akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ภาค 3 : บทที่ 46

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.6k

ความคิดเห็น : 67

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ส.ค. 2561 19:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 3 : บทที่ 46
แบบอักษร

46

            ความเจ็บปวดจากบาดแผลทำให้ไทกะต้องขมวดคิ้ว แม้ตัวเองจะนอนหลับ  วายุใจคอไม่ดีที่เห็นท่าทางเหมือนเจ็บปวดแบบนั้น

                “เขาปลอดภัยแล้วจริงๆเหรอครับ”

                แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง  เพราะมีสายมากมายระโยงรยางค์เต็มไปหมด

                “หมอบอกแบบนั้น”

                แต่ถึงหมอไม่บอก คริสก็พอจะรู้ เนื่องจากร่างกายของไทกะฟื้นตัวได้เร็วมากจนเขาเองยังแอบทึ่งไปเหมือนกัน

                พลังของอมนุษย์นี่ช่างน่ามหัศจรรย์เสียจริง…

                คริสระบายยิ้มอย่างพอใจ  แต่วายุไม่ได้รับรู้อะไรด้วย เขายังคงมองไทกะด้วยความเป็นห่วง

                “เขาจะฟื้นเมื่อไหร่ครับ”

                “ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”

                “เอ่อ…ผมว่าควรจะติดต่อครอบครัวของเขาให้คนที่บ้านรู้นะครับ”

                แม้วายุจะไม่อยากให้ใครรู้อาการบาดเจ็บของเขา แต่เขาก็ต้องการให้คนในครอบครัวไทกะได้มาดูแลชายหนุ่ม  เขายินดีจะรับผิดชอบทุกอย่างที่ทำให้ไทกะต้องมีสภาพเช่นนี้

                “คุณเจอมือถือเขาไหมครับ ในนั้นน่าจะมีเบอร์คนในครอบครัวเขา”

                “ไม่นะ  ฉันไม่เห็น”

                คริสเก็บโทรศัพท์ของไทกะไปแล้ว เรื่องอะไรที่เขาจะให้วายุได้โทรไปบอกคนในครอบครัวของเจ้าเสือโคร่งกัน

                “งั้นผมขออยู่กับเขาที่นี่นะครับ”

                วายุทั้งเป็นห่วงและรู้สึกผิด เขาไม่อยากให้ไทกะอยู่คนเดียว เพราะกลัวว่าเจ้าตัวอาจจะอาการทรุดเมื่อไหร่ก็ได้  แต่คริสไม่เห็นด้วย

                “การที่นายทำแบบนั้น ไม่ได้ส่งผลดีเลยนะ”

                “แต่ผมเป็นห่วงเขา”

                “ถ้านายยังจะยืนกรานแบบนี้  เห็นทีฉันคงต้องโทรบอกครอบครัวนาย”

                                คำขู่นั้นดูเหมือนจะได้ผล เพราะวายุก็เป็นห่วงคนในครอบครัวเอามากๆ  เขาจึงยอมทำตามที่คริสต้องการแต่โดยดี

-------+++++-------

                คริสกลับมาที่อพาร์ทเมนท์  แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าเขาจะได้เจอบุคคลที่หน้าเหมือนกับคนที่เขาช่วยชีวิตเอาไว้ 

                “แฝดกันจริงๆสินะ”

                ถ้าให้เทียบจากหน้าตา เขาก็คงจะแยกไม่ออกอย่างแน่นอน แต่ท่าดูจากลักษณะพฤติกรรมและท่าทาง ทั้งคู่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

                “อ้าว…พี่คริส”

                ตอนนี้น้ำอยู่คนเดียว และเป็นจังหวะดีที่คริสจะเข้ามาคุยด้วย  น้ำระบายยิ้มจางๆ

                “ช่วงนี้ผมไม่ค่อยเจอพี่เลยครับ”น้ำบอกไปตามความจริง

                “พี่เที่ยวไปเรื่อยน่ะ  แต่ดีจัง ได้เจอน้ำด้วย”

                “เที่ยวมากๆดูแลสุขภาพด้วยนะครับ”

                “ฮ่าๆ อย่างนั้นเหรอ  จริงสิ  พี่ซื้ออาหารมาเพียบเลย  ไปกินด้วยกันนะ”

                คริสชูถุงอาหารในมือ  น้ำยิ้มเจื่อน  ถึงเขาจะได้พูดคุยกับคริสอยู่บ่อยๆ และมีหลายครั้งที่เจ้าตัวอาสาไปส่งที่โรงเรียน  แต่เขาก็ยังคงรู้สึกเกรงใจ

                “ไม่เป็นไรหรอกครับ  ผมเกรงใจ”

                “ถ้าเกรงใจ  งั้นไปพี่ไปกินที่ห้องน้ำก็ได้  ถือว่าแลกเปลี่ยนกันไง”

                ชายหนุ่มจ้องมองอย่างมีความหวัง  น้ำอยากจะปฏิเสธ แต่คริสก็เลือกที่จะจับข้อมือเล็กแล้วพาเดินไปยังลิฟต์

                “น้ำตัวเล็กจริงๆนะ”

                “เอ่อ  อย่างนั้นเหรอครับ”

                เด็กหนุ่มค่อยๆ ดึงมือตัวเองออก  ถึงคริสจะสัมผัสเขา แต่มันก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือว่าใจสั่นเหมือนตอนที่โทระจับเลยสักนิดเดียว

                “แล้วพี่คริสมาอยู่ไทยถาวรเลย หรือว่าจะไปที่อื่นต่อล่ะครับ”

                น้ำถามขึ้น เมื่อพวกเขาสองคนเข้ามาในลิฟต์

                “อืม…”

                คนตัวสูงก้มหน้ามาสบตากับน้ำ  กระตุกยิ้มสวย

                “นั่นมันก็อยู่ที่นี่ว่า…มีใครทำให้พี่อยากอยู่ถาวรหรือเปล่า”

                “เอ๊ะ!”

                ประตูลิฟต์เปิดพอดี  น้ำจึงต้องค้างคาคำถามนั้นไว้ในใจ ในขณะที่คริสเดินออกไปก่อนพร้อมกับรอยยิ้ม

                “ห้องนั้นใช่ไหม”

                “ใช่ครับ”

                คริสชี้ไปที่ห้องพักของน้ำ  น้ำเองก็พยักหน้ายืนยัน ไม่คิดว่าคริสจะจำห้องเขาได้ ทั้งๆที่เขาเคยบอกไปแค่ครั้งเดียว  แต่สำหรับคริส  ทำไมเขาจะจำไม่ได้ ในเมื่อเขาไม่ได้มาดูน้ำเดินเข้าห้องแค่ครั้งเดียวเสียหน่อย

                “เชิญครับ”

                เด็กตัวเล็กเชิญคริสให้เข้าห้อง เขาไม่ได้คิดมากเลยสักนิด เพราะนับถือคริสเป็นพี่ชายคนหนึ่ง ที่สำคัญพวกเขาก็เป็นผู้ชายทั้งคู่  หากเขาพาผู้หญิงขึ้นห้องมา นี่สิถึงน่าจะเป็นเรื่องที่ชวนให้คิดมาก

                “ห้องเรียบร้อยดีจัง”

                คริสเปรยขึ้นมา เมื่อมองสำรวจภายในห้องของน้ำ  น้ำอมยิ้ม แล้วชวนคุย     “แล้วห้องพี่คริสเรียบร้อยแบบนี้ไหมครับ”

                “ไม่ค่อยเรียบร้อยเลยน่ะสิ”

                “จริงเหรอครับ”

                “ถ้าน้ำว่าง พี่ก็อยากจะจ้างน้ำไปทำความสะอาดห้องพี่จริงๆนะ”

                ชายหนุ่มพูดติดตลก  และนั่นก็สร้างความขบขันให้กับน้ำได้ เด็กหนุ่มหัวเราะออกมาเบาๆ

                “ผมคิดค่าจ้างแพงได้ไหมครับ”น้ำแกล้งกล่าว

                “แพงขนาดไหนล่ะ”

                คริสหมุนกายหันมามองน้ำ  เขาวางถุงอาหารลงบนโต๊ะ 

                “จ่ายเป็นค่าอาหารมื้อนี้ก็พอแล้วครับ”

                ไม่คิดว่าเด็กตัวน้อยจะคิดค่าจ้างถูกขนาดนี้  แต่นั่นก็สร้างความน่าสนใจกับ

คริสอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว  รอยยิ้มงดงามนั้นทำให้คริสเผลอมองไปชั่วครู่หนึ่ง

                “พี่คริสครับ”

                เสียงเรียกของน้ำที่เรียกอยู่สองครั้ง ทำให้คริสได้สติกลับมา  เขามองน้ำที่ยื่นถ้วยและจานให้

                “เดี๋ยวผมช่วยแกะนะครับ”

                เจ้าเด็กตัวเล็กอาสาช่วยนำอาหารใส่ถ้วยและจาน  คริสยืนมอง เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา

                ร่องรอยช้ำที่บริเวณลำคอด้านหลัง  แม้จะอยู่ใต้เนื้อผ้า แต่เมื่อเจ้าตัวก้มๆ เงยๆ คริสก็เห็น

                …ท่าทางจะหวงของไม่เบาเลยสินะ…

                คริสถึงใบหน้าบึ้งตึงที่เคยจะหาเรื่องต่อยเขา  ก่อนจะแกล้งถามขึ้น

                “น้ำมีแฟนหรือยัง?”

                “ครับ?”

                เพราะมัวแต่สนใจอาหารตรงหน้า  น้ำเลยไม่ทันได้ฟัง เจ้าตัวเงยหน้ามามองคริส ที่กำลังมองเขาอยู่

                “พี่ถามว่าน้ำมีแฟนแล้วใช่ไหม”

                “ทะ ทำไมพี่คริสถึงถามแบบนั้นล่ะครับ”

                เจ้าตัวรู้สึกอึดอัดไม่ใช่น้อย เพราะไม่อยากจะเชื่อว่าคริสจะถามเรื่องพวกนี้ จะให้บอกว่ามีแฟนแล้ว เขาเองก็ไม่กล้าจะยืนยันให้แน่ชัด

                “ว่าไงล่ะ”คริสถามย้ำ

                “ยะ…ยังไม่มีครับ”

                น้ำบอกอย่างติดขัดและลำบากใจ  เขาเองก็อยากจะบอกว่ามี แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและโทระ  มันไม่เชิงคนรัก…อาจจะเป็นแค่ความสัมพันธ์ของรุ่นพี่รุ่นน้องที่มีเรื่องบนเตียงเข้ามาเกี่ยวข้องเท่านั้น  ดังนั้น น้ำจึงไม่กล้าบอกว่าเขามีแฟนแล้ว

                แต่ทว่าคำตอบนั้นกลับทำให้คริสต้องกดยิ้ม  เขาพอจะเข้าในสิ่งที่น้ำบอก  การที่เจ้าตัวบอกแบบนั้น แสดงว่าทั้งคู่ยังไม่ได้บอกความในใจต่อกันอย่างแน่นอน  คริสดูออกว่าน้ำน่าจะชอบโทระ  และดูเหมือนโทระก็จะชอบเจ้าตัวเล็กนี้เช่นกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่มานอนค้าง และไม่แสดงท่าทีหึงหวงแบบนั้น

                “พี่คิดว่าน้ำมีแฟนแล้วซะอีก”คริสแกล้งกล่าวต่อ

                “ทำไมพี่คริสถึงคิดแบบนั้นล่ะครับ”

                “ก็….น้ำน่ารักไง  น่าจะมีสาวๆมาชอบเยอะ”

                พอได้ยินแบบนั้น  น้ำก็ค่อยโล่งใจขึ้นมา เพราะคริสใช้คำว่าสาวๆ นั่นแสดงว่าเจ้าตัวไม่ได้โฟกัสไปที่ตัวของโทระเลยสักนิดเดียว  คริสดูท่าทีของน้ำ

                “ไม่หรอกครับ  พวกผู้หญิงชอบคนหล่อๆมากกว่าครับ แล้วผมก็ไม่ได้หล่อขนาดนั้นด้วย”

                “อย่างนั้นเหรอ”

                “ครับ”

                น้ำตอบอย่างหนักแน่น  จนคริสเผลอหัวเราะ  น้ำเองก็หัวเราะตาม  ทั้งคู่เงยหน้ามามองกัน 

                “แล้วน้ำล่ะ  ชอบคนแบบไหน”

                “เอ่อ…ผม”

                เจ้าตัวอึกอักทันที  จะให้บอกได้ยังไง ว่าเขาไม่ได้มีสเปคตายตัวหรอก เพียงแต่ตอนนี้ชอบโทระก็เท่านั้น

                “ชอบคนสวยหรือเปล่า”

                ในเมื่อคริสบอกมาขนาดนี้ น้ำก็ขอเลือกตอบเออออไปก่อนแล้วกัน เพราะคิดไม่ออก

                “ครับ”

                “ถ้าเป็นอย่างนั้น…หน้าสวยๆอย่างพี่ เข้าข่ายบ้างหรือเปล่า”

                คริสยิ้ม  น้ำชะงักไป  สมองประมวลผลไม่ทัน  พอเห็นใบหน้าเหรอหราของเจ้าตัวเล็ก  คริสก็กลั้วหัวเราะ

                “พี่หมายถึง  ถ้ามีผู้หญิงหน้าตาประมาณพี่  น้ำจะสนใจหรือเปล่า”

                “สวยขนาดพี่คริส  เขาคงไม่มองผมหรอกครับ”

                “ก็ไม่แน่นะ”

                คนที่บอกกลับมานั้นสบตากับน้ำ  น้ำรู้สึกหนาวๆร้อนๆแปลก ไม่อยากจะคิดว่าตัวเองโดนคริสจีบ  บางทีเขาอาจจะคิดมากเกินไปก็เป็นได้

-------+++++-------

                ร่างกายที่มักจะนอนนิ่งอยู่บนเตียงกว้างเริ่มขยับตัว  แม้เพียงเล็กน้อย แต่ก็ทำให้คนที่เข้ามาดูอาการต้องคลี่ยิ้มด้วยความดีใจ

                “ไทกะ!”

                วายุระบายยิ้มกว้าง เมื่อเห็นชายหนุ่มเริ่มขยับเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ แม้ใบหน้าจะบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่อาจจะปิดบังความหล่อเหลานี้ได้

                “วายุ”

                เสียงทุ้มนั้นแผ่วเบาเหมือนคนไม่มีแรง  วายุพยักหน้ารับ  เขาจับมือหนา อยากให้ไทกะรับรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้

                “นายไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

                “ฉันสบายดี  ไม่เป็นอะไร”

                “แผลนาย…”

                แม้จะเพิ่งฟื้น แต่ไทกะก็ยังเป็นห่วงวายุอยู่ดี  วายุเม้มปากแน่น ไม่คิดว่าตัวเองจะทำให้ไทกะต้องเป็นห่วงมากถึงเพียงนี้  เขาจับมือหนามาแนบแก้ม  สบตากับอีกฝ่าย

                “ฉันไม่เป็นอะไร  นายสบายใจได้”

                “อืม”

                เจ้าตัวพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น

                “น้ำ…ขอฉันดื่มน้ำหน่อย”

                “ได้สิ”

                เขาพอจะเข้าใจว่าพอนอนไปนานๆ ตื่นมาย่อมกระหายน้ำเป็นธรรมดา  ขนาดเขานอนปกติ เวลาตื่นยังต้องลุกมาดื่มน้ำเลย

                หลังจากที่ไทกะดื่มน้ำดับกระหายแล้ว  วายุก็บอกให้ไทกะนอนพักต่อ

                “นาย…ได้บอกเรื่องนี้กับคนในครอบครัวฉันหรือเปล่า”

                “ฉันยังไม่ได้บอกเลย”

                “ดีแล้วล่ะ…ฉันไม่อยากให้พวกเขาเป็นห่วง”

                เพราะไทกะรู้ตัวว่าตัวเองนั้นบาดเจ็บสาหัส  หากคนในครอบครัวรู้เรื่อง โดยเฉพาะแม่กวางของเขา อีกฝ่ายต้องเจ็บปวดจนหัวใจแทบสลาย

                “อืม…เข้าใจแล้ว”

                “แต่นายควรจะติดต่อครอบครัวนายนะ”

                “ฉันกะรอให้อาการดีขึ้นอีกนิด  ค่อยติดต่อไป”

                ความคิดของทั้งคู่ตรงกัน ทั้งไทกะและวายุตั้งใจจะให้ตัวเองอาการดีขึ้นอีกนิดแล้วค่อยบอกคนในครอบครัวให้รู้เรื่อง

                “นายเป็นคนพาฉันมาที่นี่เหรอ”

                “เปล่าหรอก  คนที่พามา เป็นเพื่อนของลูกชายแม่เลี้ยงฉัน”

                วายุเลือกที่จะเลี่ยงเรียกเชนว่าพี่  ไทกะเองก็แปลกใจไม่น้อย ว่าทำไมเพื่อนของพี่ชายวายุถึงได้มาช่วยพวกเขาได้ 

                ...มันช่างเป็นเรื่องที่น่าแปลกเสียจริง…

                “…นายกลัวฉัน…เกลียดฉันหรือเปล่า”

                เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น  ไทกะก็นึกกังวลขึ้นมา ว่าวายุอาจจะเกลียดเขา กลัวเขา เมื่อเห็นเขากลายร่างเป็นเสือ แถมยังอาละวาด ฆ่าคนตายไปแบบนั้น ศพบางศพก็ตายด้วยความสยดสยอง

                วายุนิ่งไปพักหนึ่ง  เขาหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา  ใบหน้าแสดงความกังวลและคิดหนักอยู่บ้าง แต่เพียงครู่ เจ้าตัวก็บีบมือหนา

                “ฉันเข้าใจว่าที่นายทำ ก็เพื่อปกป้องฉัน”

                “วายุ…”

                “แล้วฉันจะกลัว  จะเกลียดนายได้ยังไง”

                คำตอบนั้นทำให้ไทกะค่อยๆคลี่ยิ้มออกมา  แม้วายุจะไม่ได้บอกรักเขา แต่ตอนนี้ เพียงแค่นี้ก็มากพอที่จะทำให้หัวใจของเขาพองโต

                “ขอแค่นายอย่าหลบหน้าฉันอีกก็พอ”

                “ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ฉันจะต้องหลบหน้านาย”

                “เข้าใจแล้ว”

                วายุพยักหน้าเบาๆ เปรียบเสมือนเป็นคำสัญญาที่มีให้กัน  ไทกะมองไปรอบๆ

                “แล้วคนที่ช่วยฉัน…เขาอยู่ที่ไหน”

                “เห็นบอกว่ามีธุระ  ที่จริงก็คงเป็นปกติล่ะนะ  เขาก็ไปๆมาๆ  ไม่ได้อยู่ตลอดหรอก”

                ไทกะเงยหน้ามองวายุ  เขาคิดว่าเขาควรจะติดต่อคนทางบ้านบ้าง

                “นาย…เห็นมือถือฉันหรือเปล่า”

                “ไม่เห็นหรอก  ฉันเองก็ถามเขาแล้ว  ตอนเขามาช่วยพวกเรา  เขาก็บอกไม่เห็นมือถือนาย”

                “บางทีมันอาจจะตกอยู่ที่ลานจอดรถ แล้วตำรวจไม่ตามมาสอบสวนพวกเราเหรอ”

                ภาพจากกล้องวงจรปิด น่าจะเห็นเขากลายร่างเป็นเสือ  แต่ทำไมทุกอย่างถึงได้ดูสงบเงียบ  เหมือนถูกปิดข่าวเอาไว้            

                “เรื่องนั้น ฉันเองก็แปลกใจเหมือนกัน”

                ไม่มีใครมาสอบสวนพวกเขาเลย  วายุเองก็ยังคิดว่าน่าจะต้องมีคนเข้ามาตามหาพวกเขาบ้าง

                “ผู้ชายคนนั้น เขาช่วยพวกเราไว้ แล้วบอกว่าตอนมาช่วย ไม่เจอใครเลย”

                “จะเป็นไปได้ยังไง  นายก็รู้”

                “ฉันเองก็สงสัยเหมือนกัน แต่มาถึงตรงนี้แล้ว ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้”

                “ช่างเถอะ  ฉันต้องติดต่อคนที่บ้านก่อน  ไม่อย่างนั้นคงแย่แน่”

                “อืม…ฉันเองก็อยากให้นายติดต่อคนที่บ้าน  ทุกคนจะได้สบายใจ”

                วายุเห็นด้วยกับความคิดของไทกะ เขาเองก็อยากให้ไทกะติดต่อกับครอบครัว  วายุไม่มีมือถือ ดังนั้น สิ่งเดียวที่ทำได้คือต้องใช้เบอร์โรงพยาบาลโทรไป  แต่นั่นก็อาจจะทำให้คนในครอบครัวเขาเป็นห่วงและจับได้ว่าเขากำลังอยู่ที่โรงพยาบาล

                “เอาอย่างนี้  นายรอฉันแป๊บนึงนะ”

                ร่างสูงบอกกับไทกะแล้วเดินออกไปข้างนอก เขาเห็นพยาบาลสาวกำลังเดินมา

                “คุณพยาบาลครับ”

                “คะ?”

                “คือ...ผมขอยืมมือถือหน่อยได้ไหมครับ”

                “เอ๊ะ  ถ้าคนไข้ต้องการใช้โทรศัพท์  สามารถยืมใช้ที่เคาเตอร์ได้เลยนะคะ”

                “คือผมมีเหตุจำเป็นต้องใช้มือถือ ถ้าคุณพยาบาลกลัวผมขโมย  ตามผมเข้าไปในห้องก็ได้นะครับ”

                “ถ้ามีความจำเป็นจริงๆก็ได้ค่ะ”

                เธอยอมเดินตามเข้าไปในห้องผู้ป่วยของไทกะ  วายุยื่นมือถือให้ไทกะโทรกลับไปหาที่บ้าน

                เสียงโทรศัพท์บ้านที่ดังขึ้น ทำให้ร่างสูงใหญ่ที่กำลังเดินจะขึ้นชั้นบนต้องหันไปมอง  มือหนาเดินตรงไปรับโทรศัพท์แทนเจ้าของบ้าน

                “นั่นใคร”

                เสียงทุ้มที่เขาไม่ค่อยคุ้นเวลาโทรไปที่บ้าน ทำให้ไทกะต้องถามออกไป  คนตัวสูงที่รับสายเองก็แปลกใจเช่นกัน

                [แล้วนาย…เป็นใคร]

                “อาพอลเหรอ?”

                ไทกะเบิกตากว้างขึ้นมาอย่างตกใจ เพราะไม่คิดว่าคนที่รับสายเป็นพอล เขากลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ

                [ไทกะสินะ]

                พอลเดาได้ทันที เพราะคนที่โทรมาไม่ใช่โทระอย่างแน่นอน แล้วก็ไม่ใช่กานต์ด้วย ถ้าเช่นนั้นก็จะเหลือแค่เพียงไทกะ

                [นายอยู่ที่ไหน  ทุกคนติดต่อนายไม่ได้เลย]

                “เอ่อ…โทรศัพท์ผมเสียครับ”

                [แล้วนายมีเหตุผลอะไรที่จะไม่พยายามติดต่อคนที่บ้าน  นอกจากส่งมาแค่ข้อความเดียว]

                คุณอาตัวสูงตำหนิหลานชายทันที  พอลไม่ชอบการกระทำแบบนั้น แต่ถึงกระนั้นเขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เรื่องจริงมันเป็นอย่างไรกันแน่

                “ผมขอโทษครับ”

                ที่จริงเขาก็รู้สึกผิดที่ทำให้ทุกคนเป็นห่วง

                [แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน]

                “ผม…อยู่บ้านเพื่อนครับ”

                พอลหรี่ตาลง  ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้เรื่องนั้นต่อ

                “ผมแค่จะโทรมาบอกว่าผมสบายดี  อาพอลช่วยบอกทุกคนว่าไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”

                [ได้]

                “งั้นผมวางก่อนนะครับ”

                ไทกะวางสาย เขาเริ่มใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ด้วยความกลัวที่ว่าพอลจะจับผิดได้ว่าเขาไม่ได้อยู่ที่บ้านเพื่อนจริงๆ แต่ไหนแต่ไร  พอลก็มักจะเดาความคิดเขาออกอยู่เสมอ ที่จริงตอนโทรไปก็คิดว่าคนที่รับสายอาจจะเป็นแม่บ้านหรือไม่ก็คนอื่น แต่เมื่อเป็นพอลแล้ว เขาเองก็ไม่อยากจะพูดโกหกมากมาย เพราะกลัวอีกฝ่ายรู้ว่าเป็นเพียงคำโกหก

                “แอบคุยกับกิ๊กอยู่หรือไงคุณชาย”

                วิรุจน์เดินตรงเข้ามาหาสามี  เขาเดินจูงลูกแฝดทั้งสองคนมาด้วย เห็นสามีวางสายไม่ไปนานนัก

                “ไร้สาระจริงๆ”

                “เอเดน  นาเดีย  ดูสิๆๆ  แด๊ดดี้ว่ามะมี๊ด้วยล่ะ”

                คุณแม่ขี้ฟ้องย่อกายมาบอกลูกแฝดทั้งสอง  ทั้งเอเดนและนาเดียต่างเข้ามาโอบกอดมารดาอย่างปลอบโยน

                “มะมี๊ไม่ร้องนะค๊า”

                “แด๊ดดี้ใจร้าย”

                ลูกชายหันไปต่อว่าบิดา พอลถอนหายใจ แล้วย่อตัวลงไปอุ้มเอเดน  แล้วกดหอมแก้มลูกชายตัวเล็กไปฟอดใหญ่

                “ใจร้ายที่ไหนกัน”

                พอลยิ้มให้กับลูกชาย เอเดนโอบกอดคอแกร่งแล้วซบกับไหล่กว้าง  วิรุจน์เบ้ปากที่พอลอ้อนลูกชายให้เป็นพวกเดียวกันซะงั้น

                “หว่า…เอเดนไม่สนใจมะมี๊แล้ว แงๆ”

                เด็กน้อยนาเดียเข้าไปโอบคอมารดา  วิรุจน์อมยิ้มแล้วอุ้มเจ้าเด็กตัวเล็กขึ้นมา  เอเดนเองก็อยากไปปลอบมะมี๊ของเขาบ้าง

                “แด๊ดดี้แกล้งมะมี๊  นาเดียไม่รักแด๊ดดี้แล้ว”

                “เอเดนก็ด้วย”

                “อ้าว….”

                แด๊ดดี้ตัวสูงถึงกลับอึ้งไปทันที ไม่คิดว่าคนรักตัวแสบจะแกล้งเขาขนาดนี้ วิรุจน์ยิ้มร่า

                “โอเคๆ  ยอมแล้ว”

                “หืม”

                วิรุจน์งงว่าพอลยอมอะไร  ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้กับคนรัก แล้วรั้งใบหน้าเข้ามากดจูบอย่างแผ่วเบา  วิรุจน์อึ้งไปครู่หนึ่ง

                “ทีนี้ก็เลิกแกล้งฉันได้แล้ว”พอลกระซิบบอก  ทั้งคู่สบตากัน

                “มะมี๊ไม่โกรธแด๊ดดี้แล้วใช่ไหมค๊า”

                นาเดียถามทันที เพราะเห็นว่าแด๊ดดี้เข้ามาง้อแล้ว  เอเดนก็โกรธง่ายหายไว พอเห็นคุณพ่อสุดที่รักง้อคุณแม่ ก็เชียร์ให้ดีกันซะงั้น ในขณะที่วิรุจน์รู้สึกเขินขึ้นมาที่พอลมาจู่โจมต่อหน้าลูกๆแบบนี้

                “ครับๆๆ ทราบแล้วค้าบ  งั้นมะมี๊พาไปทานพุดดิ้งดีกว่าเนอะ”

                “พุดดิ้ง  เย้ๆๆ”

                ทำไมพอลจะดูไม่ออกว่าวิรุจน์กำลังเขิน เลยเบี่ยงเบนประเด็น เขาไม่ได้ห้าม

วิรุจน์เอาไว้ ปล่อยให้วิรุจน์จูงมือเด็กๆพาเดินไปหาขนมทาน

                “คุณพอลครับ”

                เสียงทุ้มที่ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้เขาละสายตาจากที่มองไปยังภรรยาและลูกๆ 

                “ได้เรื่องหรือยัง”

                “ครับ  พวกผมทราบแล้วครับ ว่าคุณไทกะอยู่ที่ไหน”

                บอกพร้อมกับส่งแท็บเล็ตที่มีรายละเอียดทุกอย่างให้กับเจ้านาย  พอลหยิบ ก่อนจะเอ่ยขึ้น

                “ไปได้แล้ว”

                “ครับ”

                ลูกน้องก้มหัวบอกลาเจ้านาย ก่อนจะเดินออกจากบ้าน  พอลดูรายละเอียดแล้วก็ต้องขมวดคิ้ว

                “ไม่คิดว่านายจะใส่ใจลูกชายฉันมากขนาดนี้”

                พยัคฆ์เดินมาหยุดอยู่ด้านหลังของพอล  พอลหันไปหาพี่ของภรรยา  เขาสบตากับพยัคฆ์อย่างไม่คิดหวาดกลัวใดๆ

                “ไทกะเป็นหลานของเมียผม  ผมใส่ใจก็เรื่องปกติ”

                ตอบด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยๆ พยัคฆ์มองหน้าน้องเขย บอกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

                “นายกับฉัน…มีเรื่องต้องคุยกัน”

100%

จากนี้จะเริ่มกลับมาอัพเป็นปกติ ทุกสัปดาห์แล้วค่ะ ส่วนนิยายเรื่องอื่นๆ  อากิกำลังพอมีเวลาจะแต่งอัพต่อ  แล้วเจอกันค่า

ติดตามการอัพได้ที่เพจ Akikoneko17

https://www.facebook.com/akikoneko17/

หากต้องการซื้อเล่มนิยายสามีผมเป็นเสือ ภาค 1,2,3 หรือนิยายเรื่องอื่นๆของอากิ ติดต่อสอบถามได้ที่เพจเฟส Akikoneko17 ค่า

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น