rani

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 10

ชื่อตอน : กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 10

คำค้น : กับดักรัก หมอสุดโหด, กับดักรักหมอสุดโหด, ชลาธิป, ปัณ, yaoi, rani, 18+

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.3k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 09 เม.ย. 2560 22:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 10
แบบอักษร

กับดักรัก หมอสุดโหด
    โดย Rani รานี

บทที่****10

แสงแดดอ่อนส่องผ่านผ้าม่านที่ถูกเปิดเอาไว้ เสียงนกตัวเล็กตัวน้อย ที่มาคอยเกาะกิ่งต้นไม้ พากันปลุกให้ร่างบางตื่นลืมตาตื่นขึ้นมาแต่เช้า เพื่อที่จะพบแต่เพียงความว่างเปล่าบนพื้นที่ว่างข้างตัวเท่านั้น ร่างบางรู้สึกสบายตัวขึ้นกว่าเมื่อวานมาก อาจจะเป็นเพราะได้พักผ่อนเต็มที่ ความเงียบทำให้ปัณได้คิดทบทวนบางอย่าง หากสิ่งที่พันธุ์เทพพูดเป็นเรื่องจริง ความรักของเทพก็คงเป็นความจริงเช่นเดียวกัน เพียงแต่มันเป็นวิธีการที่ไม่ได้เรื่องก็เท่านั้น เทพพูดกับเขามาตั้งแต่ต้นแล้วว่า เขาจะทำทุกอย่างให้ชีวิตของปัณดีขึ้น ปัณไมได้เฉลียวใจเลยว่า ชีวิตที่ดีขึ้นของเทพหมายถึงเรื่องเงินทอง และคำว่า “ทุกอย่าง” หมายรวมถึงเรื่องที่ต้องยอมไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่นเพื่อเงินด้วย
            คิดถึงตรงนี้ปัณณทัตก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ อาจจะเป็นเพราะเค้าเองที่ไม่ได้คุยกับพันธุ์เทพให้เรียบร้อย ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดก็คือ ชีวิตที่เป็นอยู่นี้ก็ดีที่สุดแล้ว ชีวิตของเด็กกำพร้าคนหนึ่งที่บังเอิญได้มาอยู่ในครอบครัวนี้ มันทำให้ปัณรักครอบครัว และรักชีวิตของเขามาก แต่พันธุ์เทพกลับคิดไปว่า ตรงนี้เป็นปัญหาชีวิต
ถ้าปรึกษากันสักนิด ปัณจะบอกกับเทพว่า สิ่งที่เขาคิดมันไม่ใช่เลย
            แต่อย่างไรก็ดี ปัณก็รู้สึกไม่ได้โกรธหรือเกลียดพันธุ์เทพมากนักเมื่อรู้ถึงเหตุผลต่างๆ เพราะทั้งหลายทั้งมวล มันก็เริ่มมาจากความรัก ที่เทพมีให้เค้าอยู่ดี
            แล้วหมอชลาธิปล่ะ ปัณจะเชื่อมั่นในคำว่า รัก ของเค้าได้มากน้อยแค่ไหน

เสียงเปิดประตูดึงให้ปัณเลิกคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย หมอชลาธิปปรากฎตัวขึ้น ก่อนจะวางถาดโจ๊กหอมกรุ่นที่ถือมาด้วยไว้บนโต๊ะข้างเตียง
            “ปัณตื่นเช้าจังครับ นี่ผมคิดว่าต้องมาปลุกซะอีก”
            “คุณหมอไม่ไปทำงานเหรอครับ” ปัณถามเสียงครางแหบๆ
            “ไปสิ แต่ขอดูแลคนป่วยที่บ้านก่อน” หมอหนุ่มหยิกแก้มที่เริ่มมีเลือดฝาดเบาๆ สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่มองออกมานั้นทำให้คนป่วยแทบหายใจไม่ออก “ทานข้าวนะครับ แล้วเดี๋ยวทานยา” หมอหนุ่มลงมือป้อนโจ๊กให้กับคนไข้ ถึงแม้คนไข้จะปฏิเสธขอกินเองก็ไม่ยอม
            ... อยากดูแลให้ดีที่สุด ...
            ปัณรับรู้ถึงหัวใจที่เต้นแรงของตัวเอง แก้มขาวขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความเขินอายที่เกิดจากความอ่อนโยนคุณหมอบรรจงมอบให้ หลังจากกินเสร็จปัณก็สะลึมสะลือจะหลับลงไปอีก แต่คุณหมอรั้งไว้ซะก่อน
            “อย่าเพิ่งเลยปัณ เช้าๆเช็ดตัวก่อน จะได้นอนต่อสบายๆ แล้วถ้าคุณไหว ผมอยากให้คุณลองลงไปเดินเล่นที่สวนหน้าบ้านบ้าง ต้นน้ำนี่มือดีเหมือนอังกูรนะ ปลูกอะไรก็ขึ้น”
            หมอพูดจบก็หายเข้าไปในห้องน้ำก่อนจะออกมาพร้อมกะละมังที่บรรจุน้ำพร้อมมีผ้าขนหนูผืนเล็กพาดปากมาด้วย มือใหญ่วางน้ำลงข้างเตียงก่อนจะจับคางบางให้หันมาสบตากับเขา
            “เดี๋ยวผมเช็ดตัวให้นะครับ” ปัณพยักหน้ารับ แล้วก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเหมือนกัน จะบอกยังไงล่ะ ..เขินน่ะ เมื่อหมอชลาธิปเห็นแบบนั้นก็ยิ้มมุมปาก แล้วดึงให้หน้าของร่างเล็กเข้ามาใกล้กับเขามากขึ้นก่อนที่ริมฝีปากหนาจะแกล้งกดจูบหนักๆไปที่ริมฝีปากบางซีดของอีกฝ่าย จูบหนักๆนั้นเล่นเอาปัณตกใจจนเผลออ้าปากและปล่อยให้หมอหนุ่มส่งลิ้นร้อนเข้ามาสำรวจภายในปากของงร่างบางได้ง่ายๆ ปัณเริ่มกลัวว่าหมอจะทำอะไรขึ้นมาจริงๆ เขาใช้แขนข้างที่ไม่เจ็บออกแรงผลักหมออย่างเต็มที่ คุณหมอหัวเราะหึ จริงๆแล้วเค้าก็แค่แกล้งเล่นเท่านั้น คิดเหรอว่าถ้าเขาเอาจริงขึ้นมา เรี่ยวแรงแค่นี้จะทำอะไรเขาได้ แต่ก็ยังไม่วายส่งสายตาที่น่าจะเป็นอันตรายต่อส่วนสงวนของปัณออกมาที่เป้าหมายอยู่ดี
            หมอหัวเราะอย่างขำๆอีกครั้งแล้วค่อยๆปลดกระดุมเสื้อนอนของร่างบางออก ปัณนั่งเขินอยู่อย่างนั้น เขากัดริมฝีปากล่างของตัวเองเป็นการแก้เขิน แต่หน้าแดงๆนั่นก็ยิ่งทำให้หมออยากแกล้งมากขึ้นไปอีก ร่างหนาแกล้งสะกิดตุ่มไตที่หน้าอกระหว่างปลดกระดุมไปด้วย จนคนป่วยสะดุ้งโหยง แล้วหมอหนุ่มก็ยิ้มอย่างพอใจมากเมื่อเห็นกิริยานั้น
            “ผมเช็ดเองก็ได้ครับ คุณหมอไปทำงานเถอะ”
            “อย่าดื้อน่า ปัณไม่สบายอยู่นะ” หมอหนุ่มขึ้นเสียงเบาๆ ทำให้ปัณตัดสินใจอยู่เงียบๆดีกว่า เขาเดาไม่ออกหรอกว่าถ้าหมอชลาธิปโกรธขึ้นมาอะไรจะเกิดขึ้นได้บ้าง
            มือหนาลูบไล้ผ้าขนหนูชุบน้ำเบาๆจนทั่วร่างเล็ก เขาไม่ลืมทาโลชั่นกลิ่นดอกไม้ที่ปัณใช้เป็นประจำให้ด้วย แล้วบรรจงจูบเบาๆที่ริมฝีปากร่างบางอีกหนเป็นการร่ำลา เพราะได้เวลาที่เขาจะต้องออกไปทำงานแล้วจริงๆ

สายวันนั้นปัณณทัตค่อยๆเดินลงมาจากห้องตามคำแนะนำของหมอชลาธิป และยังอยากจะดูแปลงดอกไม้ที่หมอบอกว่าต้นน้ำดูแลให้เขาอย่างดีอีกด้วย แต่ที่น่าชื่นใจกว่านั้นก็คือ ยังคงพบน้องสาวที่น่ารักทำอะไรกุกกักอยู่ในครัวอีกด้วย
            “พี่นึกกว่ากลับไปแล้ว ถ้ารู้ว่ายังอยู่จะรีบลงมาให้เร็วกว่านี้”
            “ไม่ต้องหรอกค่ะพี่ปัณ” แจ๋วแหววตอบเสียงใส “แหววกะว่าทำอาหารกลางวันเสร็จแล้วจะขึ้นไปเรียกพี่มาเปลี่ยนอิริยาบถข้างล่างพอดีเลย เป็นยังไงบ้างแล้วคะ?”
            “สบายดีแล้วจ้ะ ก็เหลือแต่ตรงแขนนี่แหละ”
            “อืม คุณหมอนี่เก่งจริงๆเลยน้า” แจ๋วแหววกระซิบเหมือนคุยกับตัวเอง
            “อะไรนะจ๊ะ”
            “อ๋อ เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร พี่ปัณไม่เป็นไรก็ดีแล้วค่ะ แหววจะได้กลับบ้านอย่างสบายใจ”
            “เออ แหวว เรื่องนี้พี่ขอร้องอย่าบอกคุณใหญ่เลยนะ พี่ไม่อยากให้คุณใหญ่ไม่สบายใจ”
            “จะดีเหรอคะพี่ปัณ ถ้าคุณใหญ่มารู้ทีหลัง มันจะไม่ยิ่งแย่ไปกว่านี้อีกเหรอคะ คุณใหญ่ห่วงพี่ปัณจะตาย แล้วก็ไม่ได้อยากให้มาที่นี่ด้วย”
            “นั่นแหละ พี่เลยไม่อยากให้คุณใหญ่รู้ไง”
            “แหววสังหรณ์ใจประหลาดๆนะคะ ว่าทำแบบนี้ต้องไม่ดีแน่ๆ”
            “ไม่เป็นไรหรอก แค่เราสองคนไม่พูดก็ไม่น่าจะมีอะไรไปถึงหูคุณใหญ่แล้วล่ะ”
            “ก็ได้ค่ะ แต่แหววบอกไว้ก่อนเลยนะคะ ว่าไม่รับผิดชอบต่อผลที่จะเกิดขึ้นนะ พี่ปัณล้วนๆนะคะ บ่ายนี้แหววจะกลับแล้วด้วย จะไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น” แจ๋วแหววพูดเสียงดัง แต่เป็นเสียงดังที่ใครๆก็ดูออกว่ามันกลบเกลื่อนความกลัวไม่มิด
            “ก็ได้จ้า” ปัณหัวเราะกับท่าทีของน้องสาว
            คุณใหญ่เป็นคนที่ดีกับปัณเสมอ คอยรักและคอยห่วงปัณจนบางครั้งปัณก็อึดอัด เหมือนถูกพันธนาการไปด้วยโซ่แห่งความรักที่รัดแน่นจนหายใจไม่ออก คุณใหญ่เริ่มค่อยๆถอยห่างออกไปเมื่อตอนที่เขาพบและตกลงเป็นแฟนกับพันธุ์เทพ แต่ก็เป็นคนที่คอยคุมความประพฤติของเขากับพันธุ์เทพมาตลอดไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง นั่นจึงเป็นเหตุให้ปัณพลาดท่าให้แฟนหนุ่มแค่ครั้งเดียวตั้งแต่แรกเริ่ม คุณใหญ่ซึ่งเป็นพี่คนโตจแสดงความเป็นผู้ปกครองอย่างชัดเจนจนคนทั้งบ้านก็แปลกใจในท่าที เขาแทบไม่เคยแสดงความเป็นมิตรกับพันธุ์เทพเลยสักครั้ง แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าควรจะต้องจัดการอะไร เพราะความรักความห่วงไยที่พี่พึงจะให้กับน้องนั่นก็เป็นเรื่องปกติของคนบ้านนี้
            และเมื่อความรักของปัณกับพันธุ์เทพต้องจบลง ในขณะที่คนอื่นดูโล่งใจที่คู่นี้ห่างกันไปเสียได้ แต่คุณใหญ่ก็ดูจะเป็นเดือดเป็นร้อนมากที่สุด เขาแทบจะพลิกแผ่นดินหาพันธุ์เทพเพื่อจับ “เจ้านั่น” ตามคำเรียกที่มาจากความโกรธ ทว่า ยังคงไว้ซึ่งความสุภาพ มาฆ่าทิ้งเสียให้ได้
            ปัณพบว่าตัวเองมีหลากหลายความรู้สึกมากเมื่อนึกถึงคุณใหญ่ในตอนนั้น ทั้งอบอุ่นที่มีความคนดูแล แต่ก็กลัวอารมณ์ร้อนๆที่ซุกซ่อนอยู่ในท่าทีที่สุขุมของคุณใหญ่ กับความรักที่แน่นหนาของคุณใหญ่ด้วย ร่างบางจึงเลือกที่จะวางตัวเองให้ปลอดจากเรื่องวุ่นวายนี้สักพักโดยการมาใช้ชีวิตที่ชนบทห่างไกลแห่งนี้ ในฐานะของพ่อบ้าน
            แต่ดูเหมือนคุณใหญ่จะไม่ปล่อยเขาเลย ป้ามณีแทบร้องไห้กับปัณ เมื่อแจ๋วแหววเผลอบอกคุณใหญ่ว่า ป้าเป็นคนหาที่ทำงานใหม่ให้กับปัณ เพราะคุณใหญ่ข่มขู่ซะมากมาย ร้อนให้แจ๋วแหววต้องคอยระงับอารมณ์นั้นเอาไว้ และถ้าคุณใหญ่รู้ว่าเขาเจ็บป่วยแบบนี้ล่ะก็ ทุ่งนาป่ารกแถวนี้คงได้ราบกันไปเพราะฝีมือของคุณใหญ่แน่ๆ ยิ่งบวกกับอารมณ์ของหมอยิ่งไม่ต้องคิดเลย
            ทำไมพวกที่ดูสุภาพ ถึงได้มีความร้อนซุกซ่อนอยู่ในตัวทุกคนเลยนะ!!!

เย็นวันนั้นหมอชลาธิปกลับบ้านอย่างรวดเร็ว เขาแทบจะเผ่นแผล็วออกมาจากโรงพยาบาลทันทีที่หมดเวลางาน และขับรถโดยไม่สนใจว่าความเร็วมันพุ่งไปที่เท่าไรแล้ว
            หมอหนุ่มจอดรถพรืดที่หน้าบ้านหลังใหญ่ แล้วกระโดดลงจากรถทันที ทว่าก่อนที่จะเดินเข้าไปยังตัวบ้าน เขาก็เห็นคนที่เขาทั้งรักทั้งห่วงมานั่งเล่นอยู่ที่ชิงช้าท่ามกลางสวนดอกไม้นี่แล้ว แต่ชิงช้าที่ไกวช้าๆ กับสีหน้าหงอยๆของปัณ ทำให้ความดีใจอย่างลิงโลดเมื่อครู่ต้องหยุดลง
            “ยังไม่หายเจ็บเหรอครับ ทำหน้าเหมือนไม่สบายอยู่เลย ตอนเช้าปัณดีขึ้นแล้วไม่ใช่เหรอ?”
            “ครับ?”
            “นี่เหม่อจนไม่รู้ว่าผมพูดอะไรด้วยเลยเหรอไง” หมอชลาธิปพูดแล้วเอามือมาแนบหน้าผากคอยสำรวจอุณหภูมิร่างกาย แล้วก็ดูความเรียบร้อยที่แขนด้วย ก่อนจะรั้งให้ร่างบางเข้าบ้านไปที่โซฟาในห้องรับแขกแทนที่จะตากลมอยู่ตรงนี้
            “วันนี้คุณใหญ่โทรมาครับ โทรมาหาน้องแหววก่อนที่น้องแหววจะกลับก็เลยได้คุยกับผมด้วย”
            “แล้ว?” หมอชลาธิปถาม ขณะที่มือก็สาละวนอยู่กับการทำความสะอาดแผลไปเรื่อยๆ
            “คุณใหญ่อยากมาที่นี่ครับ” ปัณพูดเบาๆ และยิ่งพูดเบาขึ้นไปอีกกับประโยคถัดไป “แต่ผมไม่อยากให้มา” คุณหมอชะงักมือ บางอย่างในน้ำเสียงของปัณบอกว่า คราวนี้ปัณต้องการความช่วยเหลือจริงๆ
            “ถ้าคุณไม่ต้องการพบเขา ให้ผมบอกเค้าดีไหม อย่างน้อยผมก็เป็นเจ้านายคุณ น่าจะมีสิทธิ์พอที่จะทำอะไรได้บ้าง” หมอเงยหน้าขึ้นมาจากแขนเรียวของปัณ
            “ถ้าจะมา ผมอยากให้คุณใหญ่มาพร้อมน้องแหวว หรือ ชายกลางมากกว่า ไม่อยากให้มาคนเดียวแบบนี้เลย”
            “มีอะไรระหว่างปัณ กับ คุณใหญ่ที่ผมน่าจะรู้ไหม” ปัณมองหน้าหมอชลาธิปแล้วเบนสายตาไปทางอื่น ในแววตานั้นว่างเปล่าซะจนหมอชลาธิปทำตัวไม่ถูก จะเข้าไปปลอบโยนก็ไม่รู้ว่าปัณเศร้าด้วยเรื่องอะไร เมื่อสักครู่เหมือนปัณมีความหวาดกลัว และกังวลบางอย่าง แต่เขาก็ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุอีก แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าดวงตาแป๋วๆที่จ้องมองเขาอยู่ตอนนี้ต้องการสื่ออะไรกันแน่ “เค้าดุมากเหรอ?” เขาตัดสินใจถามออกไป
            “ไม่หรอกครับ แต่คุณใหญ่ เอ่อ..คุณใหญ่เค้า ... คุณใหญ่”
            “หืม?” เขาย้ำ ปัณณทัตสบตาหมอ ชลาธิปเห็นแววตาของความสับสนและหวาดกลัวบางอย่าง “เค้าเคยทำร้ายปัณหรือเปล่า?”
            “ไม่เลยครับ คุณใหญ่สุภาพกับผมมาก มากกว่าน้องๆทุกคน บางครั้งก็มากเกินไปด้วยซ้ำ”
            “หืม? ยังไงนะ” หมอถามพลางละมือออกจากแขนของร่างบาง แล้วโอบกอดเอาทั้งร่างไว้ในอ้อมแขน
            “เอ่อ คือ .. คือว่า..”
            “ปัณครับ ถ้าปัณไม่บอกผม ผมช่วยอะไรปัณไม่ได้เลยนะ”
            “คุณรู้แล้วใช่ไหมครับ ว่าผมไม่ใช่ลูกแท้ๆของคุณพ่อคุณแม่”
            “อืม ปัณอยู่สถานะเดียวกับอังกูรในครอบครัวผม เป็นลูกเลี้ยงแสนรัก” เขายิ้มมุมปาก รู้สึกถึงความสุขเล็กๆในครอบครัวที่อังกูรได้มอบให้ครอบครัวของเขาโดยไม่รู้ตัว
            “ครับ และเพราะผมเข้าบ้านตอนที่คุณใหญ่โตพอจะรู้ความแล้ว ความรู้สึกของคุณใหญ่ที่มีต่อผม จึงไม่ใช่อย่างพี่ชายกับน้องชายครับ”
            “หืม นี่อย่าบอกนะว่า... ว่า”
            “ผมไม่รู้หรอกครับ ว่าคุณใหญ่รู้สึกกับผมแบบไหน แต่คุณใหญ่เข้มงวดกับผมมาก คอยดูแลคอยเป็นห่วงเป็นไยผมมากกว่าน้องคนอื่นๆ แม้แต่น้องแหววที่เป็นน้องสาวคนเล็ก คอยดูแลความปลอดภัย เช็คความประพฤติ เช็คเวลาเลิกเรียน เข้าเรียน ทีแรกผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะคุณใหญ่สงสารที่ผมเป็นเด็กกำพร้า แต่ยิ่งนานวันเข้าความรักความห่วงไยของคุณใหญ่ก็ยิ่งทำให้ผมหายใจไม่ออก ครั้งหนึ่งผมเคยกลัวว่าผมจะตายเพราะความรักของคุณใหญ่ด้วย” ร่างบางไม่รู้ตัวเลยว่าระหว่างเล่าเรื่อง ตัวเองก็เอนกายเข้าไปแนบชิดกับร่างหนามากขึ้นเรื่อยๆ แล้วจู่ๆปัณก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น “ผมควรจะทำยังไงดีครับ” ปัณถาม ตอนนี้ทั้งในหัวสมองและหัวใจของเขามันปั่นป่วน สับสน มึนงงไปหมด
            “คุณใหญ่เคยทำอะไรปัณหรือเปล่า เคยทำอะไรที่ไม่สมควรกับปัณไหม?”
            “ไม่ครับ ไม่เคย แต่คุณใหญ่จะหงุดหงิดมากๆทุกครั้งที่ผมทำอะไรไมได้อย่างใจคุณใหญ่ แต่ไม่เคยทำอะไรผม บางทีก็ไปลงโทษแม่บ้าน คนงาน หรือไม่ก็ไปลงกับเอ่อ เด็กที่ ..  เด็กขายน่ะครับ” ปัณตอบอ้อมแอ้ม หมอชลาธิปถอนใจเมื่อได้ยินคำบอกเล่านั้น เขาคิดว่าคุณใหญ่คงจะรักปัณมากทีเดียว อาจจะมากจนเกินพอดีไปก็ได้
            “บอกกับเขาว่าเรารักกัน จากนั้นเราจะทำอะไรอย่างไรก็ได้แล้ว” ชลาธิปกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น
            “เวลาคุณใหญ่มา คุณอยู่ใกล้ๆผมได้ไหม”
            “อืม ไม่มีปัญหา ผมจะอยู่ใกล้ๆปัณตลอดเวลา ปัณไม่ต้องเป็นห่วง ผมจะอยู่ตรงนี้ ตลอดเวลา”  ชลาธิปย้ำคำ ตลอดเวลา
            “ขอบคุณครับ”
            “จำไว้นะครับ ผมจะรัก จะดูแลปัณไปจนวันสุดท้ายของชีวิตผมบนโลกใบนี้เลย” ชลาธิปพูดก่อนจะบรรจงจูบหน้าผากเนียนของร่างบางที่นั่งห่อตัวอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างหวาดหวั่น

เช้าในอีกสองวันถัดมา รถเบนท์ลี่ย์ สีน้ำเงิน รุ่นใหม่ล่าสุดสนนราคายี่สิบกว่าล้าน ก็มาจอดสงบนิ่งอยู่ที่หน้าบ้านใหญ่ที่เจ้าของบ้านรวมทั้งพ่อบ้านและผู้ช่วยกำลังนั่งรับประทานอาหารกันอยู่
            ปัณตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ไม่ใช่เพราะเค้าจำเสียงรถคันนี้ได้ แต่เค้าจำเสียงรถทุกคนที่มาที่นี่ได้ นั่นหมายความว่ารถคันนี้ไม่เคยมาที่นี่มาก่อน คุณใหญ่คงเปลี่ยนรถ ต้นน้ำจะออกมาดูที่หน้าบ้านให้ แต่ชลาธิปบอกให้เด็กหนุ่มรีบกินข้าวแล้วรีบไปโรงเรียนซะ เพราะเชื่อว่าวินาที่ต่อจากนี้ไป จะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่เท่านั้น
            ชลาธิปจับมือปัณแน่นก่อนจะพากันออกมาพบกับคนมาใหม่ที่หน้าบ้าน ปัณออกจะหมดความมั่นใจไปชั่วครู่เมื่อเห็นเค้า แต่ชลาธิปกำลังพิจารณาเค้าทุกซอก ทุกมุมทีเดียว ชายหน้าตาคม ผิวขาว ร่างสูง ไหล่กว้าง คนนั้นยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงสแล็คที่ใส่คู่กับเชิร์ตสีขาว ยืนพิงรถหรูคันนั้นเข้าไว้ หมอจับสังเกตได้ว่า คนมาใหม่ชะงักนิดนึงเมื่อเห็นมือของปัณอยู่ในอุ้งมือของเขา
            “คุณใหญ่สวัสดีครับ”
            “สวัสดีปัณ แขนไปโดนอะไรมา” ชลาธิปฟังน้ำเสียงนิ่งๆนั่นแล้วหัวเราะหึ นี่กะจะเปิดตัวว่าเป็นศัตรูกับเขาเลยหรือไง เล่นกันเขาออกมาให้เป็นอากาศธาตุแบบนี้ แต่แววตาที่มองมายัง “คนของเขา” มันทำให้ความรู้สึกของการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมันแสดงตัวชัดเจนมากขึ้น เขาอยากจะพับปัณเป็นชิ้นเล็กๆแล้วเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อซะจริงๆ มองอยู่ได้ จะมองให้ทะลุเลยหรือไง
            “ไม่มีอะไรหรือครับ อุบัติเหตุนิดหน่อย คุณใหญ่ครับ นี่คุณหมอชลาธิปเจ้านายของผมครับ”
            “เจ้านายเหรอ?” คุณใหญ่ถามขึ้นทันที พร้อมกับจ้องมือของ “เจ้านาย” ที่ป่านนี้ก็ยังไม่ปล่อยมือน้อยๆนั่นให้เป็นอิสระเลย นี่มันเจ้านายประเภทไหนกัน!!
            “สวัสดีครับคุณศรัณย์ภัทร” หมอชลาธิปยั่วเขาด้วยการยื่นมือมาให้จับแสดงการทักทาย ทว่าอีกมือก็ยิ่งกระชับมือของปัณให้แน่นขึ้นไปอีก คนที่ถูกเรียกศรัณย์ภัทรยื่นมือมาจับมือที่รออยู่ก่อนแล้วบีบอย่างแรง ไม่มีใครยอมแพ้ใคร ชลาธิปไม่ปล่อยให้เค้าโดนทำอยู่ฝ่ายเดียวอยู่แล้ว
            “จะบอกว่าเจ้านายก็ไม่ถูกหรอกครับ เพราะตอนนี้เราเป็นคนรักกันด้วย ต้องขอบคุณคุณศรัณย์ภัทรที่ดูแลปัณเค้ามาเป็นอย่างดี” สายตาวูบไหวของคนมาใหม่ที่มองแบบตั้งคำถามมาที่ปัณทำให้ร่างบางรู้สึกผิด สีหน้าของศรัณย์ภัทรราวกับมีเข็มหลายร้อยเล่มมาปักเอาไว้ที่หัวใจ ขณะที่ปัณเอาแต่ยืนก้มหน้านิ่ง ซึ่งแน่นอน ทุกอย่งอยู่ในสายตาของชลาธิปโดยตลอด
            “เชิญเข้าในบ้านก่อนเถอะครับ ให้ผมได้มีโอกาสดูแลคุณบ้าง” ชลาธิปตัดสินใจทำลายความเงียบที่เค้าเกือบจะทนไม่ได้นั้น เขาเดินนำหน้าโดยไม่ได้ปล่อยมือจากปัณเหมือนเดิม ทว่า ทางเดินจากหน้าบ้านมายังห้องรับแขกที่ไกลไม่กี่เมตร ชลาธิปกลับรู้สึกเหมือนใช้เวลานานชั่วชีวิต
            ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเป็นแบบไหนกัน?
            ปฏิกิริยาของทั้งคู่ มันบ่งบอกอะไร รักมาก? หวงมาก? คิดถึงมาก? หรือเพราะอะไร?
            เมื่อเทียบกับพันธุ์เทพแล้ว คุณใหญ่ของปัณคงจะเป็นอีกคนที่เขาต้องระวังไว้ให้มาก และพันธุ์เทพดูกระจอกไปเลย
            แม้ทั้งคู่จะไมได้โผเข้ากอดกัน แม้พวกเขาจะไม่ได้พูดอะไรกัน ไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวกัน
แต่ชลาธิปรู้ว่า ในพื้นที่ที่มองไม่เห็นระหว่างปัณกับศรัณย์ภัทรนั้น      
            ดูเหมือนจะไม่มีที่ว่างใดๆหลงเหลือให้เขาเข้าไปแทรกอีกแล้ว

///////////////////////////////////////////  

หายไปนานม๊ากกกกกกกก 
ยังไม่ได้ทวนคำผิดนะคะ
ขอบคุณที่ยังแวะเวียนกันเข้ามาน้าาาา <3

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น