นล้มก้นทิ่มพงหญ้า นางเจ็บระบม กระนั้นโคลมิสนใจใยดี วิญญาณยังลอยเรื่อยๆ

          “โธ่”

          กระโดดข้ามรั้วหินลายพราง บุกฝ่าแปลงผักแข่งกับฝูงกระต่าย ปีนไต่ราวตากผ้า เคาะหน้าต่างและอนุญาตบุกรุก เรไรมิใช่วิญญาณที่สามารถบินอย่างอิสระและลอยทะลุกำแพง เวลาใดมีสิ่งกีดขวางปักษาน้อยจึงรวบร่วมความกล้าใช้วิธีฝ่าลุยเหมือนหน่วยรบเจาะเกราะ อย่างไรก็ดี นางมีสามัญสำนึกมิทำลายข้าวของเหมือนเวลาที่เมรัยเจอกำแพง หมอผีน้อยเอาหัวไปโขกและร้องอิไต

          “เหนื่อยแล้ว”

          เรไรโอดครวญตาละห้อย เหงื่อไหลชุ่มอาภรณ์ อากาศวันนี้ร้อนอบอ้าวคล้ายเวลาก่อนมีพายุฝน นางวิ่งตามโคล ส่วนวิญญาณสาวลอยตามเด็กสาวปริศนา ภาพความทรงจำและประโยคที่เด็กสาวตะโกน พูดคุยกับใครสักคน โคลรู้ว่ามันคืออะไร ความทรงจำนี้คือเรื่องจริง และมันคือเครื่องยันยืนว่านางมีตัวตนจริงๆมิใช่ของปลอม

          มือโคลเอื้อมหมายคว้าเด็กสาว ทว่ายามปลายนิ้วสะกิดเด็กสาว นางพลัน…แตกสลาย

          หยดน้ำตาหลั่งริน… มิใช่ หยดน้ำที่เทร่วงนี้คือ น้ำฝนต่างหาก…

          “…”

          ทำไมจำมิได้… วิญญาณปล่อยแขนตกแนบลำตัวราวหุ่นกลที่ถูกตัดเส้นใยชัก นางไม่เคยหวาดกลัวความล้มเหลว กระนั้นตอนนี้นางกลัว… ทั้งเจ็บปวดราวจักแตกเป็นเสี่ยง นางอยากรู้จักคนรัก อยากรู้ว่าคนรักเป็นเช่นไร

          “แม้แต่ชื่อเจ้า…ข้ายังลืมหรือ”

          ดอกไม้ที่ผลิบานในยามเช้า….ตกยามคืนมันก็ร่วงโรยรา… ไม่มีคำว่าชั่วนิรัน แม้แต่ความรัก ความฝัน ความหวัง และค่ำคืนนี้มีสายฝนตกพร่ำ วิญญาณสาวเก็บงำความผิดหวังและหยุดเริงระบำ…รอให้พายุฝนปลอบโยนด้วยความเหน็บหนาวจับขั้วหัวใจ..

--

คืนฟ้ามืดมีหยาดน้ำฝนหยดโปรยปราย

          เปาะ แปะๆ เปาะ แปะๆ

อีกหนึ่งราตรีคล้ายมิมีอันใดเปลี่ยนแปลง กระนั้นหลายๆอย่างเปลี่ยนผันอย่างน่าอัศจรรย์ มนุษย์มิสามารถควบคุมกาลเพลา มังกรมิอาจท้าทายอำนาจแห่งศรัทธา ชาวปักษาหวาดกลัวอนาคตและท้องฟ้าที่พวกเขามิอาจเอื้อมไขว้คว้า หลายๆอย่างมีทิศทางของมัน ธรรมชาติที่มักกลั่นแกล้ง และชะตากรรมที่ชอบล้อเล่นกับความรักผู้ทรงปัญญา ความจริงคือสิ่งที่เกิดขึ้นแม้มองมิเห็นด้วยตาเปล่า เรื่องราวที่กำลังดำเนินนั้นบางทีอาจเป็นเรื่องหลอกลวงกระมัง

          ทั้งความหวังประหนึ่งดอกบัวบาน ทั้งเสียงร่ำร้องแห่งคำอธิษฐาน หากว่าทุกอย่างคือความฝัน… เมรัยจักทำเช่นไรนะ

          หมอผีน้อยเหม่อมองนอกกระจกใสมีฝาขาวนวลเกาะ แลผืนผ้าสีนิลที่มีสายฝนสาดกระเซ็นอย่างอ่อนโยนปานประหนึ่งหมู่ดาวตก เมรัยพึ่งอาบน้ำเสร็จ นางถอดชุดเก่า สวมใส่ชุดนอนเนื้อบางตัวใหม่ เตรียมหลับนิทราพักผ่อนสมองและกล้ามเนื้อ แต่ก่อนหลับใหล เมรัยมีเรื่องสำคัญให้ครุ่นคิดอย่างจริงจังรอบคอบ  นางมาเมืองฟาเวอร์ ด้วยเหตุผลสำคัญคืออยากช่วยโคลกลับบ้าน บ้านวิญญาณสาวที่มิรู้อยู่ส่วนไหนของนครดอกไม้

          “แย่แล้วสิ”

          “แย่อย่างไรรึ”

          กลิ่นหอมกรุ่นไอรักโชยสะกิดจมูกสาวน้อยอวบอ้วน เมรัยปรายตามองนารีที่เกยคางบนตักตนปานนากน้อย ปลายคางกลมมนแนบสนิท ผิวสีขาวไข่มุกนุ่มนิ่มลูบสัมผัสน่องขาใหญ่ยักษ์ นารีเอียงคอแววตาฉงนสงสัย เมรัยหลุบม่านตา มุมปากโค้งละม้ายคล้ายคลึงจันทร์เสี้ยว เผยโฉมสะคราญชวนหลงใหลปานรอยยิ้มนางมารร้าย “เจ้าเจอเบาะแสหรือไม่” เมรัยถามเสียงค่อย

          นารีปิดตาส่ายผม คิ้วขมวดหน่อยๆ

          “ข้าก็ไม่”

          หมอผีน้อยเอนหลังพิงกระจก ก้มหน้ายิ้มเศร้ามัวหมอง วันนี้นางลองสำรวจแถวเมืองหวังสอบถามพลพรรคภูตผีวิญญาณ นางเดินอย่างมาดหมอผีกระมัง วิญญาณที่เห็นเมรัยจึงพากันเผ่น หนีหัวซุกหัวซุน ปานเจ้านายที่ตำรวจบุกถล่มบ่อนพนันเสียอย่างนั้น เมรัยพยายามวิ่งสุดแรงขา กระนั้นพวกวิญญาณพร้อมใจลอยหนีลงดินบ้าง ปีนต้นไม้บ้าง หนักๆก็วิ่งเข้าป่าหายหมดเลย เมรัยพบผีมิมากนัก เพราะผีส่วนใหญ่กลัวแสงแดด เมรัยวางแผนจักเดินเล่มยามรัตติกาลอีกครั้ง ทว่าฟ้ามิเป็นใจเสียนี่

          ก้าวแรกย่ำแย่นัก เมรัยคอตก ถอดหายใจ

          “ค่อยๆคิดเถิด”

          นารีซุกแก้มแนบตักเมรัย ลมหายใจร้อนผ่าวหายรดต้นขาเมรัยขับให้นางใคร่กระดุกกระดิก คืนนี้นารีสวมอาภรณ์ไหมเนื้อบางสีฟ้าดอกอัญชัน เนื้อผ้าบางเบาโปร่งใสนัก เมรัยกับเรไรสามารมองทะลุเห็นเรือนร่างอชชรเย้ายวนตลอดยามที่นารีเดินเคียงข้างแสงตะเกียงไฟ ครั้นเส้นเกศาสีเขียวมรกตสาดสยายดุจหางนกยูง นารีช่างงดงามปานประหนึ่งเทพธิดาแห่งดวงดาว

          หมอผีน้อยอดใจมิไหวให้หยิกป่องๆของดวงดาวน้อย นารีรำคาญเจ้านิ้วแสนดื้อจึงอ้าปากงับ  

สองสาวน้อยหยอกล้อสุขสันต์ ฝ่ายเสียเปรียบยังเป็นเมรัยที่ยอมให้นารีก่อกวนบริเวณพุงเนื้อแน่น

“โคลกลับแล้วหรือ”

          ประตูห้องน้ำเปิดอ้าพร้อมเผยสาวน้อยโฉมงามเดินส่ายก้นเดินอย่างสง่างาม เรไรนุงผ้าเช็ดตัว เรือนผมสีขาวเงินปล่อยสยายเต็มแผ่นหลัง นารีคลี่ยิ้มอบอุ่น ลุกผละจากเมรัย ตรงเข้าช่วยเรไรเช็ดตัวให้แห้ง ด้วยเครื่องมือพิเศษของเผ่าดารา สามสาวน้อยจึงสามารถรักษาความงามส่วนตนให้คงดำรงมิเสื่อมคลาย ไม่ว่าจักผ่านการต่อสู้และความยากลำบากเช่นไร สภาพมอมแมม เละเทะเพียงใด นารีก็สามารเนรมิตให้ทั้งกลุ่มตัวหอมดั่งขนนมหวาน ผิวเปล่งปลั่งสดใสดั่งผลไม้สุกได้อย่างง่ายดายราวมาโฮวิเศษของพวกแม่มด  

          ถ้ากลุ่มคณะนี้ปราศจากนารี เมรัยคงเน่าตั้งแต่ออกจากเมืองลักกี้

          ด้วยการดูแลเอาใจใส่ปานคุณแม่เลี้ยงลูกอ่อนของนารี เมรัยกับเรไรจึงพร้อมลุยเสมอ  

          บุกน้ำลุยไฟ ตัวเปียกปอน ตัวดำเป็นลูกหมาตกส้วม ขอแค่นารีเอาพวกเมรัยไปซัก เอ้ย ช่วยล้างตัวก็สะอาดสะอ้าน

ณ ห้องพักในโรงแรมเรสโรส พวกเมรัยค้างคืนที่นี้ ตัวห้องขนาดกว้างขวางมีเตียงใหญ่หนึ่งเตียงขนาดมากพอให้สามสาวน้อยนอนกอดกัน ข้าวของเครื่องใช้มีครบครันมิขาดตกของสำคัญ โต๊ะเขียนหนังสือ เก้าอี้ หน้าต่างที่มีกระจกใส ตะเกียงไฟและแท่งเทียน พรมปูรองเท้า ตกแต่งด้วยภาพแขวนผนัง และตู้เก็บหนังสือคำสอน และภาษาดอกไม้  

          ตุบ

          เรไรเปลี่ยนชุดเรียบร้อยพลางปีนขึ้นเตียง นารีชงชาผสมน้ำนมแคโรไลน์ รินใส่แก้วส่งให้เมรัยและเรไร หมอผีน้อยจิบชาคลายหนาวพลางวางแก้วไว้บนถาดไม้ เรไรนั่งจิบเงียบอย่างสงบเสงี่ยมปานคุณหนูตระกูลเศรษฐี ยามนี้คำถามที่เรไรถามเมื่อครู่ได้รับคำตอบแล้ว โคลมีเรื่องให้คิดมากพอสงควร วิญญาณจึงขอเก็บตัวในช่อดอกมะลิไม่ประชุมหารือกับพวกเมรัย หลับปุ๋ย

          หมอผีน้อยเข้าใจจึงปล่อยนางพัก

          “วันนี้พวกข้าไปร้านดอกไม้ ที่นั่นไม่มีคนที่โคลรู้จักสักคน”

          ปักษาน้อยอธิบายเสียงสั่นสองส่วน หมอผีน้อยพยักหน้าและเริ่มเล่าความคืบด้านเรื่องค้นหาเป้าหมายคราวนี้ซึ่งว่ากันตามตรง พวกนางไม่พบเบาะแสใดสักชิ้น กระนั้นสามารสันติฐานได้เรื่องหนึ่ง “สิบ…ไม่สิ”

          เมรัยเท้าคาง ตาหรี่ต่ำปานจักรพรรดิกลุ้มใจ น้ำเสียงเข้มขรึมฟังแล้วใจหนักอึ้ง

          “พันปีกระมัง”

          “!!”

          นารีเบิกตากว้างตะลึง เรไรสะดุ้งเฮือกให้ข้อสรุปที่เมรัยประกาศ หมอผีน้อยเหลียวมองสองเมียรัก ยกนิ้ววิเคราะห์ “หนึ่งพันลบแปดร้อย…อืม คาดว่าเวลาที่โคลเสียชีวิตจักเป็นช่วงสามร้อยปีก่อน”

          “สองร้อยมิใช่รึ!!”

          “..”

          เมรัยอ้าปากค้าง ยังดีที่ไม่มีแมลงวันบินแถวนี้

          “นี่เจ้าจริงจังใช่ไหม”

          นารีค้อนขวับ พร้อมหยิกเอวเมรัย หมอผีน้อยร้องแม่จ้า น้ำตาคลอเบ้า เมรัยพยายามปรับน้ำเสียงให้ฟังน่าเชื่อถือเหมือนหมาป่ากำลังพูดหลอกกินตับหนูน้อยหมวกแดง “อย่างน้อยตอนนี้ข้ามั่นใจ โคลตายตั้งแต่สมัยโน่น… มันผ่านมาร้อยกว่าปีแล้ว” เมรัยเล่าข้อเท็จจริงให้พวกนารีช่วยคิด สภาพวิญญาณโคลตอนที่พบพวกเมรัยครั้งแรก ตอนนั้นแย่มาก เรียกว่าสาหัสเลยก็ได้

          สูญเสียความทรงจำเกือบหมด แม้นเมรัยจักช่วยเสกอาคมเพิ่มพลังวิญญาณให้ กระนั้นสภาพโคลตอนนี้ก็ไม่ดีอย่างที่เห็น

          ห้าส่วนกระมัง ครึ่งต่อครึ่ง

          “โคลใกล้สลายแล้ว”

          กฎแห่งความตาย เรื่องนี้วิญญาณสาวรู้ตัวดี… ยิ่งนางใกล้จุดหมายเท่าไหร่ ความปรารถนา ความหวัง ตอนนี้มันใกล้จบแล้ว…

          “เจ้าบอกฝีมือร้ายกายมิใช่หรือ ช่วยนางสิ”

          นารีเขม่นใส่อย่างร้อนรน เมรัยอ้าปากอยากกล่าวบางสิ่ง แต่ว่านางไม่พูด หมอผีน้อยปิดปากพลางเบือนหน้าหนี “ข้า…จะพยายาม”เสียงพึมพำของนางไม่มีใครในที่นี้ได้ยิน เรไรจมอยู่ในภวังค์ความคิด ปักษาน้อยพยายามนึกความเป็นไปได้ต่างๆ “เมรัยมิลองสำรวจสุสาน…เพื่อเจอ” “ข้าจักสำรวจพรุ่งนี้ ภาวนาให้ฝนหยุดตกด้วยนะ” หมอผีน้อยแลบลิ้นใส่คุณฝน ตกได้ตกดีจัง

          “ลองถามพวกคุณตาคุณยาย”

          นารีคิดอย่างน้อยพวกท่านก็น่าจักจดจำเรื่องราวความรักของโคลได้สักเล็กน้อย หากว่าพวกผู้สูงอายุจำมิได้ก็แปลว่าเรื่องราวของโคลนั้นเป็นเรื่องที่ผ่านมานานหลายสิบปีแล้ว “พรุ่งนี้แยกกันคนละทาง ข้าจักบุก… ไปเยี่ยมสุสานประจำเมือง เรไรช่วยโคลกู้ความทรงจำ ให้คอยจับตาดูนางดีๆด้วยเข้าใจหรือไม่ ถ้านางมีอาการคล้ายจักแตกสลาย ให้สวดบทนี้”

          เมรัยกำชับเรไร พร้อมมอบตำราสวดส่งวิญญาณ ใช้ในกรณีที่โคลไม่ไหวแล้ว เรไรก็สวดให้วิญญาณสาวไปเกิดใหม่เลย

          “ใครจักทำได้!!”

          “ข้าไง”

          เมรัยยกยิ้มพร้อมชี้นิ้วใส่ตนเอง หากโคลใกล้แตกสลาย เมรัยจักเป็นคนสวดส่งให้นางไปสบายๆเอง นางเชื่อว่าตนทำได้ เรไรก็ทำได้เช่นกัน กระนั้นเมรัยคิดผิดมหันต์ เห็นภายนอกเรไรเย็นชาปานราชินีน้ำแข็ง แต่ภายในปักษาน้อยเป็นเด็กสาวอ่อนโยนและใสซื่อมาก นางกล้าใช้ดาบฟันหัวโจรก็จริง แต่ไม่กล้าใช้ดาบฟันสัตว์ตัวเล็กๆหรอก

          “ข้าจักถามคนแถวนี้”

           นารีดื่มชาอย่างสบายอารมณ์ ไอควันขาวลอยฟุ้ง นางเก่งเรื่องข่มขู่ ไม่สิๆ เรื่องเจรจา ฉะนั้นเรื่องสอบถามให้วางใจนารี

          “ฝากด้วย”

          เมรัยหอมแก้มนารีอย่างหนัก ดวงดาวน้อยขวยเขินพลันสะบัดหน้าหนี เรไรเห็นแล้วใคร่อยากให้เมรัยหอมตนบ้าง กระนั้นไม่อยากแสดงตัวจนหมอผีน้อยรู้ทัน ปักษาน้อยจึงแก้มแดงทำทีไม่สนใจ กระนั้นสุดท้ายก็โดนพวกเมรัยจับได้อยู่ดี หนีมิรอดต้องโดนทำโทษ  

          แสงเปลวไฟสีแดงทับทิมสั่นไสวพร้อมเงาดำกลุ่มใหญ่ปานเทือกเขาที่เคลื่อนขยับโยกโครมครามสนั่นหวั่นไหว ขอบคุณเตียงที่ใหญ่พอแบกรับและแข็งแรงไม่สั่นจนเกิดเสียงรบกวนห้องข้างๆ กระนั้นผนังห้องมิอาจกลบเสียงครวญคราวชวนสะยิว สามสาวน้อยปลดเปลื้องชุดนอนให้กันและกัน เผยเนื้อนวลผ่องใสสีชมพู่ดอกท้อ ด้วยความร้อนรุ่มที่มิรู้บังเกิดตั้งแต่เมื่อใด เมรัยโยนเรื่องหนักหัวไว้ใต้เตียง ยามนี้นางกลายร่างเป็นสัตว์ร้ายที่หมายขย้ำสองลูกแกะอย่างบ้าคลั่ง รุนแรง และบีบคั้น หมอผีน้อยฝักเขี้ยวเล็บและฝากรอยนิ้วมือระบายทั่วบั้นท้ายสองสาวน้อยน่าประรับทาน “อือ..” ซบหน้าคลอเคลียทรวงอกน้ำเต้า พลางปล่อยเจ้าพวกตัวน้อยดูดดื่มอกอวบอิ่ม หยกน้ำนมเอ่อล้นท้วมปาก หวานละมุนประหนึ่งนมแคโนไลน์ ความใคร่กระหายที่ยากข่มกลั้น ท้ายสุดก็ปลดปล่อยใส่สองเมียรักมิยั้งมือ ปลุกปล้ำจนแขนขาอ่อนระทวย อ่อนยวบและหมดแรงขัดขืน เรไรโดนหนักด้วยมีนารีและเมรัยประกบทุกทาง พวกนางสอดเสียบกันอย่างว่าพรุ่งนี้เป็นวันหยุด…

          แรงอีก… เพราะมีคำนี้คอยปลุกประสาทหมอผีน้อย เมรัยจึงทุ่มแรงสิบส่วน กดทับและกระแทงกระทั้น เสียงปักดังกระชากใจ ใส่จนพวกนารีขึ้นสวรรค์ไปเลย…ร้อยแปดหมื่นรอบ…

          และแล้วมิรู้เมื่อใด แสงตะเกียงวูบดับสนิท.. กระนั้นเสียงครางยังร้องครวญมิหยุดราวจักดำรงเช่นนี้ยันฟ้าสาง…

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น