หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะ “นาง” ถูก “ลัก”พาตัวมาเป็นฮูหยินโจรโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่อง “รัก” วุ่นๆ จึงเกิดขึ้นด้วยเสน่ห์ปลายจวักของนาง

บทที่ 13 ชีวิตคนก็เหมือนละครต้องอาศัยการแสดง

ชื่อตอน : บทที่ 13 ชีวิตคนก็เหมือนละครต้องอาศัยการแสดง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.9k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ส.ค. 2562 16:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13 ชีวิตคนก็เหมือนละครต้องอาศัยการแสดง
แบบอักษร

ซย่าฉุนอวี๋ได้ยินเสียงเรียกก็เงยหน้าขึ้นมา ด้านหน้าของเขาปรากฏเยี่ยเจียเหยาที่ไม่ได้สวมชุดแดง นางสวมเสื้อยาวสีฟ้าอ่อนกระโปรงยาวสีแดง ดูเรียบง่ายแต่ก็ไม่ขาดความงดงาม ความเรียบง่ายนั้นยิ่งขับความงามของนางชวนให้คนหวั่นไหว วงหน้าเรียวคิ้วเรียวงามดุจกิ่งหลิว ดวงตาฉลาดซุกซนคู่หนึ่ง เรือนร่างอรชรอ้อนแอ้น ที่แท้ นางช่างเหมาะกับการแต่งตัวเรียบๆ แต่สง่างาม

“กินข้าวหรือยัง” ซย่าฉุนอวี๋ยกถ้วยชาขึ้นมาดื่ม

“อือ กินโจ๊กไปหนึ่งชาม ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือ กำลังวางแผนการรบใช่หรือไม่” เยี่ยเจียเหยากวดตามองแผนที่ มีสถานที่ที่หนึ่งถูกเขาวงกลมเอาไว้ ที่นั่นคืออำเภอซินอี้

ซย่าฉุนอวี๋เก็บแผนที่เงียบๆ คิดไม่ถึงว่านางจะรู้จักการวางแผนการรบ เขาจำเป็นต้องป้องกันนางเอาไว้ เขาไม่สามารถบอกความจริงของเขากับใครได้

เยี่ยเจียเหยาเบ้ปากพลางตำหนิ ท่านให้ข้าดูข้าก็ดูไม่รู้เรื่อง ใครอยากดูของท่านกันเล่า!

ซย่าฉุนอวี๋พิงเก้าอี้ดื่มชาอย่างผ่อนคลาย เขาชี้ให้นางนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ

“เจ้าเรียนทำอาหารจากที่ไหน” ซย่าฉุนอวี๋โพล่งถามไปตามอำเภอใจ

หรือเขาจะสงสัยนาง 

เยี่ยเจียเหยารีบตีหน้าเศร้าระคนจนใจ กล่าวเสียงเศร้าว่า “ข้าเรียนที่บ้าน มาตรว่าข้าจะเป็นคุณหนูตระกูลเยี่ย แต่ท่านพ่อกลับไม่รักข้าแม้แต่น้อย ปกติแล้วข้าแทบไม่เคยพบท่านพ่อเลย แม้จะเป็นเวลาที่ข้าอยากจะแสดงความกตัญญูต่อท่านพ่อ แม่เลี้ยงก็คอยขัดขวางกีดกันอยู่ตลอด บ้างก็ว่าท่านพ่อเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้วต้องการพักผ่อน บางครั้งก็บอกว่าท่านพ่ออารมณ์ไม่ดีอย่าได้รบกวน ข้ารู้ดีว่า ยามนางอยู่ต่อหน้าท่านพ่อก็จะพูดไปอีกอย่างหนึ่ง สรุปว่าข้าเป็นบุคคลที่มีหรือไม่มีก็ได้ในจวนตระกูลเยี่ย ข้าคิดไปคิดมา จึงเรียนทำอาหารเพื่อที่อย่างน้อยเวลาเจอท่านพ่อจะได้ทำอาหารให้ท่าน เวลาพ่อกินอาหารที่ข้าทำจะได้คิดถึงข้าบ้าง”

คำพูดนี้ในจริงมีเท็จ ในเท็จมีจริง ใจความสำคัญคือนางเคยเรียนทำอาหารเพื่อจะเอาใจท่านพ่อ แต่อาหารที่นางทำไม่เคยถูกส่งไปให้ท่านพ่อเลยแม้แต่น้อย ภายหลังก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย ส่วนการแต่งงานของเจ้าของร่างนี้กับตระกูลเว่ย ก็ได้อำนาจจากตระกูลของท่านยายช่วยส่งเสริมถึงสำเร็จ

เยี่ยเจียเหยายิ่งเอ่ยเสียงยิ่งเบาลง นางกะพริบตาเพียงเล็กน้อยน้ำตาก็รื้นขึ้นมา เอ่อล้นมาจนถึงขนตาแต่ยังไม่ไหลออก นางแสดงบทเด็กอาภัพที่ขาดความรักของมารดา บิดาก็ไม่รักแล้วยังถูกแม่เลี้ยงกลั่นแกล้งออกมาได้อย่างสมบทบาท

มีคำกล่าวว่าชีวิตคนก็เหมือนละคร จักต้องอาศัยการแสดง

ซย่าฉุนอวี๋ได้ฟังนางกล่าวอย่างน่าสงสาร แต่ยังคงสงสัยว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากถามนาง ก็เห็นนางสูดน้ำมูกน้ำตาไหลออกมา ยิ้มกล่าวว่า “ขออภัยด้วย เสียกิริยาต่อหน้าท่านแล้ว ที่ท่านบอกว่าข้าไม่เหมือนคุณหนูลูกผู้ดีนั้น ข้าเป็นเพียงแค่คุณหนูแต่ในนามเท่านั้น พิณ กลอน เขียนอักษร หมากล้อม ข้าล้วนไม่เคยศึกษามาก่อน ทำเป็นก็แต่อาหารเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ดังนั้นข้าได้แต่ทำอาหารให้ท่าน ช่วยซักผ้าชงชาเท่านั้น”

นัยน์ตาของนางยังคลอไปด้วยน้ำตา รอยยิ้มเช่นนั้นของนางให้ความโศกศัลย์ระคนงดงามอย่างบอกไม่ถูก นาทีนั้นเองซย่าฉุนอวี๋รู้สึกเห็นอกเห็นใจนางขึ้นมา กล่าวว่า “อย่างไรก็ดีกว่าทำอะไรไม่เป็นเลย”

“ท่านรังเกียจข้าหรือไม่” เยี่ยเจียเหยาถาม

ซย่าฉุนอวี๋ใช้ความคิด คิดแล้วก็คิดอีก เดิมทีเขาไม่ได้มีปรารถนาอันใดในตัวนางทั้งสิ้น จึงไม่เคยขบคิดเรื่องรังเกียจหรือไม่รังเกียจนางมาก่อน ครั้นมองดูสายตามที่เต็มไปด้วยความหวังของนาง หากตอบไปเช่นนี้จะตรงเกินไปหรือไม่

เยี่ยเจียเหยาบ่นอยู่ในใจ

มารดาท่านเถอะ อะไรจะตอบยากปานนี้ ข้าเป็นคุณหนูผู้ดีมีตระกูลแต่งให้กับโจรภูเขาอย่างท่าน นับว่าลดตัวลงมาแต่งแล้ว ยังจะมารังกงรังเกียจอะไรอีก ข้าแค่ถ่อมตนแค่นี้ ท่านนึกว่าข้าต่ำต้อยจริงๆ หรือไรกัน 

“ช่างเถิด คิดว่าข้ามิได้ถามก็แล้วกัน” เยี่ยเจียเหยาขยับมือ ลุกขึ้นทำท่าจะเดินออกไป

ซย่าฉุนอวี๋ขมวดคิ้วเอ่ยอย่างไม่พอใจว่า “อะไรคือถือว่าเจ้าไม่ได้ถาม”

เยี่ยเจียเหยาหยุดเท้า “ข้ากลัวว่าจะได้ยินคำตอบที่อยากฟัง แต่ก็กลัวว่าจะได้ฟังคำตอบที่ไม่อยากฟังเช่นกัน”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” ซย่าฉุนอวี๋ตอบรับไม่ถูก

เรียวคิ้วของเยี่ยเจียเหยากระตุกขึ้น “อาจบอกได้ว่า นี่เป็นคำถามที่น่าเบื่อ”

เมื่อพูดจบนางก็เดินต่อ ทิ้งให้ซย่าฉุนอวี๋มึนงง หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซย่าฉุนอวี๋คิด มารดามันเถอะ นี่จะเป็นคำถามน่าเบื่อได้อย่างไร สำหรับนางแล้วการที่เขาสนใจหรือไม่สนใจนางนับเป็นคำถามที่น่าเบื่อเช่นนั้นหรือ

ซย่าฉุนอวี๋สงบไม่ลงอีกแล้ว เขาวางถ้วยชาลง รีบตามไป

“นี่ เจ้าพูดให้ชัดเจนสิ เหตุใดถึงกลายเป็นคำถามที่น่าเบื่อไปได้” ซย่าฉุนอวี๋ถามเสียงดังสนั่น

เยี่ยเจียเหยากำลังจัดเก็บเสื้อผ้าและรองเท้าใหม่ การชมเสื้อผ้าสวยๆ งามๆ เรียกได้ว่าเป็นความชอบอย่างหนึ่ง พูดตามจริงแล้วเสื้อผ้ายุคโบราณสวยกว่าเสื้อผ้ายุคปัจจุบันมาก แค่ลำบากตอนสวมใส่ อากาศร้อนเช่นนี้ยังแต่งตัวเสียปกปิดมิดชิด ผดไม่ขึ้นก็ถือว่าแปลกแล้ว

“ข้ามีชื่อเรียก อย่าเรียกข้าว่านี่ได้หรือไม่” เยี่ยเจียเหยาก้มหน้าก้มตาเอ่ย

“ข้าอยากเรียกว่าอย่างไรก็เรื่องของข้า” ซย่าฉุนอวี๋ตอบอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้ารีบตอบคำถามข้ามาเดี๋ยวนี้”

“ท่านอยากเรียกอะไรก็เรียก เช่นนั้นข้าอยากเรียกอะไรก็สามารถเรียกได้เหมือนกันใช่หรือไม่” เยี่ยเจียเหยาถลึงตาใส่เขา

“เจ้าไม่รู้จักคำว่าออกเรือนเชื่อฟังสามีหรืออย่างไร ข้ามีสิทธิจะเรียกตามใจข้า แต่เจ้าไม่มี” ซย่าฉุนอวี๋ตวาด

เยี่ยเจียเหยานวดหูของตน เอ่ยในใจ

ชาติที่แล้วมีพ่อเป็นลำโพงหรือไงกัน ถึงได้ชอบตะโกนนัก 

“ฮี่ ท่านยอมรับแล้วหรือว่าท่านเป็นสามีข้า” เยี่ยเจียเหยาพลันยิ้มออกมา “ข้าว่าแล้ว ท่านดีต่อข้าเช่นนี้ จะรังเกียจข้าได้อย่างไรกันล่ะ”

ซย่าฉุนอวี๋ “....”

เขาดีต่อนางตั้งแต่เมื่อไหร่

“อย่าได้บ่ายเบี่ยงอีกเลย ท่านช่างเอาใจใส่มาก ช่วยเอาเนื้อมันออกจากซาลาเปาให้ข้า ขึ้นเขาไปเก็บฉุนผานฉ่าว ได้ยินว่าสมุทรไพรนี้ขึ้นอยู่ตามหน้าผา เก็บได้ยากมาก เฝยเฝ่ย เอ้ย ฉุนอวี๋ ข้าจะดีต่อท่านให้มาก ท่านวางใจเถอะ” เยี่ยเจียเหยาพูดไปมือก็เปิดตู้เสื้อผ้าออก เอาเสื้อผ้าเขาออกมา ใส่เสื้อผ้าตัวเองเข้าไปแทน

ซย่าฉุนอวี๋ปากกระตุก วางใจกับผีน่ะสิ พูดอย่างกับว่าคนที่กลัวถูกรังเกียจกลายเป็นเขาไปได้ ซย่าฉุนอวี๋เอ่ยอย่างหงุดหงิด “ข้าก็แค่ทนเจ้าอยู่ในสภาพหวาดระแวงตื่นตระหนกทั้งวี่ทั้งวันไม่ไหว”

“ท่านอยากพูดอะไรก็ตามใจเถอะ อย่างไรข้าก็รับน้ำใจท่าน” เยี่ยเจียเหยาจัดการวางเสื้อผ้าของตนลงไปในตู้จนครบ ตู้ก็เต็มพอดี ยัดเสื้อผ้าของเขาเข้าไปไม่ได้อีก

“นี่ เจ้ายึดตู้ไปแล้ว เสื้อผ้าข้าจะเอาไปเก็บไว้ไหน” ซย่าฉุนอวี๋ไม่พอใจ

เยี่ยเจียเหยามองไปรอบห้อง หอบเสื้อผ้าของเขาไปกองตรงหน้าตั่ง “วางไว้ที่นี่ก่อนเถิด บ้านมีคนเพิ่มมาอีกคน ของในบ้านไม่พอใช้ ฉุนอวี๋ ท่านก็ไปหาตู้มาอีกใบสิ”

ซย่าฉุนอวี๋ “...”

ทำไมฟังจากน้ำเสียงของนาง เหมือนเขากลายเป็นคนที่เพิ่มมาเสียอย่างนั้น

ซย่าฉุนอวี๋เดินไปที่ตู้โยนเสื้อผ้านางออกมา นี่ช่างไร้กฎระเบียบเกินไปแล้ว ถึงกับทำตัวเป็นแขกยึดอำนาจของเจ้าบ้าน ทำเป็นนกเขายึดรังสาลิกาไปได้

“นี่ๆ ท่านทำอะไรน่ะ ท่านจะแย่งตู้สื้อผ้ากับสตรีผู้หนึ่งอย่างนั้นหรือ เรื่องนี้แพร่ออกไปไม่กลัวถูกคนหัวเราะเยาะหรือไร ท่านเป็นบุรุษนะ รักษาภาพพจน์หน่อยสิ” เยี่ยเจียเหยาแย่งเสื้อตัวเองกลับมาจึงเริ่มเก็บใส่ตู้ใหม่อีกรอบ

ซย่าฉุนอวี๋สมองอื้ออึงไปหมด เขาจ้องสตรีที่ไร้ยางอายผู้นี้ เขาโมโหมาก ในความโมโหนั้นกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกพ่ายแพ้อย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่นางไร้เหตุผล แต่กลับกลายเป็นเขาไม่รู้จักรักษาภาพพจน์เสียได้ คนในอดีตกล่าวไว้ว่าสตรีและเด็กล้วนวุ่นวาย นับเป็นเหตุผลที่ใช้ได้มาจนถึงบัดนี้ มาถึงตอนเขาเข้าใจแล้วว่าเหตุไฉนท่านพ่อถึงยินยอมไปประจำที่ซูเปียนแต่ไม่ยอมกลับมาอยู่บ้านกับสตรีฝูงนั้น เขามีเพียงสตรีนางเดียวก็แทบจะทนไม่ไหวแล้ว

เยี่ยเจียเหยาแสยะยิ้ม ทำท่าเหมือนภรรยาน้อยแง่งอน มองค้อนไปที่เขา

ในที่สุดซย่าฉุนอวี๋ก็ยินยอมแพ้ คนเราหากไร้ยางอายแล้ว ฟ้าก็ยังไม่เกรงกลัว ช่างเถอะ ช่างเถิด บุรุษที่ดีไม่ทะเลาะกับสตรี

ซย่าฉุนอวี๋สะบัดแขนเสื้อระคนโมโหเดินจากไป

เยี่ยเจียเหยาตะโกนตามมาจากด้านหลัง “ฉุนอวี๋ รีบกลับมานะ ข้าทำอาหารเย็นอร่อยๆ ให้ท่านกิน”

คำว่า “อวี๋” นางจงใจห่อลิ้นเล็กน้อย ลากเสียงให้ยาวอีกหน่อย ฟังแล้วคล้ายกับคำว่า “หลีว์”

ซย่าฉุนอวี๋หันกลับไปจ้องประตูห้อง เขาสุดทนกับการใช้ชีวิตแบบนี้อีกต่อไปแล้ว

หลังจากทำให้ซย่าฉุนอวี๋โมโหจากไป เยี่ยเจียเหยาชูสองนิ้วอย่างสะใจ ดีใจจนฮัมเพลงออกมา

เมื่อทุกอย่างเป็นเหมือนฟองน้ำ ฉันทำแตกไปทีละฟอง..... 

หัวหน้าสามอารมณ์ไม่ดี โจรในค่ายก็ประสบเคราะห์อีกครั้ง จากเดิมวันนี้ไม่มีการฝึกแล้ว บ้างก็นอนหลับ บ้างก็ไปเล่นพนัน ต่างก็มีความสุขกันถ้วนหน้า แต่กลับถูกเสียงเรียกดังสนั่นปลุกขึ้นมาจากฝันและขัดจังหวะการเล่นพนัน

แต่ละคนรีบหัวซุกหัวซุนไปยังสนามฝึก เมื่อเห็นหัวหน้าสามใบหน้าถมึงทึง มือถือธงสัญญาณยืนอยู่กลางสนามฝึก ทุกคนต่างรู้ได้ทันทีว่าหัวหน้าสามถือธงสัญญาณหมายความว่าวันนี้จะฝึกการจัดค่ายกล ที่สำคัญคือการฝึกแบบสู้รบกันจริงๆ หรือพูดได้ว่าต้องจัดการให้ผู้อื่นหน้าคะมำไม่ก็ตัวเองเป็นฝ่ายหน้าคะมำเสียเอง

ยามนี้ทุกคนรู้สึกว่าแสงสว่างเลือนหาย นัยน์ตามืดมิด สองขาอ่อนแรง

สวรรค์ มีอะไรที่มาจุดชนวนหัวหน้าสามอีกแล้ว

การฝึกตลอดบ่ายส่งผลให้กลุ่มคนในสนามฝึกหน้าตาฟกช้ำดำเขียวกันไปหมด ถึงไม่มีใครกล้าส่งเสียงร้อง ในใจกลับคร่ำครวญไม่หยุด อดทนจนถึงอาหารค่ำอย่างยากลำบาก ในที่สุดซ่งชีก็กลับมาเรียกให้หัวหน้าสามไปกินข้าวอีกครั้ง “หัวหน้าสาม อาซ้อเรียกท่านกลับไปทานข้าวขอรับ”

ทุกคนตื่นเต้นจนแทบที่จะร้องไห้ออกมา มารดามันเถอะ ในที่สุดอาซ้อก็มารับคนแล้ว

ใครจะรู้ว่าหัวหน้าสามทำเหมือนไม่ได้ยินคำเรียก ตะโกนว่า “กระบวนทัพรูปงู*”

ธงสัญญาณนั้นโบกสะบัดจนเกิดลมเบาๆ เหล่าโจรภูเขาวิ่งเข้าประจำตำแหน่งราวกับไร้วิญญาณ ในใจได้แต่สบถด่า

ซ่งชียืนนิ่ง เมื่อคิดถึงคำสั่งของอาซ้อก็ทำใจกล้าร้องออกไป “หัวหน้าสาม อาซ้อบอกว่าหากท่านยังไม่กลับไป นางจะมาเรียกท่านกลับไปด้วยตัวเอง”

ในที่สุดใบหน้าเฉยชาของซย่าฉุนอวี๋ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อคิดถึงนางห่อลิ้นเรียกชื่อเขา หากให้มาตะโกนเรียกเขาครั้งหนึ่ง ท่าทางคนในค่ายคงจะแอบเรียกเขาลับหลังว่าฉุนหลีว์แน่ หญิงน่าตายนั่น นับวันยิ่งกล้าขึ้น ถึงกับกล้าข่มขู่เขา

นับตั้งแต่เกิดมาซย่าฉุนอวี๋รู้สึกรังเกียจชื่อของตัวเองเป็นครั้งแรก

เผิงอู่ยิ้มแหยเดินมาข้างหน้าแล้วกล่าว “หัวหน้าสาม ท่านดูท้องฟ้าสิขอรับ นี่ก็สายแล้ว อาซ้อยังรอท่านอยู่ ไม่อย่างนั้น...”

ซย่าฉุนอวี๋หน้านิ่ง เก็บธงสัญญาณยื่นให้เผิงอู่

เผิงอู่ยกธงขึ้นสะบัด “เลิกฝึกได้”

เวลานั้นฝูงคนกระจัดกระจายซ้ายบ้างขวาบ้าง หอบแฮกๆ ลิ้นห้อยเหมือนหมา แม่งเอ๊ย หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะถูกเคี่ยวกรำจนตายหรือไม่

ซ่งชีรู้ทันสถานการณ์ไม่พูดออกมาแม้แต่คำเดียว แอบหัวเราะอยู่ด้านหลังหัวหน้าสาม คิดในใจว่า แผนการอาซ้อยังได้ผลเหมือนเดิม เช่นนี้ หัวหน้าสามจึงยินยอมกลับไปอย่างเชื่อฟัง

ซย่าฉุนอวี๋ก็เงียบสงบมาตลอดทาง เขากำลังคิดว่าจะจัดการนางอย่างไรดี ไม่อยากอ่อนข้อให้นางอีก เขาคิดได้แล้วว่า นางนั้นไม่ธรรมดา แสร้งเป็นหมูกินเสือ** เขาถอยให้ก้าวหนึ่ง นางรุกขึ้นมาสองก้าว แค่ให้สีนางสองสามสี นางกลับอาจหาญเปิดโรงย้อม*** ก่อนหน้านี้นางเล่าถึงตัวเองเสียจนน่าเวทนาสงสาร จากที่เห็น เขาว่าแม่เลี้ยงนั่นดูไม่ใช่คู่มือนางแม้แต่น้อย

---

*กระบวนทัพรูปงู คือการจัดทัพเป็นแถวเรียงยาว

** แสร้งเป็นหมูกินเสือ เป็นสำนวน หมายถึง เก็บงำความสามารถของตน หรือแสร้งทำตัวน่าสงสารเพื่อหลอกให้ฝ่ายตรงข้ามตายใจ แล้วจึงเผด็จศึกยามเผลอ

*** มอบสีให้สามสี กลับกล้าเปิดโรงย้อม เป็นสำนวน หมายถึง ได้คืบเอาศอก

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น