หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เพราะ “นาง” ถูก “ลัก”พาตัวมาเป็นฮูหยินโจรโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่อง “รัก” วุ่นๆ จึงเกิดขึ้นด้วยเสน่ห์ปลายจวักของนาง

บทที่ 10 หมดความอดทน

ชื่อตอน : บทที่ 10 หมดความอดทน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.6k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ส.ค. 2561 10:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 10 หมดความอดทน
แบบอักษร

เยี่ยเจียเหยาดื่มยาแล้ว ผลเยี่ยฉ่าวเหมยแดงปลั่งก็กินจนอิ่มแล้ว เหตุใดไข้ยังไม่ลงอีก ควรทำอย่างไรดี 

ซย่าฉุนอวี๋ไม่อยากจะใช้ชีวิตแบบนี้อีกต่อไป วันนี้ทั้งวันทำเอาเขายุ่งวุ่นวายไปหมด แม้กระทั่งน้ำแกงงูที่พ่อครัวตุ๋นก็ยังไม่ได้กินสักคำ ถูกหัวหน้ารองยกไปหมด

“ไปถามท่านหมอหลิ่วดูสิว่าเจี้ยวหุนที่ว่านี่ต้องทำอย่างไร”ซย่าฉุนอวี๋สั่งซ่งชี

เยี่ยเจียเหยาได้ยินดังนั้น ก็ผุดความคิดแผลงๆขึ้นมาได้ “พิธีเจี้ยวหุนข้าทำเป็นนะ!”

ซย่าฉุนอวี๋ขมวดคิ้วมองนางอย่างแปลกใจ

“ตอนเด็ก แม่นมเคยช่วยข้าทำ” เยี่ยเจียเหยาพูดไปก็กวักมือเรียกเขา “ท่านมานี่สิ ข้าจะบอกให้ฟัง”

ซย่าฉุนอวี๋กึ่งเชื่อกึ่งสงสัยยื่นหูเข้าไปฟัง เมื่อฟังจบก็แสดงสีหน้าแปลกประหลากออกมา “จริงหรือโกหก”

เยี่ยเจียเหยายืนยัน“จริงแท้แน่นอน ข้าจำได้อย่างแม่นยำว่าแม่นมทำพิธีอย่างไร ศักดิ์สิทธิ์มากๆ”

ซย่าฉุนอวี๋ส่ายหัว “ไม่ได้ เรื่องเช่นนี้ข้าทำไม่ได้”

“เช่นนั้นให้ซ่งชีช่วยข้าก็ได้”เยี่ยเจียเหยามองไปที่ซ่งชี ส่วนเผิงอู่นั้นลงเขาไปแล้ว

ซย่าฉุนอวี๋ขมวดคิ้วครุ่นคิด หรือจะตกลงดี การเจี้ยวหุนต้องเรียกชื่อเล่น หรือว่าจะให้ซ่งชีร้องเรียกเหยาเหยา

ไม่ได้เด็ดขาด

“ไสหัวออกไปให้พ้นจากห้อง หากไม่ได้รับอนุญาตห้ามเข้ามา”ซย่าฉุนอวี๋กล่าวไล่ซ่งชีออกไปจากห้องอย่างดุร้าย

ภายในห้องครัว ซย่าฉุนอวี๋ปิดหน้าต่างอย่างมิดชิด ตรวจดูว่าเจ้าสมุนทึ่มของตนไม่ได้แอบมาดู จึงเอ่ยด้วยความขุ่นเคืองว่า  “เริ่มได้หรือยัง”

เยี่ยเจียเหยาหยิบกระดาษที่มีเวลาตกฟากให้กับเขา “เริ่มได้แล้ว”

เยี่ยเจียเหยานั่งอยู่บนเก้าอี้ชมเขาแสดงละครฉากสนุก ในใจรู้สึกเปรมปรีดิ์ยิ่ง หัวหน้าสามกำลังจะทำการเชิญเทพ* น่าเสียดายที่ไม่เครื่องอัดวีดีโอ มิเช่นนั้นอัดเอาไว้ดูยิ่งสนุกไปใหญ่

ซย่าฉุนอวี๋น้ำชามใส่น้ำสะอาดใบมาใบหนึ่ง วางทับกระดาษวันตกฟากไว้บนเตาไฟ เขาจุดธูปสามดอกเซ่นไหว้เทพพระเจ้าเตา จากนั้นปักธูปลงในแก้วที่บรรจุข้าวสาร หันกลับมาถามเยี่ยเจียเหยา “ต้องทำเช่นนี้จริงๆหรือ”

เยี่ยเจียเหยาพยักหน้าที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ “หากข้าหายดีแล้ว จะทำอาหารให้ท่านกิน”

กล้ามเนื้อทั่วร่างของซย่าฉุนอวี๋เต้นตุบๆ ในใจขัดแย้งอย่างมาก ขายหน้าจริงๆ เขาเป็นถึงทายาทชิงอันโหวกลับตกอับถึงขั้นต้องมาทำพิธีเชิญเทพ หากเรื่องนี้เผยออกไปเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

เมื่อเห็นดวงตาพราวน้ำที่มองเขาอย่างรอคอย ซย่าฉุนอวี๋กัดฟันเอ่ยว่า “หลับตาของเจ้าซะ นอกจากนั้นเรื่องในวันนี้หากเจ้าแพร่งพรายออกไปแม้แต่คำเดียว ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย”

เยี่ยเจียเหยาพยักหน้าไปมาเหมือนกับสะบัดป๋องแป๋ง แสดงอารมณ์หนักแน่นชนิดว่ายอมตายไม่ยอมถูกรังแกออกมา “ข้ารับรองว่าจะไม่เอ่ยไปคำเดียว”

คำเดียวไม่เอ่ย นางจะเล่าให้ครบถ้วนทุกคำเลย การเล่นคำแบบนี้ใครก็พูดได้

“หลับตา”ซย่าฉุนอวี๋เสียงดังเพราะอารมณ์ไม่ดี

เยี่ยเจียเหยารีบหลับตาลง “ท่านลงมือได้แล้ว”

ซย่าฉุนอวี๋สูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วลึกอีก ปากอ้าจะพูดอยู่หลายครั้ง มือก็ยกขึ้นยกลง จะให้เอ่ยปากออกไป ก็พูดไม่ออก ซย่าฉุนอวี๋รู้สึกว่าเขากำลังเผชิญปัญหาที่ยากที่สุดในชีวิต

เยี่ยเจียเหยาเร่งเร้า “เร็วเข้า หากธูปดับลงก็ไม่ทันการแล้ว”

“หนวกหูจริง อย่ากวนข้า”ซย่าฉุนอวี๋จ้องมองนางพลางเอ็ด

เขายังคงอิดออดครุ่นคิดอยู่สักพัก ซย่าฉุนอวี๋กล่าวว่า “อุดหูของเจ้าซะ”

“อุดหูแล้วข้าจะได้ยินท่านทำพิธีเจี้ยวหุนได้อย่างไร เช่นนี้เรียกไปก็เสียเปล่าแล้ว” เยี่ยเจียเหยากล่าวอย่างไม่พอใจว่า “หากท่านทำไม่ได้ก็เรียกซ่งชีมาเถอะ”

เป็นบุรุษทั้งที กลับทำอิดๆออดๆ ใจกล้าๆหน่อยไม่ได้หรืออย่างไร

ซย่าฉุนอวี๋รู้สึกใบหน้ากระตุก เขากัดฟัน ใจเต้นรัว เพื่อจะจัดการกับเรื่องวุ่นวายตรงหน้าก็คงได้แต่ทำแล้ว เขาทำท่าโบกมือไปมา ปากก็ร่ายมนต์ออกมา “ฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ดินศักดิ์สิทธิ์ ไท้ซ่างเหล่าจุนมารับคำสั่ง ขจัดขับไล่มารร้ายให้พ้นกาย จิตของเหยาเหยาจงรับฟัง....”

เยี่ยเจียเหยาแอบมองลอดง่ามนิ้ว นางเพลิดเพลินเสียเกือบลืมหุบนิ้วกลับ

“เหยาเหยา เหยาเหยาอย่าได้เที่ยวเล่นอีกเลย เหยาเหยา เหยาเหยาจิตวิญญาณเจ้าจงกลับมา....”

ซย่าฉุนอวี๋หลับตาสาดข้าวสาร ปากก็ตั้งใจท่องมนต์ที่เยี่ยเจียเหยาสอน เขาไม่เห็นว่ามีบางคนขำจนเกือบจะขาดใจตายแล้ว

“แบบนี้ใช้ได้หรือยัง”ในที่สุดซย่าฉุนอวี๋ก็ร่ายจนจบ หันหลับไปถามเยี่ยเจียเหยา เมื่อเห็นภาพด้านหน้าก็โมโหขึ้นมา “ใครสั่งให้เจ้าลืมตา”

เยี่ยเจียเหยายิ้มอย่างดีใจ นางลืมรักษากิริยาอาการไปชั่วขณะ จึงรับหุบยิ้มหลับตาลง “ไม่เห็น ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”

จู่ๆซย่าฉุนอวี๋ก็รู้สึกถึงการถูกหลอกถูกปั่นหัวขึ้นมา

“เยี่ยเจียเหยา หากเจ้ากล้าหลอกข้า ล้อเล่นกับข้า เราได้เห็นดีกันแน่”ซย่าฉุนอวี๋ข่มขู่ด้วยความโกรธ

“ไม่ใช่แบบนั้น ข้ารู้สึกว่าท่านร่ายมนต์ได้ดีมาก ไพเราะยิ่งกว่าแม่นมของข้าเสียอีก ข้ารู้สึกว่าร่างกายสบายขึ้นมาตั้งเยอะ”เยี่ยเจียเหยากล่างอย่างจริงจัง

แกล้งคนสำเร็จ ในใจก็เป็นสุข

ด้านนอกประตูพลันมีเสียงฝีเท้าแผ่วเบา แต่ก็ไม่อาจเล็ดลอดหูของซย่าฉุนอวี๋ไป เขาเข้าใจว่าเป็นซ่งชีมาแอบฟัง เขากำลังหาที่ระบายความโกรธที่ปะทุอยู่เต็มอก ซย่าฉุนอวี๋ชี้เยี่ยเจียเหยาบอกว่า “อีกเดี๋ยวจะกลับมาจัดการเจ้า”

เยี่ยเจียเหยาเบ้ปาก บ่นอยู่ในใจ แน่จริงก็มาสิ ข้ากลัวท่านนักหรือไร หากท่านยังอยากจะดูแลคนป่วยต่อไปก็รีบๆกลับมาคิดบัญชีกับข้า

ซย่าฉุนอวี๋เดินไปที่ประตู เปิดประตูออก ตะคอกว่า “เจ้านี่ช่างรนหาที่ตาย ข้าสั่งให้เจ้าออกมาแล้วหรือไร”

ซย่าฉุนอวี๋และคนด้านนอกต่างก็นิ่งไป สามคนมองตามองกันไปมาอย่างมึนงง

“พะ.....พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านมาได้อย่างไรกัน ข้าหลงคิดว่าเป็นซ่งชี” ซย่าฉุนอวี๋ยิ้มเฝื่อนตอบ ใบหน้าไม่สบอารมณ์มองไปยังซ่งชีที่ยืนอยู๋ห่างๆ ตะคอกว่า “หัวหน้าใหญ่กับหัวหน้ารองมา ทำไมไม่บอก ยังยืนนิ่งอยู่นั่นแหละ รีบไปยกน้ำชามา”

ซ่งชีที่น่าสงสารได้แต่ส่งสายตาไม่พอใจ เรื่องอะไรก็โทษเขาอยู่เรื่อย

หัวหน้าใหญ่มองเข้าไปในห้องครัว โบกมือกล่าวว่า “ไม่ต้องลำบากหรอก ข้ากับน้องรองได้ยินว่าน้องสะใภ้ป่วย จึงตั้งใจมาเยี่ยม ตอนนี้หายดีแล้วใช่หรือไม่”

“ไม่เป็นอะไรแล้ว เพียงแค่ตกใจเล็กน้อย”ซย่าฉุนอวี๋ตอบอย่างตรงไปตรงมา

เยี่ยเจียเหยาที่อยู่ด้านในส่งเสียงที่ฟังแล้วเหมือนคนใกล้ตายออกมา “พี่ใหญ่พี่รองมาอย่างนั้นหรือ พวกท่านอย่าได้โกรธข้าไม่สบายไม่อาจออกไปพบได้ เสียมารยาทแล้ว”

หัวหน้าใหญ่รีบกล่าวว่า “ไม่เป็นไรๆ น้องสะใภ้รักษาตัวให้หายดี น้องสามเรื่องภายในค่ายเจ้าวางเอาไว้ก่อน สุขภาพของน้องสะใภ้สำคัญกว่า อย่างไรเสียเรื่องยุทธวิธีบุกโจมตีใหม่ ก็ยังต้องทบทวนให้ดีก่อน ไม่ต้องรีบร้อน”

หัวหน้ารองพูดเสียงเบาว่า “น้องสะใภ้เป็นคุณหนูลูกผู้ดี ไม่อาจเอาไปเปรียบกับหญิงบ้านป่าเมืองเถื่อนได้ น้องสามเจ้าต้องดูแลนางให้ดี”

ซย่าฉุนอวี๋แทบกระอักเลือด ไม่อาจเอาไปเทียบกับสตรีบ้านป่าเมืองเถื่อน แต่เขาถูกกลั่นแกล้งจนย่ำแย่เพียงนี้ ปากกลับตอบไปว่า “เข้าใจแล้ว “ 

“เช่นนั้น พวกข้าก็ไม่รบกวนแล้ว ยังมีเรื่องใดอีกหรือไม่”หัวหน้าใหญ่หมุนกายจากไป หัวหน้ารองก็รีบตามไป

ซย่าฉุนอวี๋ส่งแขกไป กลับเข้ามาในห้องครัว เยี่ยเจียหยาถอนใจเอ่ยขึ้น “ดูไปแล้ว พี่ใหญ่พี่รองห่วงใยข้าจริงๆ”

ซย่าฉุนอวี๋รู้สึกหน้าชา คิดในใจว่าสองคนที่ฆ่าคนไม่กระพริบตานั่นรู้จักห่วงใยเจ้าได้ด้วย? นอกเสียจากว่าเจ้าจะเป็นของพวกเขาจริงๆ

“วิญญาณก็ช่วยเจ้าเรียกแล้ว เจ้าเดินเองได้หรือยัง” ซย่าฉุนอวี๋ถามอย่างเย็นชา

เยี่ยเจียเหยาเอ่ยอย่างไม่พอใจ “ท่านคิดว่ากินยาวิเศษหรือไร ถึงได้ออกฤทธิ์ทันที วิญญาณที่ถูกทำให้ตกใจถึงจะกลับมาแล้ว ก็ต้องรักษาอีกหลายวัน”

ซย่าฉุนอวี๋ถาม “ยังต้องรักษาอีกกี่วัน”

ซย่าฉุนอวี๋แทบอยากจะโยนนางออกไปด้านนอก ปล่อยนางไป ไม่สนใจความเป็นตาย

เยี่ยเจียเหยากล่าวรัวๆ ว่า “ข้าจะรู้ได้อย่างไร คงต้องดูว่าคืนนี้หลับได้สนิทหรือไม่ ถ้าหลับได้ดีพรุ่งนี้ก็คงจะหายแล้ว”

ซย่าฉุนอวี๋ตอนนี้เหมือนถังดินปืนที่ขาดสายชนวนจุดไฟ ความโมโหอยู่เต็มอกแต่ไม่สามารถปลดปล่อยได้ เขาอุ้มเยี่ยเจียเหยาขึ้นมาอย่างไร้มารยาทส่งนางกลับไปที่ห้อง

กลางคืนไม่ต้องรอให้เยี่ยเจียเหยาออกคำสั่ง ซย่าฉุนอวี๋ก็ปิดหน้าต่างจนหมด แล้วไม่อ่านหนังสือบนตั่งแต่กลับหยิบตะเกียงวางบนโต๊ะข้างเตียง นอนลงอ่านหนังสือบนเตียง

“นำกาน้ำชามาวางไว้ด้วยได้หรือไม่ เผื่อกลางคืนข้ากระหายน้ำขึ้นมา” เยี่ยเจียหยาถามอย่างอ่อนแอ

ซย่าฉุนอวี๋ไม่สนใจนาง มัวแต่อ่านหนังสือเปิดผ่านไปได้ไม่กี่หน้าเขาก็ไปยกกาน้ำชามาวางไว้

ผ่านไปสักพัก เยี่ยเจียเหยาเอ่ยว่า “พรุ่งนี้ข้าอยากกินเยี่ยฉ่าวเหมยอีก”

ซย่าฉุนอวี๋หมดความอดทนกล่าวว่า “ไปกินในฝันไป”

เยี่ยเจียเหยาทำปากจู๋ กอดแขนของเขาต่างหมอนข้าง นางจงใจทำตัวแนบชิดกับเขา ทำให้เขารู้สึกอึดอัด อย่างไรเสียคืนนี้เขาก็ไม่กล้าลงมือรังแกนางอย่างแน่นอน โอกาสดีๆเช่นนี้พลาดไปก็ถือว่าเป็นผิดมหันต์แล้ว

ซย่าฉุนอวี๋สีหน้าผิดปกติ “ออกไปห่างๆข้า ร้อนจะตายอยู่แล้ว”

“ข้าไม่ร้อนนี่ ข้ารู้สึกหนาวมาก”เยี่ยเจียเหยาก่ายขาข้างหนึ่งกับตัวเขา กอดเขาแน่น

เขาเป็นบุรุษ ซ้ำเป็นบุรุษที่มีมีความรู้สึกรู้สาอารมณ์เร่าร้อนผู้หนึ่ง ร่างอ่อนนุ่มนิ่มของนางแนบสนิทเช่นนี้ ร่างกายก็มีการตอบสนองขึ้นมา

ซย่าฉุนอวี๋ใบหน้าเห่อร้อน ถีบขาข้างที่ก่ายเขาออก “หนักจะแย่ เจ้าเป็นหมูหรืออย่างไรกัน”

พริบตาเยี่ยเจียเหยาก็ก่ายเขาอีก พึมพำว่า “เมื่อคืนใครบอกว่าข้าผอมเกินไป จับไปมีแต่กระดูก ตอนนี้มาบอกว่าข้าตัวหนัก ความรู้สึกของท่านช่างพิกลนัก”

ซย่าฉุนอวี๋อับจนคำพูด เมื่อคืนเขาพูดแบบนั้นจริงๆหรือ ช่างเถอะ ช่างเถอะ ลืมไปหมดแล้ว แต่ว่าเหตุไฉนถึงได้มีสตรีที่หน้าหนาเพียงนี้ ไม่รู้จักเขินอายสักนิด เพิ่งจะผ่านไปได้สองวันถึงกลับกล้านอนแนบสนิทชิดกับบุรุษ

“ซ่งชีบอกว่าท่านเป็นคนแข็งนอกอ่อนใน ข้ารู้สึกคงจะจริง ท่านเป็นคนดีคนหนึ่ง เฮ้อ ท่านชื่ออะไรหรือ จนถึงตอนนี้ข้ายังไม่รู้เลยว่าท่านมีชื่อว่าอะไร” เยี่ยเจียเหยาพูดไม่หยุด

“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้”ซย่าฉุนอวี๋ตอบอย่างเย็นชา

หึ เยี่ยเจียเหยาดูถูกเขาอยู่ในใจ ใครอยากจะรู้จักชื่อท่านกัน

“เช่นนั้นข้าควรเรียกท่านว่าอะไรดี หัวหน้าสามเหมือนพวกซ่งชีดีหรือไม่ ไม่สิ แบบนี้ก็ข้าก็ไม่พิเศษกว่าผู้อื่น อย่างนั้นเรียกท่านว่าเฝยเฝ่ย**ดีหรือไม่”

เฝ่ยแปลว่าโจรก็ได้ หรือเป็นเฝ่ยที่หมายถึงลิงก็ได้ เรียกแบบนี้ไม่แลวเลยทีเดียว เยี่ยเจียเหยารู้สึกพึงพอใจ นางช่างฉลาดล้ำเลิศจริงๆ

เฝยเฝ่ย ซย่าฉุนอวี๋ฟังแล้วแทบจะอาเจียนออกมา ชื่อเรียกบ้าบออะไรของนาง

“อืม ตกลงตามนี้ อีกหน่อยข้าเรียกท่านว่า เฝยเฝ่ย ข้าชอบคำเรียกนี้”เยี่ยเจียเหยาพูดเองเออเอง

“เจ้ากล้าก็ลองเรียกดูสิ”ซย่าฉุนอวี๋รู้สึกหมดความอดทน

“ราตรีสวัสดิ์เฝยเฝ่ย อย่านอนดึกมากนัก ข้านอนก่อนล่ะ”เยี่ยเจียเหยาเอ่ยอย่างสนุกปากโดยไม่กลัวเขาแม้แต่น้อย นางเอื้อมตัวไปจุมพิตแก้มเขา แนบตัวไปชิดกายเขาหาบริเวณที่สบายหลับ วันนี้ทั้งวันถึงจะเวียนหัวเป็นไข้ แต่ก็รู้สึกว่าประสบความสำเร็จ

ซย่าฉุนอวี๋หน้าคล้ำดำเหมือนก้นหม้อ เขาอยากจะส่งเสียงคำราม อยากโวยวายออกมา สวรรค์ ท่านรีบพาสตรีวิกลจริตผู้นี้กลับไปได้แล้ว

ดูเหมือนว่าสวรรค์จะไม่ได้ยินคำร้องเรียกของเขา สตรีข้างๆ ผล็อยหลับไปหน้าตาเฉยเสียแล้ว

ซย่าฉุนอวี๋ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย เกรงว่าจะทำนางตื่นแล้วพรุ่งนี้จะป่วยต่อไปอีก ช่างเถอะ ทนนางอีกเป็นครั้งสุดท้ายก็แล้วกัน


---

*เชิญเทพ เป็นพิธีพื้นเมืองของชาวบ้าน ชาวแมนจูทางภาคเหนือของจีนนับถือลัทธิเชมันเป็นผู้เผยแพร่พิธีนี้ เป็นการเชิญเทพพระเจ้าลงมาประทับขับไล่ภูตผีปีศาจ และช่วยรักษาให้วิญญาณเข้าร่าง

** เฝยเฝ่ย (匪匪) มาจากตัว 匪 ที่หมายถึงโจร

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น