หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เพราะ “นาง” ถูก “ลัก”พาตัวมาเป็นฮูหยินโจรโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่อง “รัก” วุ่นๆ จึงเกิดขึ้นด้วยเสน่ห์ปลายจวักของนาง

บทที่ 12 ฉุนอวี๋ฉุนหลีว์

ชื่อตอน : บทที่ 12 ฉุนอวี๋ฉุนหลีว์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.1k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ส.ค. 2561 11:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 12 ฉุนอวี๋ฉุนหลีว์
แบบอักษร

“หัวหน้าสาม รายการการฝึกฝนช่วงสายฝึกจบหมดแล้ว ยังจะเพิ่มรายการฝึกฝนอีกหรือเปล่าขอรับ”เผิงอู่ผู้ดูแลการฝึกรีบเข้าไปรายงานผลและเอ่ยถามเมื่อเห็นหัวหน้าสามมา

ซย่าฉุนอวี๋ที่ไม่มีอารมณ์จะฝึกต่อตอบว่า “ช่างเถอะ วันนี้เลิกเร็วหน่อย”

ประการแรกเขาปรึกษากับหัวหน้าใหญ่การโจมตีซินอี้ตลอดช่วงสาย ประการที่สองหัวหน้ารองเสนอแผนการปะทะตีแบบตรงๆ โดยส่งพี่น้องสองพันคนเข้าทำลายซินอี้

แผนการเช่นนี้นับว่าเอื้อประโยชน์ให้กับเขามาก เมื่อส่งกำลังออกไปสองพันคน ค่ายบนเขาก็เหลือกำลังเพียงพันกว่าซึ่งไม่เพียงพอ รวมกับซ่งชีคอยก่อนกวนจากภายในทำลายกลหิน เฮ่อเหลียนเซวียนก็จะสามารถนำทหารบุกขึ้นโจมตีได้ ยิ่งกว่านั้นการส่งกำลังพลสองพันทำให้เสียค่ายใหญ่ ส่งผลให้พ่ายแพ้ต่อการโจมตีของเฮ่อเหลียนเซวียนและซินอี้ในอนาคตอย่างมิต้องสงสัย ทว่าหัวหน้ามีความคิดอ่านละเอียดรอบคอบมาก เขาไม่เห็นด้วยกับแผนการประเภททะลวงไปจู่โจมตรงๆ ทุ่มกำลังทั้งหมดไปทางเดียวเช่นนี้ทำให้เกิดความเสียหายมากเกินไป ในความเห็นของหัวหน้าใหญ่คือยึดได้ด้วยปัญญา แต่ว่าแผนการยึดนั้น หัวหน้าใหญ่ก็ยังคิดไม่ออก ให้เขาออกแผนการ เขาแสร้งทำเป็นเหม่อลอย และเสนอแผนการที่เต็มไปด้วยจุดอ่อน หัวหน้าใหญ่โบ้ยมือปัดรู้สึกผิดหวังเล็กๆ “ช่างเถิด ข้าเข้าใจว่าเจ้าห่วงอาการป่วยของน้องสะใภ้ วันอื่นค่อยประชุมใหม่”

เขาต้องถ่วงเวลาให้เฮ่อเหลียนเซวียนเตรียมการให้พร้อม

เผิงอู่สั่งให้พี่น้องทุกคนที่มีสภาพตายแหล่มิตายแหล่แยกย้าย จึงกลับมารายงานว่า “หัวหน้าสาม เช่นนั้นอาหารกลางวัน...”

ซย่าฉุนอวี๋ขมวดคิดสั่งว่า “เจ้าไปห้องครัวจัดการซะ”

“หัวหน้าสาม หัวหน้าสาม” ซ่งชีวิ่งมาจากไกลๆ ส่งเสียงร้องเรียกดังมาตลอดทาง

ซย่าฉุนอวี๋หนังตากระตุก คงจะไม่ใช่เพราะสตรีผู้นั้นเกิดเรื่องหรอกกระมัง

ซ่งชีวิ่งเข้ามาด้านหน้า เขาหอบโยนกล่าวว่า “หัวหน้าสาม อาซ้อให้ข้ามาตามท่านไปกินข้า อาซ้อทำของอร่อยรอไว้เต็มเลยขอรับ”

ซย่าฉุนอวี๋รู้สึกประหลาดใจ “นางหายดีแล้ว?”

ซ่งชียิ้มตอบ “ดีขึ้นแล้ว แต่ก็ไม่นับว่าหายสนิท ทำอาหารเสร็จแล้วก็กลับห้องไปพักผ่อนแล้วขอรับ”

ซย่าฉุนอวี๋หน้านิ่วต่อว่า “เจ้าก็ช่างเลอะเลือนจริงๆ ปล่อยให้นางทำอาหารได้อย่างไร”

ซ่งชีตอบอย่างผู้บริสุทธิ์ว่า “อาซ้ออยากจะทำเองนะขอรับ”

“นางจะทำ เจ้าก็ไม่รู้จักรั้งไว้หรืออย่างไร ข้าให้ป้าเจียงมาช่วยแล้วมิใช่หรือ แล้วป้าเจียงเล่า”ซย่าฉุนอวี๋เสียงดังขึ้น

ซ่งชีสังเกตหัวหน้าสามขยับเท้าท่าเหมือนกำลังจะถีบคน รีบถอยหลังไปสามก้าว ตอบเสียงอ่อนว่า “ป้าเจียงก็อยู่ช่วยขอรับ”

เขามิกล้าบอกว่าป้าเจียงอยู่ด้านข้างคอยตรวจดูอยู่ข้างๆเท่านั้น ไม่เช่นนั้นหัวหน้าสามต้องพิโรธแน่ๆ

“ไสหัวไป” ซย่าฉุนอวี๋ไล่คน ในขณะที่ตัวกลับสาวเท้าก้าวใหญ่ออกไป

เผิงอู่เข้ามาตบบ่าซ่งชีอย่างเห็นใจ “พวกเรารีบไปเถอะ! กลับไปกินข้าวเถอะ”

ซ่งชีกลอกตา กระซิบเบาๆว่า “อย่างกับระเบิดไฟ โดนนิดโดนหน่อยก็พร้อมจะระเบิด”

เผิงอู่หัวเราะฮ่าฮ่า “อย่าได้เก็บมาใส่ใจ หัวหน้าสามร้อนใจน่ะ”

“ร้อนใจทำไมไม่ด่าเจ้าบ้าง ด่าข้าอยู่ทุกที”ซ่งชีรู้สึกไม่ยินยอม

เผิงอู่ตอบอย่างเอือมระอา “เมื่อวานข้าก็โดนด่าเหมือนกันมิใช่หรือไร”

ซย่าฉุนอวี๋กลับมาถึงเรือน ป้าเจียงก็ยิ้มแย้มเข้ามา “หัวหน้าสาม อาหารจัดขึ้นโต๊ะเรียบร้อยแล้ว”

ซย่าฉุนอวี๋ไม่แสดงสีหน้าใดๆเดินตรงเข้าไปด้านใน

เยี่ยเจียเหยาเหนื่อยขึ้นมาเล็กน้อย นางนอนหลับตาเอาเก็บแรงอยู่บนเตียง ได้ยินเสียงป้าเจียงจากด้านนอก จากนั้นมีคนผลักประตูเข้ามาในห้อง นางเปิดตามอง “เฝยเฝ่ย ท่านกลับมาแล้ว”

ซย่าฉุนอวี๋รู้สึกคลื่นไส้เมื่อถูกเรียกเช่นนี้ คำตำหนินางที่คิดมาตลอดทางก็ล้วนลืมเลือนไปสิ้น หางตากระดกขึ้นสีหน้าง้ำงอไม่สนใจรอบข้าง

 “ข้าขอเตือนเจ้าไว้ ไม่อนุญาตให้เรียกข้าเช่นนี้”ซย่าฉุนอวี๋โมโหแต่ก็ยังคิดได้ว่าด้านนอกมีคน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เขาจะกดเสียงเบาลงดุว่า 

เยี่ยเจียเหยายิ้มแฉ่ง “ไม่ชอบหรือ เช่นนั้นเปลี่ยนใหม่ ที่รัก? สามี? ท่านพี่ หรือจวินจวินดีๆ”

ซย่าฉุนอวี๋ขนลุกซู่ กล่างอย่างหงุดหงิดว่า “ฉุนอวี๋”

“อะไรนะ ฉุนหลีว์* ท่านด่าคนทำไม ข้าเพียงแค่อยากเรียกท่านให้สนิทขึ้นเท่านั้น แม้ว่าท่านจะไม่เห็นข้าเป็นภรรยา แต่ข้าก็เห็นท่านเป็นสามีของข้า มีคำว่า แต่งกับไก่ต้องตามไก่ แต่งกับสุนัขก็ติดตามสุนัข ข้าเป็นคนรักษาจารีตประเพณี ชีวิตนี้ข้าจะคอยติดตามแต่ท่าน....” เยี่ยเจียเหยาพูดอย่างเด็ดเดี่ยวแถมยังทำท่าราวกับจะร้องไห้ นางเหมือนคนถูกรังแกร้องไห้ออกมา

ซย่าฉุนอวี๋หมดคำพูดอย่างแท้จริง ชื่อนี้อยู่กับเขามายี่สิบเอ็ดปีแล้ว เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าชื่อนี้จะไปสัมพันธ์อะไรกับคำว่าฉุนหลีว์ได้ ซย่าฉุนหลีว์ ยังเป็นลาโง่ที่ตาบอดอีกด้วย

ซย่าฉุนอวี๋ตวาด “นั่นคือชื่อของข้า ฉุนอวี๋”

ซย่าฉุนอวี๋เน้นคำสองคำออกมาอย่างชัดเจน

เยี่ยเจียเหยาอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง เอามือทุบหมอน ฮ่าๆ ตลกเกินไปแล้ว เขากลับมีชื่อว่าฉุนอวี๋ ฉุนหลีว์ ฮ่าๆ ขำจะตายอยู่แล้ว

“หัวเราะอะไร ห้ามหัวเราะ” ซย่าฉุนอวี๋รู้สึกเขิน เขาเอามืออุดปากนางเอาไว้

เยี่ยเจียเหยาหัวเราะจนจะหายใจไม่ทัน รีบกล่าวขอร้องซ้ำๆ “ไม่....ไม่ขำแล้ว”

ซย่าฉุนอวี๋จึงปล่อยนาง เขาจ้องนางอย่างดุร้าย

“หัวหน้าสาม ทานข้าวได้แล้ว” ป้าเจียงเรียกจากด้านนอก

เยี่ยเจียเหยาพยายามกลั้นหัวเราะอย่างเอาเป็นเอาตาย “ท่านรีบไปกินข้าวเถอะ”

ซย่าฉุนอวี๋หันหลังกลับไปอย่างไม่พอใจ เขาก้าวเท้าแรกออกจากห้องไม่ทันไร ก้าวถัดมาจะพ้นประตู เสียงระเบิดหัวเราะจากด้านในก็ดังเข้ามาในโสต

“หัวหน้าสาม รีบเถอะเจ้าค่ะ อาหารเย็นแล้วจะไม่อร่อย”ป้าเจียงเรียกเขาเสียงสดใส

ซย่าฉุนอวี๋ได้แต่เก็บความคิดที่จะสั่งสอนนาง เขาต้องกินข้าวเสียก่อน

อาหารกลางวันมากมายเต็มโต๊ะ ทั้งลูกชิ้นหมูน้ำแดง เนื้อแกะผัดกระเทียม รากบัวยัดไส้ทอด หน่อไม้หวานเค็ม กลิ่นอาหารหอมอบอวลเข้าจมูก ดึงดูดให้คนอยากอาหาร

ซย่าฉุนอวี๋กล่าว “ซ่งชี เจ้าไปเอาสุรานารีแดงของข้ามาให้ป้าเจียงชิมดู”

ซ่งชีได้แต่นิ่ง

“นี่เจ้าหูหนวกหรือไร ยังไม่รีบไปอีก”ซย่าฉุนอวี๋จ้องไป

ซ่งชีหน้าเศร้า กล่าวเสียงอ่อนว่า “หัวหน้าสามสุรานารีแดงหมดแล้ว”

“เมื่อวานยังเหลืออีกไหไม่ใช่หรือ หรือเจ้าแอบขโมยกินไปแล้ว”ซย่าฉุนอวี๋เอ่ย

“เมื่อเข้าอาซ้อให้ข้าทำสุรากำมะถันฉีดไปหมดแล้ว”ซ่งชีบ่นอยู่ในใจว่า หากเช่นนี้ยังด่าเขาอีกก็ไร้เหตุผลเกินแล้ว

ซย่าฉุนอวี๋ “......”

“ต่อให้ไม่ใช้ไปจนหมด อาซ้อทำอาหารเลิศรสทุกวันเช่นนี้ สุราไม่มีทางพอกิน”ซ่งชีกล่าวขึ้นมาอีก

ซย่าฉุนอวี๋ “......”

ก็ถูก แค่เห็นอาหารที่นางทำความอยากสุราก็พุ่งขึ้นมาทันที ขึ้นเขามาเขาดื่มสุราน้อยลง สุรานารีแดงห้าไหนั้น หัวหน้าใหญ่และหัวหน้ารองเอากันไปคนละไห ในสามเดือนนี้เขาดื่มไปเพียงหนึ่งไห แต่เมื่อวานดื่มไปอีกหนึ่งไห วันนี้อยากดื่มอีกก็เป็นผลพวงจากอาหารน่ากินเหล่านี้

“หัวหน้าสาม ข้ามีสุราไผ่เขียวอยู่ไหหนึ่ง ข้าไปเอาดีหรือไม่”ป้าเจียงกล่าว

“ช่างเถอะ ไม่ดื่มแล้ว บ่ายนี้ยังมีธุระอีก ดื่มเยอะไปจะกระทบงานเอา”ซย่าฉุนอวี๋เหยามือหยิบตะเกียบขึ้นขยับไปทางลูกชิ้นหมูน้ำแดงก่อน

ลูกชิ้นรสชาติเข้าเนื้อยิ่ง มีกลิ่นหอมสดชื่นของรากบัว ไม่ทำให้รู้สึกว่าเนื้อแตกตัวแต่ก็ไม่แข็งเกินไป รสกำลังดี หืม? นอกจากนั้นยังหอมกลิ่มต้นหอมและกระเทียม แต่กลับไม่พบในลูกชิ้น น่าจะเป็นเพราะใส่น้ำที่คั้นออกมา

รากบัวยัดไส้ทอดกรอบนอกนุ่มใน เนื้อหวานนุ่มละเอียด หน่อไม้หวานเค็มสีสันสดสวย ให้ความสดใหม่รสพอดี นอกจากนั้นเนื้อแพะผัดกระเทียม ก็ไม่สาบกลิ่นแพะแม้แต่น้อย ทั้งนุ่มทั้งหอม

อาหารธรรมดาประจำบ้านกลับทำออกมาได้รสชาติเหมือนอาหารตามภัตตาคาร นางรู้จักรักษารสชาติเดิมของวัตถุดิบ ในขณะเดียวกันก็เข้าใจเลือกจับคู่เครื่องปรุงทำให้เกิดรสที่สดใหม่ นอกจากนั้นฝีมือการคุมไฟยังอยู่ในระดับดีเยี่ยม การจะทำได้ถึงขั้นนี้ไม่ใช่อาศัยพรสวรรค์หรือแค่ใส่ใจ แต่จะต้องผ่านการฝึกฝนลงมือทำมาอย่างยาวนานจึงจะทำได้ นางอยู่บ้านทำอาหารอยู่บ่อยๆเช่นนั้นหรือ แต่คุณหนูลูกผู้ดีเหตุไฉนถึงลงไปทำอาหารในครัวได้เรื่อยๆ ความสงสัยของซย่าฉุนอวี๋ไม่อาจคลายลงได้

“อร่อยมาก ฝีมือของอาซ้อช่างล้ำเลิศจริงๆ ยังสูงส่งเสียกว่าฝีมือพ่อครัวร้านวั่งเซียนโหลวแห่งจี้หนานเสียอีก” ซ่งชีกินอย่างปริ่มเปรม

ซย่าฉุนอวี๋ย้อนถาม “เจ้าเคยไปวั่งเซียนโหลวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ขนาดข้ายังไม่เคยไปเลย”

ซ่งชีเกาหัว พูดว่า “ข้าได้ยินคนอื่นเค้าคุยกัน คนอย่างข้าต่อให้ไปเป็นยามเฝ้าประตูวั่งเซียนโหลวเขายังไม่ต้องการเลย”

ซย่าฉุนอวี๋จ้องเขา ย่นจมูกกล่าวว่า “ดีที่เจ้ายังรู้ตัว”

เผิงอู่กับป้าเจียงหัวเราะขำเสียยกใหญ่

เมื่อกินไปสักพักหนึ่ง ซย่าฉุนอวี๋ฉุกคิดได้ว่า “อาซ้อเจ้ากินอะไรหรือยัง”

ป้าเจียงรีบตัดบทขึ้นมาว่า “ฮูหยินสามยังไม่กิน นางรู้สึกไม่อยากอาหาร ตุ๋นโจ๊กเอาไว้ชามหนึ่ง กล่าวว่าสายอีกหน่อยค่อยกินเจ้าค่ะ”

ซย่าฉุนอวี๋ครุ่นคิด “งั้นเก็บกับข้าวไว้ให้นางบ้าง”

จอมตะกละทั้งหลายกินด้วยความเร็วปานพายุ พริบตาเดียวก็กวาดอาหารจนแทบเกลี้ยง

ซ่งชีได้ยินดังนั้นก็รีบชักตะเกียบกลับมาทันที

ป้าเจียงกล่าว “ฮูหยินสามกล่าวว่าไม่ต้องเก็บอาหารไว้ให้นาง นางทำโจ๊กเนื้อแห้งใส่ผักเอาไว้แล้วเจ้าค่ะ”

ดังนั้นทุกคนจึงขยับตะเกียบกินต่อ กินเสียจนจานชามว่างเปล่า น้ำแกงไม่เหลือสักหยด

หลังจากอาหารกลางวัน ซย่าฉุนอวี๋เดินวนรอบเรือนหนึ่งรอบ เห็นว่าต้นฉุนผานฉ่าวปลูกจนเสร็จหมดแล้วจึงวางใจกลับเข้าห้อง

เยี่ยเจียเหยาที่อยู่ในห้องตื่นขึ้นมาแล้ว ซย่าฉุนอวี๋ค่อยๆเปิดหน้าต่างอย่างเบามือ ยืนอยู่ข้างเตียงมองนางอยู่สักพักหนึ่ง เขายื่นมาอังหน้าผากนางพบว่าตัวนางไม่ร้อนแล้ว จึงเดินไปที่ห้องหนังสือทางทิศตะวันออก หยิบแผนที่แผ่นหนึ่งขึ้นมาวิเคราะห์

ซินอี้ห่างจากเนินเฮยเฟยแปดสิบลี้ เป็นพื้นที่ของเฝิงเฉาหลิน ถึงเฝิงเฉาหลินจะไม่จัดว่าเป็นพวกโจร แต่ก็เป็นคนใหญ่คนโตของซินอี้ เพราะนิสัยส่วนตัว ที่รู้จักแบ่งสรรสมบัติให้ลูกน้อง ทำให้โจรที่ซ่อนตัวตามหุบเขาจึงมาสมัครเป็นพวกมาก กลายเป็นขั้วอำนาจแข็งแกร่งแห่งหนึ่ง ซินอี้เป็นพื้นที่ที่ติดต่อกับทุกทางได้สะดวก การค้ารุ่งเรือง นับเป็นพื้นที่ที่มั่งคั่งจำนวนน้อยในเขตซานตง เนินเฮยเฟิงคิดจะกินรวบซินอี้มาโดยตลอด แต่ก็ทำไม่สำเร็จ ข่าวคราวที่ว่าช่วงนี้เฝิงเฉาหลินร่วมมือกับเฮ่อเหลียนเซวียนทำให้หัวหน้าใหญ่ไม่สบายใจ หากเฝิงเฉาหลินสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักขึ้นมา นับว่าเป็นอันตรายต่อเนินเฮยเฟิงมากนัก ดังนั้นจึงต้องเร่งโจมตีซินอี้ก่อน

จะต้องใช้แผนการแบบไหนถึงจะทำให้หัวหน้าใหญ่พอใจ อีกทั้งยังร่วมมือกับเฮ่อเหลียนเซวียนได้ด้วย ปัญหานี้ค่อนข้างตึงมือยิ่ง

ซย่าฉุนอวี๋ขีดๆเขียนๆลงในแผนที่ ใช้ความคิดอย่างมาก

เยี่ยเจียเหยาตื่นขึ้นมา นางกดนวดวงตาของตน บิดขี้เกียจ เตรียมตัวลุกจากที่นอนไปหาของกินเดินออกมาถึงด้านนอก เดินไปทางแสงจากห้องทางฝั่งตะวันออก เห็นเขานั่งเอามือเท้าคางอยู่หน้าสมุด เรียวคิ้วขมวดอย่างใช้ความคิด มืออีกข้างขยับไปมา เดิมนางคิดจะเข้าไปทักทายเขาแต่คิดไปคิดมายังคงไม่รบกวนเขาดีกว่า

นางทำโจ๊กเนื้อแห้งใส่ผักให้ตัวเอง หลังจากกินเสร็จก็กลับห้อง เห็นเขายังคงรักษาท่าทางเดิมครุ่นคิดบางเรื่องอยู่ นางก็กลับไปยังห้องครัว ชงชาให้เขากาหนึ่ง

ชาหลงจิ่งชั้นดีได้ยินมาว่าปล้นมาจากขบวนพ่อค้าจากทางใต้ หลังจากผ่านน้ำร้อน ใบชาสีเขียวก็ค่อยคลี่ออกเป็นกลีบคล้ายกับต้นอ่อนที่ค่อยแตกหน่ออย่างเบิกบาน สูดแล้วได้กลิ่นหอมสดชื่น

เยี่ยเจียเหยาค่อยๆเดินเข้าไปในห้อง วางถาดชาเบาๆลงข้างๆด้านขวามือของเขา กล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “ดื่มชาแก้ง่วงก่อน”

---

* ฉุนหลีว์ (蠢驴) แปลตรงๆหมายถึงลาโง่ เป็นคำด่าหมายถึง คนโง่ ออกเสียงคล้ายๆกับชื่อฉุนอวี๋ของพระเอก

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น