แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 15

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 391

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ย. 2561 01:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 15
แบบอักษร

​เหล่ฟั้นไม่มั่นใจว่าเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วที่คุณชายน้อยกลับจากโรงเรียนมาพร้อมแผลปุปะตามร่างกาย เมื่อแรกเธอเข้าใจว่าคงเป็นแค่การต่อยตีประสาเด็กผู้ชาย แต่ก็อดที่จะประหลาดใจไม่ได้ตั้งแต่วูบแรกที่ผิดสังเกตว่าครั้งนี้ดูจะสาหัสสากรรจ์กว่าครั้งอื่นๆที่เธอเคยเห็น

และทุกอย่างก็ดำเนินไปดังวัฏจักรเดิมๆ คือคุณชายน้อยจะต้องเชิดหน้า ทำเหมือนกับไม่มีความผิดปกติใดๆเกิดขึ้น ส่วนคุณนายก็จะอยู่ไม่สุก กุลีกุจอหาหยูกยามารักษาบุตรชายสุดสวาท พร้อมกันนั้นก็ตีอกชกตัวด้วยความเสียใจที่ตนไม่สามารถปกป้องไหว่เชิงได้ สลับกับโวยวายสาปแช่งผู้ประทุษร้ายแก้วตาของหล่อนด้วยน้ำเสียงชวนแสบแก้วหู...ครั้งนี้ก็เหมือนกับทุกครั้ง คุณชายน้อยอมพะนำ ไม่ปริปากตอบอะไรเลย ทั้งที่ถูกผู้เป็นแม่คะยั้นคะยอซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ผมแค่หกล้มหน้าฟาดพื้นเฉยๆครับ คุณแม่”

“ลูกอย่าโกหกแม่หน่อยเลย อาเชิง” หยิงโถวกระฟัดกระเฟียด แต่น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความการุณย์ “แม่รู้นะว่าลูกทะเลาะกับเพื่อนที่โรงเรียนมา บอกแม่มานะว่าใครเป็นคนทำ พ่อแม่ของเด็กคนนั้นต้องชดใช้ที่ทำกับลูกแบบนี้”

ไหว่เชิงสะกดชื่อ ‘จอห์น แกรนแธม’ ในใจ แต่แล้วก็ได้แต่บ่ายเบี่ยงตามเคย “พอเถอะครับคุณแม่ ผมไม่เป็นอะไรแล้ว” เขาพูดพร้อมก้าวเท้าออกเดิน

“หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน”

สุ้มเสียงของมารดาเลือนหายไปกับผนังห้องในตอนที่เด็กชายลิ่วข้ามห้องมาพบกับเด็กหญิงวัยเดียวกันซึ่งกำลังกรองกากชาที่ตกค้างในป้าน

“สวัสดีเจ้าค่ะ คุณชายน้อย” เหล่ฟั้นทักทายเมื่อตั้งสติได้

เด็กชายหันหน้าหนีเป็นทีว่าไม่ต้องการสนทนากับเธอ

"ให้ฉันช่วยเก็บกระเป๋านักเรียนให้คุณมั้ยเจ้าคะ”

“ไปให้พ้น จะไปไหนก็ไปเลยไป นังหมุ่ยไจ๋”

ไหว่เชิงบอกปัดความปรารถนาดีของเหล่ฟั้น จากนั้นจึงเดินลงส้นขึ้นบันไดไปโดยอย่างคนกำลังตกอยู่ในอาการพาลอาละวาด                 

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนของวัฏจักรจำเจในบ้านหลังนี้...ไม่ว่าคุณชายน้อยจะอารมณ์เสียจากเรื่องใดมา เขาก็มักจะนำความขุ่นมัวเหล่านั้นมาลงที่เหล่ฟั้นเสมือนว่าเธอนั้นเป็นกระโถนรองรับอารมณ์ใบหนึ่ง - เป็นกระโถนที่มีเลือดเนื้อลมหายใจ ทว่าไม่อาจขัดขืนหรือต่อกรกับเขาได้


ครั้งใดที่เห็นเหล่ฟั้นทำหน้ามุ่ย ป้าเซาก็รู้ได้โดยพลันว่ามูลเหตุของความทุกข์ร้อนใจที่เธอแบกรับอยู่คืออะไร แกจะปลอบใจด้วยคำพูดเดิมๆที่เด็กหญิงฟังจนท่องตามได้ประเภทที่ว่าแค่ป้าเซาอ้าปาก เหล่ฟั้นก็พูดแทนได้จนจบประโยค

“ลืมเสียเถอะอาฟั้น อย่าคาดโทษโกรธเคืองคุณชายน้อยเลย”

“หนูเลิกโกรธเขานานแล้วค่ะป้า” เธอว่าอย่างฉุนๆ

“ดีแล้ว” ป้าเซาพลอยโล่งใจ “เราเป็นบ่าว เขาเป็นนาย เคียดแค้นเขาไปก็ใช่เหตุ มีแต่จะเพาะความยุ่งยากลำบากใจแก่เราเอง”

สาวใช้วัยเยาว์หลับตาลงด้วยความเหนื่อยหน่าย                 

“หนูสงสัยมากกว่าโกรธ...” เธออิดเอื้อน ก่อนพูดต่อโดยไม่รั้งรอให้ผู้สูงวัยถาม “...สงสัยว่าหนูกับคุณชายน้อยไปสร้างความแค้นต่อกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาถึงได้ตั้งหน้าตั้งตาระรานหนูเป็นว่าเล่นขนาดนี้”


เหล่ฟั้นหาได้รู้ไม่ว่า ข้อกังขานั้นมิได้มีเพียงป้าเซาเท่านั้นที่ไม่อาจให้ความกระจ่างกับเธอได้ เพราะแม้แต่คนที่น่าจะรู้เรื่องนี้ดีกว่าใครทุกคนก็ยังตอบไม่ได้เหมือนกัน คนคนนั้นก็คือตัวคุณชายน้อยเอง

ทายาทตระกูลเก่าแก่แห่งเกาลูนไม่เคยลบเลือนภาพเด็กหญิงผูกเปียสองข้าง เนื้อตัวมอมแมม ที่กระโจนเข้ามาห้ามศึกระหว่างตนกับเด็กสลัมพวกนั้นไปจากสมอง เขาบอกไม่ถูกว่าอะไรในตัวเธอที่กระตุ้นต่อมความรังเกียจของเขาให้เต้นแรงทุกทีที่ได้พบกัน ประการหนึ่งอาจเป็นเพราะการมาของเธอทำให้สาวใช้คนที่เขาโปรดปรานที่สุดอย่างอาเหม่งต้องจากไป ซึ่งตราบทุกวันนี้เขาก็ยังไม่ทราบว่าอาเหม่งหายไปไหน ส่วนอีกประการหนึ่งก็คือ เธอเป็นเพียงคนเดียวในบ้านหลังนี้ที่ต่ำศักดิ์กว่าเขาทั้งในแง่คุณวุฒิและวัยวุฒิ ฉะนั้นเธอจึงเป็นบุคคลที่เขาสามารถกลั่นแกล้งได้ง่ายดายที่สุด แน่ละว่าส่วนใหญ่การกระทำที่เขาสนองต่อเธอก็ล้วนเป็นสิ่งที่เขาได้รับมาจากที่โรงเรียน ซึ่งเขาเก็บกดมาแทบทั้งอาทิตย์กว่าที่จะหาใครสักคนไว้ปลดปล่อยได้

“นังหน้าจืด” เด็กชายแค่นขำยามนึกภาพใบหน้าขาววอกของเด็กหญิงที่อยู่ร่วมชายคาในฐานะทาสพึ่งใบบุญ พลันคิดเปรียบเทียบกับฉายาหมูตอนที่เพื่อนที่โรงเรียนตั้งให้อย่างมุ่งหมายจะล้อเลียนปมด้อยในตัวเขา

“นังคนแผ่นดินใหญ่” ไหว่เชิงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก พร้อมกับไตร่ตรองคำเรียกชาติพันธุ์จีนด้วยความดูหมิ่นเหยียดหยามจากบรรดาลูกท่านหลานเธอชาวอังกฤษทั้งหลายที่มักตั้งตัวเป็นจิ๊กโก๋คอยหาเรื่องเด็กจีนอย่างเขาไปด้วย                 

จริงอยู่ที่จิตใต้สำนึกจะคอยตักเตือนมิให้หยามน้ำหน้าเหล่ฟั้นบ่อยกินไป แต่ตราบใดที่ปมจิตของเขายังไม่ปล่อยวางจากเรื่องนี้ เขาก็ยังรู้สึกว่าการกระทำของเขาชอบธรรม และยังคิดเข้าข้างตัวเองว่าที่เธอได้รับนั้นถือว่ายังน้อยนิดมาก เมื่อเทียบกับความชอกช้ำที่เขาได้รับทั้งทางกายและทางใจจากที่โรงเรียน


ดึกแล้ว สมาชิกทุกคนในบ้านคงทยอยเข้านอนเป็นที่เรียบร้อย แต่ไหว่เชิงยังนอนไม่หลับ เด็กชายลืมตาโพลงอยู่ในความมืดพร้อมทั้งเอามือก่ายหน้าผากตัวเองด้วยความกลัดกลุ้มอันเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ต่างๆที่มะรุมมะตุ้มเข้ามาอย่างเหนือความคาดหมายตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไล่เรียงมาตั้งแต่การโดนลูกหลงระหว่างเรียนวิชาจริยศาสตร์ ถูกขาใหญ่ประจำห้องป้ายความผิด มีปากเสียงกับอาจารย์ฝรั่ง โดนเรียกเข้าห้องปกครอง ลุยเดี่ยวไปชำระแค้นขาใหญ่ก่อนจะกลายเป็นเป้าย้ำแค้นเสียเอง รวมไปถึงการที่เพื่อนฝูงซึ่งโดยมากเป็นพวกเด็กผิวขาวรุมเย้ยหยันฐานที่ไม่เจียมเนื้อเจียมตัว บุกไปล่าเสือถึงถ้ำ แต่กลับถูกเสือทั้งฝูงรุมขย้ำจนสะบักสะบอมอย่างนี้

เขาสลัดผ้าผวยออกจากร่างและตรงรี่มายังระเบียงห้องที่ปกติเขามักจะมายืนกินลมชมวิวพลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อยตามประสาคนขี้กังวลและเต็มเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์...แสงจันทร์คืนนี้นวลกระจ่าง สว่างไสวปานกลางวัน สมกับเป็นวันเพ็ญ หากไม่อาจสู้แสงไฟนีออนจากแหล่งชุมนุมชนที่เจิดจ้าไปทั่วทุกหัวระแหง เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงงานสมโภชศาลเจ้าที่จัดขึ้นในคืนพระจันทร์เต็มดวงเป็นประจำทุกปี

คืนนี้ถนนโดยรอบมีแลดูชีวิตชีวาผิดธรรมชาติ แม้จะดึกดื่นเพียงไร ผู้คนก็ยังก้าวเดินอย่างหนาตาบนถนนทุกเส้น ไหว่เชิงทอดสายตามองออกไปไกลเท่าที่รัศมีสายตาของเขาจะมุ่งถึง ยลความคึกคักของบริเวณข้างเคียงอย่างไม่เชื่อสายตาว่า ทั้งหมดที่เขาเห็นจะเป็นเขตใต้อิทธิพลของบิดาเขา

ถึงตอนอยู่โรงเรียนเขาจะนึกอับอายที่มีบ้านอยู่ในเขตแออัดชัฏดุจป่าคอนกรีต ผิดกับเพื่อนคนอื่นๆที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์บนเขาสูง หรือบ้านตากอากาศริมอ่าวราคาแพง แต่ยามอยู่ที่บ้าน เขาก็อดรู้สึกภาคภูมิใจกับถิ่นฐานของตนไม่ได้ เพราะมันคือที่ซึ่งเขาพำนักพักพิงมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก ทั้งยังมีแต่คนเกรงอกเกรงใจ คอยพินอบพิเทาทุกแห่งหน พูดได้เต็มปากว่าตั้งแต่ตลาดท่าเรือริมอ่าววิกตอเรีย จิมซาโจ๋ย สี่แยกจอร์แดน เหย่ามาเต๋ย์ หม่องกอก เสกกีบเหมย จรดซ้ำโสยโป๋วทางทิศเหนือ ถนนคิมเบอร์ลีย์ ถนนออสติน ตลอดจนถึงย่านห่งฮำทางทิศตะวันออก เพียงรับรู้ว่าเขาคือลูกชายสมาชิกสภาหมั่น หรือลูกชายนายหัวหมั่นตามแต่จะเรียกขานกัน ชาวเมืองหน้าไหนก็เป็นต้องยอมอ่อนข้อให้เขาทุกราย ค่าที่บุญญาบารมีของคนตระกูลหมั่นแผ่ขยายครอบคลุมทั่วทั้งพื้นที่ดังกล่าวมาตั้งแต่รุ่นทวดรุ่นเทียด

มันคงจะดีพร้อมสมบูรณ์แบบ หากว่าความทรงอำนาจล้นบ้านเมืองนี้ ไม่พ่วงมาด้วยความคาดหวังอันมากล้นของผู้เป็นพ่อ

“แกต้องตั้งใจเรียนเพื่อที่จะได้เติบโตขึ้นมาเป็นเจ้าคนนายคนอย่างพ่อ อย่าให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของวงศ์สกุลของเรา เลือดนักปกครองผู้ยิ่งใหญ่ไหลเวียนอยู่ในตัวแก แกคือหมั่น ไหว่เชิง ผู้สืบทอดจิตวิญญาณแห่งตระกูลหมั่น”

“ผมจะจำไว้ครับคุณพ่อ” เด็กชายรับคำอย่างขอไปที ในใจเอือมระอากับคำพูดปลุกใจของบิดาเต็มกลืน “ทำไมคุณพ่อถึงชอบบังคับผมนักล่ะครับ...” เด็กชายอดไม่ได้ที่จะซักด้วยความน้อยใจ “...เพียงเพราะผมเป็นลูกชายคุณพ่อเหรอ” 

“เพราะแกคือลูกชายคนเดียวที่พ่อมีอยู่ในเวลานี้ต่างหาก”


ประกายตาของไหว่เชิงหม่นซึมขณะที่เขาทาบมือลงกับขอบระเบียง

“ถ้าพี่ชายใหญ่ยังอยู่กับพวกเรา คุณพ่อก็คงไม่ตั้งความหวังกับเรามากมาย และเราก็คงมีอิสรเสรีในการทำอะไรหลายๆอย่างด้วยความเป็นลูกหลานธรรมดาคนหนึ่งของตระกูลหมั่น ไม่ใช่ทายาทสืบทอดตำแหน่งของคุณพ่อ”

“แต่ไม่ว่าลูกหลานตระกูลหมั่นคนไหนก็ต้องเป็นคนมีเกียรติ หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี พร้อมจะนำพาความสำเร็จมาสู่วงศ์ตระกูล เป็นที่พึ่งของผู้คนในเกาลูน” เสียงทุ้มต่ำของคุณพ่อตะโกนค้านกึกก้องมาจากหลืบลึกของความทรงจำ

“โอ๊ย พอกันที” คุณชายน้อยปรารภในใจ “เราจะเกิดมาพร้อมกับแซ่นี้เพื่ออะไร ถ้าหากเรามีหน้าที่แค่ปกปักษ์คุ้มครองผู้อื่นแล้วไม่รู้จักใช้มันเพื่อหาความพึงพอใจใส่ตัวบ้าง สู้ไปเกิดใหม่เป็นเทพเจ้าในศาลดีกว่า”

ลมเย็นพัดผ่านใบหน้า พานให้จิตใจปลอดโปร่งโล่งลื่นขึ้นเล็กน้อย เด็กร่างอ้วนมองไปข้างหน้าพลางเงี่ยหูสดับเสียงฉาบและกลองจากงานเทศกาลที่ยิ่งนานก็ยิ่งระรัวดังขึ้น พานให้ใจเต้นตึกตักตามท่วงทำนองนั้น

“จริงสิ” เขาเงยหน้าขึ้นอย่างเพิ่งนึกออก “ผู้คนแถบนี้นับหน้าถือตาคนตระกูลหมั่นกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ”

สีหน้าของไหว่เชิงละมุนลงเป็นครั้งแรกในค่ำคืนนี้

“ดีละ ขอเพียงแต่เราออกไปจากบ้านนี้ได้ก่อนเถอะ”

ไหว่เชิงหมุนตัวไปคว้ากุญแจที่คล้องอยู่กับตัวแขวนบนผนังห้อง ยัดธนบัตรจำนวนหนึ่งใส่กระเป๋า สูดหายใจลึกเพื่อฝืนใจทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน พลางชะเง้อชะแง้สำรวจไปรอบๆให้แน่ใจว่าทุกคนหลับสนิทแล้ว ก่อนจะผลุบลงบันไดและสะเดาะกลอนประตูบ้านออกไปโดยที่เขาไม่ได้เอะใจเลยว่า ขณะนั้นสวิตช์ไฟห้องน้ำคนใช้ที่ชั้นล่างยังเปิดอยู่ มิหนำซ้ำยังมีเสียงน้ำสาดกระเซ็นอีกด้วย

ครั้นเหล่ฟั้นอาบน้ำเสร็จ เธอก็พบว่าแม่กุญแจไม่ได้คล้องไว้ในที่ที่มันควรอยู่ ซึ่งนั่นหมายความว่ามันคงไม่อาจเป็นอย่างอื่นไปได้ หากไม่ใช่ฝีมือตีนแมวที่ชอบมางัดแงะขโมยของตามบ้านช่องในยามวิกาล!


“เหลวไหลน่า” หนุ่มใหญ่โคลงศีรษะแสดงความไม่เห็นด้วย

“เป็นความจริงนะเจ้าคะคุณท่าน”

หมั่น ช่งจี เคี้ยวปาท่องโก๋จนหมดชิ้น จึงกล่าวต่อ “ใจคอไอ้หัวขโมยคนนี้มันต้องเหิมห้าวขนาดไหน ถึงได้บุกเข้ามาคฤหาสน์ตระกูลหมั่น สมัยคุณพ่อยังอยู่ อย่าว่าแต่บ้านเราเลย บ้านอื่นในละแวกนี้ก็ผาสุกร่มเย็นกันทั่วหน้า เพราะท่านไล่ล่าปราบปรามผู้ร้ายจริงจัง ไม่นึกเลยว่าวันนี้มันจะริอ่านเข้ามางัดแงะบ้านเราแล้ว”

“คุณด่วนสรุปเกินไปแล้วล่ะค่ะ ที่รัก” คุณนายที่นั่งรับประทานโจ๊กไข่เยี่ยวม้าอยู่ข้างๆ หันมาทางคนแจ้งเรื่อง “ฉันว่าใครคนหนึ่งในพวกแกลืมลงกลอนไว้ต่างหาก มีอย่างที่ไหนงัดเข้ามาแล้วไม่เอาของติดมือไปด้วย ร่องรอยงัดแงะสักรอยหนึ่งก็ไม่มี ดูยังไงฉันก็ไม่เชื่อว่ามันเป็นโจร”

“แต่ก่อนเข้าไปอาบน้ำ หนูเป็นคนลงกลอนด้วยมือตัวเองเลยนะเจ้าคะ” เด็กหญิงยืนกราน “ถ้าไม่ใช่โจรก็แปลว่าต้องมีคนเปิดประตูบ้านออกไป”

“นี่ หมู่นี้แกพูดจาไม่เข้าท่าบ่อยนักนะ”

น้ำเสียงของคุณนายแม้จะขึงขัง แต่ก็ฟังออกว่าแฝงด้วยความหวาดระแวง ในขณะเดียวกัน คุณชายน้อยซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวตรงข้ามก็มีสีหน้าเฝื่อน ทำหูตาลอกแลก คล้ายกับเก้าอี้ที่นั่งมีเปลวไฟมาลนก้น ทำให้นั่งไม่ติดเบาะ

“เอาละๆ อย่าเพิ่งมีปากเสียงกันแต่เช้า” นักการเมืองชื่อดังโยนหนังสือพิมพ์ที่อ่านนิยายกำลังภายในรายวันค้างไว้ลงบนโต๊ะหมุนลายหินอ่อน “จะขโมยจริงหรือขโมยกำมะลอก็ช่างหัวมันปะไร ของเรายังอยู่กันครบ ไม่ตกหล่นขาดหายไปแม้แต่ชิ้นเดียว แต่ความจริงที่อาฟั้นพูดมาก็ดีเหมือนกัน ประตูบานเฟี้ยมบ้านเราเก่าแล้ว ไว้ฉันสะสางงานยุ่งขิงพวกนี้เสร็จเมื่อไหร่ จะเรียกอาตง-ช่างไม้ มาช่วยซ่อมให้”

คุณท่านจัดแว่นให้เข้าที่ หยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านต่อด้วยท่าทางเป็นเชิงให้รู้ว่าจะไม่พูดคุยประเด็นนี้อีก ส่วนคุณชายน้อยก็ก้มหน้าเล่นตุ๊กตุ่นยางต่อไปด้วยสีหน้าแสดงอาการโล่งใจอย่างไม่อาจปิดบัง                 

เหล่ฟั้นเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความฉงน ในวินาทีที่เธอได้เห็นของเล่นใหม่ในมือไหว่เชิงเต็มตา เธอก็ฉุกคิดได้ว่าตุ๊กตุ่นพวกนี้ขายอยู่ในตลาดนัดที่เวียนกันมาเปิดร้านรวงช่วงเทศกาลประจำปีของศาลเจ้าใกล้ๆ ที่สร้างความประหลาดใจแก่เธอยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เธอแน่ใจว่าไม่ได้เห็นพวกมันตอนที่ขึ้นไปเก็บกวาดห้องนอนของเขาเมื่อเย็นวาน ก่อนที่เขาจะกลับมาจากโรงเรียนประจำ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น