Kitsunez

ขอฝากเรื่องนี้ในใจของทุกคนด้วยนะคะ ขอบคุณสำหรับการอ่านและคอมเม้นของทุกๆคนที่ทำให้มีแรงใจในการเขียนขึ้นค่ะ สามารถคอมเม้นเข้ามากันเยอะๆนะคะ จะรออ่านของทุกคนเลย :)

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 Renew

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ส.ค. 2561 14:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 Renew
แบบอักษร

​สวัสดีอีกครั้งค่ะ ขอโทษนะคะที่รอบนี้หายไปซะยาวเลย อย่าเพิ่งทิ้งกันนะคะ จิ้งเพิ่งผ่านมรสุมของงานแก้มาค่ะทำให้อดหลับอดนอนนิดหน่อยเลยป่วยร่างกายพังแต่ตอนนี้โอเคขึ้นแล้วเนอะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านจ้า ! ตอนนี้อาจจะสั้นสักหน่อยแต่ถ้ามีเวลาสำหรับตอนหน้าจะเขียนเยอะๆน้า 

_______________________________________________________________________________________________________________________________

ณ โรงพยาบาล 

หลังจากผ่านเหตุการณ์วุ่นวายมาแล้ว ในที่สุดตำรวจก็สามารถรวบตัวคนร้ายได้เกือบหมดเพียงแค่ขาดคนที่ชื่อว่า 'เรย์' และหัวหน้าโจกเท่านั้นที่หนีไปได้ ทั้งหมดถูกนำส่งไปที่โรงพยาบาลโดยทุกคยได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นไว้มีเพียงเมซเซจและแสตมป์ต้องอยู่ในห้องฉุกเฉินเพราะสาหัสไม่ใช่น้อยๆ ที่ร้ายไปกว่านั้นคือแสตมป์ยังอยู่ในอาการน่าเป็นห่วง...


ตึก...ตึก...ตึก...


สกายเดินไปมารอบๆหน้าห้องฉุกเฉินอย่างกังวลคล้ายเป็นห่วงแสตมป์มาๆไปมา ในบรรยากาศของโรงพยาบาลตอนนี้เงียบสงัดมีก็มีเสียงฝีเท้าของสกายเท่านั้นเอง

 "....ไอ้กาย"

 "...."

 "สกายโว้ย!"

 ".....?" สกายชะงักไปเล็กน้อยเมื่อจู่ๆก็ได้ยินเสียงเรียกของชื่อตัวเองเมื่อหันไปก็พบกับต้าร์นั้นเองที่เรียกเขา 

 "อะไรวะ?"

"มึงช่วยหยุดเดินไปมาได้ป่ะ กูเวียนหัวจะอ้วกแล้วเนี่ย"

"โทษทีๆ กูแค่เป็นห่วงแสตมป์" สกายพูดออกมาด้วยสีหน้าเคร่งคงเตรียดจนป่านนี้ก็เป็นเวลา2ทุ่มแล้วหมอที่รักษาแสตมป์ก็ยังไม่ออกมาจากห้องฉุกเฉิน...ไม่มีข่าวดีหรือข่าวร้ายอะไรเลย 

 "เออ นี่ก็เข้าไป5ชั่วโมงแล้วนะ" อลันพูดอย่างเห็นด้วยแม้ว่าเขาแทบจะไม่ได้คยอะไรกับแสตมป์แต่ด้วยความที่เป็นคนบ้ายเดียวกันเลยอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้เหมือนกัน 

 "เอาน่า มึงนั่งรอเหอะ" ต้าร์เลยถอนหายใจออกมาสกายก็นั่งลงตรงที่นั่งยาวสายตาก็ทอดมองไปยังหน้าห้องฉุกเฉินที่ยังคงเป็นสีแดงแล้วตบบ่าเพื่อนสักป้าบสองป้าบให้กำลังใจตามภาษาพวกเขา


หลังจากที่เกิดเหตุการณ์วุ่นวายเสร็จสกายก็จัดการโทรแจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นทางบริษัททัวร์ฮานะ ซึ่งทางบริษัทก็รีบมารับลูกทัวร์ทั้งหมดของแสตมป์กลับเข้าสู่ประเทศโดยมีการชดใช้ค่าเสียหายภายหลังแน่นอน แต่พวกเขาทั้งหกคนยังไม่มีใครกลับไปแม้แต่เบลล่าก็ตาม 

 "เอ้า ไอ้เมซ" 

ต้าร์ที่เห็นเมซเซจที่กำลังเดินมาเลยทักก่อนจะเดินเข้าไปหาเมซเซจอย่างเป็นห่วง

 "เป็นอะไรมากเปล่าวะ?" 

 "ก็เย็บไปหลายเข็มว่ะ"

 เมซเซจว่าพลางมองหน้าห้องฉุกเฉินที่ยังคงถูกปิดไว้อยู่ก่อนจะถามออกมา 

 "แสตมป์ยังไม่ออกเหรอวะ?"

 "ยังเลย เฮ้ออ..." 

 "แล้วพวกมึงไม่กลับประเทศเหรอ? เขาเดินทางคืนนี้นะเว้ย"

  "อืมม.."

 ต้าร์เลยคิดเล็กน้อย จริงๆเขาเองก็อยากกลับเหมือนกันนั้นแหละเลยมองหน้าอลันเชิงว่าจะทำอย่างไรต่อไป

 "แล้วมึงไม่กลับพร้อมพวกกูเหรอ?" อลันเป็นฝ่ายถามเมซเซจออกมา

 "กูจะอยู่ดูอาการสักหน่อย...พวกมึงไปเหอะ" เมซเซจว่าพลางเหลือบมองทางอื่น แต่ประโยคนั้นทำให้สกายหันไปมองด้วยความสงสัยไม่ใช่น้อยๆ  

 "แล้วเบลล่าละ?" สกายถามถึงเบลล่าทันที

 "เบลล่าจะกลับคืนนี้ แต่กูยังไม่อยากกลับกูจะอยู่ดูแสตมป์ก่อน เลยกะจะถามพวกมึงว่าพวกมึงจะกลับเลยเปล่า จะได้ฝากเบลล่าไง"

  "เออๆ งั้นพวกกูกลับแล้วกัน ไอ้สกายไปป่ะ?" 

สุดท้ายต้าร์ก็ตัดสินใจที่จะไป เพราะตอนนี้เบลล่าคงหวาดกลัวอยู่แน่ๆ ถ้ามีคนที่เธอรู้จักหรือไม่ก็เพื่อนอยู่ด้วยน่าจะทำให้หญิงสาวสบายใจในการเดินทางกลับมากกว่า 

 "ไม่เอาอ่ะ กูก็จะเฝ้าแสตมป์" สกายปฎิเสธออกมาแล้วสายตาก็มองไปทางห้องฉุกเฉินต่อ

  "อะไรของพวกมึงวะ....โอเคๆ งั้นพวกมึงยังไงก็ถ้าเขาฟื้นแล้วบอกนะเว้ยเผื่อพวกกูกลับมาเยี่ยม" อลันเป็นฝ่ายสรุปทุกอบ่างก่อนจะลุกขึ้นพร้อมต้าร์แล้วตบบ่าลาเพื่อนทั้งสองคนก่อนจะเดินออกไปด้วยกัน


บรรยากาศหน้าห้องฉุกเฉินเลยมีเพียงแค่เมซเซจและสกายเท่านั้นที่ต่างเฝ้ารอปาฎิหารย์ที่ขอให้มันมีอยู่จริง... สกายที่เงียบไปได้สักพักหนึ่งก็ถามคำถามหนึ่งออกมาเป็นคำถามที่เขาคาใจมาตั้งนานแล้ว 

 "ไอ้เมซ...มึงรู้จักกับเขานานแล้วใช่ไหมวะ?"

 "...."

 เมซเซจเบนสายตามามองหน้าของสกายแล้วตอบออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ 

 "ใช่ กูรู้จักแสตมป์" 

 "แล้วมึงเป็นอะไรกันมาก่อน บอกกูได้ไหมวะ” ใบหน้าและน้ำเสียงของสกายตอนนี้มีแต่ความจริงจังและคาดเค้นจากคนเป็นเพื่อนรักของตัวเอง

“....แล้วทำไมกูต้องบอกมึงวะ?” เมซเซจถามกลับออกมาใบหน้าของเขาตอนนี้ต่อให้เป็นเพื่อนรักขนาดไหนก็ไม่มีใครหยั่งรู้ถึงความรู้สึกของคนคนนี้ได้เลยแม้แต่นิด

สกายขมวดคิ้วแน่นเมื่อเพื่อนของตัวเองไม่ยอมบอกรอบที่แล้วเขาก็เป็นฝ่ายถามออกมาเมซเซจก็ยังคงไม่บอก...เขาไม่อยากมานั่งเดาอะไรที่มันไม่ชัดเจนแบบนี้...เขาไม่ชอบเอาซะเลย

“กูอ่ะ...ชอบแสตมป์มากๆถึงมากๆ”

 สกายพูดออกมาลอยๆในขณะที่สายตาเหม่อออกไปทางพื้นซีเมนท์สีขาวสะอาดตาของโรงพยาบาล เมซเซจจะอยากรู้หรือไม่นั้นเขาก็ไม่สนใจอีกแล้ว

“…”

“กูไม่เคยเจอใครแบบนี้มาก่อน มันอาจจะไวไปแต่กูว่าแสตมป์เขาใช่สำหรับกู กูไม่สนใจเรื่องเพศด้วยแม้ว่ามันจะดูไม่ค่อยดีในสายตาคนอื่นๆเขา”

“อืม....”

“ถ้ามึงไม่ได้มีอะไรๆกับแสตมป์หรือ...ถ้ามึงไม่ได้รักเขา กูขอได้ไหมล่ะ ไอ้เมซ ขอให้มึงอย่าขวางทางกูกับแสตมป์อีกเลย”


กึก...


เมซเซจเหมือนหยุดชะงักไปเมื่อสกายพูดจบลง ใบหน้าของเขาอึ้งไม่ใช่น้อยๆที่สกายพูดแบบนั้นเขาไม่เคยเห็นสกายในมุมนี้หรอก แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรออกมาจู่ๆก็มีชายร่างดูเด็กกว่าพวกเขาเล็กน้อยเข้ามาหาพร้อมถามด้วยภาษาไทยอย่างนุ่มนวล

“ขอโทษนะครับ คุณใช่คุณเมซเซจรึเปล่า?”

“...ครับ?” เมซเซจเหมือนหลุดออกจากภวังค์ของตัวเองแล้วหันไปมองใบหน้าของอีกฝ่าย ซึ่งชายคนนั้นยื่นบัตรบางอย่างออกมาพร้อมคลี่ยิ้ม

“เรียกผมว่า เชนหรือเซนะก็ได้นะครับ ผมเป็นล่ามของโรงพยาบาลแห่งนี้และเป็นคนที่คุณติดต่อมา”

สกายเลยทำหน้าตางุนงงไปไม่น้อยที่เมซเซจเข้าไปติดต่อกับล่ามของโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เขาไม่รู้อะไรเลยด้วยซ้ำไป...แต่ครั้นมองเซนะนานไปหน่อยเซนะเลยหันมาเอียงคอมองเล็กน้อยแต่ก็ยิ้มอย่างสุภาพ

“ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกนะครับ โรงพยาบาลของที่นี่จะพยายามดูแลรักษาอย่างเต็มที่วางใจได้เลย”

เพียงไม่กี่อึดใจนัก หมอที่ได้ทำการดูเคสของแสตมป์ก็ออกมาจากห้องฉุกเฉินใบหน้าของหมอมีสีหน้าเคร่งเครียดไม่น้อยที่หลังจากการเข้าไปในหลายชั่วโมง

หมอได้โค้งทักทายตามมารยาทให้แก่ทั้งสามคนแล้วเอ่ยคำทักทายออกมาซึ่งเมซเซจและสกายก็เออออไปก่อน ก่อนที่หมอจะเริ่มพูดเกี่ยวกับอาการของแสตมป์ให้เชนฟัง

เชนมีสีหน้าที่ดูเรียบนิ่งมากไม่ได้ตกใจอะไรหรือรู้สึกอะไรเท่าไหร่ในการฟัง เพราะเขาเองก็มีประสบการณ์ในการเป็นล่ามมาแล้วเล็กน้อยแม้จะไม่ใช่ทางการแต่เขาก็เป็นนักศึกษาที่กำลังโดนแมวมองของโรงพยาบาลหลายแห่งและเชนก็ตัดสินใจมาฝึกงานที่นี่ด้วยซ้ำ

หลังจากที่หมอพูดจบลงก็ขอตัวเดินออกไปโดนมีการกำชับเกี่ยวกับ ‘อาการ’ ของแสตมป์ให้เชนฟัง สายของเชนเลยมองทั้งสองก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเหมือนที่หมอบอกราวกับเป็นเครื่องแปลภาษาคนหนึ่ง

“ต้องบอกก่อนเลยว่า คนไข้ที่อยู่ในห้องถือว่าเป็นปาฎิหารย์สำหรับพวกเราอย่างมากเลยนะครับ การที่คนไข้โดนของแข็งฟาดเข้าที่ศรีษะอย่างแรงนั้นถ้าเป็นปกติก็คงจะเสียชีวิตในทันที...”

“….” 

สกายและเมซเซจเงียบไปทันทีเมื่อได้ยินคำตอบแบบนั้น เชนเลยขยับเข้าไปหาทั้งสองคนก่อนที่คลี่ยิ้มให้เล็กน้อย

“นับเป็นโชคดีชั้นสองเหมือนกันที่คนไข้ไม่เป็นเจ้าชายนิทราเพราะโอกาสที่จะเป็นค่อนข้างสูงพอตัวเลยครับถ้าหากพวกคุณส่งเขาช้ากว่านี้...และข้อสุดท้ายคือ…”

“คือ...?”

“คนไข้ความจำเสื่อมครับ”

นั้นเหมือนฟ้าผ่ากลางดวงใจของเมซเซจและแสตมป์ทันทีที่ได้ยิน


Sky’s Talks


“คนไข้ความจำเสื่อมครับ”

เสียงของบุคคลที่ชื่อว่าเชนหรือเซนะดังขึ้น ประโยคนั้นยังดังก้องอยู่ในหัวจนน่าอึ้งอึงไปหมด ผมทำหน้าไม่ค่อยอยากจะเชื่อสักเท่าไหร่ จริงเหรอเนี่ย....แสตมป์ความจำเสื่อมเหรอ...

“แล้วจะเป็นระยะยาวรึเปล่า?” เมซเซจเป็นฝ่ายถามออกมาทำให้ผมพยักหน้าเล็กน้อยเชิงตัวเองก็อยากรู้

“ผมไม่ทราบครับขึ้นอยู่ที่ละบุลคคล แต่อาจจะมีอาการซึมเศร้าอยู่เล็กน้อยเป็นเรื่องปกติของคนโรคนี้ครับ”

“เศร้า...?” ผมทวนคำพูดออกมาอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก แสดงว่าแสตมป์จะซึมลงไปสินะเนี่ย....

“แต่ยังไงพวกคุณทั้งสองคนก็จะต้องให้กำลังใจคนไข้มากๆ อย่าบีบเค้นความทรงจำของเขาค่อยๆให้เขารื้อฟื้นจำทีละอย่างเอานะครับ ยังไงสักวันคนไข้ต้องกลับมาแบบเดิมแน่นอน” เชนเลยยิ้มให้พวกผมอีกครั้งหนึ่งก่อนจะยื่นมือมาบีบมือผมเบาๆราวให้กำลังใจแล้วบีบมือเมซเซจด้วย

“ตอนนี้คนไข้อาการน่าเป็นห่วงต้องอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดยังไงก็ต้องอยู่ทางโรงพยาบาลจนกว่าจะดีขึ้นนะครับ คุณเมซกรุณาไปที่หน้าเค้าเตอร์เพื่อติดต่อเรื่องการจองห้องพักของคนไข้และค่าอื่นๆด้วยนะ”

“อือ...” ไอ้เมซขานรับกลับมาแต่ผมเห็นสายตาว่างเปล่าของมันอยู่วูบหนึ่ง...ไม่ได้ตาฝาดไปหรอกใช่ไหม?

“งั้นกูไปก่อนนะ”

“อืม” ผมรับคำของไอ้เมซจนมันหายไปกับเชนก่อนที่ผมจะมองทางประตูห้องฉุกเฉินอย่างกังวลพร้อมพึมพำออกมาอย่างคาใจ

“สรุปแล้ว ไอ้เมซกับแสตมป์คงมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกันก่อน....ใช่ไหมแสตมป์...”

ผมเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก่อนจะพูดอีกคำขึ้นมาที่ผมตั้งใจจะทำตั้งแต่นาทีนี้จนถึงที่สุด...

“แสตมป์ไม่ต้องกลัวไปนะ พี่จะไม่ให้ไอ้เมซเข้ามากวนใจแสตมป์ไปอีก...” 

สายตาที่เหม่อลอยปรากฎขึ้นบนใบหน้าของสกายที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว มือสองข้างบีบเข้าหากันแน่นจนมันแดงเถือก


End Sky’s Talk



3 วันผ่านไป


เมซเซจตัดสินใจจองห้องพิเศษแบบเดี่ยวให้กับแสตมป์ เพื่อให้ความเป็นส่วนตัวและความสะดวกสบายในการดูแลอย่างใกล้ชิดของผู้เป็นหมอ ไม่ว่าจะเสียเท่าไหร่เขาก็ยอมเพียงขอแค่ให้แสตมป์ปลอดภัยเท่านั้น

หลังจากที่ร่างบางถูกส่งอยู่ในห้องพักไม่มีวี่แววว่าจะลืมตาตื่นขึ้นมาเลยแม้แต่นิดในห้องก็มีเครื่องบางเครื่องที่เขาไม่รู้จักอยู่ไว้ด้วยหมอบอกเพียงว่ามันคือเครื่องที่ไว้ใช้ในการรักษาแสตมป์...

เมซเซจยืนอยู่ที่ริมระเบียงของห้องในมือของเขามีบุหรี่ม้วนหนึ่งที่ถูกจุดไฟไว้แล้ว เขายกขึ้นมาสูบมันเต็มปอดก่อนจะพ่นควันสีเทาออกมา

ปกติไม่สูบสักเท่าไหร่ แต่นี่มันทำให้เขาเครียดด้วยความเป็นห่วงจริงๆ...

'พี่เมซไม่สูบบุหรี่ได้ไหม แสตมป์ไม่ชอบกลิ่นน่ะมันจะอ้วก'

'...'

'...'


แอดด...


เสียงประตูถูกเปิดขึ้นมาพร้อมกับร่างของสกายที่หอบหิ้วข้าวของกินที่เป็นมื้ออาหารของพวกเขามากมายขึ้นมายิ่งพวกเขาเป็นผู้ชายเหมือนกันก็ยิ่งกินกันเยอะขึ้น สายตาของสกายเหลือบมองใบหน้าซีดเซียวของแสตมป์ที่หลับตาพริ้มอยู่โดยส่วนหน้าอกกระเพื่อมเล็กน้อยบ่งบอกถึงการยังมีชีวิตอยู่แม้ว่ามันจะแผ่วเบาแค่ไหน...

สกายวางข้าวของทั้งหมดลงบนโต๊ะข้างเตียงก่อนจะลูบหัวของแสตมป์อย่างอ่อนโยนแล้มพึมพำออกมาด้วยใบหน้าเศร้า

“สามวันแล้วนะแสตมป์ พี่อยากพูดกับเรา....ตื่นขึ้นมาไวๆนะ” แล้วสกายก็จูบลงบนหน้าผากมนต์ของแสตมป์เบาๆแต่ยังไม่ทันผละออกมาเขาก็ได้ยินเสียงของเมซเซจดังขึ้น

“มึงตั้งใจจะทำอะไรไอ้สกาย...”

“กูก็ไม่ได้ทำอะไร” สกายเลยยักไหล่เล็กน้อยคล้ายไม่รู้ไม่เห็นในสิ่งที่ตัวเองทำก่อนจะหยิบจานชามในห้องพักโรงพยาบาลของแสตมป์ขึ้นมาเพื่อเทอาหารทานมื้อเย็นของพวกเขาทั้งสองคน

“หึ...” เมซเซจเลยบดขยี้บุหรี่ลงตรงที่ดับบุหรี่ก่อนจะปิดประตูริมระเบียงเพื่อเดินไปล้างมือทานข้าวเย็นกับสกาย

“เบลล่าไม่ได้ติดต่อมารึไง?” สกายถามออกมาขณะที่กดรีโมตทีวีเพื่อดูรายการอะไรดูฆ่าเวลาแม้ว่าจะเป็นรายการญี่ปุ่นที่ฟังไม่ออกแต่มันต้องดีกว่าการนั่งอยู่เงียบๆกับเมซเซจแน่นอน

“ติดต่อ แต่ฉันยังไม่กลับ”

“เหรอ...”

“เออ”

แล้วทั้งคู่ต่างฝ่ายก็ต่างกินข้าวกันไปโดยไม่มีใครพูดอะไรต่ออีกหลังจากนั้น เมซเซจและสกายเริ่มเป็นแบบนี้กันมาหลังจากวันที่รู้ถึงอาการของแสตมป์


แต่แล้วก็เหมือนปาฎิหารย์จะเกิดขึ้นเมื่อนิ้วชี้ด้านขวาของแสตมป์ขยับเบาๆก่อนจะตามมาด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งของคนบนเตียงพร้อมการขยับตัวเล็กน้อยเป็นการบ่งบอกอย่างดีว่าอีกฝ่ายตื่นขึ้นมาแล้วในระหว่างที่พวกเขาทั้งสองกำลังกินข้าวอยู่

“อือ...”

เพียงเท่านั้น เมซเซจที่ไหวตัวไวกว่าสกายก็รีบลุกขึ้นมาหาสกายด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงสุดขีดถึงที่สุด

“แสตมป์!”

ร่างบางค่อยๆลืมตาขึ้นมาเปลือกตาอันแสนหนักอึ้งจนเขาแทบไม่อยากลืมแต่ เมื่อพบว่าทั้งห้องไฟสว่างจ้าทำให้เขาหรี่ตาพยายามปรับความคุ้นเคยของแสงไฟที่อยู่ด้านหน้าของตัวเองจนเมื่อปรับสายตาแล้วก็พบชายสองคนที่อยู่ข้างเตียงเขาคนละฝั่งด้วยใบหน้าที่ดีใจแต่สร้างความงุนงงให้กับแสตมป์

“พวกคุณ....คือใคร?” คำถามแรกได้เปล่งขึ้นออกมาอย่างที่พวกเขาคิดเอาไว้


ความคิดเห็น