แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 14

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 352

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ย. 2561 23:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 14
แบบอักษร

แสงอาทิตย์ที่ร้อนระอุสาดส่องพื้นโลก จับระลอกคลื่นเป็นสีส้มอมแดงวูบไหวเป็นแล่งๆ เด็กหญิงเช็ดเหงื่อไคลที่ไหลเยิ้มชุ่มวงหน้า ในหัวกำลังสับสนด้วยความคิดที่ยังกลับไปกลับมาระหว่างปัจจุบันขณะกับถ้อยสนทนาในร้าน

“พ่อค้าอย่างฉันต้องรู้จักวิธีซื้อใจขาประจำเพื่อที่จะได้ผูกมัดเขาให้อุดหนุนเราไปนานๆ”

คำพูดของเถ้าแก่อ้วนยังติดค้างในมโนสำนึก แม้ว่าเธอจะใช้ความพยายามอย่างมหาศาลในการลบล้างมันให้พ้นไปจากสมอง แต่ก็ดูเหมือนว่าความตั้งใจนั้นจะไม่สำเร็จโดยง่าย...เด็กกำพร้าจากเมืองฝอซานจมอยู่กับความรู้สึกสะเทือนใจ เมื่อคิดได้ว่าเธอนั้นไม่เคยประสบความสำเร็จในการลืมเรื่องใดๆเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าจดจำอย่างการพลัดพรากจากซิสเตอร์กวาน การย้ายออกจากคอนแวนต์ไปอยู่บ้านยายแก่ผู้มีจิตใจเหี้ยมอำมหิต หรือความเจ็บช้ำน้ำใจที่ได้รับจากบ้านหลังนี้

“ถ้าเจ้านายของหนูรู้จักวิธีซื้อใจแบบเถ้าแก่บ้างก็คงดี” เธอทวนคำโต้ตอบของตัวเอง ก่อนต่อเติมคำพูดนั้นในใจ “อย่าว่าแต่ซื้อใจเลย แค่เห็นอกเห็นใจกันในเรื่องเล็กๆน้อยๆ คุณนายกับคุณชายน้อยยังไม่รู้จัก”


เหล่ฟั้นเดินไปตามถนนใหญ่ที่ทอดขนานกับอ่าววิกตอเรียด้วยความซึมเซา ก่อนตัดสินใจแวะนั่งชมวิวทะเลยามบ่ายบนแท่งปูนข้างๆกับคิวรถลาก ดวงตาเพ่งออกไปยังฟ้ากว้างที่เดียรดาษไปด้วยฝูงนกนางนวลอย่างเหม่อลอย เธอเฝ้ามองพวกมันบินวนรอบอ่าวเป็นเวลานานครัน ก่อนที่ความฉงนสนเท่ห์จะไปบรรจบกับเรือสตาร์เฟอร์รีลำใหญ่ ทาสีขาวกับเขียว ซึ่งกำลังแล่นข้ามฟากจากฝั่งเกาลูนไปฝั่งฮ่องกง

เด็กหญิงยิ้มย่องพลางพิศดูเกาะใหญ่ที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของอ่าวด้วยไฟฝันและจินตนาการอันไกลโพ้นเหลือจะคณนา

ภาพความโอ่อ่าตระการตาของเกาะฮ่องกงติดตรึงในใจของทาสรุ่นเยาว์ของตระกูลใหญ่แห่งฝั่งเกาลูนไม่รู้คลาย นับตั้งแต่วันแรกที่ป้าเซาพาเธอมาเรียกรถที่นี่ หลังจากซื้อข้าวของจากตลาดท่าเรือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว – เกาะฮ่องกงเป็นที่แรกที่นักรบอังกฤษยึดครองได้ในดินแดนแห่งนี้ โดยในวันที่ 20 มกราคม ค.ศ.1841 ระหว่างการรบราอันดุเดือดของจีนกับอังกฤษในนาม ‘สงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง’ ธงยูเนียนแจ๊คผืนแรกได้ถูกปักหลงบนผืนดินและโบกสะบัดเหนือเกาะซึ่งชื่อมีความหมายว่า ‘ท่าเรืออันหอมหวน’ สืบมาอีกนับร้อยปี แม้ในกาลต่อมาจะมีการทำสงครามกันอีกครั้ง และลงนามกันในสนธิสัญญาอีกหลายฉบับ เป็นเหตุให้ดินแดนในปกครองของอังกฤษขยายเพิ่มจากแค่เกาะฮ่องกงไปอีกนับพันตารางไมล์ แต่ชื่อของเกาะนี้ก็ยังเป็นที่จดจำมากกว่า และถูกใช้เรียกแทนดินแดนทั้งหมดอยู่ดี

เล่าลือกันว่าครั้นกัปตันชาร์ลส์ เอลเลียต ผู้ตั้งตนเป็นหัวเรือใหญ่ในการครอบครองเกาะฮ่องกงนำความไปกราบทูลสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียนั้น พระนางกริ้วมากที่เขาทุ่มทุนกับการทำสงครามไปอย่างมหาศาล แต่กลับได้รับผลตอบแทนเป็นเกาะที่มีเพียงโขดหินโสโครก ปราศจากซึ่งทรัพยากรมีค่าใดๆ ส่งผลให้เอลเลียตโดนเด้งไปรับตำแหน่งใหม่ไกลถึงเท็กซัส...ไม่ว่าเรื่องชวนหัวดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ความจริงที่ประจักษ์แก่สายตาคนทั้งโลกก็คือ เพียงร้อยกว่าปีที่ล่วงผ่าน เกาะฮ่องกงก็ได้พลิกโฉมจากเกาะที่ไม่มีอะไรเลยมาเป็นเกาะที่มั่งคั่งที่สุดในโลกตะวันออก

เสน่ห์ของเกาะฮ่องกงอยู่ที่ตึกทั้งเก่าใหม่ซึ่งเรียงรายลดหลั่นตามความสูงจากเนินเขาสู่ยอดเขา อาคารโบราณทรงโคโลเนียลนับร้อยอวดความงามสง่า แซมด้วยตึกแถวค้าขายของคนจีนที่ปลูกติดกันเป็นระเบียบ แหล่งรมณียสถานนานาชนิด ทั้งร้านอาหาร ร้านเหล้า โรงเต้นรำ และบาร์ที่เปิดคอยท่าตลอดทั้งวัน ต่างหันหน้าเข้าหาอ่าวราวจะเบ่งรัศมีความฟุ้งเฟื่องเรืองรองใส่ฝั่งเกาลูนซึ่งอัดแอด้วยตึกเก่าอีเหละเขะขะกับสภาพความเป็นอยู่อันย่ำแย่กว่าในทุกๆด้าน

สิ่งต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นนี้ล้วนดึงดูดให้ผู้คนจากทุกซอกมุมโลกดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลไปเยือนเกาะฮ่องกงเพื่อดื่มด่ำเสน่ห์อันเย้ายวนของมัน สมาชิกตระกูลหมั่นทั้งสามเดินทางข้ามฟากจากเกาลูนไปฮ่องกงเป็นนิจสินจนมวลน้ำในอ่าววิกตอเรียน่าจะกลายเป็นเพื่อนสนิทของพวกเขา ทว่าในทางกลับกัน ผู้อยู่ภายใต้ปกครองอย่างป้าเซาไม่น่าจะได้ข้ามไปเลย ตลอดชีวิตอันยาวนานของแก

แม้ความจริงแล้วฝั่งฮ่องกงจะยังมีด้านที่ไม่พึงประสงค์อยู่มาก แต่เหล่ฟั้นผู้มีชีวิตเวียนวนอยู่แต่บ้านกับตลาดบนฝั่งเกาลูน ก็มองมันในฐานะสวรรค์บนดินและคิดอยากขึ้นเรือไปที่นั่นเสมอมา ทั้งๆที่ยังนึกไม่ออกว่าที่นั่นมีอะไร หรือจะไปทำอะไรที่นั่น...บางทีอาจเป็นเพราะคำพูดของคนแซ่ถ่องผู้น้องที่เฝ้ากรอกหูเธอมาตั้งแต่ตัวเล็กตัวน้อย ที่จุดประกายความฝันในเรื่องนี้ให้เธอมาโดยตลอด 

เด็กหญิงนึกถึงคืนฝนตกเมื่อปีที่แล้ว มันเป็นวันที่อากาศเย็นจัดจนหนาวยะเยือกไปทั้งกาย และอาฉุนในชุดนอนสีเทามอซอซึ่งกำลังนั่งพับผ้าอยู่บนขั้นบันไดขจัดบรรยากาศอันวังเวงและหม่นมัวลงด้วยสีหน้าเอาจริง

“ฉันจะข้ามไปฝั่งฮ่องกง”

“ทำไมพี่ถึงอยากไปที่นั่น”

“ฟังโฆษณาวิทยุของคุณนายซิ ของดีๆมีแต่อยู่ฝั่งโน้น ทั้งร้านอาหารอร่อยๆเอย โรงหนังเอย โรงงิ้วเอย มีเยอะแยะจนนับเท่าไหร่ก็ไม่หมด” เด็กสาวตอบอย่างมาดหมาย “เมื่อไหร่ที่ฉันมีเงินมากๆ ฉันจะหอบเงินทั้งหมดที่มีไปเซ้งห้องแถวที่ฝั่งเกาะและเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นั่น แต่ก็ไม่รู้จะอีกนานแค่ไหน”

“ตอนนั้นพี่คงดูหนังกับงิ้วจนตาแฉะ” เหล่ฟั้นพูดเอาใจหมุ่ยไจ๋ผู้พี่ แต่ในใจเต็มไปด้วยความปลงตกว่าฝันนั้นอาจไม่เกิดขึ้นจริงเลยก็เป็นได้

“แน่นอน” อาฉุนพยักหน้า “แบบคุณนายไงล่ะ ออกไปข้างนอกทุกวัน ข้ามไปหาความสนุกสนานฝั่งโน้นเรื่อยๆ ที่จริงค่าเรือข้ามฟากก็ไม่เท่าไหร่ แม่ค้าไข่ไก่ที่ตลาดเคยบอกฉันว่าแค่สองเหรียญก็ขึ้นเรือเฟอร์รีได้แล้ว เราน่าจะแวะไปเที่ยวสักครั้งก่อน ไปด้วยกันนะอาฟั้น ไว้ฉันจะลองชวนพี่ใหญ่ด้วย”

นับเป็นครั้งแรกที่อาฉุนเอ่ยคำชวนกับเธอ เหล่ฟั้นนิ่งนึกอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะรู้สึกตัวว่ามีใครสักคนกำลังยืนกอดอกอยู่ข้างหลังพวกเธอ

“คุณชายน้อย” อาฉุนหลุดปาก

“เออ” เด็กชายรับคำด้วยเสียงที่ไม่น่าฟัง

“มีอะไรหรือเจ้าคะ มาหาพวกเราทำไม”

ไหว่เชิงตีหน้าขรึม ก่อนออกคำสั่งอย่างวางก้าม “ฉันอยากกินแพนเค้กร้านนายห้างฝรั่ง ออกไปซื้อให้ฉันหน่อยสิ”

“มืดค่ำแบบนี้ร้านเขายังเปิดอยู่หรือเจ้าคะ” อาฉุนหาทางเอาตัวรอดเมื่อตระหนักตนว่ากำลังถูกบีบคั้นจากนายน้อยของบ้าน

“เปิดสิ ออกไปได้แล้ว อย่าชักช้า”

“แต่ฝนตกแบบนี้ออกไปคงทุลักทุเลแย่ เวลานี้ก็เป็นเวลาพักผ่อนของพวกเรา คุณชายน้อยก็รู้ว่าคุณท่านกำหนดให้หลังมื้อเย็นเป็นเวลาพักผ่อนของหมุ่ยไจ๋อย่างเรา จะเรียกใช้สอยอะไรก็ควรจะเกรงใจกฎที่คุณพ่อของคุณตั้งขึ้นมาด้วย”

“ถ้ายังงั้นแกก็ควรย้อนดูตัวเองด้วยว่าแกเป็นใคร และฉันเป็นใคร” เขาตัดบทด้วยประกาศิตที่ลอกลายมารดามาทุกถ้อยกระบวนความ “แกเป็นหมุ่ยไจ๋ มีหน้าที่รับคำสั่งและปฏิบัติตามเท่านั้น ฉันจะสั่งให้แกไปทำอะไรมันก็เป็นสิทธิ์ของฉัน ต่อให้ฉันสั่งให้แกไปกระโดดน้ำตาย แกก็ต้องทำตาม”

“เจ้าค่า ไปเดี๋ยวนี้แหละ”

อาฉุนสะบัดหน้าลุกขึ้น คว้าร่มที่แขวนไว้กับราวไม้ และก้าวพรวดๆออกไปจากบ้านอย่างคร้านที่จะโต้เถียงมากกว่าจะยินยอมโดยบริสุทธิ์ใจ

เด็กหญิงสลดใจยามนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ที่คุณชายน้อยกลืนกินแพนเค้กราดน้ำหวานอย่างสุดแสนจะเอร็ดอร่อย โดยมีอาฉุนซึ่งเนื้อตัวเปียกปอนจ้องมองมาด้วยสายตาคับแค้น เพียงชั่วข้ามคืนก่อนที่เธอจะล้มหมอนนอนเสื่อเป็นเวลาถึงสามวันเต็มด้วยไข้หวัดจากการตากฝน                 

เหล่ฟั้นเมินหน้าจากอ่าวใหญ่ที่ตั้งชื่อเพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่องค์มหาราชินีแห่งอังกฤษ พลางคิดว่าอุปสรรคแท้จริงที่กั้นกางระหว่างความจริงกับความฝันของเธอและอาฉุนหาใช่ผืนน้ำอันไพศาลนี้ หากแต่เป็นด้วยสถานะของพวกเธอเอง


“ไม่ทราบว่าคุณทำงานอะไรคะ”

สาวชุดชมพูถามขึ้นอย่างใคร่รู้จริงจัง สองตาจับจ้องอยู่ที่เสี้ยวหน้าของชายหนุ่มซึ่งถูกแสงโคมโลมไล้เป็นรูปเงาเข้มจางตามเครื่องหน้าของเขา

“ผมเป็นนักแสวงโชค” เขาตอบพร้อมกับต่อไพ่เป็นแนวกำแพง

“คุณคงไม่ได้หมายความว่า คุณหาเลี้ยงชีพด้วยการท้าพนันหรอกนะคะ” หล่อนดักคอด้วยความไม่แน่ใจ

“ครับ ผมมีอะไรเยอะกว่านั้นมาก” สแตนลีย์ยิ้มระรื่น “ตัวผมก็เหมือนนกนางแอ่นที่บินว่อนไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ข้ามมหาสมุทรและขุนเขาทั้งหลายแหล่โดยมีสัญชาตญาณเป็นเครื่องนำทาง พวกมันคิดแค่ว่าไปทางไหนแล้วจะมีชีวิตรอด และลงมือทำ ผมมีชีวิตเหมือนนกนางแอ่นมาตั้งแต่เด็ก เป็นเหตุให้ผมย้ายจากบ้านเกิดมาอยู่ฮ่องกง ที่ซึ่งผมดิ้นรนสู้ชีวิตอย่างตีนถีบปากกัด กว่าจะเป็นหลักเป็นฐานอย่างวันนี้ได้ก็นานหลายปี”

“ชีวิตคุณฟังดูน่าชื่นชม” หยิงโถวอือออตาม ใจยังค้างคาอยู่กับฝีปากนักกวีของเขาที่ไม่ว่าจะเอ่ยอะไรออกมา หล่อนก็รู้สึกเสนาะหูไปหมด

“ถ้าหากว่าคุณรู้จักผมจริงๆ คุณนายอาจจะไม่คิดอย่างนี้ก็ได้”

“นั่นยิ่งน่าตื่นเต้นขึ้นไปใหญ่” หล่อนเรียงไพ่อย่างคล่องแคล่ว “ฉันชักกระหายอยากรู้จักคุณให้มากกว่านี้แล้วสิ”

"ผมเกรงว่าคุณนายจะให้เกียรติผมเกินไปเสียแล้ว" เขาหลบสายตาด้วยความนอบน้อมเฉกหนุ่มน้อยผู้เสงี่ยมหงิม "ผมยินดีเหลือเกิน แต่มันก็คงยากที่จะไม่บอกความจริงว่าผมประหลาดใจที่อยู่ๆคุณนายก็บอกว่าอยากรู้จักผมมากขึ้น ทั้งที่เมื่อสักครู่ที่ผ่านมาคุณนายยังมีสีหน้าตะขิดตะขวงขณะพูดคุยกับผมอยู่เลย"

"อดีตก็ส่วนอดีต คุณจะหยิบมันมาเทียบกับปัจจุบันได้อย่างไรกัน"

ทั้งสองก้มหน้าคัดสรรไพ่ที่วางคว่ำบนกระดานโดยมีเสียงใสของหยิงโถวเป็นผู้นำทางการสนทนา "ถ้าพวกผู้ชายยึดความคิดว่ามิตรภาพเริ่มขึ้นจากวงเหล้า ส่วนตัวฉันแล้วก็ถือว่ามิตรภาพเริ่มขึ้นจากวงไพ่เช่นกัน - การได้เล่นไพ่นกกระจอกนำมาซึ่งเพื่อนฝูงที่มีจริตตรงกันหลายต่อหลายคน มันเป็นเวลาที่ฉันรู้สึกได้เปลื้องปลดจากตรวนอื่นๆในชีวิตจนหมดสิ้น แค่ได้สังสรรค์กับเพื่อนคอเดียวกันที่สนิทสนมกันมานานนมเนก็สร้างความเพลิดเพลินใจให้ฉันได้มากโขแล้ว แต่ฉันจะยิ่งรู้สึกดีขึ้นเป็นทวีคูณทุกครั้งที่ไพ่นกกระจอกนำเพื่อนใหม่มาให้ฉันเพิ่ม"

"คุณนายกำลังจะบอกอะไรกับผมหรือครับ" เขาถามอย่างแสร้งซื่อ

"ก็กำลังจะบอกว่าคุณก็เป็นเพื่อนใหม่ของฉันไงล่ะคะ" หล่อนยิ้มอ่อนโยน "นั่นคือสิ่งที่คุณต้องการจากฉันไม่ใช่หรือ และขอบอกเลยว่าคุณมีอะไรหลายอย่างที่ต่างไปจากเพื่อนคนอื่นๆของฉัน" 

“จริงหรือครับ”

“จริงสิคะ ฉันจะโป้ปดคุณไปเพื่ออะไรล่ะ”

คุณนายสาวเอาแต่หัวเราะซิกซี้จนไม่ทันสังเกตกำแพงไพ่บนโต๊ะ

“หม่าเจิง” หนุ่มยูโรเปียนประกาศชัย “ตานี้ผมชนะแล้วครับ”                 

แววตระหนกปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหยิงโถว ขณะที่หล่อนชะโงกมองกำแพงไพ่ที่สแตนลีย์พลิกให้ดู และพบว่าเขาเป็นผู้ชนะด้วยเงื่อนไขพิเศษซึ่งมีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง


หมั่น ซน หยิงโถว ลดมือที่ถือถ้วยชาลง เทน้ำที่เหลือในป้านใส่ถ้วยจนไม่เหลือแม้กระทั่งกากชา และยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดปานจะอาศัยความร้อนและกลิ่นหอมของอู่หลงถ้วยนี้ทำการรวบรวมสมาธิที่กระจัดกระจายให้เข้าที่เข้าทาง

แม้วันเวลาเหล่านั้นจะล่วงเลยมาเกินห้าวันแล้ว แต่จิตใจหล่อนก็ยังฟุ้งซ่าน พล่านคิดนู่นคิดนี่จนไม่เป็นอันอยู่กับปัจจุบัน ในหัวคิดวนเวียนถึงแต่ผู้ชายชาวอังกฤษเจ้าคารมที่ชื่อ ‘สแตนลีย์’ คนนั้น คนที่น่าหลงใหลทั้งรูปกายและวจีชนิดหล่อนไม่เคยพบเคยเจอที่ไหนมาก่อน ตลอดเวลาสิบกว่าปีนับแต่ย่างเข้าสู่วัยสาว

กล่าวโดยแก่นแท้ของหัวใจ หล่อนออกจะชอบพอเขาอยู่ไม่น้อย แต่สิ่งที่คอยสกัดกั้นความรู้สึกดังกล่าวออกจากจิตใจของหล่อนคงเป็นความลึกลับบางประการของเขา เช่น เรื่องอาชีพการงานที่เขาไม่ยอมตอบหล่อนตรงๆ หรือความสามารถพิเศษในการเดาความคิดคำนึงของหล่อนล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำประหนึ่งว่าเขาอ่านใจหล่อนได้ ยังไม่รวมถึงตำแหน่งภริยาสมาชิกสภาบริหารและคุณแม่ลูกหนึ่งที่ยังค้ำคอหล่อนอีก

“คนบ้า” หยิงโถวควักค้อนเมื่อสมองวาดภาพสแตนลีย์ยิ้มแย้มชอบใจ หลังจากพูดจาให้หล่อนไขว้เขว แล้วจึงฉวยโอกาสปิดเกมด้วยกลอุบายอันชาญฉลาด... น้อยครั้งมากที่เซียนไพ่นกกระจอกจะปราชัยใครสักคน เรียกว่าไม่เคยมีเลยก็ยังได้ “ไม่คิดเลยนะว่าคนแบบนี้ก็มีอยู่บนโลกด้วย”

“คุณนายต้องการอะไรมั้ยเจ้าคะ”

หล่อนสะดุ้งเมื่อรู้ตัวว่าเหล่ฟั้นกำลังถูพื้นอยู่ใกล้ๆ และเป็นไปได้ว่าเด็กหญิงจะได้ยินที่หล่อนพึมพำถึงชายหนุ่มที่พบในวงไพ่เมื่อหลายวันก่อน

“เอาป้านกับถ้วยพวกนี้ไปล้างซะ”

คุณนายกระแทกเสียง มองดูหมุ่ยไจ๋คลานเข่าออกไปพร้อมกับสำรับชาที่ยกด้วยความระมัดระวัง พลันที่เสียงดับเครื่องยนต์รถดังขึ้นมาจากหน้าบ้าน

“ใครกันนะมาเวลานี้”

“คงเป็นคุณชายน้อยเจ้าค่ะ” เหล่ฟั้นตอบไม่เต็มเสียงนัก

“จริงด้วย” หญิงสาวรีบลุกจากโซฟาที่นั่งอยู่ ตะโกนเสียงดังแข่งกับเสียงเพลงโอเปร่าจากวิทยุหลอด แล้วถลันไปที่ประตูใหญ่โดยมิได้แยแสกับคำอาสาของเหล่ฟั้นที่จะขอเป็นผู้เป็นประตูให้เอง

“อาเชิงลูกแม่...”                 

หล่อนร้องเรียกด้วยความปลื้มปีติ ก่อนที่น้ำเสียงจะเหือดหายไปทันทีที่ได้เห็นใบหน้าอันยับเยินของบุตรชาย

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น