Ranmaru *

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

โทรครั้งที่ 26 :: เรื่องไม่อยากจำ แต่ก็ลืมไม่ลง [ครบ - 100% -]

ชื่อตอน : โทรครั้งที่ 26 :: เรื่องไม่อยากจำ แต่ก็ลืมไม่ลง [ครบ - 100% -]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ส.ค. 2561 16:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
โทรครั้งที่ 26 :: เรื่องไม่อยากจำ แต่ก็ลืมไม่ลง [ครบ - 100% -]
แบบอักษร

โทรครั้งที่ 26 เรื่องไม่อยากจำ แต่ก็ลืมไม่ลง

            เรื่องพี่ณะใช่ว่าจะจบง่ายๆ หลังจากเหตุการณ์ในร้านอาหารวันนั้น ผมก็ได้รับข้อความโอดครวญจากเพทายบ่อยๆ ล่าสุดเพิ่งงอแงฟ้องว่าพี่ณะโยนงานที่ต้องแก้ให้ ทั้งๆ ที่งานในมือก็ล้นอยู่แล้ว อยากลุกยืนไว้อาลัยให้จริงๆ

            พอผมเอาเรื่องนี้ไปบอกกับพอล รายนั้นก็รีบโทรไปขอโทษเพื่อน แค่ให้ช่วยกันไม่คิดว่าจะโดนหมายหัวขนาดนี้ พอลบอกให้เลิกแต่เพทายมันกลับดื้อ จะช่วยจนกว่าชีวิตจะหาไม่

            โคตรพลีชีพ ผมนี่นับถือเลย

            ทางผมเองก็ใช่ว่าจะปล่อยผ่านนะ แต่กำลังหาช่วงเวลาเหมาะๆ ไปคุยกับพี่ณะ อย่างที่เห็นกันแหละ ถึงแม้เจ้าตัวจะดูสุภาพ อ่อนโยน (แค่กับผม) พูดจาดี แต่ใช่ว่าจะรับฟังเสมอไปนะ พี่แกก็ดื้ออยู่เหมือนกัน ดูจากที่ผ่านๆ มา เวลาที่ผมบอกว่าไม่ พี่ณะจะทำเป็นหูทวนลมตลอด

            และที่สำคัญ...พี่ณะเขาเซอร์ไพรส์ผมได้ทุกเมื่อ!

            วันนี้ก็เช่นกัน ตื่นนอนลากสังขารลงจากเตียงก็เพราะพี่ไปรษณีย์มาบีบแตรที่หน้าบ้าน ผมได้รับพัสดุมาหนึ่งกล่อง กล่องเล็กๆ ไม่ใหญ่มาก เดายากอยู่ว่าข้างในเป็นอะไร แต่ที่ทำให้ผมตื่นเต็มตาไม่ใช่ขนาดของกล่อง แต่เป็นชื่อคนส่งต่างหาก

            กฤษณะ...กาลี (ไม่ใช่ ข้างหลังเติมเองจากอินเนอร์)

            ส่งอะไรมาวะเนี่ย ระเบิดหรือเปล่า แต่จากขนาดของกล่องแล้วไม่น่าใช่ระเบิด มันดูเล็กไป

            หรือระเบิดมีไซส์เล็กๆ แบบนี้ด้วย?

            จะบ้าเรอะ! ใครเขาจะส่งระเบิดทางไปรษณีย์วะ

            ด้วยความอยากรู้ ผมรีบแกะกล่องออกดู ขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่ามันคือสร้อยข้อมือ ดีไซน์เรียบๆ ทว่าดูหรูและดูแพง เห็นแวบแรกที่คิดได้เลยคือสวย แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมสนใจ ที่อยากรู้คือ...พี่ณะส่งมาทำไม

            ไม่มีการ์ด ไม่มีอะไรเขียนถึงที่มาที่ไป

            โอ๊ยยยยย! ส่งมาทำไม รวยเรอะ!

            ผมควรรับไว้ปะ จะบอกว่าพี่แกส่งผิดก็ไม่น่าใช่ เพราะหน้ากล่องระบุชื่อผมชัดเจน หรือนี่คือการรุกของอีกฝ่าย

            อึ๋ย! แค่คิดก็ขนลุกซู่แล้ว พี่ณะ! ไม่เอา! ไม่ทำแบบนี้!

            ผมปล่อยของในมือราวกับว่ามันเป็นของร้อน ทางเดี๋ยวที่จะเข้าใจทั้งหมดคือบุกไปคุยกับพี่ณะต่อหน้า และเอาไอ้สร้อยนี่ไปคืนด้วย ถึงแม้ว่าผมจะชอบก็ตาม

            อืม...ชอบ

            ชอบมาก

            ชอบมากๆ ไอ้บ้าเอ้ย! ซื้อที่ไหน หรือพี่สั่งทำ โอ๊ยยยชอบบบบ~

            ผมพยายามฮึบไว้ ไม่เอาไม่ดี อย่าไปรับ ถ้ารับมันต้องดูเป็นการให้ความหวังพี่ณะแน่ๆ เพราะงั้น...แจน! เอาไปคืน!

            เดี๋ยวค่อยถามก็ได้ว่าพี่เขาซื้อที่ไหน

            คิดได้ดังนั้นผมก็รีบบุกไปหาที่ณะที่บริษัท ไม่สิ ใช้คำว่าบุกไม่ได้ เพราะเราไม่ได้จะไปหาเรื่องเขาสักหน่อย พอมาถึงก็เพิ่งนึกได้ พบหัวหน้าใช่ว่าจะเดินดุ่มๆ เข้าไปได้เลย นัดก็ไม่ได้นัด พี่เขาอาจจะประชุมอยู่ก็ได้

            แต่เอาวะ ไหนๆ ก็มาแล้ว

            ผมขึ้นลิฟต์ ก่อนอื่นเลยต้องไปหาพี่หญิง พี่เขานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน พอเงยหน้ามาเจอผมก็แจกยิ้มสดใสทันที

            “น้องแจน”

            “สวัสดีครับพี่หญิง”

            “มาทำอะไร คุณณะเรียกเหรอ”

            “เปล่าครับ ไม่ใช่ แต่ก็...มาหาพี่ณะนั่นแหละ”

            “ทำไมล่ะ คุณณะว่าอะไรแจนอีกเหรอ” พี่หญิงถามเกรงๆ คงกลัวว่าหัวหน้าตัวเองมาสร้างเรื่องอะไรให้ผมหงุดหงิดอีกหรือเปล่า ไอ้เรื่องน่ะสร้างจริง แต่ยังไม่ถึงขั้นหงุดหงิด

            “เปล่าครับ แค่มีธุระจะคุยด้วยนิดหน่อยเท่านั้น พี่ณะอยู่หรือเปล่าครับ”

            “อยู่ค่ะ เดี๋ยวพี่ถามให้แป๊บนะ” แล้วพี่หญิงก็กดโทรศัพท์ คุยสักพักก็เงยหน้ามายิ้ม “เข้าไปเลยค่ะน้องแจน”

            “ขอบคุณครับ” ก้มหัวขอบคุณแล้วเปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานพี่ณะ ทักทายแกนิดหน่อย เลื่อนเก้าอี้นั่งปุ๊บก็เอากล่องสร้อยข้อมือวางบนโต๊ะ ร่างสูงเลื่อนสายตาไปมองพลางเลิกคิ้วสูง

            “ผมเอามาคืน”

            “คืนทำไม”

            “แทนที่จะถามว่าคืนทำไม ผมต้องถามพี่มากกว่าว่าให้ผมทำไม”

            “ของตอบแทน คุณช่วยอะไรผมไว้หลายอย่างแล้ว” พี่ณะตอบหน้าตาย แต่ทานโทษนะครับ ผมไม่ใช่เด็กอนุบาลนะ ที่พูดแค่นี้แล้วจะเชื่อสนิทใจ

            “ผมรับไว้ไม่ได้หรอกครับ” แม้จะอยากรับมากก็ตาม ชอบอะ! “มันไม่ใช่เส้นละสิบยี่สิบ ถึงจะไม่แพงมากแต่ผมคิดว่ามันไม่เหมาะ”

            พี่ณะวางมือประสานบนโต๊ะ มาดหัวหน้าฉายชัดออกมา “ไม่เหมาะยังไง”

            ทำไมต้องถามให้มากเรื่องห้ะ! รับคืนไปเถ้อ~

            “งั้นพี่ให้ลูกน้องแบบนี้ทุกคนหรือเปล่าล่ะครับ”

            “แจน คุณไม่จำเป็นต้องรู้หรอกนะว่าผมให้ทุกคนหรือเปล่า รู้แค่ว่าผมเต็มใจให้คุณก็พอ” พี่ณะว่าเสียงเรียบ ทว่าในแววตามันแฝงอะไรบางอย่าง...ที่มากกว่านั้น ผมเม้มริมฝีปาก ถ้าโสดไม่มีผัวคงหวั่นไหวอยู่หรอก แต่นี่...ผมมีผัวแล้ว!!

            “คือพี่ณะ…” เรียกอย่างอ่อนใจ

            “แจน ผมตั้งใจซื้อให้คุณ”

            พอแล้ววววว~

            ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ ถ้าผมไม่พูดให้ชัดๆ ดูท่าการคุยครั้งนี้ผมต้องพ่ายแพ้แน่ ผมเงยหน้าสบตาร่างสูงด้วยแววตาจริงจัง

            “พี่ณะ ผมรู้นะ ที่พี่ซื้อให้น่ะ มันไม่ใช่ของตอบแทน”

            “...”

            “และพี่น่าจะรู้อยู่แล้ว ว่าผมมีแฟนอยู่แล้ว” ผมเอ่ยไปตรงๆ ดวงตาคมดุนั่นเป็นประกายกร้าวขึ้นมาชั่วแวบหนึ่ง ผมลอบกลืนน้ำลาย ไอ้แววตาแบบนี้แหละที่เจ้าตัวใช้ตอนดุลูกน้องจนคนหัวหดทุกราย

            “ใช่ ผมรู้”

            “เพราะงั้นอย่าหาของอะไรมาให้ผมเลยครับ มัน...ไม่มีประโยชน์หรอก”

            “แจน ผมไม่มีหวังเลยใช่ไหม”

            สะอึกเลยจ้า พี่ณะโหมดนี้ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน สีหน้าและแววตายังคงเดิม แต่คำพูดเนี่ยสิ

            ถึงอย่างนั้นจะสงสารไม่ได้ ต้องเด็ดขาด

            “ครับ ไม่มี”

            ร่างสูงหลับตา พ่นลมหายใจออกมายาวๆ ดูท่าเจ้าตัวไม่ค่อยอยากยอมรับเท่าไหร่แฮะ และคงกำลังไม่พอใจด้วย แต่ไหนๆ เรื่องก็มาขนาดนี้แล้ว ผมมีอีกอย่างที่ต้องพูด

            “และเพทาย” เชี่ยละ แค่เอ่ยชื่อก็ได้รับการตวัดตามอง

            “ทำไม เขาฟ้องอะไรคุณหรือไง” ทำไมตัวเองต้องพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์แบบนั้นล่ะฮับ

            “ก็...ไม่เชิงฟ้องหรอกครับ”

            “แล้วเขาพูดอะไรให้คุณฟังล่ะ คงไม่คิดว่าผมจะรังแกลูกน้องตัวเองหรอก ใช่ไหม” คำหลังพี่ณะโน้มตัวมาด้านหน้า ท่าทีกดดันน้อยๆ ผมอยากจะโวยกลับอยู่หรอกนะ ก็พี่ไม่ใช่เรอะที่แกล้งจนเพทายจะตายอยู่แล้ว

            แต่ไม่ได้ ไม่รู้ว่าถ้าโวยไปเพทายจะโดนอะไรบ้าง

            “ไม่หรอกครับ ผมรู้ว่าพี่มีความเป็นมืออาชีพและเป็นผู้ใหญ่พอ คงไม่เอาเรื่องส่วนตัวไปปนกับเรื่องงานหรอก”

            “...”

            “จริงไหมครับ” ผมฉีกยิ้มถามย้ำ พี่ณะโคลงศีรษะ

            “สรุปที่คุณมาวันนี้คือต้องการจะบอกว่าให้ผมเลิกชอบคุณซะแล้วตัดใจ เพราะไม่ว่ายังไงก็ไม่มีหวัง ใช่ไหม” พี่ณะเอ่ยตรงจุดที่ผมต้องการ ซึ่งมันใช่ และอีกอย่าง...พี่เนียนไม่ตอบคำถามผมนะ

            “ใช่ครับ”

            “แจน”

            “ครับ”

            “ผมชอบคุณ”

            พนมมือๆๆ!

            “อย่าใส่ใจเลย โอกาสของผมที่จะพูดมันมีแค่ตอนนี้เท่านั้น ผมเข้าใจแล้ว ส่วนสร้อยเส้นนี้คุณรับไปเถอะ เพราะผมก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรเหมือนกัน”

            “ไม่ดีกว่าครับ” ผมส่ายหน้า กัดฟันพูดเลยนะ ฮื้อออ แจนชอบอ่า~

            “งั้นก็ตามใจคุณ เดี๋ยวผมเดินไปส่ง” พี่ณะลุกขึ้นยืน ผายมือไปทางประตู ผมลอบสังเกตท่าทีของอีกฝ่าย เสียใจหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะพี่แกเก็บความรู้สึกเก่งมาก

            “พี่ณะ เรื่องเพทายน่ะ…” ผมพูดขึ้นอีกครั้งเมื่อเดินถึงหน้าประตู พี่ณะส่ายหน้าตัดบท

            “อย่าห่วงเลย”

            เออ พี่บอกแบบนี้ผมก็สบายใจ เดินออกจากห้อง ก้มศีรษะให้พี่หญิง

            “กลับก่อนนะครับพี่หญิง”

            “จ้า”

            “กลับดีๆ ล่ะ” พี่ณะพูดทิ้งท้าย ผมก้มศีรษะรับแล้วเดินออกมา ได้ยินเสียงหัวหน้าจอมดุพูดกับเลขาแว่วๆ ตามหลัง

            “คุณหญิง เรียกเพทายมาพบผมหน่อย”

            อ้าว! ไหนบอกว่าอย่าห่วงไง!

            เพทาย! หนีไป!


- 35% -

            “มีแจนมากินข้าวด้วยบ่อยๆ แบบนี้พี่ชอบจัง มีเพื่อนเมาท์มอย” พี่แคลร์อมยิ้มอารมณ์ดี ผมยิ้มตอบ มือก็ช่วยพอลจัดโต๊ะ

            เป็นเรื่องปกติไปซะแล้วถ้าเกิดอาทิตย์ไหนพอลกลับมาบ้านและพี่แคลร์อยู่ เราจะกินข้าวเย็นด้วยกันตลอด พอลใส่ใจน้าตัวเองดีมากเลยนะ กลัวพี่แคลร์จะเหงาถ้าหลานแอบหายไปอยู่กับแฟน

            “งั้นน้าต้องกลับบ้านทุกอาทิตย์แล้วล่ะครับ”

            “ทำไม พอลคิดถึงน้าเหรอ” ดวงตาเป็นประกายทันที หลงหลานขั้นสุดจริงๆ นี่ขนาดพอลโตเป็นหนุ่มแล้วนะ

            “ครับ” ไอ้นี่ก็รับคำอย่างว่าง่าย เอาใจน้าเหลือเกิน มึงดู...พี่แคลร์ปลื้มจนจะเป็นลมอยู่แล้ว

            “เอ้อแจน พี่ลืมไปเลย พี่ซื้อของมาฝากเราด้วย” พี่แคลร์นึกขึ้นได้ ลุกเดินไปหยิบถุงอะไรบางอย่างมายื่นให้ผม มีของฝากติดไม้ติดมือมาให้ตลอด

            “ขอบคุณครับ มันคืออะไรน่ะ”

            “ของเล่นแมว”

            “แค่กๆๆ!” สำลักน้ำลายทันที ไอหน้าดำหน้าแดง กอดถุงแนบอกแน่น คำว่า ‘ของเล่นแมว’ มันกลายเป็นคำต้องห้ามสำหรับผมไปซะแล้ว พี่แคลร์เอียงคองุนงง ไม่เข้าใจว่าผมเป็นอะไร แต่ไม่ใช่กับหลานพี่แก รายนั้นยิ้มกริ่ม ชอบใจกับแก้มแดงๆ ของผม

            “เป็นอะไรไหมแจน”

            “แค่ก...ไม่...ไม่ครับ แค่สำลักน้ำลายนิดหน่อย” ผมโบกมือปฏิเสธ ลอบส่งสายตาดุๆ ใส่ไอ้คุณชนกันต์ที่ทำหน้าหื่น มึงเก็บอาการหน่อย เดี๋ยวพี่แคลร์ตกใจ

            “เปิดดูสิ พี่อยากรู้ว่าชอบไหม”

            ห้ะ! เปิดตรงนี้เลยเหรอ!

            “เปิดสิครับ” พอลยุยงส่งเสริม ทันทีเลยนะคุณชนกันต์ เรื่องแบบนี้น่ะ

            ผมเปิดถุงด้วยมือสั่นๆ หยิบของข้างในออกมาแล้วก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะที่พี่แคลร์ให้คือของเล่นแมวจริงๆ ไม่มีอะไรแอบแฝง ร่างสูงแกล้งทำหน้าผิดหวังเมื่อมันไม่ใช่อย่างที่คิด

            ไม่ต้องมาผิดหวังเลย เดี๋ยวฟาดหน้าแหก!

            “แฮะๆ ขอบคุณครับพี่แคลร์”

            “ไม่เป็นไร กินข้าวกันดีกว่ามา”

            Rrrrrr

            “อะ...พี่ขอไปรับโทรศัพท์แป๊บ” พี่แคลร์หยิบโทรศัพท์แล้วเดินออกไปที่หน้าบ้าน ผมได้โอกาส แยกเขี้ยวใส่ไอ้เด็กบ้า พอลหัวเราะชอบใจ ยื่นมือมาเกี่ยวเอวผมเข้าไปใกล้

            “นึกว่าจะมีของเล่นใหม่ซะแล้ว”

            “หยุดเลย”

            “อยากเห็นพี่เล่นอีกจัง”

            “บอกให้หยุดไงวะ!” ผมโวยวายหน้าแดงก่ำ ภาพวันนั้นฉายเข้ามาในหัว ถ้าตายเมื่อไหร่จะตามไปขอโทษพ่อกับแม่ ขอโทษที่แจนหื่นและแรดแบบนี้

            “จะเขินทำไมครับ พี่แจนก็ดูชอบ”

            “...”

            “ชอบไหมครับ” พอลโน้มใบหน้ามากระซิบข้างหู แกล้งงับด้วยเบาๆ ให้ผมวูบวาบเล่น ผมฟาดมือใส่แขนอีกฝ่ายแล้วถอยห่าง เป็นจังหวะเดียวกับที่พี่แคลร์เดินเข้ามา

            “น้านั่งเลยฮะ เดี๋ยวผมตักข้าวให้” พอลบอกพลางไปตักข้าวใส่จาน ผมมองหน้าพี่แคลร์ สีหน้าพี่เขาดูแปลกๆ ไป ไม่เหมือนก่อนที่จะรับโทรศัพท์

            “พี่แคลร์เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” พอผมถามแบบนั้นพอลก็รีบหันมองน้าตัวเอง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน

            “น้าครับ…”

            “พอล น้องชายเราโทรมาน่ะ”

            “....”

            “บอกว่าพ่อเราป่วย และกำลังจะไม่ไหวแล้ว ถ้าอยากไปเยี่ยม ไปเห็นหน้าครั้งสุดท้าย…” พี่แคลร์พูดทิ้งไว้แค่นั้น สีหน้าของพอลก็เปลี่ยนไปทันที ดวงตาฉายแววตกใจเพียงครู่เดียว ก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาจนผมเองยังรู้สึกอึดอัด

            “พอล…” พี่แคลร์เรียก

            “กินข้าวกันก่อนเถอะครับ แล้วค่อยว่ากัน”

            เมื่อพอลว่าแบบนั้นก็ไม่มีใครกล้าขัด กินข้าวเสร็จผมก็ให้เวลาพอลได้คุยกับน้า ส่วนผมกลับบ้านมาอาบน้ำ

            ต้องบอกก่อนว่าผมไม่เคยรู้เรื่องพ่อกับแม่ของพอลเลย และไม่เคยถามด้วย เห็นอยู่กับน้าก็นึกว่าไม่มีญาติที่ไหนแล้ว แต่จู่ๆ ก็โผล่มา ทั้งน้องทั้งพ่อ แถมพ่อกำลังป่วยหนักอีก

            อดีตเป็นยังไงไม่รู้ แต่เดาว่ามันคงไม่สวยหรูเท่าไหร่จากสีหน้าตอนได้ยินข่าวของพอล ผมยังไม่รู้เรื่องอะไรหรอก แต่เป็นห่วงไปก่อนแล้ว

            ผมลงมานั่งรอพอลข้างล่างหลังอาบน้ำเสร็จ เล่นโทรศัพท์รออย่างใจเย็น สักพักใหญ่พอลก็เปิดประตูเข้ามาในบ้าน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเรียบร้อย ทว่าสีหน้ากลับไม่มีแววสดชื่นแม้แต่น้อย

            ตุบๆ

            “มานั่งนี่มา” ผมตบที่ว่างข้างตัว พอลยิ้มรับ เดินเข้ามานั่งอย่างว่าง่าย ท่าทางดูปกติทุกอย่าง แต่ผมรู้ มันไม่ปกติ

            “พี่ทำอะไรอยู่ครับ”

            “นั่งคิดถึงนาย”

            “หืม ทำไมอยู่ๆ ก็ทำตัวน่ารัก”

            “อยากกอดไหม” พอลชะงักไปเมื่อผมถาม ดูจากสีหน้าแล้วน่าจะเข้าใจได้ทันทีว่าผมถามเพราะอะไร พอลส่ายหน้ายิ้มๆ ตวัดแขนเกี่ยวคอผมไปกอด

            “เป็นห่วงผมเหรอ หืม”

            “ก็แหงดิ! พี่แคลร์บอกว่าพ่อนายป่วย จากคำพูดของพี่เขาดูท่าจะเป็นหนักมากด้วย พอนายได้ยินก็เงียบไปเลย แบบนี้จะไม่ให้พี่ห่วงได้ไงวะ” บอกกลับไปแล้วก็พยายามไล่งับนิ้วที่ยื่นมาเขี่ยปากเขี่ยจมูก กอดอย่างเดียวก็ได้ปะ จะเขี่ยทำไม

            “ขอบคุณครับ แต่ที่ผมนิ่งเพราะตกใจเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกอะไรหรอก”

            “ไม่รู้สึก? หมายความว่าไง นั่นพ่อนายนะ” ผมเงยหน้าถาม เอาล่ะ เริ่มได้กลิ่นละ กลิ่นของอดีตที่มันไม่สวยงาม

            “ครับ พ่อผม” พอลพยักหน้ารับ ยังเฉยๆ ชิลๆ เหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา ผมเริ่มหงุดหงิดละ ฟาดมือเข้าที่แขนน้องมันอยากแรง

            “เล่าเดี๋ยวนี้!”

            “โอะๆ ใจเย็นสิครับ ไม่เอาไม่ดุ ไม่แยกเขี้ยว”

            เดี๋ยวนอกจากแยกเขี้ยวแล้วกูจะงับมึงด้วย

            “ที่บอกว่าไม่ได้รู้สึกอะไรอาจจะฟังดูโหดร้ายไปหน่อย แต่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ พี่ก็เห็นใช่ไหมว่าผมอยู่กับน้าแค่สองคน” ผมพยักหน้ารับ ไม่เคยเห็นญาติคนอื่นเลยครับ พี่แคลร์ก็ไม่เคยพูดถึงด้วย

            “ตอนเด็กๆ พ่อกับแม่ผมแยกทางกันน่ะ ครอบครัวเราในช่วงนั้นมีปัญหาหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องเงินและเรื่องความรู้สึก ผมยังไม่โตเท่าไหร่แต่ก็จำความได้ พ่อเลือกที่จะเอาน้องชายผมไปเลี้ยง และโยนผมให้แม่รับผิดชอบ แต่อย่างที่บอก เรากำลังมีปัญหา แม่จึงไม่อยากเอาผมไปด้วย” เล่าไปเจ้าตัวก็ยิ้มไป ทว่ามันเป็นรอยยิ้มที่ผมไม่ชอบเอาซะเลย

            ไม่ไหวก็อย่าฝืนดิวะ

            “แล้ว...ยังไงต่อ”

            “แม่บอกให้พ่อเป็นคนดูแลลูกทั้งสองคนแล้วจะคอยส่งเงินให้ภายหลัง แต่พ่อไม่ยอม บอกว่าไหนๆ ก็แยกกันแล้ว ไม่ต้องติดต่อกันอีกเลยดีกว่า และเอาลูกไปคนละคน”

            “...”

            “ก็นั่นแหละครับ ผมไม่มีใครเอา”

            ผมกุมมือพอลทันที เพียงแค่ได้ฟังยังรู้สึกแย่ แล้วตอนนั้นพอลยังเป็นเด็ก ไม่อยากคิดเลยว่าเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งต้องมาเจออะไรแบบนี้ จิตใจจะบอบช้ำแค่ไหน

            “พ่อออกไปกับน้องและไม่กลับมาอีกเลย ส่วนแม่ก็จะไปเหมือนกัน ตอนนั้นผมเหมือนถูกทิ้งเลยล่ะ ไม่สิ ถูกทิ้งจริงๆ ผมพยายามไม่ร้องไห้ อ้อนวอนให้แม่เปลี่ยนใจเอาผมไปด้วย เพราะดูเหมือนแม่ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว”

            ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ จะขอไปด่าแม่ของพอลหน่อย เป็นแม่ประสาอะไรวะ ทิ้งลูกแบบนี้ได้ไง

            “อย่าทำหน้าโกรธแบบนั้นสิครับ” พอลเอานิ้วมาจิ้มแก้มผม เกาคางหลอกล่อให้ผมยิ้ม ทำเหมือนผมเป็นแมวอีกแล้ว

            “จะไม่ให้โกรธได้ไงวะ! ดูแม่นายทำสิ นายยังเด็กนะ ตอนนั้นอายุเท่าไหร่”

            “7-8 ขวบครับ”

            “นั่นไง! เด็กอายุแค่นั้นคิดว่าอยู่คนเดียวได้หรือไง! พ่อนายก็แย่ ทำไมต้องทำเหมือนไม่อยากเลี้ยงนายด้วย เป็นพ่อนะเว้ย! ถ้าแม่ไม่เลี้ยงก็เอามาเลี้ยงเองสิ นั่นลูก! แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังดีกว่าแม่นายที่ไม่เอาใครเลย” อินเนอร์มาเต็มบอกเลย ปัญหาเรื่องเงินทำให้คนไม่รักลูกได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ

            “ใจเย็นๆ ก่อนครับ” กลายเป็นพอลต้องมาปลอบผมแทน

            “เฮอะ!”


- 75% -

            “ตอนนั้นผมเองก็รู้สึกแย่ ก็เสียใจตามประสาเด็ก เอาแต่คิดว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่เอาเราไปด้วย เขาไม่รักเราเหรอ ผมคิดไม่ออกเลยว่าชีวิตหลังจากนั้นของผมจะเป็นอย่างไร”

            ยิ่งฟังยิ่งอึดอัด ผมเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมพอลถึงมีสีหน้าแบบนั้นตอนได้ยินเรื่องพ่อ

            “แต่แล้วน้าแคลร์ก็โผล่มา น้าเหมือนนางฟ้าเลยครับ” พอลหัวเราะ “น้าโวยวายใส่แม่ยกใหญ่ว่ากล้าทิ้งลูกตัวเองได้ยังไง นั่นเด็กนะ ไม่คิดบ้างเหรอว่าลูกจะอยู่ยังไง แต่ถึงน้าว่าแบบนั้นแม่ก็ยังยืนคำเดิม”

            ไม่ควรเป็นแม่คนจริงๆ กูขึ้นแล้วเนี่ย!

            “พอเป็นแบบนั้นน้าก็เลยพูดว่าเดี๋ยวเลี้ยงเอง ตอนที่ได้ยิน...ไม่รู้น้ำตามันมาจากไหนเยอะแยะ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นผมไม่ร้องสักแอะ แม่เองก็มองเหมือนน้าแคลร์ไม่มีทางทำได้ ก็นะ...ตอนนั้นน้ายังใส่ชุดนักศึกษาอยู่เลย”

            ได้ฟังแล้วก็อึ้ง โหพี่แคลร์...นางฟ้าอย่างที่พอลว่าจริงๆ มีความเป็นแม่มากกว่าพี่สาวตัวเองอีก

            “น้าแคลร์พูดคำไหนคำนั้นจริงๆ ทีแรกผมแอบคิดนะ ว่าน้าพูดให้ผมดีใจเล่นหรือเปล่า แต่ไม่เลย หลังจากนั้นน้าแคลร์ก็พาผมไปอยู่ด้วย ย้ายออกจากหอหญิงไปหาห้องเช่าที่อื่น ทำงานและเรียนไปด้วยพร้อมๆ กับเลี้ยงผมและส่งให้เรียน”

            อยากวิ่งไปกอดพี่แคลร์ ฮื้อออ พี่แคลร์

            “ผมรักน้ามาก รักมากจริงๆ”

            “เขาเหมือนเป็นแม่นายแทนเลย”

            พอลหัวเราะ “ใช่ครับ ตอนที่อยู่กับน้าแคลร์ผมพยายามทำตัวดีๆ ไม่รบกวนน้า เวลามีเรื่องอะไรก็จะเก็บไว้หรือจัดการเอง ลำพังแค่น้าเลี้ยงดูและส่งเสียให้เรียนก็มากเกินพอแล้ว พอโตขึ้น แรกๆ น้าไม่ยอมให้ผมทำงานด้วยนะ กลัวผมลำบากแต่ไม่กลัวตัวเองลำบาก”

            รักพี่แคลร์เพิ่มขึ้น 100%

            “เมื่อไม่นานนี้ผมเพิ่งเข้าใจ ว่ามีอะไรควรบอกให้น้ารู้จะดีกว่า ก็...ความเป็นแม่เขาสูง”

            ผมยิ้มรับ ตอนเล่าเรื่องพ่อแม่พอลดูเย็นชา คล้ายไม่ใส่ใจกับอดีตที่เลวร้ายของตน แต่พอพูดถึงพี่แคลร์ พอลดูมีความสุขมาก

            “หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ติดต่อกับใครเลย ทั้งพ่อและแม่หรือน้องชาย แต่น้าเขามีเบอร์ทุกคน คอยโทรถามข่าวเป็นระยะ แต่น้ารู้ว่าผมไม่ชอบ เลยไม่เคยบอกอะไรจนเรื่องนี้”

            อ่า…

            “จากที่คุยกับน้าเมื่อกี้ เขาคงไม่ไหวแล้วจริงๆ” ผมเม้มริมฝีปาก ถึงจะไม่ชอบพ่อของอีกฝ่ายก็ตามจากการกระทำ แต่ก็ยอมรับว่าใจหาย การตาย...ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร มันไม่เคยเป็นเรื่องน่ายินดี

            “แล้วนายจะเอายังไง” ผมถาม ยังคงกุมมืออีกฝ่ายไม่ปล่อย พอลบีบมือผมตอบกลับมา ริมฝีปากส่งยิ้มให้

            “ก็คงไปแหละครับ ครั้งสุดท้าย เขาก็ได้ชื่อว่าเป็นพ่อ อีกอย่างผมไม่โกรธเขาแล้วล่ะ มันชินชาเหมือนเขากลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับผมไปแล้ว”

            ไม่ใช่แค่ชินชาหรอก นายยังเย็นชาอีกด้วย ผมเงียบไม่แย้งอะไร เพราะเราไม่เคยอยู่ในสถานะแบบเดียวกับเขา เราไม่มีทางรู้หรอกว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน และไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ความเจ็บปวดนั้นทำให้พอลมีความคิดแบบนี้

            “อย่าคิดมากนะ” ผมบอกด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

            “พี่น่ะคิดมากกว่าผมอีกนะ” พอลเอามือมาตะปบแก้มผมแล้วบีบๆ บี้ๆ ตบท้ายด้วยการจุ๊บที่ปากเบาๆ

            “ให้พี่ไปเป็นเพื่อนไหม”

            “ไม่เป็นไรครับ พี่ให้กำลังใจผมอยู่ที่บ้านก็พอแล้ว”

            “โอเค~ มากอดให้กำลังใจก่อนเลย มามะ” ผมอ้าแขนออกกว้าง ไอ้เด็กบ้าก็ใจง่าย โถตัวเข้าใส่จนผมเกือบหงายหลัง พอลกอดผมแน่น รัดไว้เหมือนกลัวหาย

            “ผมรักพี่นะ”

            “ครับ”

            “รักพี่แจน”

            “รู้แล้ว”

            “รัก”

            ยังอีก

            “รัก...รัก”

            ยังจะพูดให้เขินอีก!

            “รักนะครับ” กระซิบข้างหูเลยทีนี้

            “พอได้แล้วน่า! เดี๋ยวปั๊ดงับซะหรอก”

            “เขินแล้วดุแฮะ”

            พอ!!


……………


            หลังได้รับข่าวน่าตกใจ วันรุ่งขึ้นพอลก็มาเยี่ยมคนที่ได้ชื่อว่าพ่อที่โรงพยาบาลแต่เช้า เขามาด้วยความรู้สึกที่เฉยชา ราวกับว่ามาเยี่ยมคนรู้จัก ไม่ใช่คนที่ทำให้เขาเกิดมา

            ทว่าเมื่อได้เห็นสภาพของคนป่วยแล้ว ภายในอกก็บีบรัดอย่างรุนแรง มันจุกและแน่นไปทั่วทั้งอก เขาหาคำพูดไม่เจอ ได้แต่ยืนมองพ่อจนเวลาผ่านไปหลายนาที

            พ่อที่เขาไม่ได้พบหน้าเป็นเวลาหลายปี สภาพในตอนนี้มันทำให้เขารู้สึกสะเทือนใจ ร่างกายผอมแห้งแทบจะเรียกได้ว่าหนังหุ้มกระดูก ต่อเครื่องช่วยหายใจ ให้น้ำเกลือ ไหนจะดวงตาที่ปิดไม่สนิทแม้ว่าเจ้าตัวกำลังหลับนั่นอีก ร่างกายกระตุกเป็นพักๆ ราวกับว่าหายใจไม่ถนัด

            “พี่?”

            พอลละสายตาจากภาพสะเทือนใจตรงหน้า หันกลับไปด้านหลัง ชายหนุ่มตัวสูงโครงหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับตน ร่างกายสูงใหญ่แบบพวกออกกำลังกายเป็นประจำ ต่างกันก็ตรงที่อีกฝ่ายย้อมผมสีทองสว่าง

            “พาร์ท” เขาเรียกชื่อน้องชาย ดูท่าอีกฝ่ายน่าจะเพิ่งกลับจากซื้อของ

            “ไม่คิดว่าพี่จะมา” พาร์ทเอ่ยเสียงเรียบ เดินไปวางของและเข้าไปดูพ่อใกล้ๆ

            “เขาเป็นแบบนี้มานานหรือยัง”

            “เกือบเดือนได้ ก่อนหน้านี้โดนรถชนขาหักอาการเพิ่งจะดีขึ้น แต่ก็ล้มป่วยอีกเพราะมะเร็ง” พาร์ทพูดโดยไม่หันมอง มือดึงผ้าห่มให้คนป่วย พอลไม่รู้ว่าพ่อเลี้ยงน้องชายดีหรือเปล่า แต่จากสีหน้าและแววตา น้องชายเขาดูรักและเป็นห่วงพ่อมากๆ

            “ก่อนหน้านี้พ่อเครียดเรื่องเงิน บุหรี่ก็สูบหนัก นั่นคือสาเหตุล่ะ”

            ร่างสูงเผยยิ้มเยาะออกมาเสี้ยววินาที หนีไม่พ้นเรื่องนี้จริงๆ

            “นายทำงานหาเงินรักษาพ่อคนเดียวเหรอ”

            “ใช่ พ่อไม่ได้แต่งงานใหม่ เราอยู่กันสองคน”

            “ลำบากไหม”

            “ไม่ทันได้คิดหรอกว่าลำบากไหม รู้แค่ว่าต้องหาเงินมารักษาพ่อให้ได้”

            พอลมองแผ่นหลังของน้องชาย จากเด็กที่ไม่รู้ประสีประสาในอดีต กลายเป็นชายหนุ่มที่จิตใจเข้มแข็งแล้ว

            “ได้คุยกับแม่บ้างหรือเปล่า”

            พาร์ทส่ายหน้า “ไม่เลยตั้งแต่จำความได้ แล้วพี่ล่ะ สบายดีไหม”

            “สบายดี”

            บทสนทนาของพี่น้องหยุดลงเพียงแค่นั้น เพราะคนบนเตียงได้ตื่นขึ้นมาแล้ว พาร์ทรีบก้มไปถาม หิวน้ำไหม ปวดขาหรือเปล่า อยากพลิกตัวไหม และอะไรอีกหลายอย่างที่แสดงถึงความเป็นห่วง

            พ่อส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง ก่อนจะเลื่อนสายตามาที่เขา และก็ชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด พอลขยับเข้าไปใกล้อีกนิด

            “สวัสดีครับ”

            “พ่อจำพี่พอลได้ไหม เขามาเยี่ยมน่ะ” พ่อมองเขาด้วยแววตาสั่นไหว ขยับปากคล้ายจะพูดอะไรสักอย่าง ทว่ากลับไม่มีเสียงหลุดออกมา

            “พ่อเมื่อยไหม ให้ปรับเตียงเปล่า” ถามเสร็จก็ต้องโน้มตัวลงไปใกล้เมื่อพ่อขยับปากพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่มีเสียงหลุดออกมาเลย

            “พ่อว่าอะไรนะ”

            “...”

            ร่างสูงเบือนหน้าหนีเมื่อจับปากได้ว่าพ่อกำลังพูดอะไร ‘อยากกลับบ้าน’ นั่นคือสิ่งที่พ่ออยากจะบอก ทั้งๆ ที่คิดว่าตัวเองไม่รู้สึกอะไร แต่มันก็ปวดหนึบไปทั่วทั้งอก

            “เฮ้ๆ กลับได้ไง พ่อยังไม่แข็งแรงเลย เราสัญญากันแล้วไงว่าพ่อต้องแข็งแรงก่อนถึงจะกลับได้ ไหน แข็งแรงยัง” พาร์ทว่าขำๆ ทำเป็นชวนคนป่วยคุยเล่นเพื่อให้มีกำลังใจ พอลยืนมองจนพ่อหลับไปอีกครั้ง

            “พ่อไม่ยอมกินอะไรมาหลายวันแล้ว”

            “...”

            “ผมทำใจไว้แล้วล่ะ”

            “อย่าเพิ่งคิดแบบนั้นสิ” เขาพยายามปลอบน้องชาย ทั้งๆ ที่เราทั้งคู่ก็รู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น

            “ช่างเถอะ แต่พ่อคงดีใจที่ได้เห็นหน้าพี่อีกครั้ง”

            “...”

            พาร์ทหันสบตากับเขาตรงๆ เป็นครั้งแรก “ขอบคุณที่มา”

- 100% -


○○○○○○○○○○○○○○○

พี่ณะ เพทาย อย่างที่เข้าใจนั่นแหละค่ะ #ยิ้มกว้าง

ขอบคุณมากๆ ค่า ♥


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น