หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะ “นาง” ถูก “ลัก”พาตัวมาเป็นฮูหยินโจรโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่อง “รัก” วุ่นๆ จึงเกิดขึ้นด้วยเสน่ห์ปลายจวักของนาง

บทที่ 15 เป่ายิ้งฉุบ

ชื่อตอน : บทที่ 15 เป่ายิ้งฉุบ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.8k

ความคิดเห็น : 27

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ส.ค. 2562 16:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 15 เป่ายิ้งฉุบ
แบบอักษร

ครั้งนี้ซย่าฉุนอวี๋ใช้ความอดทนจนถึงที่สุด หนึ่งเขากลัวนางจะบาดเจ็บ สองเขาไม่อยากให้นางจะต้องขมวดคิ้วนิ่วหน้าทุกครั้งที่พบเขา ท่าทางเหมือนกับปวดร้าวมากนั้นบ่งบอกว่าเขามันแย่แค่ไหน ความรักใคร่ของบุรุษสตรีควรเป็นเรื่องสวยงาม เป็นเรื่องที่มีความสุข เขาหวังว่านางเองก็จะได้รับรู้เช่นกัน

เขาขยับไปพลาง สังเกตนางไปพลาง เฟ้นหาจุดไวต่อสัมผัสของนาง

ความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยและแปลกประหลาดเสมือนกับน้ำทะลักพุ่งเข้ามา แต่ทุกครั้งจะถูกปลดปล่อยเขากลับหยุดลง นางถูกแขวนลอยค้างเติ่งอยู่บนอากาศ ขึ้นไม่ได้ลงไม่เป็นอยู่เช่นนั้น รู้สึกเกินจะรับไหว เขาจะต้องจงใจแน่ๆ

ซย่าฉุนอวี๋จงใจทำเช่นนั้นจริงๆ เพราะว่าดวงตาทอประกายตำหนิและเว้าวอนเมื่อไม่ได้ดั่งใจของนางนั้นช่างน่ารักมาก ทำให้เขาอดใจไม่ไหวที่จะแกล้ง

“ต้องการหรือเปล่า ต้องการก็ขอร้องข้าสิ” อีกครั้งแล้วที่เขาผลักนางให้อยู่คาบเกี่ยวของการใกล้จะถึงจุดสูงสุด ซย่าฉุนอวี๋กล่าวหยอก

ขอร้องกับผีน่ะสิ 

เยี่ยเจียเหยาอยากจะกัดเขาให้ตาย บุรุษหน้าเหม็นไร้รสนิยมคนนี้นี่

“หากท่านไม่ไหวก็อย่าฝืนทำเลย” เยี่ยเจียเหยาเอ่ย หากแน่จริงท่านก็หยุดทำสิ!

ถึงแม้จะรู้ว่านางใช้แผนการยั่วยุ แต่ศักดิ์ศรีความเป็นบุรุษนั้นไม่อาจถูกหยามได้

“เพียงแค่เจ้าจะรับไหวก็พอ” เขาเอ่ยอย่างโอหัง จากนั้นพลิกกายนางหันหลังกลับ เขาใช้กำลังรุกรานเข้าไปจากทางด้านหลังอย่างหยาบโลน

เยี่ยเจียเหยาถูกรุกล้ำอย่าดุดันจนเกือบจะหายใจไม่ออก บุรุษหน้าตาย นี่จะฆ่านางหรือไงกัน

เยี่ยเจียเหยาทนไม่ไหว คิดจะหนี แต่เอวถูกเขารัดเอาไว้แน่นไม่สามารถหนีไปไหนได้ เสียงร้องออกมาจากเรียวปากไม่ได้หยุดนั้นเจือไปเสียงสะอื้น “ฮือๆ ๆ ข้า ข้าผิดไปแล้ว ไม่เอาแล้ว ไม่เอาแล้ว”

“ผิดที่ใดกัน”

“ไม่ใช่ท่านไม่ไหว แต่ข้าไม่ไหวต่างหาก” เยี่ยเจียเหยารู้สึกว่าเอวของตนนั้นแทบจะขาดออกจากกัน ร้องขออย่างหมดรูป

ซย่าฉุนอวี๋กระตุกมุมปากยิ้มขึ้น ดวงตาทอประกาย เขาปรับเปลี่ยนทิศทางสัมผัสจุดอ่อนไหวของนาง จนกระทั่งภายในนั้นเกร็งรัดแน่น ถึงได้รู้ว่านางไปถึงฝั่งแล้ว เขาจึงซบกายลงไปที่แผ่นหลังเปลือยเปล่าของนาง

เยี่ยเจียเหยาฟุบอยู่บนเตียงท่าทางเหมือนปลาที่ติดอยู่บนชายหาด อ้าปากพะงาบหอบหายใจ สมองว่างเปล่า ดวงตาพร่าเลือน

ซย่าฉุนอวี๋สั่งให้นางอยู่นิ่งๆ เขาเองมีเหงื่อโทรมกายจึงลุกขึ้นเช็ดเนื้อตัว ก่อนจะเอาผ้าขนหนูกลับมาช่วยนางทำความสะอาด

คนทั้งสองนอนอยู่บนเตียง ซย่าฉุนอวี๋เห็นดวงตาสองข้างของนางเหม่อลอย เขารู้สึกกังวล “ไม่สบายหรือ”

เยี่ยเจียเหยาทั้งส่ายหน้าทั้งพยักหน้า

ซย่าฉุนอวี๋หัวเราะ “เช่นนั้น...คงสบายมากสินะ”

เยี่ยเจียเหยาค้อนใส่เขา

ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ไม่อยากขยับไม่อยากพูดอะไรทั้งนั้นเข้าใจหรือเปล่า 

“หรือยังไม่เพียงพอ” ซย่าฉุนอวี๋ก้มลงจุมพิตนาง

จะว่าไปแปลก ไม่ใช่เขาไม่เคยมีสตรี ขอเพียงแค่เขายินยอม สตรีมากมายก็พร้อมมาปรนนิบัติ แต่เขาไม่ชมชอบการทำเรื่องอย่างว่ามากนัก ส่วนมากนั้นก็เป็นการสนองความต้องการทางกายเท่านั้นเอง แต่เมื่อได้อยู่กับนาง กลับมีความต้องการอย่างห้ามไม่ได้ หรือเป็นเพราะเขาห่างเหินมานานเกินไป หรือเพราะนางงดงามเกินห้ามใจ หากพูดถึงความงาม ชิงหลิวก็มิได้ด้อยกว่านาง หรือเป็นเพราะนางพิเศษกว่าผู้อื่น นางไม่พยายามเอาใจเขาเหมือนสตรีอื่น อ่อนน้อมเชื่อฟังยามอยู่ต่อหน้าเขา นางเองก็รู้จักเอาใจ ทุกครั้งที่ทำให้เขาโมโหก็จะทำตัวว่าง่ายเหมือนกับลูกแมวน้อย รอจนเขาหายโกรธ นางก็เปลี่ยนท่าทางกลับไปโดยพลัน เขาอยากจะเอาเปรียบนางอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะด้านคำพูดหรือการกระทำก็ก็ตาม บางทีเหตุผลที่แท้จริงคงเป็นเพราะเขารู้สึกว่านางแปลกใหม่

เยี่ยเจียเหยาหลบแต่ก็หลบไปไม่พ้น ทำได้เพียงยินยอมให้เขาจูบ แต่เขากลับจูบนางไม่หยุดหย่อน มือก็เริ่มซุกซน ร่างกายที่เพิ่งจะถูกปลุกเร้าเริ่มมีอารมณ์ตอบสนอง ทว่านางเหนื่อยมากเกินไปแล้ว หากยังมีอีกรอบ พรุ่งนี้นางคงลุกไม่ไหวแล้วจริงๆ

“ข้าเหนื่อยแล้ว” เยี่ยเจียเหยาเอ่ยเสียงพร่า

ซย่าฉุนอวี๋หยอก “ไม่เสียดายเงินที่ถูกขโมยแล้วหรือ”

เยี่ยเจียเหยาตอบ “ไม่มีแรงเสียดายแล้ว”

ในใจนางตอบว่า ขนาดท่านยังไม่เสียดาย แล้วข้าจะเสียดายทำไมกัน

ซย่าฉุนอวี๋ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “นอนเสีย”

เมื่อไฟดับลง ตาสองข้างก็ปิดสนิท ไม่นานคนข้างๆ ก็เข้าสู่ห้วงนิทรา เหลือเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบา แต่ซย่าฉุนอวี๋กลับนอนไม่หลับ

ไม่ได้เป็นเพราะเขายังไม่อิ่มหนำ แต่เขากำลังกังวลว่าหลังจากจัดการเรื่องเนินเขาเฮยเฟิงนี้เรียบร้อยแล้ว จะทำอย่างไรกับนางดี ดูไปแล้วนางไม่ใช่คนที่หัวหน้าใหญ่ส่งมา ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถทอดทิ้งนางหลังจบเรื่องได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่านางจะยินยอมเป็นอนุหรือไม่ ตระกูลเยี่ยคงไม่คัดค้าน ไม่แน่ว่าอาจจะร้องขอด้วยซ้ำไป

หากนางไม่ยินยอมควรจะทำอย่างไร แต่นางถือดีอะไรไม่ยินยอมเขา นางเป็นคนของเขาแล้ว ต่อให้ไม่ยินยอมแต่ก็ไม่มีทางอื่นอีกแล้วไม่ใช่หรือ

ซย่าฉุนอวี๋ส่ายหัวไปมา ช่างเถิด ตอนนี้คิดเรื่องนี้ไปก็ไร้ประโยชน์ รอจนถึงเวลาแล้วค่อยว่าไปตามสถานการณ์แล้วกัน

วันรุ่งขึ้น เยี่ยเจียเหยานอนจนเต็มอิ่มตื่นขึ้นมา มองไปด้านข้างกลับว่างเปล่า ในใจรู้สึกอึดอัด ตัวนางนอนหลับสนิทขนาดนี้ ทุกครั้งที่เขาตื่นนางกลับไม่รู้ตัวเลย

ซ่งชีไปหาวัตถุดิบที่ห้องครัวแต่เช้าตรู่ จากนั้นจึงหาดินปูนและขี้เถ้าตามที่เยี่ยเจียเหยาสั่ง

เสี่ยวซูต่า (เบกกิ้งโซดา) และใบชานั้นมีอยู่แล้ว แต่ยังขาดกิ่งสน ฟางข้าว และผงตะกั่วแดง เยี่ยเจียเหยาจึงสั่งให้ซ่งชีไปหาของมา ส่วนตัวเองเดินไปหลังเรือนนำโถดองผักดองออกมาล้าง

อย่างไรเสียไข่เป็ดก็ไม่ได้มีมาก ใช้โถใบเดียวคงจะพอ

รอจนซ่งชีนำวัตถุดิบมาจนครบ เยี่ยเจียเหยาก็เริ่มลงมือทำ นางใส่เกลือปรุงรส ใบชาและกิ่งสนลงไปต้มด้วยกัน นอกจากนั้นยังหาโหลแก้วอีกใบ ใส่ส่วนผสมขี้เถ้า ดินปูน และผงตะกั่วแดงลงไปตามสัดส่วน จากนั้นใส่น้ำแกงที่ต้มเสร็จลงไป

“ซ่งชี เจ้ามาช่วยคนหน่อย คนให้เข้ากันนะ ระวังอย่าให้โดนดินปูนล่ะ”

ซ่งชีรับทัพพีไม้มาคนต่อ “อาซ้อ ไข่เยี่ยวม้านี่อร่อยหรือไม่ขอรับ”

เยี่ยเจียเหยาใส่ฟางข้าวลงในโถดองผัก ยิ้มตอบ “ถึงเวลาแล้วเจ้าก็รู้เอง”

เมื่อใส่ฟางข้าวลงในโถแล้ว ก็ใส่ไข่เป็ดลงไป ค่อยๆ วางไข่เป็ดเรียงลงไปในโถอย่างระวังทีละใบจนครบ ด้านบนสุดใช้กิ่งสนที่เหลือวางทับเอาไว้ เพื่อไม่ให้ไข่ลอยขึ้นมาจากใส่น้ำแกงที่ต้มแล้วลงไป

เมื่อเตรียมการในโถเสร็จเรียบร้อย น้ำแกงที่ต้มไว้ก็เย็นพอดี

“ซ่งชี เจ้าเอาน้ำแกงเท ระวังมากๆ ค่อยเอียงโหลเทลงไป” เยี่ยเจียเหยากำชับ ตอนนี้ซ่งชีกลายมาเป็นลูกมือนางไปเรียบร้อยแล้ว เขาแทบจะไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องจัดการ ตั้งแต่เช้ายันค่ำคอยรอรับคำสั่งจากนางเท่านั้น

ขั้นสุดท้ายคือการปิดโถ เยี่ยเจียเหยาใช้ผ้าที่คลุกกับดินเหนียวปิดฝาโถจนแน่นสนิท

“เสร็จแล้ว รออีกเดือนครึ่งถึงจะเปิดโถได้” เยี่ยเจียเหยาปรบมือให้กับความสำเร็จ ถึงจะเป็นครั้งแรกของการทำไข่เยี่ยวม้า แต่นางก็มีความมั่นใจมากว่าตัวเองจะทำสำเร็จ

ซ่งชีอุ้มโถไปวางในที่ที่มีอุณหภูมิเย็นอย่างมีความสุข จากนั้นก็วิ่งกลับมาหัวเราะคิกคักถามว่า “อาซ้อ ท่านยังมีอะไรจะสั่งอีกหรือไม่ขอรับ”

เยี่ยเจียเหยามองเขา “หากเจ้ามีอะไรต้องทำก็ไปทำเถอะ”

ซ่งชีเกาหัวอย่างขัดเขิน “เมื่อคืนเล่นพนันจนโต้รุ่ง ข้าอยากไปงีบสักหน่อย”

เยี่ยเจียเหยาเหยียดยิ้ม “ชนะหรือแพ้”

ซ่งชีดวงตาทอประกายดีใจ “ชนะไม่น้อย พวกเขาเล่นกันจนติดแล้ว คืนนี้ยังนัดกันเล่นอีก”

“ไม่น้อยนี่เท่าไหร่หรือ” เยี่ยเจียเหยาถามอย่างมีเลศนัย

ซ่งชียกมือขึ้นนับ “ข้าได้สิบตำลึง ส่วนเผิงอู่ได้มากกว่าข้าอีกขอรับ”

เยี่ยเจียเหยารู้สึกตกใจ แม่เจ้า รวยเละเลยจริงๆ เมื่อรวมกับที่ชนะนางไปอีก สิบกว่าตำลึง ในตัวนางไม่เหลือเงินแม้แต่อีแปะเดียว หนทางหลบหนีในอนาคต อย่างไรก็ควรมีทุนรอนบ้างสิ! ไม่มีเงินหนทางก็ยากลำบากแล้ว!

“ซ่งชี พวกเรามาเล่นเป่ายิ้งฉุบกันดีหรือไม่” เยี่ยเจียเหยายิ้มร่า “หากข้าชนะ เจ้าเอาเงินที่ได้จากเมื่อคืนทั้งหมดให้ข้า หากเจ้าชนะ ข้าจะทำจูตู้จี (ซุปที่ทำจากกระเพาะหมูและไก่) ให้เจ้ากิน”

ซ่งชีตลึงค้าง อาซ้อยังเสียดายเงินห้าตำลึงนั่นอยู่อีกหรือเนี่ย

“จูตู้จี้อร่อยมากนะ รับรองว่ารสชาติล้ำเลิศ เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ต่อให้เจ้าแพ้ ข้าก็ยังทำให้เจ้ากิน” เยี่ยเจียเหยาลอบสังเกตมาแล้วซ่งชีเป็นจอมตะกละผู้หนึ่ง จึงใช้แผนของอร่อยมายั่วยวนเขา

ซ่งชีกลืนน้ำลาย พนันนี้ฟังดูแล้วไม่เสียหาย แพ้แล้วอย่างมากก็คืนอาซ้อแค่สองตำลึงกว่า อย่างไรเขาก็ยังเหลือสิบกว่าตำลึง แล้วยังมีจูตู้จีให้กิน แต่อย่างไรชนะก็ดีกว่า

“เป่ายิ้งฉุบ หมายถึง ค้อนกรรไกรกระดาษหรือเปล่าขอรับ”

เยี่ยเจียเหยารีบพยักหน้า “ถูกแล้ว พวกเราเล่นตาเดียวตัดสินแพ้ชนะเลย เป็นอย่างไร”

ซ่งชีกัดฟัน “ได้”

“เป่ายิ้งฉุบ”

“ฮ่าๆ ข้าชนะแล้ว เอาเงินมาเสียดีๆ” เยี่ยเจียเหยาร้องอย่างดีใจ แม่เจ้าโว้ย นักจิตวิทยานั่นนับว่ามีของดีอยู่บ้าง เขาว่าเวลาผู้ชายเล่นเป่ายิ้งฉุบมันจะออกค้อนในครั้งแรก นางเคยเล่นกับพ่อมาก่อน ใช้ได้ผลดีมาก คิดไม่ถึงว่าพอมาถึงคราวซ่งชีก็ยังได้ผลอยู่

ซ่งชีอารมณ์เสีย ทำไมเขาต้องออกค้อนด้วยนะ ออกค้อนไปทีเดียว เงินสองตำลึงกว่าก็ปลิวไปแล้ว

อารมณ์เสียก็ส่วนอารมณ์เสีย แต่ก็ยังส่งเงินให้อยู่ดี กล้าพนันก็ต้องกล้าแพ้ อีกอย่าง นางเป็นอาซ้อ เขาจะกล้าเบี้ยวได้อย่างไรกัน

ทำได้เพียงส่งเงินให้อาซ้อแต่โดยดี

เยี่ยเจียเหยาอารมณ์เบิกบานพลางยัดเงินลงเก็บในแขนเสื้อ กล่าวปลอบว่า “รอเจ้าจับหมูป่าได้ ข้าจะทำจูตู้จีให้กินนะ”

พูดจบ เยี่ยเจียเหยาก็เผ่นหนีไปอย่างรวดเร็ว นางคิดว่า หาโอกาสใช้วิธีนี้ หาทางชนะเอาเงินมาคืนเผิงอู่ นี่เป็นโชคลาภก้อนแรกหลังจากนางมาถึงโลกแห่งนี้ ยุงตัวเล็กแค่ไหนก็ยังเป็นเนื้อแล้วกัน! เราต้องไม่กลัวว่ามีน้อย แต่เก็บจากน้อยสะสมไปมากเอา

ซ่งชีเดินหน้าม่อยคอตกกลับไปงีบหลับ

หลังจากอาหารกลางวันซย่าฉุนอวี๋กลับไปพักผ่อนที่ห้อง ซ่งชีเห็นเผิงอู่ถูกอาซ้อรั้งตัวไว้ให้ช่วยงาน ก็รู้ได้ทันทีว่าเผิงอู่หนีภัยไม่พ้นแล้ว อยากจะบอกเผิงอู่ว่าอย่าได้ออกค้อนเด็ดขาด แต่คิดกลับมา เงินที่เขาชนะมาจากอาซ้อก็ถูกเอากลับไปแล้ว แล้วอาศัยอะไรถึงจะยอมให้เผิงอู่ได้เปรียบเล่า เขาจึงไม่พูดอะไร นั่งอยู่ในเรือนรอเยาะเย้ยเผิงอู่

ผ่านไปไม่นาน เผิงอู่ก็กลับมาอย่างมึนงงจริงๆ

ซ่งชีดีใจ ถามเบาๆ ว่า “เงินที่ชนะมาเมื่อคืนถูกอาซ้อเอากลับไปแล้ว”

เผิ่งอู๋ตกใจ “เจ้ารู้ได้อย่างไร เจ้าแอบฟังอยู่หรือ”

ซ่งชีแบมือ “ของข้าก็ถูกอาซ้อเอาคืนไปแล้วเหมือนกัน ค้อน กรรไกร กระดาษตัดสินกันในตาเดียว ข้าเดาว่าเจ้าออกค้อนใช่หรือไม่”

เผิงอู่เบิกตามอง “เรื่องนี้เจ้าก็ยังรู้อีก”

ซ่งชีตบบ่าเขา ส่ายหัวถอนหายใจกล่าวว่า “เพราะว่าข้าก็ออกค้อนน่ะสิ เจ้าว่าทำไมพวกเราถึงออกค้อนเหมือนกัน”

เผิงอู่ครุ่นคิด นั่นสิ เพราะอะไรกัน

ภายในห้องครัวมีเสียงฮัมเพลงอย่างเบิกบาน “ทุกอย่างเป็นเหมือนฟองน้ำ ฉันแค่ตบลงก็แตกออก”

ซ่งชีและเผิงอู่เอามืออุดหูกลับห้องอย่างพร้อมเพรียง 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น