Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

พ่ายรักครั้งที่ 1 โซ่รัก...พันธนาการหัวใจ

ชื่อตอน : พ่ายรักครั้งที่ 1 โซ่รัก...พันธนาการหัวใจ

คำค้น : HEART , Trap , หัวใจพ่ายรัก , วาโย , Yaoi , Sameejaejung

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.9k

ความคิดเห็น : 85

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ส.ค. 2561 19:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พ่ายรักครั้งที่ 1 โซ่รัก...พันธนาการหัวใจ
แบบอักษร



Part 1# Wayo โซ่รัก...พันธนาการหัวใจ

               เฮือก!!!

               ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนประมาณตี 5 กว่าๆ เพราะว่าฝันร้าย

นานแค่ไหนแล้วนะที่ผมไม่ได้ฝันถึงเรื่องในวันนั้น...1 ปี 2 ปี หรือ 3 ปี? แต่ช่างเถอะ นี่มันก็ผ่านมาตั้ง 7 ปีแล้วทำไมจู่ๆ ผมถึงได้ฝันถึงอีกก็ไม่รู้ เรื่องที่ผมพยายามจะลืม พยายามจะลบออกไป แต่ไม่ว่ายังไงผมก็ยังคงจำได้ทุกรายละเอียดอยู่ดี

โดยเฉพาะเรื่องของพี่โซ่...ไม่สิ ไอ้สารเลวพี่โซ่ ผมไม่มีทางลืมเด็ดขาด...

               ผมเป็นรุ่นน้องที่เรียนโรงเรียนเดียวกัน วันปฐมนิเทศตอนที่เห็นพี่เขาขึ้นไปพูดต้อนรับในฐานะประธานนักเรียนผมรู้สึกเหมือนกับโดนมนต์สะกด หัวใจค่อยๆ เต้นเร็วขึ้นพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้าง และวินาทีนั้นผมก็ได้รู้จักกับคำว่า ‘รักแรกพบ’

               ทั้งใบหน้าอันหล่อเหลา เสียงที่นุ่มและทุ้มจนทำให้เคลิ้ม รวมไปถึงรอยยิ้มอันอบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์ยามเช้ามันก็ทำให้ผมแทบใจละลาย ตั้งแต่วันนั้นสายตาของผมก็ไม่เคยมองใครอีกเลย

               แต่ก็นะ...เด็กอ้วนตัวกลมแถมยังสิวเขรอะแบบผมอย่าว่าแต่คนหล่อๆ อย่างพี่โซ่จะสนใจเลย ขนาดเพื่อนในห้องยังไม่มีใครสนใจผมเลยด้วยซ้ำ นี่ถ้าผมไม่เข้าไปทักก่อนตามประสาคนอัธยาศัยดีคงจะไม่มีใครพูดกับผมก่อนหรอก แต่ผมก็เข้าใจ ผมมันอ้วนตุ๊ต๊ะไม่ได้หล่อหรือน่ารักนี่นา

               การที่ผมหุ่นแบบนี้ก็ต้องโทษพวกพี่ๆ เลยที่โอ๋ผมมาก ตามใจผมทุกอย่าง แล้วก็ไม่เคยห้ามปรามเลยเวลาผมกิน มีแต่ยิ่งขนมาให้เมื่อรู้ว่าผมชอบอะไร ยัง...แค่นั้นยังไม่พอ ตอนที่ผมน้ำหนักขึ้นก็ชอบชมผมว่าน่ารัก ยิ่งแก้มนิ่มเท่าไหร่ก็ยิ่งเอามือเอาหน้ามาฟัด ถึงพอโตมาแล้วจะไม่ทำแบบนั้น แต่เรื่องกินก็ยังตามใจผมอยู่ดี แล้วเป็นไงล่ะทีนี้ ก็อ้วนเป็นตุ่มจนจะกลิ้งได้อยู่นี่ไง

เฮ้อออออ พอถอนหายใจแรงๆ แล้วมันก็หิว พอหิวแล้วทำยังไง? ก็ต้องหยิบขนมในกระเป๋าขึ้นมากินน่ะสิ...ง่ำๆๆๆๆ ยังอร่อยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือน้ำหนักของผม แต่เรื่องนั้นใครสน ไปให้สุดแล้วหยุดที่เบาหวาน!

ว่าไปนั่น คือจริงๆ ผมก็อยากผอม อยากหุ่นดีเหมือนคนอื่นเขาเหมือนกันนะ แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะในเมื่อร่างกายมันชินจนผมห้ามปากไม่ให้กินไม่ได้ ถ้าจะออกกำลังเพื่อเบิร์นออกก็ไม่ไหว ไม่ถึง 5 นาทีผมก็ลงไปนอนกองกับพื้นเพราะเหนื่อยจนขยับตัวไม่ได้แล้ว

แต่ทั้งที่ผมเหนื่อยง่ายขนาดนั้น ชมรมที่ผมเลือกเข้ากลับเป็นชมรมอาสาที่มักจะต้องทำนู่นนั่นนี่ที่เหนื่อยกว่าชมรมอื่นๆ ไม่รู้ตั้งกี่เท่า

ถามว่าทำไมผมถึงเข้าชมรมนี้?

ก็เพราะพี่โซ่ที่เป็นประธานนักเรียนยังเป็นประธานชมรมนี้ด้วยน่ะสิ! ทั้งหล่อ ทั้งเก่ง แถมยังจิตใจดีขนาดนี้จะไม่ให้ผมหลงยังไงไหว ผมรีบกรอกใบสมัครเข้าชมรมอย่างไวแม้จะไม่มีเพื่อนในกลุ่มคนไหนเข้าชมรมนี้ด้วยก็ตาม

ตอนแรกผมก็คิดว่าผมจะเหงาเพราะสมาชิกค่อนข้างน้อย แต่เปล่าเลย เพราะรุ่นพี่ที่อยู่ชมรมนี้ใจดีและเฟรนด์ลี่มากๆ แต่ก็อย่างว่า ชอบทำงานอาสาก็ต้องนิสัยแบบนี้อยู่แล้วล่ะนะ ถ้าจะโหด โฉด เถื่อน อัธยาศัยแย่ (อย่างพี่เพลิง) ก็คงจะไม่มาอยู่ชมรมนี้กันหรอก

อ้อ และที่ดีไปกว่ามีรุ่นพี่ใจดี ชมรมนี้จะรับแต่เฉพาะผู้ชายเท่านั้น ที่ไม่รับผู้หญิงก็เพราะมีข้อจำกัดหลายอย่าง แถมชมรมนี้ก็มีออกค่ายไปต่างจังหวัดอยู่บ่อยๆ ถ้ามีผู้หญิงไปด้วยมันก็จะยุ่งยาก เพราะงั้นตัดปัญหาเลยรับแต่ผู้ชาย

แต่พูดก็พูดเถอะ ผมว่าเหตุผลพวกนั้นน่ะแค่ข้ออ้าง ความจริงที่ไม่รับผู้หญิงน่าจะเป็นเพราะส่วนใหญ่มีเป้าหมายอยากใกล้ชิดกับพี่โซ่มากกว่า ดีนะที่ผมเป็นผู้ชายเลยไม่มีใครระแคะระคาย เพราะงั้นตลอด 1 ปีผมเลยได้ใกล้ชิดกับพี่โซ่

ถามว่าใกล้ชิดระดับไหน?

ก็ระดับที่นอนในเต็นท์ด้วยกันสองต่อสองตอนไปออกค่ายก็ทำมาแล้ว!

พูดเลยว่าตอนนั้นผมเขินสุดๆ ในใจมันกรีดร้องจนแทบจะลุกขึ้นมาแดนซ์ แต่ผมก็พยายามไม่กระโตกกระตากหรือแสดงอาการออกทางสีหน้า ผมทำตัวเป็นปกติทุกอย่าง ยกเว้นก็แต่ตอนนอนที่ผมแอบเอาร่างอ้วนๆ ไปเบียดนิดหนึ่ง ซึ่งพี่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร บอกว่าอากาศเย็นๆ นอนเบียดกันแบบนี้มันก็อุ่นดีเหมือนกัน

ตายอย่างสงบศพสีชมพูเลยสิผม!

“เหอะๆ” พอลองย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องในตอนนั้นมันก็อดที่จะทำให้ผมยิ้มหยันออกมาไม่ได้ ไอ้พี่โซ่มันคงจะคิดว่าผมโง่เลเวลเดียวกันกับควาย ในใจมันคงจะหัวเราะเยาะผมเป็นบ้าเป็นหลัง แต่ตอนนั้นผมก็ยอมรับแหละว่าตัวเองโง่จริงๆ ลองเป็นตอนนี้สิผมดูออกแน่ว่าไอ้พี่โซ่มันตอแหลแค่ไหน!

               ผมกำหมัดและขบกรามแน่นด้วยความคับแค้น ถึงแม้จะผ่านมาตั้ง 7 ปีแล้วแต่ความแค้นของผมก็ไม่ลดลงเลย แน่สิ ก็มันทำกับผมอย่างเจ็บแสบซะขนาดนั้น วันต่อมาหลังจากที่ผมสารภาพรักข่าวมันก็แพร่ไปทั่ว ขนาดพวกครูยังรู้กันเลย

               และแน่นอนว่าเพื่อนแทบทุกคนในห้องล้อผมกันกระจาย เหยียดไปหมดตั้งแต่รูปร่าง หน้าตา แล้วก็รสนิยมทางเพศ ไอ้อ้วนบ้างล่ะ ไอ้หน้าสิวบ้างล่ะ ไอ้ตุ๊ดบ้างล่ะ แล้วก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน แต่ว่าคนโดนล้อมันไม่สนุกเลยนะ ไม่สนุกเลยสักนิด ขนาดเพื่อนในห้องยังล้อผมขนาดนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าตอนที่ผมไปกินข้าวหรือไปร่วมกิจกรรมต่างๆ คนอื่นจะล้อผมขนาดไหน

ผมผิดด้วยหรอที่ชอบใครสักคน?

คนอ้วนๆ ตัวกลมๆ อย่างผมไม่มีสิทธิ์รักใครรึไง?

การที่ผมชอบผู้ชายมันเป็นปัญหาร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรอ?

ผมไม่เข้าใจ...

ด้วยเหตุนี้ผมถึงอยู่ที่โรงเรียนต่อไม่ได้ แค่ไม่กี่ชั่วโมงมันก็ทำให้ผมเครียดจนแทบจะเป็นบ้า เพราะงั้นผมเลยรีบโทรบอกพี่ภูมารับทันทีที่ได้ยินเสียงออดพักเที่ยง แค่ได้ยินเสียงพี่ภูก็ไม่ถามและไม่ซักไซ้อะไรผมทั้งนั้น บอกแค่ว่าให้ผมใจเย็นๆ ระหว่างรออยู่ที่นั่น ไม่เกินครึ่งชั่วโมงสัญญาว่าจะมาถึง

พี่ภูเป็นทั้งพี่แล้วก็พ่อให้ผมจริงๆ...

               หลังจากนั้นผมก็เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ในห้องไม่ยอมออกไปไหน ไม่ว่าพวกพี่ๆ จะพยายามเกลี้ยกล่อมเท่าไหร่ก็ไม่มีประโยชน์ ส่วนอาหารที่ถูกวางไว้หน้าห้องผมก็กินไม่ค่อยลง มันพะอืดพะอมจนจะอ้วกออกทุกครั้ง อาจเป็นเพราะผมฝังใจเรื่องความอ้วนของตัวเองที่โดนล้อด้วยมั้ง ก่อนที่หลายวันต่อมาผมจะทุบกระจกที่อยู่ในห้องจนมันพังทั้งหมดเพราะไม่อยากเห็นรูปร่างของตัวเอง

               ผมเกลียดความอ้วน...

               ผมเกลียดใบหน้าที่มีแต่สิว...

               ผมเกลียดตัวเองที่น่าเกลียดน่าขยะแขยง...

               ผมอยากตาย!

               แล้วความคิดเพียงชั่ววูบมันก็ทำให้ผมหยิบเศษแก้วชิ้นใหญ่ที่แตกกระจัดกระจายบนพื้นขึ้นมา แต่ว่าเสียงเคาะประตูและเสียงเรียกของพี่ๆ ที่อยู่ด้านนอกก็ดังขึ้นซะก่อน นั่นแหละผมถึงได้ค่อยๆ ปล่อยเศษแก้วที่กำลังจะกรีดข้อมือทิ้งลงพื้น

               ถ้าผมตายพวกพี่ๆ ทุกคนคงจะเสียใจมาก...

               ผมไม่ควรเอาชีวิตที่มีค่าของผมไปทิ้งเพราะคนสารเลวพรรค์นั้น...

               “โย! เกิดอะไรขึ้น! เปิดประตูให้พี่เดี๋ยวนี้! ได้ยินมั้ยโย! โย!! โย!!!” เสียงของพี่ภูพูดขึ้นด้วยความร้อนรน ส่วนพี่ๆ คนอื่นๆ ก็ไม่ต่างกัน คงจะกังวลที่ได้ยินเสียงกระจกแตกจากห้องของผมสินะ ผมนี่มันเป็นน้องที่แย่จริงๆ

               “ได้ยินครับพี่ภู ผมไม่...” แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดว่าไม่เป็นไร เพียงแค่ผมเปิดประตูออกไปพี่ภูก็พุ่งเข้ามากอดผมแล้ว แถมยังกอดผมแน่นมากราวกับกลัวว่าผมจะหายไปไหน ก่อนที่พี่คนอื่นๆ จะเข้ามากอดผมเอาไว้เช่นกัน สีหน้าของทุกคนเป็นห่วงผมมากมายขนาดไหนนั้นผมยังจำได้ถึงทุกวันนี้

               “ขอโทษนะครับที่ทำให้พวกพี่เป็นห่วง” น้ำตาของผมมันไหลออกมา ผมมันโง่จริงๆ ที่เกือบเอาชีวิตไปทิ้งเพื่อคนที่ไม่เห็นค่าในตัวผมเลย คนที่รักผมยังมีอยู่อีกตั้งเยอะ อย่างน้อยก็พวกพี่ๆ ทั้ง 4 คนที่กำลังกอดผมอยู่นี่ไง

               หลังจากวันนั้นผมก็เปลี่ยนแปลงตัวเอง เวลา 1 ปีที่ผมดรอปเรียนเพื่อที่จะได้ย้ายไปเรียนที่ใหม่มันทำให้ผมมีเวลามากพอที่จะลบตัวตนแบบเก่า เริ่มจากชื่อเล่นที่ผมให้พวกพี่ๆ เรียกว่า ‘วา’ แทนที่จะเป็น ‘โย’ ให้พี่ธารพาไปเข้าคอร์สรักษาสิวและผิวหน้าอย่างจริงจังที่คลินิก แล้วผมก็ไปยิมเพื่อออกกำลังกายกับพี่พฤกษ์และพี่เพลิงทุกวัน จน 1 ปีให้หลังผมก็ไม่เหลือเค้าเด็กอ้วนหน้าสิวอีกต่อไป

               ชีวิตของผมที่โรงเรียนแห่งใหม่พูดเลยว่าเปลี่ยนจากหลังเท้าเป็นหน้ามือ จากที่เคยถูกเมินและมองข้ามที่โรงเรียนเก่าผมแทบจะเป็นเจ้าชายของโรงเรียนนี้ มีคนเข้ามาจีบผมเป็นพรวนทั้งผู้ชายผู้หญิง คนเราก็งี้ล่ะนะ มองกันแค่เปลือกแต่ไม่ดูเนื้อแท้ ซึ่งก็แน่นอนว่าผมไม่มีทางสนใจอยู่แล้ว หัวใจของผมแทบจะถูกปิดตายเพราะไม่เชื่อในความรักอีกต่อไป

จนกระทั่งผมเจอกับใครคนหนึ่ง...

พี่ธาม...

เราสองคนเจอกันตอนที่ผมเข้ามหา’ลัย ตอนนั้นพี่เขาเป็นพี่สัน ส่วนผมเป็นน้องเฟรชชี่ เราอายุห่างกัน 2 ปี ตอนแรกผมกับพี่เขาก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกันขนาดนั้น แต่พอรู้ว่าอยู่สายรหัสเดียวกันเราสองคนก็คุยกันมากขึ้น

พี่ธามแสดงออกอย่างไม่ปิดบังเลยว่าชอบผม แต่ก็ไม่ได้รุกหนักอย่างคนอื่นจนผมรู้สึกรำคาญ พี่เขาจะออกแนวคอยดูแลอยู่ห่างๆ เวลาที่ต้องการใครสักคนพี่เขาจะเข้ามาหาผมเป็นคนแรก คอยช่วยเหลือ เทคแคร์ และให้คำปรึกษาผมแทบทุกเรื่อง เพราะงั้นจากที่ไม่เคยอยู่ในสายตาพี่เขาเลยค่อยๆ เข้ามาจนอยู่หน้าประตูหัวใจ

แต่พี่เขาก็เข้ามาไม่ได้ เพราะหัวใจของผมมีโซ่เส้นใหญ่ที่พันธนาการเอาไว้อยู่...

อดีตอันเลวร้ายผมแทบไม่เคยเล่าให้ใครฟัง ขนาดคนในครอบครัวผมยังไม่รู้รายละเอียดมากมายเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ตัดสินใจบอกทุกอย่างกับพี่ธาม

ผมไม่อยากให้พี่เขาคิดว่าที่ไม่ยอมคบกันเป็นเพราะผมเล่นตัว แต่ผมยังไม่พร้อมที่จะรับใครเข้ามาในใจจริงๆ เรื่องในอดีตมันทำให้ผมกลัวไปหมดทุกสิ่ง ผมกลัวที่จะผิดหวังอีกครั้ง เพราะงั้นผมเลยอยากให้พี่เขาตัดใจ แต่รู้อะไรมั้ย พี่เขากลับบอกว่าจะรอ รอจนกว่าหัวใจของผมจะพร้อม และพี่เขาก็รอมาตลอดจริงๆ

จนกระทั่งตอนนี้พี่เขาก็ยังรอ...

รอมาตลอด 3 ปี...

ตอนนี้โซ่ที่พันธนาการหัวใจของผมมันกำลังสั่นคลอน...



................................................
................................
................

               “อรุณสวัสดิ์ ตื่นแต่เช้าจังเลยน้องวา” พี่ตะวัน แฟนสุดที่รักของพี่ที่แทบจะเหมือนพ่ออย่างพี่ภูถามผมขึ้นเมื่อเห็นผมเดินลงบันไดมา แหงล่ะก็นี่มันพึ่งจะ 6 โมงเช้า ปกติกว่าที่ผมและคนอื่นๆ จะลงมาก็ประมาณ 7 โมงหรือ 7 โมงครึ่งนู่นแหละ

               ตอนนี้ที่บ้านอยู่กันอย่างอบอุ่น (จนแทบจะเรียกว่าร้อน) เพราะอยู่กันถึง 9 คนด้วยกัน เดี๋ยวผมจะไล่เป็นคู่เลยแล้วกันก็มีพี่ภู – พี่ตะวัน พี่ธาร – พี่หมอก พี่พฤกษ์ – พี่ซ่า แล้วก็ล่าสุดที่พึ่งมาอยู่ด้วยกันได้เกือบครึ่งปีอย่างพี่เพลิง – พี่พาย ส่วนผมที่ยังไม่มีใครเลยอยู่มันเหงาๆ คนเดียว

               แต่ไม่สิ บอกว่าเหงามันก็ดูจะเกินไป ต้องเรียกว่าเหม็นความรักของพวกพี่ๆ มากกว่า แต่ละคู่นี่ก็หวานอย่างกับจะแข่งกัน โดยเฉพาะ (ไอ้) พี่เพลิงเนี่ยนะ ขอเมาท์หน่อยเถอะว่าหวานเกินเบอร์จนเข้าขั้นเผ็ด

ในบริเวณบ้านคงจะเหลือแค่กำแพงรั้วกับหลังคานั่นแหละที่ยังไม่ได้ทำ!

               “ผมตื่นเพราะฝันร้ายก็เลยนอนต่อไม่หลับน่ะครับพี่ตะวัน” ไหนๆ ก็ตื่นมาแล้ว จะนอนหายใจทิ้งกลิ้งไปกลิ้งมามันก็ไม่มีประโยชน์ สู้ลงมาช่วยพี่ตะวันทำกับข้าวสำหรับคน 9 คนเลยดีกว่า

“พี่ก็นึกว่าน้องวาตื่นมาเตรียมตัวเพื่อไปฝึกงานวันแรกซะอีก”

“ถ้าคิดในแง่ดี การที่ผมฝันร้ายมันก็มีประโยชน์เหมือนกันเนอะ” ผมหัวเราะแห้งๆ แล้วชวนพี่ตะวันคุยเรื่องอื่นในขณะที่เป็นลูกมือทำกับข้าว จนกระทั่งเสร็จเรียบร้อยผมก็กลับขึ้นไปบนห้องเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนที่ประมาณเกือบ 7 โมงครึ่งผมจะลงมาอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ทุกคนก็ได้ลงมาประจำที่โต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว

“ช้าตลอด! เป็นน้องประสาอะไรถึงให้พวกพี่ต้องมานั่งรอวะ!” กวนประสาทและปากเสียแบบนี้จะเป็นใครถ้าไม่ใช่ (ไอ้) พี่เพลิง

 “กล้าเนอะถึงได้ใช้คำว่าช้าตลอดกับผม วันนี้ผมลงมาช่วยพี่ตะวันทำกับข้าวหรอกก็เลยสาย ส่วนไอ้คนที่สายทุกวันมันก็คือพี่ไม่ใช่รึไง” ผมแยกเขี้ยวใส่แล้วลงมานั่งที่เก้าอี้ตัวประจำ

“อย่ามาใช้คำว่าทุกวันกับพี่นะเว่ย อย่างน้อยวันนี้พี่ก็ไม่ได้สายที่สุดล่ะวะ ฮ่าๆๆๆ”

“ถามจริง นี่ภูมิใจอะไร? มีเรื่องอะไรที่ควรภูมิใจ? ประสาท!”

“ไอ้...”

“พอแล้วน่าเพลิง กินข้าวได้แล้ว เดี๋ยวก็ไปทำงานสายหรอก” แล้วก็เป็นเหมือนทุกวันที่พี่พายจะคอยเบรคเวลาที่ผมกับพี่เพลิงทะเลาะกัน ผมล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมคนดีๆ แบบนั้นถึงได้คิดสั้นมาตกนรกอยู่กับพี่เพลิง

เฮ้ออออออ สะเทือนใจ!

หลังจากที่สงบศึกกับพี่เพลิงได้ทุกคนก็เริ่มลงมือกินข้าว เสร็จแล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันออกไปทำงานยกเว้นพี่ภูที่ทำงานอยู่บ้านเพราะเป็นสถาปนิก

“ธามจะมารับเรากี่โมง” พี่ภูถามผมในขณะที่กำลังนั่งดูข่าวเพื่อฆ่าเวลา

ก่อนหน้านี้ผมเคยพาพี่ธามเข้ามาแนะนำตัวที่บ้าน แต่บอกก่อนเลยว่าผมก็ไม่ได้อยากจะพามาเท่าไหร่เพราะยังไม่ได้คบกัน แต่ว่าพวกพี่ๆ โดยเฉพาะพี่ภูอยากรู้จัก เอาตรงๆ ก็คือจะสแกนนั่นแหละว่าเป็นคนยังไง ถ้าไม่โอเคจะได้ไล่ตะเพิดออกไปจากชีวิตของผม

ส่วนผลเป็นยังไง?

แน่นอนว่าพี่ภูให้ 3 ผ่านแบบไม่มีข้อกังขา

“พี่ธามบอกว่าไม่เกิน 8 โมงครับพี่ภู” ที่ฝึกงานของผมเวลาทำการคือ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น อยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็คงจะถึง ซึ่งนี่ก็ 7 โมง 50 นาที อีกไม่เกิน 10 นาทีพี่ธามก็คงจะมาถึง

“ความจริงเราให้พี่ไปรับไปส่งก็ได้นะ เกรงใจธาม ยิ่งไม่ได้เป็นอะไรกับเราอยู่ด้วย”

“ผมก็บอกพี่เขาแบบนั้นแหละครับ แต่พี่เขาบอกว่ายังไงก็อยากไปรับไปส่งผมเหมือนเดิม”

ตั้งแต่ขึ้นปี 1 เทอม 2 พี่ธามก็คอยรับส่งผมตลอด เพราะเส้นทางจากบ้านพี่เขาไปมหา’ลัยต้องผ่านบ้านผมอยู่แล้ว พอพี่เขาเรียนจบได้ที่ทำงานใกล้ๆ ก็เลยยังรับส่งผมต่อได้ แต่ตอนนี้ที่ฝึกงานของผมต้องไปอีกทางผมก็เลยค่อนข้างเกรงใจ พอบอกว่าจะให้พี่ภูเป็นคนคอยรับส่งผมแล้วพี่ธามก็หน้าจ๋อย เพราะถ้าได้ทำหน้าที่นั้นอย่างน้อยก็จะได้เจอผมทุกวัน แล้วอย่างนี้ผมจะกล้าปฏิเสธพี่เขาได้ยังไง

“3 ปีกว่าแล้วใช่มั้ยที่ธามจีบเรา?”

“ครับ” ตั้งแต่ ปี 1 จนตอนนี้ผมอยู่ปี 4 เทอม 2 แล้ว

“แล้วเมื่อไหร่เราจะใจอ่อน”

“ก็...ไม่รู้สิครับ” เอาจริงๆ ตอนนี้ใจของผมก็อ่อนลงมากแล้วนะ แต่มันก็ยังอ่อนไม่พอที่จะเปิดรับพี่ธามเข้ามาข้างในอยู่ดี

 “คนดีๆ แบบนี้น่ะหายากมากรู้มั้ย พี่เข้าใจว่าเรื่องตอนนั้นมันทำให้เราฝังใจ แต่พี่ก็ไม่อยากให้เราปิดกั้นตัวเองไปจนตาย พี่อยากให้เราเปิดใจจะได้มีความสุขกับความรักสักที” พี่ภูวางมือลงบนศีรษะของผม ผมรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นและห่วงใยที่ส่งผ่านมา

“ผม...จะลองดูก็ได้ครับ” พอได้ยินแบบนั้นพี่ภูก็ยิ้มออกมาบางๆ จากนั้นเมื่อได้ยินเสียงรถที่จอดอยู่หน้าบ้านเราสองคนจึงได้หันไปดู

“พี่ธามมาแล้ว งั้นผมไปก่อนนะครับ” ผมยกมือไหว้พี่ภูก่อนจะลุกขึ้นหยิบกระเป๋าแล้วเดินออกไปที่หน้าบ้าน

“พี่ว่าจะโทรหาวาอยู่พอดีเลย” พี่ธามที่พึ่งลงมาจากรถพูดขึ้น จากนั้นก็ยกมือขึ้นไหว้ทักทายพี่ภูที่ยืนมองเราสองคนอยู่ตรงประตูบ้าน

“พอดีผมได้ยินเสียงรถน่ะครับเลยเดินออกมา ผมว่าเรารีบไปกันเลยเนอะเดี๋ยวพี่ธามจะไปทำงานสาย”

“ครับ” พี่ธามพยักหน้า ผมจึงได้เดินไปขึ้นบนรถโดยนั่งที่เบาะหน้าคู่กับพี่เขา

เวลาเริ่มงานของเราสองคนเป็นเวลาเดียวกัน ผมเลยคิดว่าวันนี้พี่ธามมีสิทธิ์เข้าสายสูงมาก โชคดีทางไปที่ฝึกงานของผมมีทางด่วนให้ขึ้นเลยใช้เวลาไม่นานเลยประหยัดเวลาไปได้เกือบครึ่ง

“ขอบคุณนะครับพี่ธาม”

“ตั้งใจทำงานนะ เป็นเด็กดีให้ผู้ใหญ่เอ็นดูล่ะ” พี่ธามวางมือลงที่ศีรษะของผมแล้วส่งยิ้มอันอบอุ่นมาให้ ผมที่คิดว่าตอนนี้ยังพอมีเวลาเลยว่าจะคุยเรื่องระหว่างเราก่อนสักหน่อย

“ผมขอถามอะไรหน่อยได้มั้ยครับ”

“ได้สิ วาอยากถามอะไรพี่”

“พี่ธามเคยเบื่อมั้ยที่ต้องรอผมอยู่อย่างนี้ รอแบบไม่มีจุดหมายปลายทาง” พี่ธามหยุดคิดเล็กน้อยก่อนที่จะตอบผม

“ถามว่าเบื่อมั้ยพี่ไม่เคยเบื่อ แต่ถ้าถามว่าเคยท้อมั้ยก็เคยอยู่เหมือนกัน”

“แล้วทำไมพี่ธามยังรอผมอยู่ล่ะครับ”

“ก็พี่รักวาไปแล้วนี่นา ถ้าจะให้ตัดใจพี่คงทำไม่ได้หรอก” คำตอบนั้นทำให้ผมนิ่งงัน ยิ่งพี่ธามไม่เคยเร่งรัดให้ผมรักตอบมันก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกเห็นใจ แต่ถ้าจะให้พูดตามจริงผมยังไม่ได้รู้สึกรักพี่ธามเลย ขนาดแค่ชอบผมยังไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ชอบรึเปล่า

บางทีผมคิดว่าผมอาจจะชอบที่พี่เขารักผม แต่ผมอาจจะไม่ได้ชอบตัวตนของพี่เขาก็ได้...

“จนกว่าฝึกงานเสร็จถ้าหากพี่ยังรอผมอยู่ ผมอาจจะลองคบกับพี่ดูก็ได้ครับ” ความดีของพี่เขาอาจจะทำให้หัวใจของผมพ่ายแพ้สักวัน...ล่ะมั้ง

“นี่วาไม่ได้กำลังล้อพี่เล่นอยู่ใช่มั้ย” พี่ธามพูดอย่างไม่ค่อยเชื่อหูตัวเองเท่าไหร่ สีหน้าตอนนี้ดูอึ้งๆ และตกตะลึงจนผมอดที่จะยิ้มเพราะรู้สึกขำออกมาไม่ได้

“ถ้าผมบอกว่าเมื่อกี้ผมล้อเล่นล่ะครับ” ไอ้ผมมันก็คนกวนตีนคนนึงนี่แหละ แหงล่ะ ก็ได้รับการถ่ายทอดวิชา (มาร) มาจากปรมาจารย์อย่างพี่เพลิงนี่นา

“โธ่...วาก็...” ทำหน้าหงอยเหงาเป็นลูกหมาโดนทิ้งเชียวพี่ธาม

“ไม่แกล้งแล้วครับ เรื่องที่ว่าถ้าผมฝึกงานเสร็จแล้วพี่ยังรอผมอยู่ ผมคิดว่าจะลองคบกับพี่ดูจริงๆ” เท่านั้นแหละจากที่ทำหน้าหงอยเหงาเป็นลูกหมาโดนทิ้ง สีหน้าและแววตาของพี่ธามก็สดใสขึ้นมาเชียว

“สัญญานะ?”

“จะให้ผมเกี่ยวก้อยสัญญาเลยก็ได้”

“ถ้างั้นพี่ขอเป็นมัดจำแทนได้มั้ย...มัดจำที่ตรงนี้” พี่ธามเอียงแก้มมาหาแล้วใช้มือแตะเบาๆ แหม ร้ายไม่เบานะพี่ พอเห็นว่าผมยอมอ่อนให้นิดนึงก็ได้ใจเชียวนะ

“ว้า เสียดายจังที่พี่เป็นคนมักน้อย นี่ผมกะว่าจะจูบมัดจำสักหน่อยนะเนี่ย” ว่าไปนั่น ผมก็กะกวนตีนพี่เขาไปงั้นแหละ

“วาพูดแล้วนะ”

“หืม?”

แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรพี่ธามก็ยื่นหน้าเข้ามาจูบผมซะแล้ว ตอนแรกผมก็ตกใจอยู่แหละ ตานี่เบิกกว้างเป็นไข่ห่านส่วนตัวก็แข็งทื่อเป็นขอนไม้ แต่พอตั้งสติได้เพราะพี่เขาเพียงแค่แตะริมฝีปากของผมเบาๆ เท่านั้น ผมถึงได้ผ่อนคลายแล้วค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงช้าๆ

จูบแรกของผมมันเป็นของพี่นะครับพี่ธาม...

2BC

​สวัสดีค่า Trap หัวใจพ่ายรัก ตอนแรกก็จบลงไปแล้วน้า พอจะเดากันได้รึยังว่าใครน้อที่จะเป็นพระเอกของเรื่องนี้ระหว่างโซ่กับธาม? ว่าแต่...นี่ปักหลักเรือที่จะลงกันรึยังคะ หรือจะรออีกสักนิดเพื่อตัดสินใจก่อน ระหว่างเรือโซ่วา กับเรือธามวา ทีมไหนจะโซฮอตกว่ากันน้อออ ​ ส่วนตอนหน้าอาจจะต้องรอสัก 3 วันนะคะ แต่สัญญาวันเสาร์เจอกันแน่นอน อ้อ...เห็นหลายๆคนแอบกังวลกันว่าเรื่องนี้อาจจะดราม่า ขอย้ำอีกครั้งนะคะว่าสำหรับเค้านี่ไม่ม่าเลย จะออกแนวน่ารักซะด้วยซ้ำ (แต่สำหรับคนอ่านนี่เค้าก็ไม่แน่ใจ อิอิ) ฝากเป็นกำลังใจให้กับน้องวาด้วยนะคะทุกคนนน ​(22 ส.ค. 61)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}